Friday, 5 June 2026
รถไฟฟ้า

เปิดตัว ‘MG IM6’ เสริมทัพ!! พรีเมียมอีวี ชาร์จเร็วที่สุดในประเทศไทย ในเวลานี้

(22 มี.ค. 68) บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยทิศทางและแผนการดำเนินธุรกิจในไทยตั้งเป้าปีนี้ ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 5% และมุ่งก้าวสู่ ท็อป 5 ในตลาดยานยนต์ไทย ภายในทศวรรษที่ 2 ผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก เตรียมส่งรถยนต์ไฟฟ้า และ ไฮบริด รุ่นใหม่ เพิ่มเติมพอร์ตโฟลิโอภายในปี 2026 เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เติมเต็มพรีเมียมอีวี NEW MG IM6 เข้าเสริมทัพ ชูจุดเด่น The First-ever Premium Intelligent e-SUV ที่มาพร้อมกับความสามารถในการชาร์จเร็วที่สุดในประเทศไทย ณ เวลานี้ ฟังก์ชันครบถ้วน พร้อมแรงม้าสูงถึง 778 แรงม้า สะท้อนภาพยนตรกรรมที่ล้ำสมัย มอบความตื่นเต้นให้ลูกค้า พร้อมส่งมอบในช่วงเมษายนนี้

เอ็มจี ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอยนตรกรรมคุณภาพสูงที่ครอบคลุมทุกรูปแบบการขับเคลื่อนในหลากหลายเซกเมนต์ด้วยจุดเด่นของฟีเจอร์ที่ครบถ้วนและราคาที่เข้าถึงง่าย ด้วยยอดขายสะสม ณ ปัจจุบันรวมกว่า 220,000 คัน ทั้งยังมียอดการส่งออกรถยนต์จากฐานการผลิตในไทยไปยังภูมิภาคอาเซียนแล้วมากกว่า 32,000 คัน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จที่ได้รับความเชื่อมั่นไม่เพียงแค่ ตลาดภายในประเทศ แต่ยังขยายไปสู่การเติบโตในระดับภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ในทศวรรษที่ 2 เอ็มจี ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดย เอ็มจี มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ และรถไฮบริด เพิ่มเติมภายในปี 2026 เริ่มต้นด้วย NEW MG IM6 ยนตรกรรมไฟฟ้าอัจฉริยะรุ่นเรือธง ที่จะเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์พรีเมียมอีวี และ B-SUV ไฟฟ้าล้วน อย่าง NEW MG S5 EV ที่จะเปิดตัวในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 พร้อมเสริมทัพแผนการขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพลังงานทางเลือกตามเทรนด์โลก และมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1) การตอกย้ำความเป็นผู้บุกเบิกด้านยานยนต์ไฟฟ้าในไทยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง เอ็มจี มุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและคุ้มค่า โดยภายในปี 2026 เอ็มจี เตรียมขยายไลน์อัพรถไฟฟ้าใหม่ ทั้ง SUV และ MPV นอกจากนี้ เอ็มจี ยังเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่มอบการรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์สำคัญของแบรนด์ เพื่อคลายความกังวลเกี่ยวกับความทนทานของระบบไฟฟ้าและเพิ่มมูลค่าให้กับรถมือสอง ทั้งยังให้ความสำคัญกับการยกระดับโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เพื่อให้พร้อมต่อการขยายตัวในการใช้รถอีวี

2) การพัฒนายานยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อเสริมประสิทธิภาพและยกระดับประสบการณ์การขับขี่ เอ็มจี เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีไฮบริดภายใต้แนวคิด “Global Quality, Local Relevance” ด้วยการนำเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชันที่ 2 จาก SAIC MOTOR CORPORATION มาชูจุดเด่นด้านสมรรถนะที่ดีขึ้น การประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า และการขับขี่ที่นุ่มนวล พร้อมคงความคุ้มค่าในการใช้งาน พร้อมกันนี้ เอ็มจี ยังเตรียมขยายไลน์อัพรถยนต์ไฮบริดอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนเปิดตัวรุ่นใหม่ภายในปี 2026 เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าชาวไทยทั้งในกลุ่มครอบครัวและกลุ่มที่มองหาความประหยัดเป็นหลัก

3) สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าในทุกด้าน สำหรับ เอ็มจี เรามุ่งมั่นยกระดับบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนา E-Workshop ระบบบริการดิจิทัล ที่ให้ลูกค้าติดตามงานซ่อมได้แบบเรียลไทม์ สะดวก และมั่นใจได้ในทุกขั้นตอน นอกจากนี้ เรายังตั้งเป้าอัตรา การจัดหาอะไหล่ 99% เพื่อให้บริการได้รวดเร็ว ลดระยะเวลารอคอย พร้อมเสริมด้วยบริการ ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และการดูแลแบบใส่ใจรายบุคคล เพราะที่ เอ็มจี เราเชื่อว่า ลูกค้าทุกคนคือคนสำคัญ และเราพร้อมดูแลตลอดการเดินทาง

4) การขับเคลื่อนแบรนด์สู่ความยั่งยืน พร้อมเคียงข้างสังคมไทย ในปีนี้ เอ็มจี จะยังคงเดินหน้าพันธกิจนำแบรนด์สู่ความยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือกับทั้งลูกค้า พาร์ทเนอร์ และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาองค์กรและสังคมไปพร้อมกัน ทั้งยังสานต่อกิจกรรมเพื่อสังคม และมุ่งถ่ายทอดทักษะด้านนวัตกรรมในการพัฒนาเทคโนโลยี NEV ด้วยเผยการขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะในอนาคตและสร้างบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ

ไฮไลต์สำคัญภายในงานกับการเปิดตัว NEW MG IM6 ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ของแบรนด์ เอ็มจี ซึ่ง NEW MG IM6 ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ “ขับเคลื่อนตัวตน บนความเป็นตัวเอง” (I'M WHO I’M) โดยนำเสนอประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ เติมเต็มทั้งความหรูหราและการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มองหารถเอสยูวีคูเป้ไฟฟ้าที่ไม่เพียงแค่มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังสะท้อนถึงตัวตนของผู้ขับขี่ผ่านการออกแบบที่โดดเด่นและแตกต่างอย่างมีสไตล์ ซึ่งยนตรกรรมรุ่นนี้ได้รับรางวัล 2024 Red Dot Product Design Award ด้วยดีไซน์ภายนอกที่เรียบหรู ภายใต้คอนเซ็ปต์ Gentle Sculpture ทั้งยังคำนึงถึงการใช้หลักอากาศพลศาสตร์ หรือ Aero Dynamics ในการออกแบบเพื่อช่วยเสริมสมรรถนะและเพิ่มประสิทธิภาพของตัวรถได้อย่างลงตัว ผสานกับการออกแบบภายในที่เน้นความสะดวกสบาย ด้วยเบาะ POPO Sofa รูปทรงขนมปังที่มอบความนุ่มนวล ไม่ว่าเส้นทางไหนก็นั่งสบายตลอดทาง เสริมความบันเทิงด้วยหน้าจออัจฉริยะระบบสัมผัส Intelligent Immersive Touch Screens จำนวน 2 จอขนาดใหญ่ ประกอบด้วย หน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิทัลขนาด 26.3 นิ้ว และหน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 10.5 นิ้ว ที่รองรับระบบสั่งการอัจฉริยะ IM OS ที่ได้รับการพัฒนาโดย Alibaba Group ซึ่งระบบดังกล่าวยังได้รับรางวัล Red Dot Design Award สาขา Brand & Communication Design รวมถึงระบบลำโพงรอบทิศทาง 20 ตำแหน่ง ให้ลูกค้าได้เต็มอิ่มกับเครื่องเสียงรอบทิศทางขณะการเดินทาง

