Friday, 5 June 2026
รัชกาลที่4

12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 วันคล้ายวันเกิด ‘หม่อมราโชทัย’ ขุนนางคู่พระทัย ร.๔ ผู้ประพันธ์นิราศต่างแดนเรื่องแรกแห่งสยาม

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 ถือเป็นวันคล้ายวันประสูติของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย นั่นคือ หม่อมราโชทัย หรือ ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูล ณ อยุธยา ขุนนางผู้มีความสามารถรอบด้านแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นที่จดจำในฐานะล่ามหลวงคนสำคัญ ผู้บุกเบิกการทูตกับชาติตะวันตก อธิบดีผู้พิพากษาคนแรกของศาลต่างประเทศ และกวีผู้ประพันธ์วรรณกรรมชิ้นเอกที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ชาวสยามในยุคนั้น

หม่อมราโชทัยเป็นโอรสของกรมหมื่นเทวานุรักษ์ (หม่อมเจ้าชะอุ่ม) และได้ถวายตัวรับใช้ใกล้ชิดเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (รัชกาลที่ ๔) ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวชและสนพระราชหฤทัยในภาษาอังกฤษ หม่อมราชวงศ์กระต่ายก็ได้ศึกษาอย่างจริงจังกับคณะมิชชันนารีจนมีความรู้แตกฉาน เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ความสามารถทางภาษาที่หาตัวจับยากนี้จึงทำให้ท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ และได้รับพระราชทานยศเป็น 'หม่อมราโชทัย' ในที่สุด

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของหม่อมราโชทัยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2400 เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็นล่ามประจำคณะราชทูตที่เชิญพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้ ท่านได้จดบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ก่อนจะนำมาเรียบเรียงเป็นผลงานวรรณคดีล้ำค่าเรื่อง 'นิราศลอนดอน' ซึ่งนับเป็นนิราศเรื่องแรกของไทยที่พรรณนาถึงบ้านเมืองและวิถีชีวิตในโลกตะวันตกอย่างละเอียด

นิราศลอนดอนไม่เพียงแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีชิ้นเอก แต่ยังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการสิ่งพิมพ์ไทย เมื่อหม่อมราโชทัยขายลิขสิทธิ์ต้นฉบับให้แก่หมอบรัดเลย์ในราคา 400 บาท ซึ่งนับเป็นการขายกรรมสิทธิ์หนังสือครั้งแรกของประเทศ แม้หม่อมราโชทัยจะถึงแก่อนิจกรรมในวัยเพียง 43 ปี แต่คุณูปการที่ท่านได้สร้างไว้ ทั้งในด้านการทูต การศาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการวรรณกรรม ยังคงเป็นที่จารึกและยกย่องมาจนถึงปัจจุบัน

รัชกาลที่ 4 ทรงแต่งตั้งพระนโรดมเป็น ’กษัตริย์เขมร’ พร้อมตั้งชื่อให้เลือก - ให้อยู่ในกรอบของสยามไม่ใช่เอกราช

รู้หรือไม่? 'กรุงเทพฯ' เป็นคนตั้ง 'กษัตริย์เขมร'
เรื่องนี้ไม่ใช่เล่าเล่น ๆ นะครับ มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนจากสมัย รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงสยาม ที่พระองค์ทรง ตั้งองค์พระนโรดม ให้เป็น 'เจ้ากรุงกัมพูชา' แต่ต้องเป็นกษัตริย์ที่ อยู่ในบังคับบัญชา ของกรุงเทพฯ เท่านั้น ในเอกสารราชการเขียนไว้ชัดว่า...

> “ให้มีอำนาจอิศริยศ เป็นอธิบดีบ้านเมืองฝ่ายเขมรทั้งปวง บรรดาที่องค์สมเด็จพระหริรักษารามมหาอิศราธิบดีผู้พระบิดา ได้ครอบครองเป็นใหญ่ใต้บังคับบัญชา…”

