Saturday, 17 October 2026
มธ

‘สมโภช’ ศิษย์เก่า มธ. ขอประณาม!! สภานักศึกษาศูนย์รังสิต ปมใช้ตราธรรมจักรออกแถลงหยาบคาย หลัง ส.ว.ไม่โหวต ‘พิธา’

(16 ก.ค. 66) จากกรณีที่คณะกรรมาธิการส่งเสริมประชาธิปไตยและความเท่าเทียม สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ออกแถลงการณ์ประณามการกระทําของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ไม่ลงมติเห็นชอบให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา นายสมโภช โชติชูช่วง อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ศิษย์เก่าคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (สิงห์แดง รุ่นที่ 30) ได้แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าว ว่า ธรรมจักร เป็นสัญลักษณ์แห่ง ‘ธรรม’ ที่ชาวธรรมศาสตร์ที่มี ‘จิตวิญญาณธรรมศาสตร์’ จิตวิญญาณที่รักความเป็นธรรม จิตวิญญาณแห่งการรัก เคารพ เทิดทูน และรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ (ซึ่งก็คือพลเมืองไทยในชาติ) ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จิตวิญญาณแห่งการรับใช้ประชาชน ‘ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’
.
จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ คือ จิตวิญญาณแห่งการรับใช้ชาวบ้าน คนธรรมศาสตร์ทุกคนเชื่อมั่นและยึดมั่นว่า ‘หากขาดโดม เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม’

ผมเดินเข้ารั้วธรรมศาสตร์วันแรก ก็ได้อ่าน จำ และถือปฏิบัติตามบทกลอนนี้มาตลอด “ณ แคว้นธรรมค้ำไทยในถิ่นนี้ ชนเสรีรุ่นใหม่ได้มาถึง เขาแกร่งกร้าวมั่นใจไม่พรั่นพรึง แม่โดมซึ้งลูกใหม่ในอุรา ขอต้อนรับเพื่อนเยาว์ก้าวมาเถิด ช่วยกันเทิดผองไทยให้แกร่งกล้า มวลชนกับธรรมศาสตร์จะยาตรา เพื่อกู้หน้ากู้ไทยด้วยใจทะนง”

เพลงพระราชนิพนธิ์ ‘ยูงทอง’ ซึ่งเป็นเพลงประจำสถาบัน ก็ยังฝังจำเตือนใจอยู่ ‘ธรรมจักรนบบูชาเทิดไว้’

วันนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับคนที่บังเอิญสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ แต่คงไม่ได้รับการถ่ายทอดจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ไว้ในสายเลือด แล้วบังอาจเอาธรรมจักรอันสูงส่งด้วยคุณธรรม มาเป็นสัญลักษณ์สภานักศึกษา เป็นเครื่องหมายที่หัวกระดาษ แล้วส่งแถลงการณ์ที่ถ่อยเถื่อน หยาบคาย ต่ำทราม ในท้ายแถลงการณ์ ที่ ‘บัณฑิต’ เขาไม่ทำกัน เว้นแต่ไพร่สถุลในคราบนักศึกษา

อาจารย์ป๋วย เคยเขียนกลอนเตือนใจชาวธรรมศาสตร์ไว้ “วิสัยบัณฑิตผู้ทรงธรรม์ ไป่เปลี่ยนไป่แปรผัน ไป่ค้อม ไป่ขึ้น ไป่ลงหัน กลับกลอก กายจิตวาทะพร้อมเพรียบด้วย สัจจธรรม”

แต่สิ่งที่มันเหล่านี้ทำกัน มันตรงกันข้ามกับคำสอนและจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ เหมือนฟ้ากับเหว มันอาจจะบอกว่าเป็นคนรุ่นใหม่ ฉลาด และเก่งกว่าคนแก่ คนรุ่นเก่า แต่ผมจำได้ อาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร เคยสอนพวกผมว่า ”นอกจากจะมีความรู้เชี่ยวชาญทางวิชาการในสาขาวิชาชีพแล้ว ลูกศิษย์ของผมทุกคนต้องรู้อยู่อีก 2 เรื่อง คือ รู้ดีรู้ชั่ว คนไหนไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่มีความกตัญญูกตเวที คนนั่นไม่เจริญ อยู่ที่ไหนสังคมก็ตั้งข้อรังเกียจ”