โดย ‘MG IM6’ เปิดตัวมาสองรุ่น ในราคาดังนี้
- รุ่น Premium ราคา 1,399,900 บาท
- รุ่น Performace ราคา 1,799,900 บาท

NEW MG IM6 ยังเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นทั้งด้านสมรรถนะและเทคโนโลยีระดับสูง ด้วยแชสซีดิจิทัลอัจฉริยะ IM Digital Chassis ที่มอบความสมดุลและประสิทธิภาพการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังสูงสุดที่ 778 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 802 นิวตันเมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 100 kWh ที่รองรับแรงดันไฟฟ้าสูงถึง 875 โวลต์ ทำให้สามารถวิ่งได้ระยะทาง 634 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งตามมาตรฐาน NEDC มาพร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้ออัจฉริยะ (Intelligent Four-Wheel Steering System) ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเลนในความเร็วสูงเสถียรและการกลับรถในที่แคบได้อย่างง่ายดาย รวมถึงระบบ One Touch iAD ที่ช่วยในการถอยจอดด้านข้าง (One Touch Side Parking) รวมถึง การจอดและออกจากช่องจอดรถในพื้นที่จำกัด (One Touch Escape) และการถอยหลังอัตโนมัติเมื่อขับเจอซอยตัน (One Touch Reverse) สะดวกสบายด้วยฟังก์ชัน Crab Mode เพื่อปรับมุมทั้ง 4 ล้อ ในมุมเดียวกันเพื่อทำการเคลื่อนรถออกจากพื้นที่จำกัด นอกจากนี้ยังมีระบบ Cooling System เจเนอเรชันใหม่ที่สามารถระบายความร้อนถึง 15 องศาเซลเซียส ภายในเวลาเพียง 30 วินาที และมอบความขั้นกว่าด้วยสถาปัตยกรรม 800V Dual SiC Platform ที่ทำให้ NEW MG IM6 เป็นรถที่ชาร์จไฟได้เร็วที่สุดในคลาสเดียวกันและยังสามารถเพิ่มระยะทาง การขับขี่ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ อุ่นใจกับการใช้รถไฟฟ้าด้วยการรับประกันแบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุมมอเตอร์ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) ปลอดภัยในทุกการเดินทาง ด้วยระบบ ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM และ ADAS รวมถึงระบบอำนวย ความสะดวกช่วยควบคุมการขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานระดับ 5 ดาว จาก China NCAP พร้อมดีไซน์ระบบให้รองรับ EURO-NCAP ต่อไป นอกจากนี้ NEW MG IM6 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือกว่าทุกมาตรฐาน ด้วยระบบช่วยจอดอัตโนมัติ APA (Auto Park Assist) ที่ทำให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายดายแม้ในพื้นที่จำกัด และระบบอัจฉริยะแสดงผลในที่มืดและฝนตก (Intelligent Rainy Night Mode) ที่ช่วยให้การขับขี่ในสภาพอากาศที่ยากลำบากยังคงมีความชัดเจน อีกทั้งยังมีระบบช่วงล่างถุงลมอัจฉริยะ (Intelligent Air Suspension) ที่ไม่เพียงแต่ช่วยลด แรงกระแทกต่อพื้นถนนถึงห้องโดยสาร แต่ยังสามารถปรับระดับความสูงของช่วงล่างได้ถึง 3 ระดับ ตามลักษณะการขับขี่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความมั่นคงในทุกการเดินทาง

นาย ซู๋ว หยิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด กล่าวว่า “แม้ในปีที่ผ่านมา เอ็มจี จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เรามุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยการพัฒนาแบรนด์ในทุกมิติ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการผลิต การขยายเครือข่ายบริการหลังการขาย และการเพิ่มประสิทธิภาพ การดำเนินงานต่าง ๆ สำหรับการเปิดตัวและประกาศราคา NEW MG IM6 ครั้งนี้ เรามุ่งหวังที่จะสร้าง มาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยและยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตของแบรนด์ เอ็มจี นอกจากนี้ เรายังคงมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในสังคมไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ระดับสากล โดยในปีนี้ เอ็มจี ตั้งเป้าหมายที่จะ เพิ่มส่วนแบ่งตลาด เป็น 5% พร้อมเดินหน้าแผนธุรกิจอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันสู่หมุดหมายใหญ่ในการขึ้นเป็น แบรนด์ 'ท็อป 5' ภายในทศวรรษที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย”

‘GWM’ ดัน!! ‘ไทย’ สู่ศูนย์กลางการผลิตระดับโลก วางแผนเติบโต ในระยะยาว เพิ่มกำลังการผลิต!! ขยายตลาด เร่งส่งออก ‘อาเซียน – ลาตินอเมริกา - ออสเตรเลีย’

(19 เม.ย. 68) GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” 

ล่าสุด เดินหน้าขับเคลื่อนแผนการผลิตรถยนต์หลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกประเภทพลังงานจากโรงงานอัจฉริยะ (GWM Smart Factory) ในจังหวัดระยอง เพื่อขยายการส่งออกสู่ตลาดโลก โดยในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 นี้ GWM (Thailand) เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อส่งออกไปยังกลุ่มประเทศต่าง ๆ ทั้งในอาเซียน ออสเตรเลีย และลาตินอเมริกา โดยจะส่งรถยนต์เอสยูวีระดับพรีเมียม GWM TANK 500 HEV ไปยังประเทศมาเลเซีย ในขณะที่จะยังคงส่งออกรถยนต์ GWM TANK 300 HEV สู่ประเทศอินโดนีเซีย และ GWM HAVAL H6 HEV รวมถึงเจ้าสิงโตอารมณ์ดี GWM HAVAL JOLION HEV ไปรุกตลาดในประเทศเวียดนามอย่างต่อเนื่อง 

ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนเมษายนนี้ GWM (Thailand) เตรียมส่งออกเจ้าเหมียวไฟฟ้า NEW GWM ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยสู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรก โดยจะส่งออกไปยังประเทศบราซิล ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อีกด้วย ก่อนหน้านี้ GWM (Thailand) ได้มีการส่งออกรถยนต์เอสยูวีไปยังประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามมาแล้ว โดยได้ส่งออกรถยนต์รุ่น GWM TANK 300 HEV, GWM TANK 500 HEV และ GWM HAVAL H6 HEV ไปยังประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ได้ส่งออกรถยนต์ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM HAVAL H6 HEV และ GWM HAVAL JOLION HEV ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประเทศดังกล่าว ทั้งหมดนี้ คือ การสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ GWM (Thailand) ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานสู่ตลาดโลก สร้างงาน สร้างรายได้ และนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทย ด้วยการผลิตรถยนต์คุณภาพที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่ผลิตในประเทศไทย โดยคนไทย สู่การมอบประสบการณ์เพื่อการเดินทางที่ 'เหนือกว่า' ให้แก่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ผ่านกลยุทธ์ 'GWM Go With More'

