Friday, 5 June 2026
ยุบสภา

‘ชูวิทย์’ ชำแหละ 'มีเรา ไม่มีเทา' สโลแกนวางแผนเลือกตั้งของพรรคส้ม อาจปลุกคะแนนเสียงแซงกระแสรักชาติ หลังรัฐบาลอนุทินปราบสแกมเมอร์ไม่คืบ .

(9 พ.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “มีเรา ไม่มีเทา” เนื้อหาระบุว่า การเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดเลือกตั้งด้วยเรื่อง “สีเทา” เป็นหัวหอกหาเสียงหลัก กลิ่นยุบสภากระจายฟุ้ง พรรคส้มที่ตั้งธงจะแก้รัฐธรรมนูญจากการตั้งรัฐบาลพรรคน้ำเงิน ตอนนี้แม้รัฐบาลยุบสภาหนีซักฟอก ก็พร้อมเลือกตั้ง เหตุเกิดจากศึกหนักเรื่อง “สแกมเมอร์” ที่ถูกโยงมาถึง “มิสเตอร์แป้ง” ว่าพัวพันจนสั่นคลอน แม้ไม่มีหลักฐาน แต่ฝ่ายค้านตัวเอกที่เริ่มเรื่องอย่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม ตีฆ้องร้องป่าวทุกวี่ทุกวัน จนขึ้นแท่น “มือปราบสแกมเมอร์” แท็กทีมกับ “ไอซ์ รักชนก” จนเป็นทีมรุ่นใหม่ไฟแรงชนสีเทาฝั่งรัฐบาล

อีกทั้งนานาชาติต่างรุมกดปุ่มถล่มฐานเงินเทา ยึดทรัพย์มโหฬารของจีนเทา ฝรั่งเทา เขมรเทา เป็นเงินหลายแสนล้าน ถึงขั้นออกกฎหมายไล่ล่า “โจรสแกมเมอร์” มีชื่อเทา ๆ คุ้นหู ที่ถูกกระตุกโดย ส.ส. รังสิมันต์ โรม

แต่ตัดกลับมาที่ประเทศไทยอันมีดินแดนติดประเทศกัมพูชา “เมืองหลวงโลกสแกมเมอร์” นายกฯ อนุทินทำได้แค่ท่าทางขึงขังว่า “การปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เป็นวาระแห่งชาติ จะจัดการให้สิ้นซาก”

ว่าแล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการ (อีกแล้ว) แต่กลับไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างนานาชาติที่ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการลิเกใด ๆ รุมยึดทรัพย์ได้รวดเร็ว เห็นผลชัดเจน สะเทือนซ้ำการหลอกลวงของแก๊งสแกมเมอร์ได้เห็นเป็นข่าวไปทั่วโลก เส้นเงินประเทศอื่นเขาไม่ต้องมี แต่ตามยึดได้เป็นแสน ๆ ล้าน ส่วนของไทยเส้นเงินพันกันอีนุงตุงนังจนดูเวียนหัว แต่ถึงบัดนี้ยังยึดอะไรจาก “เฉินจื้อ” ไม่ได้สักบาท รัฐบาลอนุทินยังมัวทำเงื้อง่าราคาแพง แม้มี สส. นักการเมืองสารพัดชื่อในพรรคร่วมรัฐบาลเข้าไปมีเอี่ยว แต่ก็ตีลูกมึนบอก ”ใครมีหลักฐานก็ส่งมา“ ซ้ำร้ายยังไปตั้งทนายความของ “ฝรั่งเทา“ ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสด ๆ ร้อน ๆ จาก ครม. หนู