แปลไทยเป็นไทยก็คือ พระนโรดมได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เขมรแทนพ่อ แต่จะทำอะไรก็ต้องอยู่ใต้คำสั่งหรืออนุญาตจากกรุงเทพฯ จะตั้งขุนนาง จะตั้งข้าราชการในเมืองไหนก็ได้ แต่ต้องรักษาน้ำใจและแสดงความนอบน้อมต่อพระมหากษัตริย์ไทยและเพื่อให้เป็นทางการ พระเจ้าแผ่นดินไทยยังเขียนพระนามเต็ม ๆ มาให้พระนโรดมเลือกเอง 2 แบบ (ชื่อยาวมาก ขนาดพระยังเลือกได้เองว่าอยากใช้ชื่อไหน!) หนึ่งในชื่อที่ส่งไปให้เลือกมีความว่า:

> “องค์สมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวดารคุณ สารสุนทรฤทธิ์ มหิศวราธิบดี... พระเจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี พระปรีชาวิเศษ”

แล้วก็มีบทสอนคุณอีกยาวเหยียดให้ปกครองคนเขมรให้ดี อย่าทำให้ประชาชนเดือดร้อน รู้จักแยกแยะเรื่องของบ้านเมืองให้อยู่รอด อย่าให้เสียการปกครอง แล้วก็ให้ซื่อสัตย์กับกรุงเทพฯ เหมือนที่พ่อเขาทำมาก่อน

ที่สำคัญ ตอนท้ายของเอกสารยังมีคำอวยพรว่า ขอให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และเทวดาทั้งหลายคุ้มครองพระนโรดมให้มีความสุขด้วย

สรุปสั้น ๆ แบบชาวบ้าน กษัตริย์เขมรไม่ได้ขึ้นมาเองนะ กรุงเทพฯ ตั้งให้เขมรเคยเป็นเมืองในบังคับของสยาม มีเจ้าเมืองก็ต้องขอกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 4 ทรงตั้งพระนโรดมขึ้นเป็นเจ้ากรุงกัมพูชา พร้อมตั้งชื่อให้เลือก และ ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบของสยาม ไม่ใช่เอกราช

บทความนี้ไม่ได้จะไปดูถูกใครนะครับ แต่เขียนเพื่อให้เข้าใจตาม หลักฐานราชการโบราณ ที่มีอยู่จริง เราไม่ได้ใส่สีตีไข่ แค่เล่าให้เข้าใจง่ายว่าในอดีตใครเป็นใคร ใครตั้งใคร และใครอยู่ใต้อำนาจใคร

27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 สยามส่งทูตฯ (แพ บุนนาค) พบ ‘นโปเลียนที่ 3’ ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศสถวาย ‘วัวกระทิง’ ชั้นเยี่ยม ตอบแทนมิตรไมตรี

เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งคณะราชทูตนำโดยเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา (แพ บุนนาค) เดินทางไปกรุงปารีส เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 แห่งฝรั่งเศส ถือเป็นภารกิจสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ด้านการต่างประเทศของสยามในยุคต้นรัตนโกสินทร์

ของขวัญพิเศษจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในการครั้งนั้น คือเครื่องมงคลราชบรรณาการจำนวนมหาศาล ซึ่งมีบันทึกว่ารวมถึงพระบรมรูปและเครื่องราชูปโภคของใช้ส่วนพระองค์ ส่งผ่านเรือข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังยุโรป โดยมีการต้อนรับคณะทูตไทยอย่างอบอุ่นที่พระราชวังฟองเตนโบล ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2404 (ค.ศ. 1861)

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ก็ได้ตอบแทนด้วยราชบรรณาการแด่พระเจ้ากรุงสยาม หนึ่งในของขวัญที่ถูกกล่าวถึงมากคือ “วัวกระทิง” พ่อพันธุ์ชั้นเยี่ยมของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลจากงานเกษตรแห่งชาติในปีเดียวกัน คณะทูตไทยตั้งชื่อให้ว่า “ศาลาไทย” หวังนำกลับมาเพาะพันธุ์ในสยาม ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองชาติ

สำหรับของขวัญประเภทสัตว์ไม่ใช่เรื่องแปลกในยุคนั้น เพราะก่อนหน้านี้ รัชกาลที่ 4 ก็เคยมีพระราชดำริถวาย “ช้าง” แด่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับในประวัติศาสตร์จีนที่เคยมีการส่ง “ยีราฟ” เป็นบรรณาการมาแล้วเมื่อกว่า 400 ปีก่อน โดยแม้จะไม่แน่ชัดว่าวัวกระทิงตัวดังกล่าวรอดข้ามซีกโลกมาถึงกรุงเทพฯ หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็บ่งบอกถึงความตั้งใจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แนบแน่นในยุคนั้น