เจมส์ หยาง รองประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “GWM และทีมงานชาวไทยทุกคนล้วนภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมสร้างการเติบโตให้แก่เศรษฐกิจประเทศไทยด้วยการผลิตและส่งออกรถยนต์ GWM หลากหลายรุ่น ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และลาตินอเมริกา ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะที่เป็นฐานการผลิตประจำภูมิภาคอาเซียน โดยการส่งออกรถยนต์ GWM ในไตรมาส 2/2568 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการผลิตและมาตรฐานระดับโลกของโรงงานของเราที่จังหวัดระยอง โดยผลิตภัณฑ์ภายใต้ GWM TANK ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคในประเทศอินโดนีเซีย ส่วน GWM HAVAL ก็ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากประเทศเวียดนาม ที่สำคัญในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เราจะส่งออก NEW GWM ORA Good Cat ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจจากโรงงานผลิตขนาดใหญ่ของเรา โดยโรงงานที่จังหวัดระยองถือเป็นโรงงานการผลิตเต็มรูปแบบแห่งที่ 2 ของ GWM นอกประเทศจีน (ถัดจากประเทศรัสเซีย) ทั้งนี้ GWM จะมีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลกของ GWM เราพร้อมเติบโตไปในระยะยาวกับลูกค้ารวมถึงพาร์ทเนอร์ชาวไทย และสังคมไทยอย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน โรงงานอัจฉริยะของ GWM ในจังหวัดระยองสามารถรองรับกำลังการผลิตสูงสุดถึง 80,000 คันต่อปี โดย GWM (Thailand) ได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการจำหน่ายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยรถยนต์ทุกรุ่นและทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทยล้วนผลิตจากโรงงานในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยทั้งสิ้น (ยกเว้นรุ่น GWM ORA 07 ที่นำเข้าจากประเทศจีน) โดยล่าสุด ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้งรุ่นไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริด และ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่เพิ่งเปิดตัวที่งานมอเตอร์โชว์ 2025 เมื่อปลายเดือนมีนาคม ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ชาวไทยและเริ่มส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยไปแล้วนั้น ก็ผลิตจากสายการผลิตที่โรงงาน GWM จังหวัดระยองเช่นเดียวกัน โดยมีพนักงานผู้มีความเชี่ยวชาญกว่า 1,100 คน ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับสากล พร้อมทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนประมาณ 45 – 50% 

ซึ่งในอนาคต GWM (Thailand) ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการซัพพลายเชน รวมถึงการบริหารจัดการอะไหล่สำหรับการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าทั่วทุกมุมโลกได้สามารถเข้าถึงยนตรกรรมอัจฉริยะในทุกรูปแบบพลังงานของ GWM ได้ง่ายขึ้น คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น พร้อมรับประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง GWM (Thailand) เดินหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานในหลากหลายเซกเมนต์จากหลากหลายตระกูล ครอบคลุม GWM TANK, GWM HAVAL และ GWM ORA เพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกสู่ตลาดโลก และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลก และส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

NEX ระดมทุนกว่า 3 พันล้านบาท!! เร่งการเปลี่ยนผ่าน พัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทย อย่างครบครัน

(31 พ.ค. 68) บริษัท เน็กซ์ พอยท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NEX ผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรชั้นนำของไทย ประกาศความสำเร็จของการระดมทุนเพิ่ม 3,327 ล้านบาท เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของประเทศ

การเพิ่มทุนครั้งนี้ทำให้ NEX มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,989 ล้านบาท และทำให้บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นจาก 49.99% เป็น 77.77% ความร่วมมือนี้จะช่วยพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างครบครัน

"นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันของเรา" นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานกรรมการของ NEX และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินของ EA กล่าว "ความร่วมมือที่ใกล้ชิดขึ้นนี้ทำให้ EA มีระบบนิเวศ EV ที่สมบูรณ์ ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งเงินทุนเข้าไปที่ NEX เพื่อใช้สำหรับการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด"

กลยุทธ์การใช้เงินทุน

เงินทุนที่ได้รับจะถูกจัดสรรอย่างมีกลยุทธ์เพื่อ:
- ชำระหนี้เจ้าหนี้การค้าที่ค้างอยู่
- เสริมแกร่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว
- สนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องในโครงการโลจิสติกส์สีเขียว
- พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับโซลูชันการขนส่งที่ยั่งยืน

ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำในตลาด
NEX ได้ยึดตำแหน่งเป็นผู้ให้บริการยานยนต์ไฟฟ้าแบบ one-stop service ชั้นนำของไทย โดยนำเสนอ:
- ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์: รถโดยสาร รถบรรทุก และรถหัวลาก
- โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ: เครือข่ายสถานีอย่างครอบคลุม
- บริการหลังการขาย: ความสามารถด้านการบำรุงรักษาและบริการ

ทั้งนี้บริษัทจะให้บริการหลักแก่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ หน่วยงานราชการ องค์กรขนส่งมวลชน และธุรกิจเชิงพาณิชย์ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยลูกค้าได้รับประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายได้สูงสุดถึง 2 เท่าของอัตราปกติ

วิสัยทัศน์สำหรับอนาคต EV ของไทย
"เราขอขอบคุณผู้ถือหุ้นที่ให้ความเชื่อมั่นในภารกิจของเราอย่างต่อเนื่อง" นายธนพัชร์ สุขสุธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมของ NEX กล่าว "การระดมทุนครั้งนี้ช่วยให้เราสามารถขับเคลื่อนภาคการขนส่งเชิงพาณิชย์ของไทยสู่การใช้ไฟฟ้า ขณะเดียวกันพัฒนาเทคโนโลยีและบริการที่พร้อมสำหรับอนาคต"

รากฐานทางการเงินที่ขยายตัวของ NEX สนับสนุนความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ให้บริการ Total Green Logistics Solution ที่สมบูรณ์แบบ สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนที่กว้างขึ้นของไทยและการเปลี่ยนแปลงสู่การขนส่งสะอาดทั่วโลก