เมื่อรัฐบาลหนูวางแผนสั้น แต่พรรคส้มวางแผนยาวไปถึงการเลือกตั้งด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ตีกันด้วยเรื่องเทา ๆ ที่ชาวบ้านร้านตลาดถูกใจเหมือนเวอร์ชันก่อนที่พรรคส้มออกสโลแกน “มีลุง ไม่มีเรา” ปลุกกระแสชังสีเทา แซงกระแสรักชาติที่ซาหายลงไป เรื่องการตลาดหาเสียงอย่างนี้พรรคน้ำเงิน พรรคแดง สู้พรรคส้มเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้ จึงเห็นทีมงานพรรคส้ม นำโดย สส.โรม รับข้อมูลจาก “โจ๊ก ระเบิดพลีชีพ” ตีไปที่บรรดาบ่อนออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ เป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ จี้ไปที่เรื่องเทา ๆ ของรัฐบาล “พรรคน้ำเงินเทา” กับ “พรรคกล้าเทา” ยังมีอีกมากล้น ตั้งแต่อดีต พรรคประชาธิปัตย์ฉายา “ฝ่ายค้านมืออาชีพ” เคยบอกผมในฐานะ สส.ใหม่ว่า “เราเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีเรื่องก็ต้องพูดให้มีเรื่อง หากเป็นเรื่องเล็กต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หากเป็นเรื่องใหญ่ก็ต้องล้มรัฐบาลเลย”

แต่มาสมัยนี้ เรื่องสีเทาที่ทั่วโลกรุมทึ้งอย่างสแกมเมอร์ ทำไมที่ไทยไปไม่ถึงไหน? มีทีมงานพรรคส้มแค่ไม่กี่คนจัดการ ส่วนรัฐบาลก็ “โนสน โนแคร์” เหมือนจะบอกว่า “ช่วยรีบ ๆ ยื่นซักฟอกหน่อย” เพราะพรรคน้ำเงินสะสมทุนเตรียมพร้อม พรรคแดงก็มีหัวหน้าพรรคคนใหม่แล้ว  และสำหรับพรรคส้ม ด้วยสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” แม้ยังจัดการใครไม่ได้สักคน แต่แค่หลับตาชี้ไปที่นักการเมืองก็ได้สีเทาอ่อนเทาเข้ม จะชี้ผิดยากเต็มทน ประชาชนเขายี้ไม่อยากเลือก

คนมักถามผมว่า “บ้านเมืองเราจะเป็นยังไง?” ผมได้แต่ตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ประเทศไทยยังอยู่บนแผนที่โลกเหมือนเดิมไม่ไปไหน” โดยเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ อย่าไปหวังอะไรให้มาก เขามาแค่แป๊บเดียว ห้อยหลวงพ่อโกยมาเต็มคอกันทุกคน

ยกกรณีปี 2024 ‘ฝรั่งเศส’ ยุบสภาแล้วไม่จบ บทเรียนการเมืองที่หวัง "รีเซ็ตเกม" แต่สุดท้ายกลายเป็น "ล็อกประเทศ" สะท้อนภาพหากใช้ผิดจังหวะ อาจวิกฤตกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2024 ฝรั่งเศสตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งใหม่แบบเร่งด่วน ด้วยความหวังว่าจะรีเซ็ตความชอบธรรมทางการเมืองและหยุดการขยายตัวของฝ่ายการเมืองคู่แข่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ได้เป็นปุ่มวิเศษที่จะแก้ไขวิกฤตการเมืองได้เสมอไป โดยเฉพาะในสังคมที่แตกขั้วอย่างรุนแรง

กับดักของ "สภาแขวน" ที่ไม่มีใครชนะจริง

ผลลัพธ์จากการเลือกตั้งครั้งนั้นคือ "hung parliament" หรือสภาแขวนที่ไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด สภาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสภาที่ "คานกันไปมา" มากกว่า "ชี้ขาด" นี่คือกับดักสำคัญของการยุบสภาในระบบที่แตกขั้ว คือการยุบเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ประชาชนกลับตอบกลับด้วยคำตอบที่ซับซ้อนและแบ่งขั้วยิ่งกว่าเดิม

ประเทศฝรั่งเศสจึงต้องเข้าสู่โหมด "ต่อรองรายวัน" แทนที่จะเป็นการเดินหน้าเชิงนโยบายอย่างมั่นคง รัฐบาลต้องประคองอำนาจด้วยการต่อรองเพื่อให้ผ่านงบประมาณและกฎหมายสำคัญแบบเฉือนกันเป็นคะแนน ๆ บางครั้งต้องยอมถอยในนโยบายสำคัญเพื่อแลกเสียงสนับสนุนให้รอดพ้นวิกฤตไปเป็นครั้ง ๆ