ผมขอประณามและคัดค้านการกระทำเยี่ยงไพร่สถุลต่ำทรามของมันเหล่านี้ และมันต้องเลิกนำธรรมจักรและสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ไปแอบอ้างในการกระทำที่ต่ำทรามไพร่สถุลของมันในทุกๆ เรื่อง

‘ดร.นิว’ เฮ!! ผลหยั่งเสียงเลือกอธิการบดี มธ. ‘ปริญญา’ ได้ที่โหล่ อาจปิดช่องประชาคมธรรมศาสตร์ ต่อท่อกับพรรคก้าวไกลเสียที

(24 ก.พ. 67) ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ ‘ดร.นิว’ นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“โชคดีของประชาคมธรรมศาสตร์ที่นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดีในอันดับท้ายสุด มิฉะนั้นไม่รู้ว่าธรรมศาสตร์จะไปทางไหน เพราะนายปริญญาปล่อยให้ม็อบสามนิ้วใช้ธรรมศาสตร์ปราศรัยล้มล้างการปกครอง ใช้วิชา TU100 ต่อท่อกับพรรคก้าวไกล ดังนั้น #ให้ปริญญาจบที่รุ่นเรา ก็ดีแล้ว”

สำหรับการหยั่งเสียงเพื่อเลือกอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนใหม่ เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 3 ราย คือ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ คณะรัฐศาสตร์, รศ.ดร.พิภพ อุดร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์

ผลการนับคะแนนเบื้องต้นปรากฏว่า ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 26 ส่วนงาน, รองลงมาคือ รศ.ดร.พิภพ ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 12 ส่วนงาน และ ผศ.ดร.ปริญญา ได้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับที่ 1 ใน 5 ส่วนงาน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะได้จัดประชุมในวันที่ 28 ก.พ. เพื่อรายงานสรุปความคิดเห็น เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยทราบ พร้อมทั้งทาบทามบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสัมภาษณ์ และแถลงแนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยต่อคณะกรรมการสรรหาฯ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัย นักศึกษา และศิษย์เก่า เข้ารับฟังการแถลงแนวทางการบริหารในวันที่ 19 เม.ย. ต่อไป

มจธ จับมือ มธ ลุยนวัตกรรมทันตกรรม พัฒนาวัสดุอุดฟันไมครอน ลดฟันผุซ้ำได้ดี เสริมความทนทานสูง ลดพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาสูง ระยะยาว สร้างความเท่าเทียม รักษาฟันทั่วไทย

มจธ. จับมือ มธ.พัฒนานวัตกรรม “วัสดุอุดฟันระดับไมครอน” ป้องกันฟันผุซ้ำ ลดการนำเข้าวัสดุ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.)