Fast Auto Show Thailand 2025 จัดใหญ่!! 2 - 6 ก.ค.นี้ ที่ไบเทค บางนา

(14 มิ.ย. 68) คิง ออฟ ออโต้ โปรดักท์ฯ ผู้จัดงานมหกรรมจำหน่ายรถยนต์ครบวงจร 'Fast Auto Show Thailand' เดินหน้าความพร้อมงาน 'Fast Auto Show Thailand 2025' ผนึกพันธมิตรค่ายรถใหม่หลากแบรนด์ และผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำ ร่วมชูคอนเซพท์ “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” ย้ำ “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” ไม่จำเป็นต้องรอ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงาน 'Fast Auto Show Thailand 2025' เปิดเผยว่า Fast Auto Show Thailand 2025 เป็นงานซื้อ-ขายรถยนต์ครบวงจรที่จัดขึ้นในช่วงกลางปี ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 13 ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือทางการตลาดระดับคุณภาพสำหรับพันธมิตร ทั้งค่ายรถใหม่ และผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำ ในการกระตุ้นให้เกิดแรงซื้อ-ขาย และสร้างโอกาสในการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หนึ่งในอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ ด้วยการผนึกกำลังจัดโปรโมชันที่จูงใจสำหรับรถใหม่ และเงื่อนไขการรับประกันที่เพิ่มความอุ่นใจสำหรับรถยนต์ใช้แล้ว ด้วยคอนเซพท์ “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดการต้นทุนในครัวเรือนให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ให้ความสะดวก และประหยัดเวลาในการ “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” สามารถเปรียบเทียบคุณภาพ การให้บริการ และราคาที่ตรงใจได้ในงานเดียว ซึ่งปีนี้ได้รับการตอบรับด้วยดีเช่นเคยจากกลุ่มธุรกิจยานยนต์รถใหม่ มาครบทั้งรถสันดาป รถไฟฟ้า และรถพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่มาพร้อมโปรโมชันแบบดุดัน และสำหรับรถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดี ปีนี้เรายังเป็นงานแรก และงานเดียวในประเทศไทยที่เพิ่มเติมการการันตีไมล์แท้ของรถยนต์ใช้แล้วทุกคันในงาน หากพบว่าไม่ถูกต้อง รับประกันซื้อคืน 100 % นอกจากนี้ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความสุข ภายในงานยังเปิดให้เป็นพื้นที่ Pet Friendly สามารถนำสัตว์เลี้ยงคู่ใจมาร่วมชมงานได้ และจัดแข่งขัน Strider Racing @Fast Auto Show Thailand 2025 สำหรับนักซิ่งรุ่นจิ๋ว วัย 2-4 ปี โดยจะยกสนามแข่งมาตรฐานมาไว้ในฮอลล์ ซึ่งจะเปิดให้ฝึกซ้อมในวันธรรมดา และแข่งขันชิงรางวัล ในวันเสาร์ที่ 5 และวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2568

'Fast Auto Show Thailand 2025' เป็นงานที่ผสานความร่วมมือของ 3 ค่ายสื่อยานยนต์ที่มีประสบการณ์ในงานจัดแสดงรถระดับประเทศมายาวนาน ได้แก่ กรังด์ปรีซ์ฯ-มอเตอร์โชว์, สื่อสากลฯ-Motor Expo และ วี.เอ แอนด์ ซันส์ฯ ที่คร่ำหวอดในวงการรถยนต์ใช้แล้วมากว่า 15 ปี

ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ รองประธานจัดงาน เผยว่า ปี 2568 เป็นปีที่ท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยต่อเนื่องจากปีที่แล้ว แม้ว่าภาคเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แต่การที่รถยนต์ใหม่หลากรุ่นจ่อคิวทยอยเปิดตัวต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี เป็นสิ่งยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพ และยัง “เนื้อหอม” เป็นที่หมายปองของต่างชาติในการเป็นฐานผลิต จึงเป็นปีที่น่าจับตาว่า เจ้าตลาดดั้งเดิมแต่ละแบรนด์จะขยับตัวอย่างไร เพื่อรับมือกับการตลาดของรถแบรนด์จีน และการมาของรถพลังงานทางเลือกอื่นๆ ที่รักษ์โลกใกล้เคียงกับรถไฟฟ้า ก็ทำให้ตลาดน่าสนใจยิ่งขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้รถยนต์ที่ต้องการในราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้น สำหรับแบรนด์รถใหม่ที่ตอบรับเข้าร่วมในงาน “Fast Auto Show Thailand 2025” ณ เวลานี้รวม 10 แบรนด์ ได้แก่ Isuzu, Toyota, Honda, Mitsubishi, Volvo, Mercedes-Benz, MG, Zeekr, Deepal และ Aion ที่จะมาพร้อมแคมเปญโปรโมชันโดนใจอย่างแน่นอน

อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ รองประธานจัดงาน กล่าวว่า ผมมักจะโดนถามเสมอว่า ทำไมคนถึงต้องมาซื้อรถมือสองในงาน 'Fast Auto Show Thailand' คำตอบง่ายๆ คือ 1. มีรถยนต์สภาพนางฟ้าเลขไมล์น้อยให้เลือกหลากหลายรุ่น ครบทุกเซกเมนท์ 2. ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานต่างเป็นพาร์ทเนอร์กันมานาน มีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ 3. รถทุกคันที่เข้างานต้องผ่านการตรวจสอบจากทีมงานมืออาชีพว่าเป็นรถที่เข้าเงื่อนไขเบื้องต้น 5 ข้อ คือ ไม่ไฟไหม้ ไม่จมน้ำ ไม่ตัดต่อ ไม่ชนหนัก และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้ หากผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง รับประกันซื้อคืน 100 % ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยตอกย้ำความมั่นใจของลูกค้าว่าจะได้รถมือสองชั้นดีจากในงาน และสำหรับปีนี้เรายังมี 2 ไฮไลท์สำหรับผู้ที่สนใจรถกลุ่มนี้ คือ เราเป็นงานแรก และงานเดียวในประเทศไทยที่การันตี “ไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” เพิ่มขึ้นมา และยังจัดหา “ดอกเบี้ยรถมือสอง และเงื่อนไขที่ดีที่สุดในประเทศไทย” เพื่อให้บริการอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วที่เข้าร่วมงานปีนี้มีจำนวน 5 ราย ประกอบด้วย DDS คาร์เซ็นเตอร์, ดาศรีนครินทร์, โย รัชดา, เบนซ์ เค้งหงษ์ทอง และ Volvo Selekt Approved Used Cars

อโณทัย เอี่ยมลำเนา รองประธานจัดงาน ซึ่งดูแลด้านกิจกรรมในงานได้ให้ข้อมูลว่า นอกเหนือจากรถโชว์แล้ว 'Fast Auto Show Thailand 2025' ได้จัดสรรพื้นที่โดยคำนึงถึงบรรยากาศแห่งความสุขของผู้ที่เข้ามาชมงาน อาทิ โซนรถตกแต่งพิเศษ สวยเท่ คูล ใช้งานได้จริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้ใช้รถรุ่นใหม่ที่ต้องการสไตล์เป็นของตัวเอง ส่วนไฮไลท์ปีนี้ คือ Fast Auto Show ได้ร่วมกับ Strider Thailand จัดการแข่งขัน Strider Racing @Fast Auto Show Thailand 2025 สนามใหม่ เพื่อการแข่งขันสุดมันสำหรับนักปั่นตัวน้อย เชิญชวนเหล่านักซิ่งรุ่นเยาว์ อายุ 2-4 ปี ลงสมัครประลองความสามารถทั้งแบบปั่น และแบบไถ รวม 14 รุ่น ชิงรางวัลมากมาย มาร่วมลุ้น และเชียร์กัน ในวันเสาร์ที่ 5 และวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม 2568 ตั้งแต่ 10.00-17.00 น. สนใจสมัคร และติดตามรายละเอียดได้ที่ https://form.jotform.com/251512312965453