การยอมรับความผิดพลาดจากผู้นำ

ปลายปี 2024 ผู้นำฝรั่งเศสออกมายอมรับโดยนัยว่า การยุบสภาครั้งนั้นทำให้ความปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง นี่คือการยอมรับที่สะท้อนความจริงสำคัญ: การตัดสินใจที่ "ถูกกฎหมาย" ไม่ได้แปลว่าจะ "ชนะความรู้สึกประชาชน" เสมอไป และที่สำคัญกว่าคือ การยุบสภาอาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าปัญหาเดิมที่ต้องการแก้ไข

ภาพของ "ยุบแล้วไม่จบ" ในปี 2025

แม้จะผ่านมาเกือบปีครึ่ง ฝรั่งเศสยังคงต้องประคองประเทศด้วยการต่อรองทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง นโยบายสำคัญ ๆ ถูกชะลอหรือปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน ความมั่นคงทางการเมืองที่คาดหวังจากการยุบสภากลับกลายเป็นความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ การเมืองอยู่ในโหมด "ต่อรองตลอดเวลา" แทนที่จะเป็นการทำงานเพื่อประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนสำคัญสำหรับไทย

ประสบการณ์ของฝรั่งเศสสอนให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ใช่ "ทางออก" หากไม่ตอบคำถามสำคัญสามข้อก่อน

หนึ่ง สังคมแตกขั้วระดับไหน? หากพรรคการเมืองกระจัดกระจายและแบ่งขั้วรุนแรง การยุบสภาอาจได้สภาแขวนซ้ำหรือแย่กว่าเดิม

สอง รัฐบาลรักษาการมีกรอบชัดเจนหรือไม่? หากกติกาไม่ชัด จะเกิดข้อครหาว่ารัฐบาลรักษาการใช้อำนาจรัฐหาเสียงให้ตนเองหรือพรรคพวก สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

สาม หลังเลือกตั้ง มีแผนจับมือจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่? หากไม่มีแผนชัดเจนว่าฝ่ายใดจะจับมือกับใครได้จริง การยุบสภาก็แค่เลื่อนปัญหาออกไป 60-90 วัน แล้วกลับมาติดอยู่ในวังวนเดิม

มีดผ่าตัด ไม่ใช่ยาพารา

การยุบสภาเปรียบเสมือนมีดผ่าตัดในมือหมอ ไม่ใช่ยาพาราที่กินแล้วอาการดีขึ้นทันที หากใช้ผิดจังหวะหรือในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่แผลจะไม่หาย แต่ประเทศอาจเสียเลือดเพิ่มจากความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ

ฝรั่งเศสในปี 2024-2025 คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ยุบสภาไม่ได้เท่ากับปิดทางตัน หากผลลัพธ์คือสภาแขวนและรัฐบาลที่ต้องแลกทุกกฎหมายด้วยดีลรายวัน บทเรียนนี้ควรเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับทุกประเทศที่กำลังพิจารณาใช้การยุบสภาเป็นทางออกทางการเมือง รวมทั้งประเทศไทยด้วย

‘อนุทิน’ เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง ‘เท้ง’ บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง ยึดตาม MOA แต่เรื่องคงอำนาจ สว. โหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง รับสั่ง สว. ไม่ได้ แย้มพร้อมหนุนประชามติแก้รัฐธรรมนูญคำถามแรก

(12 ธ.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจยุบสภา ว่า ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ตนและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นรัฐบาลได้ เพราะพรรคประชาชน (ปชน.) ให้มาเป็น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็พยายามทำมาตลอด และในสัญญาที่มีต่อกันใน MOA ทั้ง 4 - 5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจ สว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันใน MOA มาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้นายกฯ ยุบสภา

"ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น" นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า ก่อนถึงจุดนี้ได้เจรจากับพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการพูดคุย และประสานกัน ซึ่งคนที่ประสานงานหลัก คือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยุบสภามาจากการที่พรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจนที่ท่านต้องการให้ยุบสภา ตนก็ยุบ เพราะท่านให้ตนมาเป็นรัฐบาล ตนก็ให้เกียรติท่าน

เมื่อถามว่า การยื่นยุบสภาเป็นการยื่นก่อนที่พรรคประชาชนจะมีท่าทีในการเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำทุกอย่างแล้ว มาจนถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้มีการโหวตในวาระ 1 และวาระ 2 แต่มาติดที่มาตรา 256/28 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่มีความสามารถที่จะไปกดดันหรือบังคับโน้มน้าว สว.ตามที่พรรคประชาชนต้องการได้