2 สิงหาคม พ.ศ. 2464 วันสิ้นพระชนม์ ‘สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส’ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 และพระสังฆราชองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2464 ณ วัดบวรนิเวศวิหาร รวมพระชนมายุ 61 พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 และทรงอุทิศพระองค์ตลอดชีวิตเพื่อการศึกษาพระศาสนาและการปฏิรูปคณะสงฆ์

พระองค์ทรงริเริ่มวางรากฐานการศึกษาสมัยใหม่ในคณะสงฆ์ โดยทรงจัดตั้งหลักสูตร “นักธรรม” และก่อตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัยในปี 2436 เพื่อส่งเสริมให้ภิกษุสามเณรเรียนทั้งพระปริยัติธรรมและวิชาสามัญ นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้ง “ธรรมจักษุ” นิตยสารทางพระพุทธศาสนา และผลักดันให้วัดกลายเป็นโรงเรียนโดยให้พระทำหน้าที่เป็นครู

ด้วยพระปรีชาญาณและพระวิริยะ พระองค์ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ 5 จนได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชในปี 2453 และทรงเป็นกำลังสำคัญในการปรับปรุงกิจการพระพุทธศาสนาให้มั่นคงและทันสมัยยิ่งขึ้น

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงเป็นแบบอย่างของนักปราชญ์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและความเพียรในการปฏิบัติธรรม อีกทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการวางรากฐานระบบการศึกษาทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 ‘คลองผดุงกรุงเกษม’ เสร็จสมบูรณ์ในรัชกาลที่ ๔ เปิดเส้นทางคมนาคมใหม่ ขยายพระนครสู่ชั้นนอก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2395 คลองผดุงกรุงเกษมแล้วเสร็จในวันนี้ สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงมีพระราชดำริให้ขุดคลองขึ้นรอบนอกพระนคร เพื่อขยายเขตเมืองและเพิ่มพื้นที่อยู่อาศัย รวมทั้งช่วยให้การคมนาคมทางน้ำสะดวกขึ้น

คลองผดุงกรุงเกษมเริ่มขุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2394 โดยมีความยาวประมาณ 5.5 กิโลเมตร ล้อมรอบพระนครชั้นนอก เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งด้านเหนือและด้านใต้ ทำหน้าที่เป็น "คูเมืองชั้นนอก" ป้องกันเมืองจากการรุกราน และเป็นแนวเขตการขยายเมืองในสมัยนั้น

นอกจากประโยชน์ด้านป้องกันและการคมนาคมแล้ว คลองผดุงกรุงเกษมยังช่วยระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก ลดปัญหาน้ำท่วมในเขตพระนคร และเปิดโอกาสให้เกิดชุมชนใหม่ ๆ เกิดขึ้นริมคลอง ทำให้เศรษฐกิจของพระนครเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน คลองผดุงกรุงเกษมยังคงเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ แม้สภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คลองสายนี้ยังสะท้อนภาพการวางผังเมืองและภูมิปัญญาการจัดการน้ำของไทยในอดีตอย่างชัดเจน

16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 รัชกาลที่ ๔ พระราชทานฐานะเมืองปราณบุรี หรือเดิมคือชื่อเมืองนารัง กลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานฐานะให้เมืองปราณบุรีกลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเดิมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์เคยมีชื่อว่า “เมืองนารัง” หรือ “เมืองบางนางรม” ตามหลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 เมืองนารังเลิกร้างไป จนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองบางนางรมขึ้นใหม่ แต่เนื่องจากที่ดินไม่เหมาะสม จึงย้ายไปตั้งที่เมืองกุย และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” รวมเมืองกุย เมืองคลองวาฬ และเมืองบางนางรมเข้าด้วยกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองประจวบคีรีขันธ์ถูกจัดให้อยู่ในมณฑลราชบุรีเป็นอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองปราณบุรีและอำเภอใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเมืองปราณบุรีเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” ในสมัยรัชกาลที่ 6

ปัจจุบันอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ตั้งอยู่กึ่งกลางจังหวัด ห่างจากกรุงเทพฯ 281 กิโลเมตร มีชายแดนติดประเทศไทย-เมียนมา ยาว 44 กิโลเมตร จุดผ่านแดนที่สำคัญคือช่องด่านสิงขร และมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอกุยบุรีทางเหนือ อ่าวไทยทางตะวันออก อำเภอทับสะแกทางใต้ และเขตตะนาวศรีของเมียนมาทางตะวันตก

18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 รัชกาลที่ ๔ เสด็จทอดพระเนตร 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ณ หว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้รับเชื้อมาลาเรียเป็นเหตุให้เสด็จสวรรคต

วันนี้ในอดีต 18 สิงหาคม 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพิสูจน์ความแม่นยำด้านดาราศาสตร์ ด้วยการคำนวณการเกิด 'สุริยุปราคาเต็มดวง' ล่วงหน้าถึง 2 ปี และเกิดขึ้นจริงที่หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พระองค์ยังทรงเชิญเซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ มาร่วมเป็นพยานในเหตุการณ์สำคัญนี้

แม้โหรราชสำนักในเวลานั้นจะไม่เชื่อว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่เมื่อปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ก็เป็นหลักฐานชัดเจนถึงพลังของวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การเสด็จทอดพระเนตรครั้งนี้ทำให้พระองค์ติดพระโรคไข้ป่าจากพื้นที่หว้ากอ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพระอาการประชวร

การเสด็จครั้งนั้น เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 5) ก็ทรงประชวรด้วยพระโรคเดียวกันจนเกือบสิ้นพระชนม์ ขุนนางในราชสำนักถึงกับต้องปิดข่าว ไม่ให้รัชกาลที่ 4 ทรงทราบ เพราะเกรงว่าพระอาการของพระองค์จะทรุดลงยิ่งกว่าเดิม

หลังจากเสด็จกลับจากหว้ากอเพียง 1 เดือน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ก็เสด็จสวรรคตอย่างสงบและมีสติ จนถึงวินาทีสุดท้าย ทรงพลิกพระองค์หันพระพักตร์ไปทางตะวันตก ก่อนตรัสว่า “จะตายเดี๋ยวนี้แล้ว” แล้วเสด็จสวรรคตในท่าเดียวกับพระไสยาสน์วัดบวรนิเวศวิหาร

17 ตุลาคม ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันตำรวจแห่งชาติ’ ตั้งแต่สมัย ร.๔ ผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ยืนหยัดเคียงข้างประชาชนเสมอมา

วันที่ 17 ตุลาคมของทุกปี ถือเป็น 'วันตำรวจแห่งชาติ' เพื่อรำลึกถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จุดเริ่มต้นของวันตำรวจไทยย้อนกลับไปถึงปี พ.ศ. 2403 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการจัดตั้ง “กองโปลิศ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ก่อนจะพัฒนาเป็น 'กรมตำรวจ' ในรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2458 ซึ่งภายหลังได้กำหนดให้วันนั้นเป็น 'วันตำรวจไทย'

ต่อมาในปี พ.ศ. 2560 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ได้เสนอให้เปลี่ยนวันตำรวจจากวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 มาเป็นวันที่ 17 ตุลาคม เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงสุด วันดังกล่าวจึงกลายเป็นวันสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นวันคล้ายวันสถาปนาของหน่วยงานอีกด้วย

สำหรับอาชีพตำรวจไม่ได้มีเพียงการปราบปรามอาชญากรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมภารกิจหลากหลาย ทั้งงานจราจร การป้องกันเหตุร้าย การสืบสวนสอบสวนคดีอาญา การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนดูแลนักท่องเที่ยวและรักษาความสงบเรียบร้อยในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจสายตรวจ 191, ตำรวจทางหลวง, ตชด., ตำรวจท่องเที่ยว หรือ ตม. ล้วนมีบทบาทสำคัญในความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

“วันตำรวจแห่งชาติ” จึงไม่เพียงเป็นวันรำลึกถึงต้นกำเนิดขององค์กรตำรวจไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันแห่งเกียรติยศของผู้สวมเครื่องแบบสีกากี ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ อดทน และเสียสละ เพื่อรักษาความสงบสุขของประชาชนทุกคน เป็นวันที่สังคมไทยควรระลึกถึงและให้เกียรติแก่ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top