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพื้นที่จัดแสดงรถดัดแปลงหลากหลายรูปแบบ เหมาะกับผู้ประกอบการ SME เพื่อจำหน่ายอาหาร และเครื่องดื่ม รวมทั้งให้บริการต่าง ๆ เป็นการนำเสนอไอเดียให้แก่ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคที่กำลังมองหาโอกาสเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หรือต่อยอดธุรกิจ และยังมีบูธของกรุงเทพประกันภัย เพื่อให้คำปรึกษา และนำเสนอประกันภัยรถที่คุ้มค่าสำหรับผู้สนใจ

ในส่วนของกิจกรรม 'ซื้อรถ ลุ้นรับ' ในปีนี้ ผู้จองรถ และซื้อรถทุกคันในงาน ไม่เพียงได้สิทธิ์ลุ้นรับรางวัลใหญ่เป็นเก้าอี้นวดไฟฟ้ารุ่น Robo 8989 Massage Chair จาก Amaxs แบรนด์เก้าอี้นวดไฟฟ้า และเครื่องออกกำลังกายที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ มูลค่า 279,000 บาท จำนวน 1 รางวัล และของรางวัลอีกมากมายหลังจบงานเท่านั้น แต่ยังได้สิทธิ์ลุ้นรับรางวัลประจำวันเป็นสกูเตอร์ไฟฟ้า Segway รุ่น Ninebot KickScooterD18W มูลค่า 16,900 บาท จาก Monowheel จำนวน 5 รางวัล หรือแค่แวะมาชมงาน และร่วมสนุกกับกิจกรรม 'แชร์มา รับไป' เพื่อลุ้นรับรางวัลอีกมากมาย ติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook: FAST AUTO SHOW

ทั้งนี้ งาน 'Fast Auto Show Thailand 2025' ยังเป็นพื้นที่ Pet Friendly สามารถนำสัตว์เลี้ยงแสนรักที่ได้รับอนุญาตตามข้อกำหนดเข้ามาชมงานได้อีกด้วย

'Fast Auto Show Thailand 2025' จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-6 กรกฎาคม ศกนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 102-103 โดยรวบรวมยนตรกรรมมากคุณภาพหลากหลายแนวมาให้ผู้บริโภคได้เปรียบเทียบความคุ้มค่า ครบทุกเซกเมนท์ “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” ในแบบที่คุ้มค่าเงินสูงสุด ภายใต้คอนเซพท์ “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” ครบจบในงานเดียว เข้าชมฟรี ! ไม่มีค่าใช้จ่าย แถมลุ้นรับโชคตลอด 5 วันเต็ม โดยได้รับการสนับสนุนจาก สิงห์ คอร์เปอเรชั่นฯ, ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ มันวาว และศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร บี-ควิก ติดตามรายละเอียดของงานได้ที่ Facebook: FAST AUTO SHOW

‘ฟาสต์ ออโต โชว์ 2025’ ชี้แนะปัจจัย!! เลือกรถคันที่ใช่ ถอยคันที่ชอบ ‘รถใหม่ป้ายแดง – รถมือสอง’ เปรียบเทียบ ตัดสินใจ ด้วยข้อมูลแน่น

(28 มิ.ย. 68) เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับงาน 'ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025' มหกรรมจำหน่ายรถยนต์ครบวงจรที่มากระตุ้นตลาดรถยนต์ช่วงกลางปี มีรถครบทุกเซ็กเมนต์จาก 10 แบรนด์รถใหม่ป้ายแดงกับโปรโดนใจ และ 5 ผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วชั้นนำที่มาพร้อมการรับประกันไมล์แท้   

แต่ก่อนจะไป “เลือกคันที่ชอบ ถอยคันที่ใช่” สำหรับใครที่ยังลังเลเลือกไม่ได้ว่าควรซื้อ 'รถใหม่ป้ายแดง' หรือ 'รถมือสองสภาพดี' พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ประธานจัดงานฯ และกูรูสายรถยนต์ ได้ชี้แนะปัจจัยในการเปรียบเทียบเพื่อตัดสินใจ ดังนี้

· งบประมาณ – ถ้ามีงบประมาณที่แน่นอน มีกำลังในการผ่อนชำระที่ชัดเจน ต้องการโปรโมชั่นเยอะ ๆ ควรเลือกซื้อรถใหม่ป้ายแดงเพื่อตอบโจทย์ความต้องการต่าง ๆ อย่างลงตัว แต่ถ้ามีงบประมาณจำกัด การเลือกซื้อรถมือสองเป็นทางเลือกที่ช่วยแบ่งเบาภาระได้มากกว่า เพราะราคาที่เข้าถึงได้ง่าย และมีตัวเลือกหลากหลายตามงบประมาณ

· สภาพรถ – รถป้ายแดงเป็นรถใหม่ที่ไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน มาพร้อมกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันล่าสุด สะดวกสบายในการใช้งาน ส่วนรถมือสองจะมีสภาพตามอายุการใช้งาน และมีตัวเลือกมากกว่าเมื่อเทียบกับมือหนึ่งในราคาเท่ากัน หากมีความรู้เรื่องการเลือกรถมือสอง อาจจะได้รถสภาพดีเหมือนใหม่ หรือตัวท็อปในราคาที่ถูกลง ดังนั้นควรมีการตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้ถี่ถ้วนก่อนซื้อ และเลือกซื้อรถยนต์มือสองที่มีการตรวจประวัติและสภาพรถที่เชื่อถือได้

· ดอกเบี้ย - ดอกเบี้ยรถใหม่มักจะต่ำกว่าดอกเบี้ยรถมือสอง แต่อาจต้องขึ้นอยู่กับเงินดาวน์ของราคารถเพื่อให้ได้เงื่อนไขที่ดี ส่วนรถมือสองหากผู้ซื้อมีประวัติดีสามารถที่รับเงื่อนไขในการซื้อที่ดีและอาจจะไม่ต้องใช้เงินดาวน์  หรือถ้าราคารถไม่สูงมาก สามารถซื้อเงินสดได้เลย ทำให้ไม่เสียดอกเบี้ยและไม่เป็นภาระในระยะยาว

· การรับประกัน - รถใหม่จะมีการรับประกันเต็มรูปแบบ แต่ควรเลือกผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงดีด้านบริการหลังการขาย ทำธุรกิจมายาวนาน มีศูนย์บริการครอบคลุม เชื่อถือได้ สำหรับรถมือสองควรเลือกซื้อกับผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ ตรงไปตรงมา และมีการระบุเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพหรือข้อตกลงต่าง ๆ ไว้ในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน เพื่อความมั่นใจ

· ค่าบำรุงรักษา - รถใหม่มีค่าบำรุงรักษาน้อยกว่าในช่วงแรกที่มีการรับประกันและฟรีค่าบำรุงดูแลรักษาตามที่บริษัทกำหนด ส่วนค่าบำรุงรักษารถมือสองขึ้นอยู่กับสภาพของรถและประวัติการซ่อม ดังนั้นการตรวจสอบสภาพรถก่อนซื้อจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะการได้รถมือสองสภาพดีจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้

· ค่าเสื่อมราคา – รถป้ายแดงจะสูญเสียมูลค่าทันทีหลังออกจากโชว์รูม ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ จากนั้นค่าเสื่อมราคาจะลดลงตามความต้องการของตลาด ส่วนค่าเสื่อมราคาของรถมือสองจะลดลงตามอายุการใช้งาน ซึ่งราคาขายต่อจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ สภาพรถยนต์ ระยะทางการใช้งาน และความต้องการของตลาดรถมือสอง ณ เวลานั้น ๆ

ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลของรถทั้งสองแบบ เพื่อให้ได้รถคุณภาพดีที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการ งบประมาณ และตอบโจทย์ในการใช้งานมากที่สุด ซึ่งในงาน 'ฟาสต์  ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025' มีทั้ง “รถใหม่โปรโดนใจ รถมือสองไมล์แท้รับประกันซื้อคืน” ให้ได้เปรียบเทียบคุณภาพและราคา โดยเฉพาะรถมือสองที่คัดเกรดมาเป็นอย่างดีพร้อมรับประกันซื้อคืน 100% หากไม่ตรงตามเงื่อนไข 5 ข้อ คือ ไม่ไฟไหม้ ไม่จมน้ำ ไม่ตัดต่อ ไม่ชนหนัก จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และเงื่อนไขข้อที่ 6 ล่าสุด 'รับประกันไมล์แท้' ทุกคัน

พร้อมขอฝากกิจกรรมสำหรับนักซิ่งฟันน้ำนม กับการแข่งขันจักรยานขาไถ 'Strider Racing @Fast Auto Show Thailand 2025' บนสนามแข่งมาตรฐาน สำหรับเยาวชนอายุ 2 - 4 ปี จัดแข่ง 2 รุ่น คือ รุ่น Enjoy และรุ่น Racing รวม 14 รุ่น เพื่อชิงถ้วยและเหรียญรางวัล ในวันเสาร์ที่ 5 และวันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม สมัครออนไลน์ได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน ศกนี้ ติดตามรายละเอียดได้ที่  https://form.jotform.com/251512312965453 หรือสมัครหน้างานในวันแข่งขัน

พบความครบเครื่องเรื่องรถในงาน 'ฟาสต์ ออโต โชว์ ไทยแลนด์ 2025' ระหว่างวันที่ 2 - 6 กรกฎาคม ศกนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 102-103

‘เมโทร กรุ๊ป’ เปิด!! ZEEKR Metro Flagship บางนา กม.5 ชูประสบการณ์กว่า 70 ปี เติมเต็มความเชื่อมั่น ตลาดรถอีวีไทย

(26 ก.ค. 68) นายบดินทร์ บุญวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมโทร กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “ภายใต้หลักการ Win Win Win ความซื่อสัตย์และจริงใจกับคู่ค้าทางธุรกิจและลูกค้าที่ส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ส่งผลให้เมโทร กรุ๊ป ประสบความสำเร็จ สร้างความมั่นคงทางธุรกิจยานยนต์มากว่า 70 ปี สามารถสร้างเป็นเครือข่ายยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ด้วยฐานลูกค้ามากกว่า 200,000 ราย”

“นวัตกรรมพลังงานสะอาดของรถยนต์ไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมของเราและเป็นแรงบันดาลใจให้เลือก ZEEKR รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ด้วยเหตุผลที่ว่า ZEEKR เป็นบริษัทในเครือ Geely Automobile ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตยานยนต์รายใหญ่จากประเทศจีนที่มีความมั่นคง มีความหลากหลายของยานยนต์ที่อยู่ในความดูแล และ ZEEKR มีความโดดเด่นเรื่องการออกแบบและเทคโนโลยีต่างๆ ในลักษณะของการผสานกันระหว่างยานยนต์ตะวันออกและตะวันตก (East Meet West) และการจับมือกับ ZEEKR ในครั้งนี้ส่งให้ เมโทร กรุ๊ป ก้าวสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจยานยนต์ครบวงจร ประเดิมเปิด ZEEKR Metro Flagship โชว์รูมและศูนย์บริการ ที่บางนา กม. 5 โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 60 คันต่อเดือน”

'ZEEKR Metro Flagship' มีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกกระบวนการของการซื้อ และบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด 'Customer-first Experience' เชื่อมต่อนวัตกรรมล้ำสมัย ความพรีเมียม และไลฟ์สไตล์ ไว้ในที่เดียวกัน ผ่าน 3 หลักการคือ Hardware มีโชว์รูม ที่กว้างขวาง สวยงาม สะดวกสบาย ด้วยพื้นที่จัดแสดงรถขนาดหน้ากว้าง 92 เมตร พร้อมบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ คาเฟ่เต็มรูปแบบ และ Share Working Space ที่สามารถรองรับกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลาย

หลักการที่สอง Software ระบบการทำงานและการจัดเก็บข้อมูลลูกค้า ที่จะเป็นผู้ช่วยที่ดีให้กับลูกค้าในการมารับบริการ และหลักการสุดท้าย Peopleware เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรในด้านต่าง ๆ ในทุกภาคส่วน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งมอบการบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้ลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด อาทิ โปรแกรม 'Metro Lux' ที่ให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิกสามารถสะสมคะแนน และรับสิทธิพิเศษมากมาย”

นอกจากนี้ เรามีบริการ 'ใกล้ไกล เรา ใกล้คุณ' เป็นการบริการส่งรถทดลองขับถึงบ้านลูกค้า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บริการรับ-ส่งรถเมื่อถึงกำหนดเข้ารับบริการ โดยการนัดหมายล่วงหน้า บริการรถสำรองให้ลูกค้า บริการรถสไลด์ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นต้น ซึ่งเมื่อผนวกแนวคิดการทำงานแบบ “มาด้วยกัน ไปได้ไกล - Together We Can” ของเมโทร กรุ๊ป เข้ากับวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของ ZEEKR แล้ว เรามั่นใจว่าลูกค้าจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแน่นอน”

โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร ZEEKR Metro Flagship บางนา ก.ม.5 พร้อมให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น. 

ติดตามข่าวสารของ ZEEKR Metro เพิ่มเติมได้ที่ 

https://zeekrmetro.com 

Facebook : ZEEKR Metro 

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 
Call Center 02-0123-999

‘มาห์เล’ เดินหน้าเต็มสูบ!! สู่เป้าหมาย ลดคาร์บอน เน้น!! ลดการปล่อย CO₂ และกระตุ้นเศรษฐกิจ

(27 ก.ค. 68) ความหลากหลายทางเทคโนโลยีเป็นกลยุทธ์ที่มาห์เล (MAHLE) ยึดถือมาโดยตลอด และยังเป็นรูปแบบที่มีความหวังมากที่สุดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (e-mobility) ยังขยายตัวได้ช้า มาห์เลจึงขอเน้นย้ำว่า นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ 100% แล้ว วงการอุตสาหกรรมควรสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงระบบไฮบริดและระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ (range extender) โดยอาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ซีอีโอของมาห์เล ได้เรียกร้องที่งาน MAHLE Tech Day ณ เมืองชตุทท์การ์ท ขอให้ยุโรปแก้กฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยเร็ว เพื่อให้กฎหมายมีผลครอบคลุมกับเทคโนโลยีการเผาไหม้ที่ยั่งยืนและเชื้อเพลิงหมุนเวียนด้วย 