เมื่อถามว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนการคงอำนาจ สว.ไว้ ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นการหักหลังทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ให้ไปดู MOA เขียนไว้อย่างไร ซึ่ง MOA ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ สว.เลย แต่เป็นข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อตกลงที่จะไม่มีการเพิ่มจำนวน สส.และไม่พยายามเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นบริบททางการเมืองที่เราสามารถทำได้ แต่เราก็ไม่ทำ ซึ่งการขอให้มีมติเกี่ยวกับคำถามแก้รัฐธรรมนูญเราก็ทำให้ หากส่งมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนได้หารือกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ท่านก็บอกว่าสามารถที่จะกำหนดวันทำประชามติได้ โดยอำนาจคณะรัฐมนตรีที่ยังรักษาการอยู่ ตนก็ทำให้ รักษาเงื่อนไขตามเอ็มโอเอ พร้อมย้ำว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ในอนาคตยังจับมือกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เมื่อถามว่า การยุบสภาครั้งนี้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามเรื่องการเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตนได้เตรียมไว้แต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรี แค่เปลี่ยนเดือนมาแค่สองเดือนเท่านั้นเอง เราต้องยอมรับสภาพว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เข้ามาเพื่อจัดการปัญหาบ้านเมืองที่ติดขัดค้างคาให้ผ่านพ้นไปได้ เช่น การเจรจาทางการค้า การยอมรับจากนานาชาติ การนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก เรื่องความมั่นคงก็ทำให้เป็นปึกแผ่น การจัดระเบียบข้าราชการให้บริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งเมื่อคนที่เขานำเราเข้ามา บอกให้เราทำแค่นี้ เราก็คืนอำนาจให้ประชาชน



 

ย้อนรอยวิกฤตการเมืองไทยในอดีต เมื่อ "ยุบสภา" ถูกเสนอเป็นทางออก แต่ผู้มีอำนาจไม่ยอมกดปุ่ม บางครั้งจบด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ

ในระบอบรัฐสภา "การยุบสภา" คือปุ่มรีเซ็ตความชอบธรรมที่ตรงที่สุด โดยคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อลดแรงปะทะบนถนนและตัดข้อครหาเรื่องรัฐบาลที่หมดสภาพทางการเมือง แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายช่วงสะท้อนภาพซ้ำๆ เมื่อวิกฤตปะทุและเสียงเรียกร้องให้ยุบสภาดังกระหึ่ม รัฐบาลจำนวนไม่น้อย "ไม่ยอมยุบ" แล้วประเทศจบที่ทางออกอื่น ไม่ว่าจะเป็นศาล รัฐประหาร การปราบปราม หรือการเปลี่ยนขั้วในสภา ซึ่งมักทิ้งบาดแผลยาวกว่า

พฤษภาทมิฬ 2535: เลือดออกก่อนยอมยุบ

วิกฤตปี 2535 เกิดจากการเมืองหลังเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งนายกรัฐมนตรีที่สังคมจำนวนมากมองว่าขาดความชอบธรรม จนเกิดการชุมนุมใหญ่และการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม สิ่งที่น่าสังเกตคือ "ทางออกแบบยุบสภา" ไม่ได้ถูกกดตั้งแต่แรก ความขัดแย้งลากไปจนเกิดความสูญเสีย ก่อนจะไปจบที่การตั้งรัฐบาลรักษาการและการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในเวลาต่อมา

บทเรียนชัดเจน เมื่อรัฐเลือก "ดื้อ" แทน "คืนอำนาจประชาชน" ต้นทุนที่จ่ายมักเป็นเลือด และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการกลับไปหา "ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง" อยู่ดี

วิกฤต 2551: ศาลตัดสินแทนประชาชน

ปี 2551 การเมืองร้อนแรงจากแรงกดดันบนถนนและความขัดแย้งในสภา ข้อเสนอให้ยุบสภามีอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ประเทศไม่ได้เดินไปตามเส้นทาง "เลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสิน" ปลายทางของวิกฤตกลับไปจบที่กลไกอื่น เช่น กระบวนการทางศาลและการยุบพรรค พร้อมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ผ่านสมการเสียงในสภา ซึ่งแม้ถูกกฎหมาย แต่ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมไม่หายไป เพียงเปลี่ยนรูปและสะสมแรงปะทุรอบใหม่