ประเทศไทยกำลังเจอโจทย์ใหญ่ด้าน “ความมั่นคงทางสาธารณสุข” และ “ความเท่าเทียมในการทำฟัน” เพราะวัสดุอุปกรณ์บูรณะฟันเกือบทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงและประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้ ในขณะเดียวกันทันตแพทย์ทั่วโลกต้องพบเจอกับปัญหา “ฟันผุซ้ำที่ขอบวัสดุ” (Secondary Caries) ซึ่งมักเกิดจากผิววัสดุที่มีความขรุขระจนเกิดการเกาะตัวของไบโอฟิล์มและแบคทีเรีย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่น้ำลายน้อย (Hyposalivation) ทำให้ความสามารถในการชะล้างกรดและคืนแร่ธาตุตามธรรมชาติให้แก่ผิวฟันลดลง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงฟันผุซ้ำและการบูรณะล้มเหลว รวมถึงวัสดุอุดฟันรุ่นเดิมประเภทโลหะ หรืออะมัลกัม (Amalgam) แม้แข็งแรงแต่เมื่อใช้ไปนานๆ อาจเกิดรอยร้าวและช่องว่างที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ.ดร.ปาริชาต นฤพนธ์จิรกุล อาจารย์และนักวิจัยจากหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับ รศ.ดร.ทพ.ปิยะพงษ์ พรรณพิสุทธิ์ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์มีองค์ประกอบของอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนชนิดสตรอนเทียมและฟลูออไรด์เพื่อป้องกันฟันผุซ้ำ” ที่ออกแบบให้เนื้อวัสดุสม่ำเสมอ ลดช่องโหว่การเกิดรอยร้าว พร้อมเพิ่มคุณสมบัติ “ปลดปล่อยไอออนเพื่อซ่อมแซมฟัน ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย–คืนแร่ธาตุ” เพื่อแก้ปัญหาฟันผุซ้ำที่ต้นเหตุ และลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าราคาแพงในระยะยาว

ผศ.ดร.ปาริชาต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของสูตรผลิตภัณฑ์นี้ คือการใช้ "อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน" (Bioactive Glass Nanoparticles: BGNs) ชนิดที่มีสตรอนเทียม (Strontium: Sr) และฟลูออไรด์ (Fluoride: F) เป็นองค์ประกอบ ซึ่งทีมวิจัยสามารถสังเคราะห์ให้มีขนาดอนุภาคเล็กเพียง 0.2 ไมครอน ซึ่งเล็กกว่าวัสดุทั่วไปในท้องตลาดที่มีขนาดใหญ่ถึง 7 ไมครอน โดยขนาดที่เล็กนี้ส่งผลดีต่อคุณสมบัติของวัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด โดยช่วยให้เนื้อวัสดุมี ความสม่ำเสมอ (Homogeneous) มากกว่าวัสดุแบบเดิม รับแรงได้ดีขึ้น และช่วยลดการเกิดรอยแตกร้าวในระยะยาวได้

ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบายว่า เป้าหมายของสูตรนี้เริ่มต้นจากการทำให้อนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโน “ฉลาด” โดยทีมวิจัยได้พัฒนาวัสดุอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อทำหน้าที่เป็น “สารเติมแต่ง” วัสดุอุดฟันหรือสารยึดติด ซึ่งอนุภาคนี้มีคุณสมบัติในการปลดปล่อยไอออนสำคัญ เช่น สตรอนเทียมและฟลูออไรด์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เกี่ยวข้องกับฟันผุ โดยเฉพาะ Streptococcus mutans รวมถึงแบคทีเรียชนิดอื่นอย่าง E. coli และ S. aureus ผลที่เห็นได้ชัดคือรอบ ๆ วัสดุจะเกิดบริเวณที่แบคทีเรียเติบโตได้ยาก คล้าย “วงกันเชื้อ” (Clear Zone) นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบความเป็นพิษตามมาตรฐาน ISO 10993 กับสเต็มเซลล์จากรากฟันมนุษย์เป้าหมายต่อมาคือการผสมสูตร “เรซินซีเมนต์” ที่เติมอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนเพื่อเพิ่มความทนทานสำหรับงานทันตกรรมและช่วยลดความเสี่ยงฟันผุซ้ำ