“ในฐานะซัพพลายเออร์ เราต้องการให้กฎหมายมีความเป็นกลางทางเทคโนโลยี (technology neutrality) เพื่อที่เราจะได้เดินหน้าอย่างรวดเร็วในการปกป้องสภาพภูมิอากาศ เพื่อที่ความเชี่ยวชาญและจุดแข็งด้านนวัตกรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปจะยังคงเติบโตต่อไปในยุโรป รวมทั้งการรักษาอัตราการจ้างงานในยุโรป และช่วยให้เศรษฐกิจของยุโรปสามารถกลับมาเข้มแข็งได้ดังเดิม”

โดยมาห์เลไม่เพียงมุ่งเน้นปรับปรุงประสิทธิภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งหมดด้วย เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความยืดหยุ่น ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ผันผวนในปัจจุบัน

ความเป็นกลางทางเทคโนโลยี เพื่อลดการปล่อย CO₂ และกระตุ้นเศรษฐกิจ

“เรามีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในเรื่องการปกป้องสภาพภูมิอากาศ และพร้อมผลักดันระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า (e-mobility)” อาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอของมาห์เล กล่าวกับนักข่าวจากนานาประเทศ นอกจากผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าแบตเตอรี่แล้ว มาห์เลยังลงทุนในระบบไฮบริดและระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่เพื่อที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานได้ในสถานการณ์จริงมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศต่าง ๆ เช่น จีน โดยคาดว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่จะมีส่วนแบ่งในตลาดโลกเพิ่มขึ้น 15% ต่อปีจนถึงปี 2573 และมาห์เลมุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการเติบโตนี้

นอกจากนี้ ฟรานซ์ยังเน้นย้ำถึงศักยภาพของเชื้อเพลิงหมุนเวียน โดยกล่าวว่า “แผนการปกป้องสภาพภูมิอากาศในภาคการจราจรทางถนนอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะสมบูรณ์ไปไม่ได้หากปราศจากเชื้อเพลิงหมุนเวียน ซึ่งนอกจากไฮโดรเจนที่ใช้ในภาคการขนส่งแล้ว เชื้อเพลิงชีวภาพสามารถสนับสนุนการเดินทางส่วนบุคคล (individual mobility) ได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน” เขาเน้นย้ำ

ฟรานซ์กล่าวว่า การที่จะบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศนั้น รถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนนจะต้องใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงสังเคราะห์ให้ได้ในสัดส่วนถึง 30% ภายในปี 2573 “เทคโนโลยีของมาห์เลสามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนได้โดยตรงอย่างไม่มีข้อจำกัด” 

ซีอีโอมาห์เลยังเตือนด้วยว่า สหภาพยุโรป (EU) ได้เดินมาถึงช่วงเวลาที่จะต้องตัดสินใจแล้ว “การปรับปรุงกฎหมาย CO₂ ในยุโรปต้องไม่ล่าช้า เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทำงานโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ จะต้องได้รับการยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแก้ปัญหา” หากไม่มีการสนับสนุนด้านกฎระเบียบ มาห์เลอาจจะระงับการลงทุนในกิจกรรมเกี่ยวกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่ยั่งยืนในยุโรป

มาห์เลชูกลยุทธ์ MAHLE 2030+ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ระบบส่งกำลังทุกประเภทที่มีส่วนช่วยปกป้องสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ยั่งยืน และการจัดการความร้อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด 

ประสิทธิภาพขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง มาห์เลยังคงเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยปรับใช้โครงสร้างองค์กรใหม่ทั่วโลกในระยะเวลา 200 วัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับแต่ละภูมิภาคและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดซื้อ และปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการ “Back on Track 2025” ซึ่งรวมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การปิดอุปกรณ์ และการใช้ระบบความร้อนจากเซลล์แสงอาทิตย์

นอกจากนี้ มาห์เลยังส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยนำแมชชีนเลิร์นนิงมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการผลิตและการดำเนินงานในสำนักงาน ขณะที่เจเนอเรทีฟ เอไอ ช่วยเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเห็นได้จากพัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิก (bionic radial blower) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปีกของนกเพนกวิน ทั้งนี้สามารถพบกับผลิตภัณฑ์นี้ได้ที่งาน IAA Mobility

มาห์เลเข้าร่วมงาน IAA Mobility 2025 มาห์เลจะจัดแสดงนวัตกรรมในสามด้านหลัก ได้แก่ ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่เพื่อเพิ่มระยะทางขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้า โมดูลการจัดการความร้อนที่รวมฮีทปั๊มในตัว และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับเชื้อเพลิงเอทานอลเพื่อลดการปล่อยมลพิษ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ “Efficiency” ที่มาห์เลยึดถือ

ดร. มาร์โก วาร์ธ (Dr. Marco Warth) รองประธานฝ่ายวิจัยองค์กรและวิศวกรรมขั้นสูงของมาห์เล กล่าวว่า “ที่มาห์เล คำว่าประสิทธิภาพไม่เพียงนิยามความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมระหว่างความพยายามกับผลลัพธ์เท่านั้น แต่เรายังทำให้หลักการนี้เป็นไปได้ด้วยโซลูชันนวัตกรรมที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากร ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การขับเคลื่อนที่ยั่งยืน” ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าของรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ 

ความกังวลเรื่องระยะทางวิ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อยานยนต์ไฟฟ้า มาห์เลตระหนักถึงความกังวลนี้ จึงได้นำเสนอระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่เพื่อให้พลังงานสำรองแก่รถยนต์ไฟฟ้าเมื่อแบตเตอรี่หมด ทำให้สามารถใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลงและลดต้นทุน ในขณะที่ให้ระยะทางวิ่งไกลขึ้น
ระบบ 800 V มาพร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงกว่า 97% และเครื่องยนต์สันดาปภายในขนาดกะทัดรัดและไฮเทค ที่ใช้เทคโนโลยี Jet Ignition เทอร์โบชาร์จเจอร์ ระบบหัวฉีดไดเรกต์อินเจกชัน และวาล์วควบคุมแบบ Miller cycle ผลลัพธ์ที่ได้คือ ประสิทธิภาพมากกว่า 42% และมีเสียงรบกวนน้อยที่สุด

“ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของมาห์เลมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และช่วยประหยัดทรัพยากร จึงเป็นชุดแบตเตอรี่พกพาที่กะทัดรัดและมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้สำหรับระบบขับเคลื่อน” มาร์โก วาร์ธ รองประธานฝ่ายวิจัยองค์กรและวิศวกรรมขั้นสูง กล่าว ชิ้นส่วนยานยนต์ที่มาห์เลพัฒนาขึ้นเองนี้ช่วยให้ระบบขับเคลื่อนมีขนาดกะทัดรัด นอกจากนี้ในการทดสอบ WLTP รถยนต์ยังสามารถทำระยะทางได้สูงสุดถึง 1,350 กม.