เม.ย.-พ.ค. 2553: ปฏิเสธยุบสภา จบด้วยเลือด

วิกฤตปี 2553 เป็นภาพชัดของการยื่น "ทางออกยุบสภา" แล้วไม่ถูกยอมรับ ความขัดแย้งยกระดับและจบลงด้วยการใช้กำลัง พร้อมความสูญเสียจำนวนมาก และรอยแผลทางสังคมที่ยืดเยื้อ การไม่ยุบสภาอาจทำให้รัฐบาล "อยู่ต่อ" ได้ในเชิงเวลา แต่ทำให้ประเทศ "จ่ายแพงกว่า" ทั้งต่อชีวิตคน ความไว้วางใจ และความชอบธรรมของสถาบันการเมือง

ม็อบเยาวชน 2563-2564: คุมด้วยกฎหมายและคดี

การชุมนุมระลอกปี 2563 เริ่มด้วยข้อเรียกร้องที่ชัด รวมถึง "ยุบสภา" เพื่อเปิดทางให้ระบบการเมืองรีเซ็ตผ่านการเลือกตั้ง แต่รัฐเลือกเดินเกมประคองอำนาจและคุมสถานการณ์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีเป็นหลัก ผลที่ตามมาคือ ทั้งรัฐและผู้ชุมนุมถูกดึงเข้าสู่สงครามความชอบธรรมระยะยาว รัฐอาจชนะพื้นที่บางวัน แต่เสียความไว้วางใจทีละนิด

เคสปี 2568: วนกลับมาที่ยุบสภาอยู่ดี

ภาพที่ชวนคิดคือ เมื่อการเมืองเข้าสู่จุดที่แรงกดดันสูง การยืนยัน "ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา" อาจช่วยยื้อเวลา แต่หากแก่นปัญหาคือฉันทามติในสภาแตกและความชอบธรรมถูกท้าทายหนัก การเมืองมักวนกลับมาหาทางเลือกเดิม คือการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ "ไม่ยุบ" อาจยื้อได้ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา หากเงื่อนไขของวิกฤตยังอยู่เหมือนเดิม

ไม่ยุบสภา = เปลี่ยนสนามรบ ไม่ได้หนีปัญหา

ประวัติศาสตร์ไทยบอกเราอย่างเจ็บปวดว่า เมื่อวิกฤตสุกงอมและมีข้อเสนอ "ยุบสภา" เป็นทางออก แต่รัฐเลือก "ไม่ยุบ" ปัญหาไม่ได้หายไป มันแค่ย้ายสนามจากถนนไปศาล จากศาลไปสมการอำนาจ จากสภาไปความรุนแรง หรือท้ายที่สุดก็วนกลับมาที่การยุบสภาในวันที่ต้นทุนแพงกว่าเดิม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ยุบหรือไม่ยุบ" อย่างเดียว แต่คือ ยุบเมื่อไหร่จึงจะลดต้นทุนประเทศ และยื้อเมื่อไหร่จึงกลายเป็นการผลักประเทศไปสู่ทางตันที่แพงกว่า

บทเรียนซ้ำๆ ของไทยคือ การไม่ยุบสภาไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่มักทำให้ "ต้นทุนประเทศ" แพงขึ้น ทั้งในรูปของชีวิตคน ความเชื่อมั่นทางการเมือง และความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมที่สะสมไปอีกนาน การเลือกทางออกที่เหมาะสมและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำการเมืองควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพื่อการอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

เจาะกลยุทธ์ยุบสภา ‘สเปน’ ปี 2023 "แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่" ใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมือง แต่ถูกมองใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

สเปนยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่น: กล้าเดิมพันกับประชาชนหรือหนีความรับผิดชอบ?

