Tuesday, 21 July 2026
มจธ

'มจธ.' ชี้วิธีประหยัดไฟ แนะตั้งแอร์ 25-26 องศาไม่ต่ำเกินไป เลือกแอร์ขนาดเหมาะสมลดค่าไฟ ขับรถนิ่งสม่ำเสมอประหยัดน้ำมัน เข้าใจพฤติกรรมช่วยสู้ภาระค่าไฟ

นักวิจัย มจธ. แนะเคล็ดลับ “ประหยัดพลังงานฉบับประชาชน” ทางรอดสู้วิกฤตพลังงานแพง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของไทยในช่วงนี้ ทำให้หลายครัวเรือนต้องเปิดพัดลมและเครื่องปรับอากาศกันหนักขึ้น ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติกำหนดปรับค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น คำถามที่ตามมาคือเราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เย็นสบายโดยที่บิลค่าไฟไม่พุ่งจนน่าตกใจ

รศ.ดร.วันชัย อัศวภูษิตกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ทางออกไม่ได้อยู่ที่การฝืนทนร้อนจนคุณภาพชีวิตแย่ลง แต่คือการทำความเข้าใจหลักฟิสิกส์ของการถ่ายเทความร้อนและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความสบายกับการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด

ดร.วันชัย อธิบายว่า ในทางฟิสิกส์นั้น "ความเย็น" ไม่มีอยู่จริง มีเพียงการที่ร่างกายสูญเสียความร้อนออกไปเท่านั้น ซึ่งเป็นหลักการถ่ายเทความร้อน ที่ความร้อนจะไหลไปสู่ที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าเสมอ โดยปกติร่างกายคนเราจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส หากอากาศรอบตัวต่ำกว่านี้เราจะรู้สึกสบายตัว แต่เมื่อใดที่อากาศภายนอกร้อนจัดเกินกว่าอุณหภูมิร่างกาย ร่างกายจะระบายความร้อนได้ยากขึ้นจนเกิดอาการอึดอัดและหัวใจเต้นเร็ว หรือหายใจแรงขึ้น หรือมีเหงื่อออก เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย “หลักการนี้ใช้อธิบายการทำงานของเครื่องปรับอากาศหรือแอร์ได้ เพราะแอร์ไม่ได้สร้างความเย็นขึ้นมาใหม่ แต่ทำหน้าที่ดูดซับพลังงานความร้อนจากในห้องไปทิ้งไว้ข้างนอก ดังนั้นยิ่งเราตั้งอุณหภูมิต่ำมากเท่าไหร่ แอร์ก็ยิ่งต้องทำงานหนักเพื่อซับความร้อนออกไปมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น เคล็ดลับสำคัญที่ทำได้ทันทีคือการตั้งอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายประมาณ 10 องศาเซลเซียส หรือประมาณ 25 - 26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่ร่างกายคนส่วนใหญ่รู้สึกสบายและประหยัดพลังงาน ยิ่งตั้งอุณหภูมิแอร์สูงขึ้นก็ยิ่งประหยัดพลังงานมากขึ้นดังนั้นเราอาจตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงกว่านี้ได้เช่น 27 - 29 องศาเซลเซียส ให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำแต่เรายังรู้สึกสบาย และที่สำคัญหากรู้สึกร้อนเมื่อเริ่มเปิดเครื่อง ไม่ควรใจร้อนกดลดอุณหภูมิลงไปต่ำมากเพราะจะทำให้เครื่องทำงานเหวี่ยงไปมาจนกินไฟ แต่ควรใช้วิธีเพิ่มความแรงพัดลมแอร์และกระจายลมแอร์ให้ทั่วถึง เพื่อให้ลมช่วยพาความร้อนออกจากผิวหนังได้เร็วขึ้น ซึ่งประหยัดกว่าการเร่งการทำงานของตัวเครื่องแอร์โดยลดอุณหภูมิลงไปต่ำมาก”

อีกหนึ่งวิธีสำคัญที่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ คือการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศให้เหมาะกับการใช้งาน โดยควรดู 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ขนาดเครื่อง (BTU/hr) ให้เหมาะกับพื้นที่ห้อง เทคโนโลยีของเครื่องปรับอากาศ และค่าประสิทธิภาพพลังงาน โดยการเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับพื้นที่ เพราะหากแอร์มีขนาดเล็กเกินไป เครื่องจะต้องทำงานหนักและนานกว่าจะลดอุณหภูมิได้ตามต้องการ ส่งผลให้กินไฟมากขึ้น ขณะที่แอร์ขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็อาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ อย่างไรก็ตาม การเลือกขนาดแอร์ต้องคำนวณปัจจัยร่วมด้วย เช่น ทิศทางแดด ความสูงของเพดาน จำนวนคนในห้อง สภาพแวดล้อม และลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในห้อง ส่วนด้านเทคโนโลยี แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ (Invertor) จะปรับรอบการทำงานตามภาระความร้อนของห้องได้อย่างต่อเนื่อง จึงใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพกว่าระบบปกติแบบ Fixed Speed ที่ทำงานด้วยการตัด-ต่อ จึงมีแนวโน้มกินไฟมากกว่าเมื่อใช้งานในระยะยาว

“การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรดูแค่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เท่านั้น แต่ควรดูที่ค่า SEER (Seasonal Energy Efficiency Ratio : อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล) ด้วย ซึ่งค่า SEER ยิ่งมีค่าสูงยิ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการใช้ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบแอร์ขนาด 12,000 BTU/hr เท่ากัน เราพบว่าเครื่องแบบ Fix Speed ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ที่มีค่า SEER 13.82 BTU/W-hr มีค่าไฟเฉลี่ยต่อปี 12,677 บาทต่อปี ขณะที่เครื่อง Inverter ฉลากเบอร์ 5 ระดับ 1 ดาว ค่า SEER 18 BTU/W-hr มีค่าไฟลดลงเหลือ 9,733 บาทต่อปี รุ่น 2 ดาว ค่า SEER 20 BTU/W-hr มีค่าไฟ 8,734 บาทต่อปี และรุ่น 3 ดาว ค่า SEER 23 BTU/W-hr มีค่าไฟเพียง 7,617 บาทต่อปี ข้อมูลนี้ชี้ชัดเลยว่า แม้จะเป็นแอร์ขนาดเท่ากัน แต่หากเลือกเทคโนโลยีและค่าประสิทธิภาพพลังงานที่ดีกว่า ก็สามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้หลายพันบาทต่อปี ดังนั้น การซื้อแอร์จึงไม่ควรมองแค่ราคาตอนซื้อ แต่ต้องมองถึงค่าใช้จ่ายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย ส่วนใครที่ยังไม่มีแผนจะซื้อเครื่องใหม่ การหมั่นล้างทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น หรือล้างแอร์ทุก 6 เดือน ก็เป็นวิธีที่ช่วยรักษาประสิทธิภาพของแอร์และยืดอายุการใช้งานเครื่องได้เป็นอย่างดี” ดร.วันชัย กล่าว

นอกจากการใช้เครื่องปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ดร.วันชัยยังเสริมอีกว่า การประหยัดพลังงานควรครอบคลุมไปถึงการใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันด้วย โดยหลักง่าย ๆ ที่นำไปใช้ได้ทันทีคือ ขับให้เหมือนการทำงานของแอร์แบบอินเวอร์เตอร์ คือเน้นการขับขี่ให้ “นิ่ง” และ “สม่ำเสมอ” ในความเร็วประมาณ 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่องยนต์ทำงานได้มีประสิทธิภาพจะประหยัดน้ำมันได้ดีกว่าการขับด้วยความเร็วสูง หรือขับแบบกระชากที่เปลี่ยนความเร็วสูงขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็ว ที่สิ้นเปลืองพลังงานมาก

“เคล็ดลับทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีคุณภาพชีวิตที่ดีท่ามกลางวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเราเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของตัวเอง ปรับวิธีใช้พลังงานให้เหมาะกับสถานการณ์ และเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ใช้ให้เป็นและใช้ให้ถูก เราก็อยู่อย่างสบายได้โดยไม่ต้องเปลืองเงินในกระเป๋าเกินจำเป็น” ดร.วันชัยกล่าวทิ้งท้าย

นศ.มจธ. ปั้นแอปท่องเที่ยว!! ดันแอป "ล่อง" เจาะท้องถิ่นไทย AI ปัดหาที่เที่ยว-กระจายรายได้ เจ๋งชนะเลิศเวทีนักประดิษฐ์ ขยายทั่วไทย-สู่ต่างประเทศ

นศ.มจธ. เจ๋งปั้นแอป "Long : ล่อง" ปัดหาที่เที่ยวชุมชน ดึงเงินลงรากหญ้า-พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังเป็น “เรือธง” ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยในปี 2568 ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมประมาณ 2.70 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าภาคการท่องเที่ยวยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ทำให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำอย่างไรให้เม็ดเงินกระจายลงไปถึงชุมชนและผู้ประกอบการรายเล็กได้มากขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อแก้ปัญหานี้ กลุ่มนักศึกษาจาก SMART LAB มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน “ล่อง (Long) ไกด์ท่องเที่ยวคู่ใจ ด้วยภูมิปัญญาประดิษฐ์ที่เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง” นวัตกรรมท่องเที่ยวที่เปลี่ยนการค้นหาสถานที่ให้สนุกเหมือนแอปหาคู่ โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ช่วยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนแบบเฉพาะบุคคล ดึงนักท่องเที่ยวออกจากจุดยอดนิยมเดิม ๆ ในตัวเมืองไปสู่ร้านเล็กและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ยังไม่เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ ช่วยทั้งกระจายรายได้และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ชุมชน พร้อมกันนี้ ผลงานดังกล่าวยังได้รับ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 กลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากเวที Thailand New Gen Inventors Award 2026 (I-New Gen Award 2026) ในงานวันนักประดิษฐ์ 2569 ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตอกย้ำศักยภาพของนวัตกรรมไทยที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง

จุดเริ่มต้นของแอป “ล่อง” เกิดจากการลงพื้นที่ภาคเหนือและพบปัญหาชัดเจนว่า รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวชุมชนกลับมีนักท่องเที่ยวไปไม่ถึงและมีรายได้ไม่มากพอ นับเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของการท่องเที่ยวไทยมาอย่างยาวนาน โดย ศวิษฐ์ โกสียอัมพร (โฟล์ค) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ระบุว่า Pain Point นี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ทีมพัฒนาแอป “ล่อง” ขึ้นมาเป็นนวัตกรรมระบบแนะนำการท่องเที่ยวด้วยปัญญาประดิษฐ์ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่ายในรูปแบบการปัดเลือกสถานที่ที่ต้องการได้ง่าย ๆ เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวค้นพบสถานที่อันซีนที่น่าตื่นตา นอกเหนือจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเดิม ๆ

“จุดเด่นของแอปคือการใช้ AI จัดเส้นทางท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Travel) ตามสไตล์ที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น สายสังสรรค์หรือสายชอบความสงบ แล้วคำนวณเส้นทางให้เหมาะกับความสนใจจริง แนวทางนี้ไม่เพียงช่วยให้การท่องเที่ยวสนุกและตรงใจมากขึ้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างโอกาสให้ร้านค้าและแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่นที่ไม่ค่อยมีตัวตนบนแพลตฟอร์มหลัก และตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ได้” นายศวิษฐ์ กล่าวถึงจุดแข็งของนวัตกรรม

ในส่วนระบบหลังบ้าน นายภูริณัฐ พลอาสา (นาโน) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ผู้ดูแลระบบ AI และกระบวนการคิดวิเคราะห์ อธิบายถึงหัวใจสำคัญของแอปว่า "เราใช้ AI ที่เรียกว่า Multi-agent โดยนำโมเดลชื่อ Qwen จากประเทศจีนมาทำการปรับแต่งใหม่ เพื่อให้ AI เรียนรู้พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น นอกจากนี้ระบบเรายังเป็นแบบ Real-time หากระหว่างเดินทางเกิดฝนตกหรือมีอุบัติเหตุ เส้นทางจะเปลี่ยนให้อัตโนมัติทันที ซึ่งเป้าหมายของผมคืออยากให้มันไปสู่ตลาดจริง เห็นคนไทยใช้จริง ไม่ใช่แค่เป็นเพียงต้นแบบ หรือ POC (Proof of Concept) เท่านั้น"

โจทย์ที่สำคัญมากอีกเรื่องคือ “การเข้าถึงข้อมูลชุมชน” ที่ต้องอาศัยความละเอียดและการทำงานกับพื้นที่จริง โดยชลยา เครือวุฒิกุล (วาวา) นักศึกษาชั้นปีที่ 1 จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) ผู้รับหน้าที่รวบรวมข้อมูลและประสานงานชุมชน เล่าว่า ความท้าทายคือการค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวแนวท้องถิ่นหรือร้านชาวบ้านจริง ๆ ทำได้ยาก เพราะข้อมูลบนโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มักเป็นสถานที่ดัง ทำให้ต้องใช้วิธีโทรศัพท์สอบถามและตรวจสอบข้อมูลด้วยตัวเอง เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่นำมาใช้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้จริง ไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงโฆษณา ขณะเดียวกันยังมองถึงการต่อยอดเชิงธุรกิจ โดยลงรายละเอียดเรื่องระบบเหรียญสะสมและโปรโมชันต่าง ๆ ให้ชัดเจนมากขึ้น เพราะเป็นจุดสำคัญที่จะช่วยจูงใจให้คนใช้แอป และช่วยให้ร้านค้าชุมชนมีลูกค้าเพิ่มขึ้นได้จริง

แอป “ล่อง” ไม่ได้แค่แนะนำที่เที่ยว แต่ถูกออกแบบให้เกิดการใช้จ่ายจริงในชุมชนผ่านระบบ “แชะ-เช็ก-ช่วย” โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางถึงจุดหมายและเช็กอินด้วยภาพผ่าน GPS จะได้รับเหรียญสะสมในแอปเพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดในร้านค้าชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยกระตุ้นให้คนไปถึงพื้นที่จริงและใช้จ่ายกับร้านเล็กจริง ขณะเดียวกันในระยะแรกโครงการยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากร้านค้ารายย่อย เพื่อให้ชุมชนตั้งตัวและเรียนรู้การใช้ระบบก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การเก็บค่าคอมมิชชันในอัตราเล็กน้อยในอนาคต ทำให้แอป “ล่อง” มีบทบาทมากกว่าแพลตฟอร์มท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเป็นทั้งเครื่องมือพานักท่องเที่ยวเข้าหาชุมชนและกลไกช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ร้านค้ารายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม

รศ. ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล และหัวหน้าห้องปฏิบัติการวัสดุฉลาด (SMART LAB) มจธ. อาจารย์ที่ปรึกษา  สะท้อนว่า “นวัตกรรมอย่างแอป ‘ล่อง’ จะไม่เกิดขึ้นเลย หากทำงานกันเฉพาะวิศวกร แต่เพราะ SMART LAB เป็นพื้นที่ที่รวมนักศึกษาหลายคณะมาทำงานร่วมกัน จึงเกิดการผสานความถนัดของแต่ละคน จนพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ตอบโจทย์จริง ทั้งด้านเทคโนโลยี การออกแบบ ประสบการณ์ผู้ใช้ และการใช้งานในภาคท่องเที่ยว”

ขณะนี้แอป “ล่อง” เริ่มทดลองใช้แล้วในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ (ม่อนแจ่ม, แม่กำปอง) กรุงเทพฯ และภูเก็ต โดยทีมวิจัยเตรียมขอทุนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกและพัฒนาระบบต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกจังหวัดของไทย และต่อยอดสู่ต่างประเทศในอนาคต

มจธ. ดันเรือไฟฟ้า!! สร้างโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนคลองบางมด พัฒนาสู่วงการ เปลี่ยนเรือหางยาวเป็น E-Boat ลดมลพิษ กทม. หนุนเป้าหมาย Net Zero ระยะยาว

มจธ. จับมือ ชุมชนคลองบางมด ดัน “โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ด้วย “E-Boat” สู่ “กรุงเทพฯ Net Zero”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เสียงเรือหางยาวที่เคยดังสนั่น ผสมกลิ่นควันดีเซลที่ลอยฟุ้ง และแรงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของ “ชุมชนคลองบางมด” ในพื้นที่เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็น “เรือไฟฟ้า” หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ช่วยลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ

การเกิดขึ้นของเรือไฟฟ้าในคลองบางมด นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญของโลกและประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน

“จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับมาสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าให้เป็นเรือไฟฟ้าได้ ก็น่าจะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาวของชุมชน จนพัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาดประมาณ 8-10 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้จริง สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด โดยไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเดิม” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา ชุมชนได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า พร้อมให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง จนสามารถเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. นี่คือแนวคิดการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. ยังให้ความสนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า เพื่อสร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งในด้านการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 60-70% แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษทางอากาศภายในชุมชนได้”

อีกก้าวสำคัญของโครงการ คือการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน” ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นเรือไฟฟ้า รวมถึงการดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจทั่วไป รศ. ดร.ชวิน ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน และอาจต่อยอดสู่ “วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า” ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน และการให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ในการที่ชุมชนจัดการอบรมการแปลงเรือเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้า และหวังว่าจะเป็นต้นแบบซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

อีกมิติสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน” ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ที่ต้องการยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ระบุว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และจากการทำงานในพื้นที่พบว่า “การเดินทาง” เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้าจึงทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เมื่อปรับการเดินทางเป็นเรือไฟฟ้า เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของเราก็ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ปัจจุบันโครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง แบ่งเป็นเขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง และเขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป

กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

มจธ.ลุยนวัตกรรมแพทย์ เปิด Osscentric Medical Sandbox ดันแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก เชื่อมวิจัย-แพทย์-เอกชน ลดนำเข้า สร้างความมั่นคงเทคโนโลยี

มจธ.–รามาธิบดี เปิด “Osscentric Medical Sandbox” ดันนวัตกรรมแพทย์เฉพาะบุคคลสู่ตลาดโลก

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

แม้ประเทศไทยจะมีแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และระบบสาธารณสุขที่มีศักยภาพ แต่การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ใช้กับผู้ป่วยได้จริงยังเป็นเส้นทางที่ซับซ้อน ต้องผ่านทั้งการออกแบบ การทดสอบ มาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบ และการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้นวัตกรรมจำนวนมากยังไปไม่ถึงการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ขณะเดียวกัน ความต้องการเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ไทยจึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางที่เชื่อม “งานวิจัย” “แพทย์” และ “ภาคอุตสาหกรรม” ให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความมั่นคงด้านเทคโนโลยีการแพทย์ในระยะยาว

จึงเป็นที่มาของ “Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) บริษัท Spin-off ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี และพันธมิตร โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) (สทนว.) หรือ TILSNA จึงมุ่งเป็นพื้นที่กลางเชื่อม “งานวิจัยในห้องแล็บ” กับ “การใช้งานจริงในโรงพยาบาล” ให้นักวิจัย วิศวกร และแพทย์ทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medical Devices) ที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยแต่ละราย ตั้งแต่การทำต้นแบบ การทดสอบทางคลินิก ไปจนถึงการใช้งานจริง ช่วยให้นวัตกรรมการแพทย์ไทยพัฒนาได้รวดเร็ว เป็นระบบ และลดการทำงานแยกส่วนเหมือนที่ผ่านมา

