ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที คำถามคือ —
ท่ามกลางการเมืองที่ผันผวนของอาเซียน มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ “โครงสร้างพันธมิตร” กลายเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้จริง หนึ่งในนั้นคือ มาเลเซีย ขณะที่ประเทศไทย แม้จะมีพรรคมาก มีแนวคิดหลากหลาย แต่กลับยังหาทาง “ร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ” ไม่ได้เสียที
คำถามคือ — ทำไมระบบพันธมิตรของมาเลเซียถึงอยู่ได้ยาวนาน ขณะที่ของไทยพังซ้ำๆ ทุกยุค?
ระบบเลือกตั้งคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
มาเลเซียใช้ระบบเลือกตั้งแบบ First-Past-the-Post (FPTP) หรือ “เขตเดียวผู้ชนะได้หมด” — ใครได้คะแนนมากที่สุดในเขตนั้น ถือว่าชนะทันที
ระบบนี้บีบให้พรรคการเมืองต้องรวมกัน เพราะถ้าเสียงของฝ่ายเดียวกันแตก แม้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสียทั้งเขตไปได้ง่ายๆ
ในทางตรงข้าม ไทยใช้ระบบผสมระหว่างเขตกับบัญชีรายชื่อ ที่เปิดโอกาสให้พรรคเล็กอยู่รอดได้ ทำให้ “ทุกพรรคอยากมีชื่อในบัตรเลือกตั้ง” มากกว่าจะรวมเป็นพันธมิตรเดียว
พันธมิตรมาเลเซีย: รวมก่อนเลือกตั้ง เพื่อชนะทั้งกระดาน
หลังเอกราชปี 1957 พรรค UMNO ของชาวมลายูจับมือกับพรรคจีน (MCA) และพรรคอินเดีย (MIC) เกิดเป็น Barisan Nasional (BN) — พันธมิตรข้ามเชื้อชาติที่กลายเป็นต้นแบบของอาเซียน
BN ไม่เพียง “รวมชื่อ” แต่รวมทุกอย่าง: โลโก้เดียว (ตราชั่ง), นโยบายกลางร่วม, การแบ่งเขตเลือกตั้งไม่ทับซ้อนกัน, การตัดสินใจแบบ “คณะกรรมการกลาง”
ผลลัพธ์คือ BN ครองอำนาจได้กว่า 50 ปีติดต่อกัน แม้คะแนนนิยมลดลง แต่เพราะพันธมิตรแน่น เสียงไม่แตก
ในปี 2022 ก็ยังเกิด “รัฐบาลผสมข้ามขั้ว” ระหว่าง Pakatan Harapan (ฝ่ายค้านเดิม) กับ UMNO (อดีตรัฐบาล) เพื่อแก้ทาง “สภาไร้เสียงข้างมาก” และรัฐบาลนั้นก็ยังยืนอยู่ได้จนวันนี้
ไทย: รวมหลังเลือกตั้ง แต่แยกก่อนบริหาร
ไทยมีรัฐบาลผสมแทบทุกยุค แต่ต่างจากมาเลเซียตรงที่ “รวมกันหลังเลือกตั้ง” เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่ “รวมก่อนเลือกตั้ง” เพื่อชนะอย่างมีแผน
ผลคือพรรคต่างๆ ต้องต่อรองกันใหม่หลังประกาศผล เกิดดีล–แบ่งเก้าอี้–แลกนโยบาย รัฐบาลจึงเริ่มต้นด้วย “ข้อต่อรอง” มากกว่า “ข้อตกลงร่วม”
อีกทั้งกฎหมายไทยยังไม่เปิดช่องให้จดทะเบียนพันธมิตรเลือกตั้งแบบมาเลเซียได้ เพราะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 10–11 ระบุว่า พรรคการเมืองต้องมีชื่อ โลโก้ และทะเบียนของตนเอง ห้ามใช้ชื่อหรือเครื่องหมายของพรรคอื่น
ดังนั้น “การรวมตัวก่อนเลือกตั้งภายใต้ชื่อเดียว” แบบ BN จึงทำไม่ได้ในไทย หากทำโดยไม่จดทะเบียนใหม่ อาจถูกมองว่าเป็น “พรรคเงา” หรือ “นอมินี” ตามกฎหมายพรรคการเมือง
แล้วถ้าไม่แก้กฎหมาย พรรคไทยจะร่วมมือกันได้ไหม?
คำตอบคือ ได้ครับ — แต่ต้องทำให้ “ถูกกฎหมาย” และ “โปร่งใส”
1. ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU หรือ Electoral Pact)
- พรรคแต่ละพรรคยังคงสถานะของตนเอง
- ประกาศร่วมสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ คนเดียวกัน
- หลีกเลี่ยงการลงแข่งกันในบางเขต
- หาเสียงร่วมได้ หากไม่ใช้โลโก้เดียว
ตัวอย่าง: MOU ฝ่ายประชาธิปไตย (เพื่อไทย–ก้าวไกล–ประชาชาติ–ไทยสร้างไทย) ก่อนเลือกตั้งปี 2566
2. รวมพรรคหลังเลือกตั้ง (Merger)
- หากต้องการใช้ชื่อและโลโก้เดียว ต้องยุบรวมพรรคและจดทะเบียนใหม่กับ กกต.
- คล้ายการรีแบรนด์เป็นพรรคใหม่ เช่น “ประชาธิปัตย์–ชาติไทยรวมพลัง” (สมมติ)
3. ตั้งรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้ง (Coalition Government)
- ถูกต้องเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159
- พรรคยังคงเอกเทศ แต่บริหารร่วมผ่านข้อตกลงนโยบายกลาง
ถ้าไทยอยากได้เสถียรภาพแบบมาเลเซีย ต้องกล้าปรับกติกา
สิ่งที่มาเลเซียสอนเราคือ การเมืองไม่เสถียร ไม่ใช่เพราะคนทะเลาะ แต่เพราะ “กติกา” บังคับให้ทะเลาะ
หากไทยต้องการเสถียรภาพทางการเมืองจริงๆ อาจถึงเวลาพิจารณา “ระบบพันธมิตรเลือกตั้งแบบจดทะเบียน (Coalition Registration)” ให้พรรคที่เห็นตรงกัน สามารถรวมชื่อ–โลโก้–นโยบาย ลงสนามในนามเดียวได้ แต่ยังคงสถานะเป็นพรรคอิสระหลังเลือกตั้ง
นั่นจะทำให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น เห็นขั้วการเมืองชัดขึ้น และรัฐบาลบริหารต่อเนื่องได้จริง
การเมืองมาเลเซียพิสูจน์แล้วว่า “พันธมิตรไม่ใช่การประนีประนอม แต่คือการวางระบบให้ประเทศเดินได้” ส่วนไทย… ยังอยู่ในวงจร “แยกเพื่อแข่ง แล้วค่อยรวมเพื่ออยู่”
วันหนึ่ง หากเราเริ่มคิดจาก “โครงสร้างความร่วมมือ” มากกว่า “อำนาจต่อรอง” เราก็อาจได้เห็นเสถียรภาพแบบเดียวกับ Barisanท Nasional ที่อยู่เหนือพายุการเมืองมาครึ่งศตวรรษ