ในปี 2023 ผู้นำสเปนตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งทั่วไปอย่างฉับพลันหลังพรรคของตนแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับภูมิภาค กลยุทธ์ "ช็อกแอนด์ออว์" นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าการยุบสภาสามารถใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมืองได้จริง แต่ก็เสี่ยงถูกมองว่าเป็นการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือรีเซ็ตกระแส

สูตรสเปน: แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่

แก่นของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การ "ควบคุมเรื่องเล่า" (narrative control) แทนที่ข่าวจะเป็น "รัฐบาลแพ้การเลือกตั้ง" กลับกลายเป็น "ให้ประชาชนตัดสินอนาคตประเทศ" การขยับเร็วทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวและเล่นตามเกมใหม่ทันที โดยไม่มีเวลาสร้างโมเมนตัมต่อต้าน

การประกาศเลือกตั้งอย่างกะทันหันสร้างความตื่นตัวและดึงความสนใจของสาธารณะมาที่วาระใหม่ แทนที่จะปล่อยให้ความล้มเหลวจากการเลือกตั้งท้องถิ่นครอบงำวาทกรรมการเมืองต่อไปเรื่อย ๆ

ผลข้างเคียงที่มักถูกมองข้าม

การยุบสภาแบบฉับพลันไม่ได้กระทบเฉพาะฝ่ายค้าน แต่ยังกระทบพรรคร่วมและกลไกในฝ่ายรัฐบาลเองด้วย ทั้งการจัดทัพผู้สมัคร การเจรจาดีลกับพันธมิตร และการเตรียมความพร้อมหาเสียง บางครั้งการ "สับคันเร่ง" เร็วเกินไปอาจทำให้ทีมของตัวเองยังไม่พร้อม ส่งผลให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

บทเรียนสำหรับไทย

กรณีสเปนสอนให้เห็นว่า การยุบสภาสามารถเป็นเครื่องมือพลิกกระแสได้จริง แต่สังคมจะถามกลับทันทีว่า "ยุบเพราะประเทศต้องไปต่อ หรือยุบเพราะผู้นำต้องรอด?"

นอกจากนี้ยังมีคำถามสำคัญว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ชัดเจน ได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกครั้ง ประเทศจะจัดการกับสถานการณ์นั้นอย่างไร นี่คือกับดักเดียวกับหลายประเทศ ยุบสภาเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่กลับได้คำตอบที่ซับซ้อนและยากต่อการจัดการมากกว่าเดิม

ความเสี่ยงของการพลิกโต๊ะ

การยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นคือการเดิมพันใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์การสื่อสารที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะตีความการกระทำนี้ในแง่บวก หากสังคมไม่ซื้อ "เรื่องเล่า" ที่รัฐบาลพยายามสร้าง การยุบสภาก็จะถูกมองว่าเป็นการหนีความรับผิดชอบและใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

การยุบสภาแบบสเปนคือการ "สับคันเร่ง" เพื่อเปลี่ยนเกมและควบคุมวาทกรรม แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลหรือไม่เชื่อในความจริงใจ มันก็จะกลายเป็น "สับคันเร่งลงเหว" ทันที ความสำเร็จหรือล้มเหลวของกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำสามารถโน้มน้าวประชาชนได้หรือไม่ว่า การยุบสภาครั้งนี้เพื่อประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชนะในเกมการเมือง
 

บทเรียนจาก ‘เยอรมนี-โปรตุเกส’ ที่ใช้ "โหวตความไว้วางใจ" เป็นประตูก่อนรีเซ็ตประเทศ ผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง ๆ"

การยุบสภาในหลายประเทศไม่ใช่การกดปุ่มเดียวจบตามอำเภอใจของผู้นำ แต่ต้องผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ไม่ใช่เพียงการยุบเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง ประสบการณ์ของเยอรมนีและโปรตุเกสสะท้อนให้เห็นถึงระบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" ที่ใช้การโหวตความไว้วางใจเป็นมาตรฐานก่อนเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

เยอรมนี: ต้องแพ้โหวตไว้วางใจก่อนยุบสภา

ระบบการเมืองเยอรมนีออกแบบให้การยุบสภาเกิดขึ้นได้ยาก โดยมักผูกกับกระบวนการ "โหวตความไว้วางใจ" ของนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาได้อีกต่อไป การแพ้โหวตความไว้วางใจจึงกลายเป็นหลักฐานทางการเมืองที่ชัดเจนว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ก่อนที่จะเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