รศ. ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ในฐานะ CTO OsseoLabs กล่าวว่า เป้าหมายของ Osscentric Medical Sandbox คือการสร้าง “พื้นที่นวัตกรรมกลาง” ที่เชื่อมโยงแพทย์ นักวิจัย วิศวกร และนักพัฒนาให้ทำงานร่วมกัน ภายใต้เครื่องมือ ระบบควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัยที่ครบถ้วน เพื่อผลักดันงานวิจัยให้ไปสู่การใช้งานจริง โดยมุ่งพัฒนา 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ AI และ 3D Printing สำหรับออกแบบอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลให้พอดีกับสรีระผู้ป่วย Digital Surgical Simulation หรือระบบจำลองการผ่าตัดเสมือนจริง เพื่อช่วยแพทย์วางแผนและฝึกซ้อมเคสซับซ้อน และ Advanced Biomaterials หรือวัสดุชีวภาพขั้นสูงที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดีและช่วยลดผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด 

“เราต้องการเชื่อมงานวิจัยคุณภาพสูง ไม่ให้หยุดอยู่แค่ในมหาวิทยาลัย แต่สามารถทำงานร่วมกับแพทย์ โรงพยาบาล และภาคเอกชนได้จริง เพื่อสร้างความแข็งแรงให้เทคโนโลยีการแพทย์ไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล และช่วยให้ประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง” รศ. ดร.พชรพิชญ์ กล่าว

ทั้งนี้ในปัจจุบันไทยนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์กลุ่มโลหะมูลค่ากว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่มีศักยภาพผลิตเองได้ในประเทศ หากพัฒนาได้สำเร็จจะช่วยลดการนำเข้า ต่อยอดสู่การส่งออก และสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข โดยขณะนี้โครงการเริ่มใช้งานจริงแล้วในหลายโรงพยาบาล อาทิ รามาธิบดี พระมงกุฎเกล้า ราชวิถี และโรงพยาบาลอื่น ๆ ในกรณีโรคหลอดเลือด มะเร็งช่องปาก และความผิดปกติของขากรรไกร รวมถึงได้รับความสนใจจากโรงพยาบาลในสิงคโปร์ โดยเป้าหมายระยะยาวคือการสร้างโมเดลธุรกิจ MedTech ที่ยั่งยืน และผลักดันนวัตกรรมฝีมือคนไทยสู่ตลาดโลก

ด้าน ศ. นพ.ชาครีย์ กิติยากร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเปิดตัว Osscentric Medical Sandbox ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโรงพยาบาล งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมในรูปแบบ Innovation Sandbox ได้อย่างครบวงจร ช่วยให้เกิดการทดสอบและต่อยอดเทคโนโลยีภายใต้บริบทการใช้งานจริงในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ท้าทายที่สุดของการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ พร้อมทำหน้าที่เป็น Translational Facility ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่าง “แนวคิดหรืองานวิจัย” กับ “การนำไปใช้จริงกับผู้ป่วย” อย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน ต่อยอดเชิงพาณิชย์ และก้าวสู่ระดับสากล

“Osscentric Medical Sandbox มีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการรักษาผู้ป่วย ในกรณีที่อุปกรณ์มาตรฐานทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเหมาะสม จึงมุ่งพัฒนาเครื่องมือและการวางแผนผ่าตัดแบบเฉพาะบุคคล เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดระยะเวลาผ่าตัด และลดผลข้างเคียง โดยเฉพาะเคสที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของไทย จาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างนวัตกรรม’” ศ.นพ.ชาครีย์ กล่าว พร้อมระบุว่า Osscentric จะเป็นต้นแบบระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ขยายผลได้ ทั้งด้านการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้าง Supply Chain ของอุตสาหกรรม Medical Technology ไทย โดยเชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนวัตกรรมทางการแพทย์ไทย

ดร. นพ.กรกช เกษประเสริฐ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและคู่ความร่วมมือ และหัวหน้าศูนย์พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เดิมการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ 1 ชิ้นต้องผ่านข้อบังคับและขั้นตอนจำนวนมาก ทำให้ใช้เวลานานกว่าจะไปถึงการใช้งานจริง แต่ Osscentric Medical Sandbox จะช่วยย่นกระบวนการวิจัยและพัฒนาให้นักวิจัย นักพัฒนา และบริษัทสามารถนำผลงานจากห้องแล็บเข้าสู่การทดสอบทางคลินิกได้เร็วขึ้น โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคเอกชนร่วมกำกับให้เป็นไปตามมาตรฐานและความปลอดภัยระดับสูงสุด “ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ฝังในร่างกายผู้ป่วยที่เดิมอาจใช้เวลาพัฒนากว่า 10 ปี เมื่อมี Sandbox อาจลดเหลือประมาณ 6 ปี เพราะมีระบบมาตรฐานและผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแลกระบวนการ อีกทั้งยังได้ข้อมูลจากการทดสอบที่นำไปใช้ยื่นขอ อย. หรือสิทธิบัตรได้เร็วขึ้น” อาจารย์ ดร.กรกช กล่าว