นอกจากนี้ทีมวิจัยได้พัฒนา “สูตรผลิตภัณฑ์เรซินซีเมนต์ชนิดเซลฟ์แอดฮีซีฟและดูอัลเคียวร์ที่มีองค์ประกอบของแคลเซียมฟอสเฟตและแก้วชีวภาพขนาดนาโนชนิดสตรอนเทียม”เพื่อใช้เป็น“เรซินซีเมนต์แบบยึดติดได้ด้วยตัวเอง” โดยวัสดุนี้ถูกออกแบบให้ช่วยเกาะกับผิวฟันได้แน่นขึ้น ลดขั้นตอนการทำงานที่ยุ่งยากของทันตแพทย์ โดยใช้สารสำคัญชื่อ 10-MDP ที่ช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะทั้งกับผิวฟันและวัสดุอย่างเซรามิก อีกจุดเด่นคือระบบ “แข็งตัวได้สองทาง” (Dual-cure) คือแข็งได้ทั้งจากการฉายแสงสีฟ้า และจากปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นเองในเนื้อวัสดุ ทำให้เหมาะกับงานครอบฟันหรือจุดที่แสงส่องไปไม่ถึง ช่วยให้มั่นใจว่าวัสดุจะแข็งตัวสมบูรณ์ทุกตำแหน่ง และปัจจุบันได้จดอนุสิทธิบัตรร่วมระหว่าง มจธ. และ มธ. เรียบร้อยแล้ว ผศ.ดร.ปาริชาต เล่าถึงคุณสมบัติเด่นของสูตรผลิตภัณฑ์นี้

งานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือข้ามศาสตร์ระหว่างห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุ กับคณะทันตแพทย์ศาสตร์ มธ.ผู้ให้โจทย์วิจัยและนำไปทดสอบใช้จริง ซึ่งจากการทดสอบได้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง เมื่อนำไปทดสอบประสิทธิภาพกับผลิตภัณฑ์มาตรฐานโลกที่เป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง พบว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งยังมีประสิทธิภาพในการแข็งตัวแบบ "Dual-cure" คือแข็งตัวได้ทั้งจากการฉายแสงและปฏิกิริยาเคมี ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในจุดที่แสงส่องเข้าไม่ถึงภายใต้ครอบฟัน

“นวัตกรรมนี้ เป็นอีกหนึ่งทางออกสำคัญของการลดภาระงบประมาณของประเทศ โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขที่มีค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรมค่อนข้างสูง ทั้งการอุดฟันและการรักษาอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาวัสดุนำเข้าเป็นหลักหากประเทศเปลี่ยนจากผู้นำเข้า มาเป็นผู้ผลิตได้ โรงพยาบาลรัฐจะมีโอกาสจัดซื้อวัสดุคุณภาพสูงที่มีราคาลดลง เพื่อนำไปให้บริการผู้ป่วยบัตรทองหรือกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น ลดช่องว่างการเข้าถึงการรักษา และผลักดันความเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขไทยให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม” ผศ.ดร.ปาริชาต อธิบาย พร้อมชี้ให้เห็นภาพผลกระทบเชิงบวกที่อาจเกิดขึ้น

ก้าวต่อไปของงานวิจัยการพัฒนาอนุภาคแก้วชีวภาพระดับนาโนนี้กำลังถูกต่อยอดไปสู่การพัฒนาเส้นใยนาโน (Nanofiber) และการพิมพ์สามมิติเพื่อสร้าง “อวัยวะเทียม” ตั้งแต่ท่อหลอดเลือด ท่อทางเดินอาหาร ไปจนถึงโครงสร้างกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน โดยมีความร่วมมือกับสถาบันวิจัยในประเทศอังกฤษ เยอรมัน และไต้หวัน ซึ่งสะท้อนแนวทางการเรียนการสอนของหลักสูตรวิศวกรรมชีวภาพ มจธ. ที่เน้นการทำงานข้ามศาสตร์ นำความรู้ชีววิทยามาผสานกับวิศวกรรม วัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีการผลิต เพื่อพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาทางการแพทย์ให้ใกล้กับการใช้งานจริงมากขึ้น และเปิดทางให้เกิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการดูแลสุขภาพของคนไทยในอนาคต