กลไกนี้ป้องกันไม่ให้การยุบสภากลายเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีที่ผู้นำใช้เพื่อหาประโยชน์ในเกมการเมือง แต่เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

โปรตุเกส: รัฐบาลเสียงข้างน้อยล้มจากความไว้วางใจ แล้วค่อยยุบ

โปรตุเกสก็สะท้อนหลักคิดที่คล้ายคลึงกัน เมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยสูญเสียความไว้วางใจจากสภา การล้มของรัฐบาลจากการโหวตจึงนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า การ "ยุบสภา" ในบางประเทศยุโรปคือมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่ท่าทีเชิงการตลาดหรือกลวิธีทางการเมือง

ข้อดี-ข้อเสียของระบบนี้

ข้อดี ของระบบยุบสภาแบบมีเงื่อนไขคือ ช่วยลดข้อครหาว่า "ยุบเพื่อเอาเปรียบ" เพราะรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีเสียงข้างมากพอจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้การยุบสภาเป็นมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้กดดันหรือขู่เข็ญฝ่ายตรงข้ามได้รายวัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสีย ก็มีเช่นกัน หากการเมืองแตกขั้วอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดวงจรการเลือกตั้งที่ถี่เกินไปและสิ้นเปลืองต้นทุนของประเทศ โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งยังคงได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยซ้ำ

บทเรียนสำหรับไทย: ควรมีกติกากันการยุบเล่นเกมหรือไม่?

ประสบการณ์จากเยอรมนีและโปรตุเกสชวนให้ไทยพิจารณาว่า ควรออกแบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" เพื่อลดการยุบที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเพียงเกมการเมืองหรือไม่

แนวทางที่อาจพิจารณาได้ เช่น กำหนดให้ยุบสภาได้เมื่อรัฐบาลแพ้โหวตความไว้วางใจหรือไม่สามารถผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณได้ หรือกำหนดเส้นตายการจัดตั้งรัฐบาลภายในระยะเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้จึงค่อยยุบสภา

นอกจากนี้ ควรวางกรอบอำนาจของรัฐบาลรักษาการให้ชัดเจน เพื่อลดการใช้อำนาจรัฐในการหาเสียงหรือสร้างความได้เปรียบให้ตนเองในช่วงหาเสียง

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีและโปรตุเกสไม่ได้สอนว่า "การยุบสภาเป็นทางออกที่ดี" แต่สอนว่า "ถ้าจะยุบ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าจำเป็นจริง" การยุบสภาไม่ควรเป็นของเล่นในมือนายกรัฐมนตรีหรือเครื่องมือทางยุทธวิธี แต่ควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่ใช้เมื่อการบริหารประเทศต่อไปไม่ได้จริงๆ

การออกแบบกติกาที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า การตัดสินใจยุบสภาไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัวทางการเมือง แต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนสำคัญที่ไทยควรนำมาพิจารณาในการปรับปรุงระบบการเมืองให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

คืนอำนาจสู่ประชาชน! ย้อนรอยเส้นทาง ‘อนุทิน’ ชิงยุบสภา ตัดหน้าซักฟอก ปูทางเลือกตั้งใหญ่ 8 กุมภาฯ 69

ภายหลังจากที่สถานการณ์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ในปี 2569 บรรยากาศการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ทั่วทั้งประเทศกำลังจับตามองก้าวต่อไปของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ตัดสินใจประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ตัดสินอนาคตประเทศอีกครั้ง

 ชนวนเหตุสะบั้นรัก: เมื่อ "ดีลพิเศษ" ถึงทางตัน

จุดเริ่มต้นของการประกาศยุบสภาครั้งนี้ มาจากข้อตกลงประวัติศาสตร์ระหว่าง พรรคภูมิใจไทย และ พรรคประชาชน เมื่อเดือนกันยายน 2568 หลังจากที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยนายอนุทินได้รับเสียงสนับสนุนให้ขึ้นดำรงตำแหน่งภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ "ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน" เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญและจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งพุ่งถึงขีดสุดในช่วงต้นเดือนธันวาคม เมื่อเกิดความเห็นต่างอย่างรุนแรงในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจ สว. จนนำไปสู่เหตุการณ์สภาล่มซ้ำซาก และพรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้นายอนุทินตัดสินใจประกาศยุบสภาทันทีเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top