ด้าน ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ “การนำไปใช้จริง” และ “การสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วย” โดยความร่วมมือแบบสหสาขาวิชาชีพจากหลายภาคส่วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ให้เกิดขึ้นได้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จึงสะท้อนพลังของการบูรณาการองค์ความรู้จากหลายสาขา และคาดว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย สู่การเป็น Medical Innovation Hub ด้านการรักษาเฉพาะบุคคล ที่สร้างผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ Osscentric Medical Sandbox ตั้งอยู่ที่อาคาร SM One ในย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ที่มีผู้ป่วยเข้ารับบริการกว่า 5,000 รายต่อวัน และมีความพร้อมทั้งบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ เคสผู้ป่วยที่หลากหลาย รวมถึงการรวมตัวของโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยชั้นนำในพื้นที่เดียว จึงเอื้อต่อการพัฒนา ทดสอบ และผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ไปสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นคลัสเตอร์ด้านสุขภาพทางการแพทย์ที่สำคัญและมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศ

มจธ. ลุยนวัตกรรม!! พัฒนาเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ บุกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ลดพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงาน

“ไทยต้องไม่เป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยี” มจธ. พัฒนานวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น ปูทางความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดของประเทศ

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนสูง “โซลาร์เซลล์” กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของครัวเรือนและภาคธุรกิจไทยในการลดต้นทุนพลังงาน แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงานได้จริงหรือไม่ ในเมื่อโซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากโลกเกิดภาวะวิกฤต ห่วงโซ่อุปทานสะดุด หรือประเทศผู้ผลิตเก็บเทคโนโลยีไว้ใช้เองไม่ส่งออก ประเทศไทยที่เป็นแค่ “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” จะเหลือทางเลือกจำกัด

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้งานวิจัย “นวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น: การปรับสภาพผิวแบบสองมิติเพื่อประสิทธิภาพและความคงทนในเทคโนโลยีเพอรอฟสไกท์” โดย ผศ. ดร.นพพร รุจิสัมพันธ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Interface & Surface Characterization หรือ ISC คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นจุดเริ่มต้นในความพยายามให้ประเทศไทยขยับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” ด้วยองค์ความรู้ของตนเอง

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลผลงานคุณภาพ NRCT Quality Achievement Award ประจำปีงบประมาณ 2569 สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ขั้นสูง โดยเฉพาะ “เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมีจุดเด่นด้านน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ผ่านกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น ทำให้มีโอกาสนำไปใช้ได้กว้างกว่าโซลาร์เซลล์ซิลิคอนแบบเดิม

“เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์มีข้อดีคือ น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน (เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น) จึงไม่มีข้อจำกัดการใช้งานอยู่แค่บนหลังคาหรือพื้นที่ราบเหมือนโซลาร์เซลล์แบบเดิม แต่สามารถนำไปติดตั้งบนพื้นผิวได้หลากหลายมากขึ้น จัดทรงที่ต้องการได้ เช่น กระจกอาคาร ผนัง พื้นผิวโค้งของยานพาหนะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ IoT หรือแม้แต่อุปกรณ์สวมใส่ในอนาคต อีกจุดสำคัญคือ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะจากแสงแดดกลางแจ้งเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากการรับแสงภายในอาคาร หรือแสงจากหลอดไฟ LED ได้ด้วย ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ต้องใช้พลังงานต่อเนื่อง เช่น เซนเซอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ เป้าหมายของเราคือพัฒนาให้เทคโนโลยีนี้ใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ และมีความเสถียรมากพอสำหรับต่อยอดในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เพิ่มเติมถึงจุดเด่นของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์

หลักการทำงานของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ คือการเปลี่ยน “พลังงานแสง” ให้เป็น “พลังงานไฟฟ้า” ผ่านวัสดุพิเศษที่เรียกว่า เพอรอฟสไกท์ เมื่อแสงตกกระทบบนชั้นวัสดุชนิดนี้ วัสดุจะดูดซับพลังงานและสร้างประจุไฟฟ้าขึ้น จากนั้นโครงสร้างภายในเซลล์ที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้าย “ขนมชั้น” จะช่วยแยกและลำเลียงประจุไฟฟ้าไปยังขั้วไฟฟ้า ก่อนส่งออกมาเป็นกระแสไฟฟ้าที่นำไปใช้งานได้ โดยชั้นเพอรอฟสไกท์ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการดูดซับแสง ส่วนชั้นวัสดุอื่น ๆ ทำหน้าที่พาประจุไฟฟ้าให้เดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ

“หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่เทคนิค “การปรับสภาพผิวแบบสองมิติ” หรือ Surface Passivation ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาตำหนิเล็ก ๆ บนพื้นผิววัสดุระดับจุลภาค เพราะตำหนิเหล่านี้อาจทำให้ประจุไฟฟ้าสูญเสียไประหว่างทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความทนทานของเซลล์ลดลง เทคนิคนี้เปรียบเสมือนการ “ซ่อมถนนระดับนาโน” เพื่อให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ราบรื่นขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้น เสถียรขึ้น และมีโอกาสต่อยอดจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เล่าถึงเทคนิคสำคัญของงานวิจัย