โมดูลการจัดการความร้อนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและระยะทาง
โมดูลการจัดการความร้อนของมาห์เลประกอบด้วยปั๊มความร้อนประสิทธิภาพสูงที่ช่วยเพิ่มระยะทางของรถยนต์ไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 20% การออกแบบที่ครบเครื่องและขนาดที่กะทัดรัดช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนของระบบ โมดูลนี้สามารถใช้สารทำความเย็นได้หลากหลาย และจะเริ่มเข้าสู่สายการผลิตได้ภายในสองปี

“ข้อได้เปรียบของมาห์เลในสภาพแวดล้อมการแข่งขันของเราคือ ความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนและระบบที่ครอบคลุม ซึ่งเราสั่งสมประสบการณ์เหล่านี้จากการพัฒนาและการผลิตภายในองค์กร ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถนำเสนอโซลูชันแบบองค์รวมที่ประสานการทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ” วาร์ธกล่าว

พัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิก – แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ พัดลมหมุนเหวี่ยงรุ่นใหม่ของมาห์เลได้รับแรงบันดาลใจมาจากปีกของนกเพนกวิน และถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วโดยใช้เครื่องมือ AI ภายในองค์กร พัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิกให้เสียงที่เงียบลง 60% และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น 15% เมื่อเทียบกับพัดลมแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็กในรถยนต์ทุกประเภท 

เครื่องยนต์เอทานอล – มาห์เลพร้อมแล้วสำหรับเชื้อเพลิงที่ยั่งยืน

มาห์เลยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เซลล์พลังงานสำหรับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้เอทานอลเป็นเชื้อเพลิง โดยรถยนต์สามารถลดการปล่อย CO₂ ได้สูงสุดถึง 70% เมื่อใช้เอทานอล E100 

พร้อมกันนี้ มาห์เลขอแนะนำชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่รองรับเอทานอล ซึ่งช่วยลดการปล่อย CO₂ ได้สูงสุดถึง 70% และประหยัดเชื้อเพลิงได้ 1.5% ดีไซน์ของชิ้นส่วนนี้ให้ความมั่นใจในเรื่องของความทนทานและกินน้ำมันน้อยภายใต้ความเค้นจำเพาะ (specific stress) ของเอทานอล

Geely ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีน ปล่อยดาวเทียม 11 ดวง

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ผู้ผลิตรถยนต์จีนก็ผลิตดาวเทียมเช่นกัน เมื่อคืนที่ผ่านมา มีการปล่อยดาวเทียม 11 ดวงจากทะเลในเกาะรื่อจ้าวของจีนอีกครั้ง

ดาวเทียมเหล่านี้มาจากบริษัทเอกชนจีนในเครือของ Geely และจะทำหน้าที่ระบุตำแหน่ง สื่อสาร และสนับสนุนการขับเคลื่อนอัตโนมัติสำหรับ EV ของ Geely

ด้วยการเปิดตัวครั้งนี้ Geely ได้ปล่อยดาวเทียมไปแล้ว 41 ดวง และจำนวนดาวเทียมทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็น 64 ดวงภายใน 2 เดือนข้างหน้า

‘ก.คมนาคม’ ย้ำ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมาแน่ เปิดลงทะเบียน 25 ส.ค. นี้ ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ”

คมนาคม ย้ำ! 25 ส.ค.นี้ เปิดลงทะเบียน ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” 1 คน ลงสิทธิ์บัตร EMV-Rabbit ได้อย่างละ 1 ใบ ยันดันนโยบายเต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดประชาชน

วันที่ (21 ส.ค. 68) นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ในฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 20 บาท (20 บาทตลอดสาย) ขอยืนยันว่าภายในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป จะเปิดให้ประชาชน ลงทะเบียนใช้สิทธิผ่านแอปฯ "ทางรัฐ" โดยไม่มีจำกัดสิทธิ์จำนวนผู้ลงทะเบียน และไม่มีวันปิดลงทะเบียน  

ทั้งนี้ผู้ลงทะเบียนการใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือ EMV Contactless (Visa/Mastercard) กับบัตร Rabbit Card ในการลงทะเบียนผ่านแอป "ทางรัฐ" นั้น ผู้ที่ลงทะเบียน 1 คน ต้องเป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย โดยจะต้องระบุเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก จะสามารถลงทะเบียนบัตร EMV ได้ 1 ใบ และบัตร Rabbit Card ได้ 1 ใบเท่านั้น 

โดยการใช้งานในระยะแรก จะให้บริการ 2 บัตรตามที่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ “ทางรัฐ” คือ บัตร Rabbit Card สามารถใช้บริการได้ 4 สาย คือ สายสีเขียว, สีทอง, เหลือง, ชมพู ขณะที่บัตร EMV Contactless ตามเงื่อนไขธนาคารที่เข้าร่วมให้บริการที่กำหนด สามารถใช้บริการได้กับ 6 สาย คือ สายสีแดง, น้ำเงิน, ม่วง, ชมพู, เหลือง, แอร์พอร์ต เรล ลิงค์ (ARL) พร้อมย้ำว่าการใช้งาน จะเสียค่าแรกเข้าการใช้บริการสูงสุด 20 บาทตลอดสาย ทั้งนี้ผู้ใช้บริการหากทำการเปลี่ยนสายการเดินทางนอกสถานีจะจำกัดเวลา 30 นาที ส่วนหากอยู่ในสายเดิมจะจำกัดเวลา 180 นาที ซึ่งหากเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนด จะคิดค่าแรกเข้าใหม่ทันที 

"โครงการนี้ไม่ได้จำกัดเวลาในการลงทะเบียน ดังนั้นผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมนโยบายในครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องรีบลงทะเบียน เพราะไม่ได้จำกัดสิทธิ และไม่ได้จำกัดจำนวนแต่อย่างใด คนไทยที่มีเลขบัตรประชาชน 13 หลัก สามารถลงทะเบียนได้ทุกคน" นายกฤชนนท์ กล่าว

สำหรับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่ต้องการลงทะเบียน เนื่องจากเข้าเงื่อนไขของพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)สามารถลงทะเบียนได้ที่ได้ที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารประจำสถานีรถไฟฟ้าทุกสถานี  

โดยวัตถุประสงค์ของนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสายนั้น ต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และยังแก้ปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนน ซึ่งประชาชนในกรุงเทพฯจะหันมาใช้รถสาธารณะมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันนี้มีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าทุกสายต่อวันรวม 1.7 ล้านคน/เที่ยว ซึ่งหากเริ่มใช้จริงแล้ว คาดว่า จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มมากกว่า 20% ซึ่งทางกระทรวงฯ พร้อมที่จะจัดระบบขนส่งสาธารณะ ให้สอดคล้องตามไปด้วย เช่น การเพิ่มความถี่ของการเดินรถไฟฟ้า รวมไปจนถึง นำรถโดยสารประจำทางที่เดินสายยาว นำมาปรับใช้ให้สั้นลงตามจุดต่างๆ ของรถไฟฟ้า เพื่อความสะดวกต่อการเดินทาง

สำหรับ ความคืบหน้าการแก้กฎหมายของ พ.ร.บ. การขนส่งทางราง  พ.ร.บ. ตั๋วร่วม และ  พ.ร.บ. รฟม.  ล่าสุดเข้าสู่การพิจารณาในสภาฯชั้นกฎหมายวาระ 2 และ 3  โดยเมื่อผ่านกระบวนการดังกล่าวแล้วจะเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต่อไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เวลา เพื่อทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด แต่ขอยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมพร้อมที่จะผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายอย่างเต็มที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top