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จุดกลับรถถนนเชียงรากเพิ่มแสงสว่าง เยาวชนร่วมมือเติมเต็มความปลอดภัย งานร่วมภาคส่วนช่วยลดอุบัติเหตุ

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ‘ถนนเชียงราก’

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ถนนเชียงราก” ในวันนี้ มีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึง “พลังของเยาวชน” ที่เมื่อประกอบรวมกับ “การเปิดรับและแรงสนับสนุน” ของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เพราะหากย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน สิ่งที่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ นึกขึ้นในความคิดเมื่อพูดถึงถนนดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน นั่นก็คือ “ความมืด ขาดไฟส่องสว่าง และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต” ซึ่งกลายเป็นนิยามที่ไม่มีในพจนานุกรม ที่ถูกบัญญัติขึ้นในความรู้สึกของผู้สัญจร จากการประสบพบเจอกับสภาพการณ์เหล่านั้น รวมถึงเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง และเป็นปัญหาที่เรื้อรังยาวนานมาหลายปี
“ในแต่ละปีจุดกลับรถตรงนี้มีการเกิดอุบัติเหตุหลายสิบครั้ง เพราะเป็นจุดที่มีการใช้งานเยอะจริงๆ เนื่องจากนักศึกษาของ มธ. เองก็มีทั้งที่อยู่ทางฝั่งเชียงราก และฝั่งตรงข้ามเชียงราก ไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้เส้นทางนั้น” ขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวจากประสบการณ์จริงที่พบเจอมาตลอดกว่า 3 ปี

แม้ที่ผ่านมา มธ. จะมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการแก้ไข แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความทับซ้อนด้านความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความสับสนว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ กระนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความพยายามจะสนับสนุนการแก้ไขไปพลางด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างชั่วคราวเอาไว้ ทว่า มักโดนลักลอบขโมยสายไฟ และจบลงที่บริเวณดังกล่าวกลับไปมืดอีกครั้ง

“สุดท้ายคือเหมือนกับต้องเริ่มกระบวนการประสานแจ้งปัญหา เพื่อให้ได้รับการแก้ไขใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขได้” ขวัญชนก กล่าว
นั่นทำให้ อมธ. ในฐานะกลไกตัวแทนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และไม่ต้องการแค่เพียงสะท้อนปัญหา แต่อยากเข้ามาลงมือทำผ่านการร่วมผลักดัน เพื่อเปลี่ยนนิยามของถนนเชียงราก ไปสู่ความปลอดภัยระยะยาวอย่างแท้จริง และได้ตั้งให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนต้นเดือน ส.ค. 2569

“อมธ. มีการพูดคุยกับทางทีมด้วยกันเอง ทีมผู้บริหาร และทีมเจ้าหน้าที่ มธ. ตั้งแต่แรกๆ ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนียภาพ และการเดินทางสัญจรทั้งในมหาวิทยาลัย และบริเวณโดยรอบให้เสร็จก่อนที่จะเปิดเทอมใหม่ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่จะมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ซึ่งหมายความว่าจะมีการสัญจรจำนวนมาก และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น” ขวัญชนก ให้เหตุผลถึงการขีดเส้นกรอบเวลาในการขับเคลื่อน

นับแต่นั้น อมธ. จึงมีการลงพื้นที่สำรวจปัญหา และพูดคุยหารือกับหลากหลายภาคส่วน เช่น เครือข่ายนักศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดทำข้อมูล และข้อเสนอสำหรับส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข และที่สำคัญคือการได้รับการสนับสนุนจากกองบริหารศูนย์รังสิต มธ. ในการหาแนวทางในการแก้ไขที่ยังไม่เคยดำเนินการที่จะนำไปสู่การผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ควบคู่ไปกับการพยายามใช้ทุกช่องทางในการแจ้งปัญหา และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรความพยายาม และความตั้งใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“เมื่อมีชื่อของ มธ. เป็นผู้ประสานยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้เรื่องต่างๆ ได้รับความสนใจ และไม่ถูกมองข้าม” ขวัญชนก กล่าว
กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 สิ่งเหล่านั้นนำพาให้ อมธ. มีโอกาสได้ยื่นหนังสือข้อมูลปัญหา และข้อเสนอให้กับทาง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในระหว่างที่มีการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยข้อเสนอไม่เพียงแต่เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างบริเวณจุดกลับรถ แต่ครอบคลุมปัญหาอื่นๆ ด้วยอย่างเป็นระบบ