ปัจจุบันทีมวิจัย มจธ. สามารถพัฒนาประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์เพอรอฟสไกท์ขึ้นมาแตะระดับ 21% ซึ่งถือว่าเข้าใกล้เทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกที่อยู่ราว 26–27% จากการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ได้อยู่ในขั้นผลิตเชิงพาณิชย์ทันที แต่ยังอยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี TRL 4 หรือขั้นการวัดและทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนพัฒนาไปสู่การทดสอบในสภาพใช้งานจริงและการขยายผลเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

ความสำเร็จดังกล่าวมีความหมายมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ เพราะสะท้อนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะขยับจากการเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ” ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน และลดความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกในระยะยาว

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ทำให้งานวิจัยได้รับรางวัลหรือได้รับการตีพิมพ์ แต่คือการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่พัฒนาได้เอง เพราะประเทศที่สร้างเทคโนโลยีเองได้ ย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่าประเทศที่เป็นเพียงผู้ซื้อ เทคโนโลยีนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์สวมใส่ หรือเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือก้าวสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนด้วยฝีมือคนไทย” ผศ. ดร.นพพร กล่าวทิ้งท้าย

มจธ. ขับเคลื่อนมันสำปะหลัง!! ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจ BCG เน้นแก้ปัญหาน้ำเสียและของเสียอย่างยั่งยืน ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมพัฒนาเทคโนโลยี เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสู่ Net Zero 2050

มจธ. ขับเคลื่อน “ห่วงโซ่มันสำปะหลังยั่งยืน” ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกมันสำปะหลังและแป้งมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของโลก สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 82,000 ล้านบาทต่อปี และเชื่อมโยงกับเกษตรกรกว่า 700,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จดังกล่าว อุตสาหกรรมมันสำปะหลังยังเผชิญความท้าทายสำคัญ ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ทรัพยากรอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ปัญหาน้ำเสีย กากของเสีย กลิ่นรบกวน ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งล้วนส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร (Eco Waste) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ศช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จากรากฐานดังกล่าวจึงได้พัฒนาแนวคิด “Sustainable Cassava Value Chain” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยจากการแก้ปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยอาศัยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

ดร.วรินธร สงคศิริ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์วิจัย มจธ. (อดีตรองผู้อำนวยการ ศช.) กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของงานวิจัยมาจากปัญหาน้ำเสียในอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 จึงเกิดการรวมกลุ่มของคณาจารย์ นักวิจัย และวิศวกรที่สนใจด้านการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร นำโดยศาสตราจารย์ ดร.มรกต ตันติเจริญ และรองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน โดยมุ่งเน้นการบำบัดน้ำเสียจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานแป้งข้าว โรงงานน้ำมันปาล์ม และอุตสาหกรรมอาหารและผลไม้กระป๋อง ด้วยเทคโนโลยีการบำบัดแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic Technology) ซึ่งสามารถบำบัดน้ำเสียและผลิตพลังงานชีวภาพได้ภายในกระบวนการเดียวกัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2539 กลุ่มวิจัยได้ขยายขอบเขตงานวิจัยและพัฒนาในหลากหลายสาขามากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ห้องปฏิบัติการวิจัยด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสีย” (Waste Utilization and Management Laboratory) และในปี พ.ศ. 2543 ได้รับการยกระดับเป็น “ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านการจัดการและใช้ประโยชน์จากของเสียอุตสาหกรรมการเกษตร” โดยเป้าหมายหลักของการพัฒนา คือเพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงาน ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดต้นทุนด้านพลังงาน และลดผลกระทบจากกลิ่นรบกวนและน้ำเสีย

อย่างไรก็ตาม จากการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยพบว่า “น้ำเสีย” ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงการสูญเสียทรัพยากร พลังงาน และประสิทธิภาพการผลิต ดังนั้น แนวทางการวิจัยจึงขยายจากการจัดการของเสีย ไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตทั้งระบบ อาทิ การพัฒนามาตรฐานกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลัง การวิเคราะห์เปรียบเทียบประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับปรุงเครื่องจักร เช่น ระบบไฮโดรไซโคลนประสิทธิภาพสูง และระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียและกากมันสำปะหลัง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการให้คำปรึกษาเชิงวิชาการแก่ภาคอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญของการดำเนินงานไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่คือการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการ ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาจริงในกระบวนการผลิต การออกแบบแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม และการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการเห็นถึงผลลัพธ์ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อเกษตรกรต้นน้ำและชุมชนโดยรอบ โดยทีมวิจัย ได้แก่ ดร.วรินธร สงคศิริ ดร.อรรณพ นพรัตน ดร.กาญจนา แสงจันทร์ ดร.ถาวร รัตติทิวาพาณิชย์ ดร.นันทิยา เปปะตัง ดร.สีวลี ตระกูลวิเชียร และดร.รื่นรมย์ เลิศลัทธภรณ์ ได้ดำเนินงานร่วมกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย สมาคมการค้ามันสําปะหลังไทย และผู้ประกอบการรายเดี่ยว เช่น โครงการการวิเคราะห์ฐานข้อมูลค่ามาตรฐานกระบวนการผลิตและการใช้ทรัพยากรการผลิต และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทย ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย เป็นต้น