ก่อนที่ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลท่าโขลง กระทรวงคมนาคม สส.ปทุมธานี ฯลฯ จะติดต่อกลับมา เพื่อขอความร่วมมือจาก อมธ. ในการเข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาไฟส่องสว่าง ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ด้วย อาทิ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝาท่อชำรุด ไฟส่องสว่างบนสะพานลอยที่ติดๆ ดับๆ เพื่อที่จะนำไปดำเนินการแก้ไขต่อไป

นี่ถือเป็นอีกภาพสะท้อนที่เน้นให้เห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่ได้นำไปสู่การทลายความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ และหันมาเปิดโต๊ะรับฟังและร่วมกันแก้ไขปัญหา ภายใต้การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการประสานงานอย่างสร้างสรรค์

จนที่สุดแล้ว ความพยายามของ อมธ. ก็ออกดอกผล และทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นนิยามใหม่ของถนนเชียงราก เพราะจากกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่นานหลังจากนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันจุดกลับรถใต้สะพานบริเวณถนนเชียงรากมีการนำไฟส่องสว่างมาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ติดตั้งไฟส่องสว่างสะพานลอยใหม่ ซ่อมแซมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และกรณีฝาท่อชำรุด

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีการให้ช่องทางติดต่อกับผู้ที่ดูแลเรื่องต่างๆ โดยตรง จึงทำให้ทุกวันนี้ถ้าบริเวณไหนมีระบบไฟส่องสว่างดับ หรือมีปัญหา ทาง อมธ. สามารถติดต่อแจ้งเรื่องไปได้ทันที ซึ่งหน่วยงานนั้นๆ ก็จะมีการส่งคนลงมาเร่งรัดจัดการปัญหาเหล่านั้นให้” ขวัญชนก กล่าว
ที่สำคัญ การขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนจากสภาพมืด และไม่มีไฟส่องสว่างในระดับพื้นที่ แต่ยังอาจส่งผลไปถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วย เพราะกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม คำนวณไว้ว่า ทุกการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง 3.55 ล้านบาท

อย่างรายงานอุบัติเหตุจราจร บนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2568 จัดทำโดยสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า บริเวณทางหลวงที่มีสภาพมืดไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างนั้น มีการเกิดอุบัติเหตุรวม 1,208 ครั้ง ในจำนวนนี้รุนแรงถึงแก่ชีวิต 165 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 276 คน บาดเจ็บสาหัส 181 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 966 คน ซึ่งคิดรวมแล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,288 ล้านบาท ฉะนั้น หากลดอุบัติเหตุทางถนนลงก็จะช่วยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้ได้จำนวนมาก

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ให้ความรู้หรือบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคต แต่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม และโดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้สะท้อนปัญหา หรือความต้องการ และขับเคลื่อนร่วมกันกับมหาวิทยาลัย ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยได้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้การแก้ไขปัญหานำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

“ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายครั้งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีศักยภาพและความต้องการจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ แต่เมื่อแสดงความเห็น หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้ว มักจะถูกมองข้าม หรือรับฟังแค่ผ่านๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกเฉื่อยชา หรือกระทั่งไม่อยากเข้าไปส่วนร่วมในเรื่องใดๆ ก็ตาม แต่ในทางกลับกันถ้าเสียงเหล่านั้นถูกรับฟังและนำไปใช้จริงก็จะทำให้รู้สึกอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top