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังไทยกำลังปรับตัวจากการแข่งขันด้านราคา ไปสู่การแข่งขันด้วยมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยมีการจัดทำ Net Zero Roadmap 2050 เพื่อรองรับกติกาการค้าโลกและเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งนี้ จากการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับ สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย พบว่า อุตสาหกรรมแป้งมันสำปะหลังมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมประมาณ 2.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

แนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วย การปรับปรุงการจัดการปุ๋ยในภาคเกษตรให้เหมาะสมกับความต้องการของพืชในแต่ละช่วงอายุ เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรในโรงงาน การใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
องค์ความรู้ที่พัฒนาขึ้นยังถูกถ่ายทอดสู่ประเทศเพื่อนบ้านลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ เวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ และจีน ผ่านความร่วมมือด้านการปลูกมันสำปะหลัง การผลิตแป้งมันสำปะหลัง การจัดการของเสีย และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากมันสำปะหลัง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของภูมิภาคให้เติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน อาทิ การจัดการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ผ่านโครงการ Enhance Production Capacity and People’s Livelihood by Improving the Value Chain for Cassava Cultivation and Application: Clean Cassava Chips, Native Starch, Modified Starch, Ethanol and Biogas Production ซึ่งทีมวิจัยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก Lancang-Mekong Cooperation Special Fund
.
ตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษของการดำเนินงาน งานวิจัยดังกล่าวสามารถสนับสนุนโรงงานแป้งมันสำปะหลังกว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ให้มีประสิทธิภาพการผลิตเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ลดต้นทุนการผลิตรวมได้ร้อยละ 5–10 ต่อปี และลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้ร้อยละ 20–30 นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมกว่า 1,500 คนที่ผ่านการอบรมและพัฒนาศักยภาพผ่านระบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม

ความต่อเนื่องของการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) ตลอดจนเป้าหมาย Net Zero จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และกลไกการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับ “มันสำปะหลังไทย” จากพืชเศรษฐกิจพื้นฐาน ไปสู่การเป็นวัตถุดิบยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจชีวภาพคาร์บอนต่ำในอนาคต

นักวิจัย มจธ.รับทุนวิจัย!! 7 โครงการได้รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ปี 2569 50,000 ดอลลาร์สหรัฐสมทบ 5 สาขาเน้นเทคโนโลยี-สังคม งานวิจัยต่อยอดแก้ปัญหาสังคม

7 นักวิจัย มจธ. รับทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮี ประจำปี 2569

มูลนิธิกระจกอาซาฮี (The Asahi Glass Foundation – AF) ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดพิธีมอบทุนวิจัยประจำปี 2569 (Research Grant Award Ceremony 2026) โดย มร.ทาคุยะ ชิมามุระ (Mr. Takuya Shimamura) ประธานมูลนิธิกระจกอาซาฮี กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ได้รับทุน รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวต้อนรับ และ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มจธ. กล่าวรายงาน โดยมีผู้บริหารมูลนิธิกระจกอาซาฮี ผู้บริหารบริษัทในเครือ AGC Group และผู้บริหารมหาวิทยาลัย ร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับทุนวิจัย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารการเรียนรู้พหุวิทยาการ (LX)
รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า ทุนวิจัยมูลนิธิกระจกอาซาฮีเป็นทุนสนับสนุนนักวิจัยในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่นำไปสู่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรมต่อไปในอนาคต ซึ่งในปีนี้ มจธ. ได้รับสนับสนุนทุนวิจัยจากมูลนิธิฯ จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) และมหาวิทยาลัยร่วมสมทบทุนวิจัย จำนวน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (USD) ให้กับ 7 โครงการ ใน 5 สาขาการวิจัย ได้แก่

1) สาขาวัสดุศาสตร์ (Materials Sciences) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกชีวภาพจากวัสดุพื้นฐานสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและย่อยสลายได้ สำหรับการประยุกต์ใช้ในกระบวนการเป่าขึ้นรูปและการพิมพ์สามมิติ โดย รศ.ดร.เยี่ยมพล นัครามนตรี ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ 2) โครงการออกแบบโครงสร้างแบบลำดับชั้นของโครงข่ายโลหะอินทรีย์บนโครงข่ายโลหะอินทรีย์สำหรับการเร่งปฏิกิริยาการเกิดออกซิเจนที่มีสมรรถนะสูง โดย ผศ.ดร.ชุติมา ก้องวโรดม ภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ 3) โครงการอะซีตัลไลเซชันอย่างยั่งยืนของฟูร์ฟูรัล เอชเอ็มเอฟ และกรดเลวูลินิกด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาเวเนเดียมเชิงแม่เหล็ก โดย ดร.กิตติชัย ไชยสีดา ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์

2) สาขาชีววิทยาศาสตร์ (Life Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการประเมินพื้นที่ที่มีศักยภาพแห่งใหม่ในการเชื่อมต่อและอนุรักษ์ประชากรเสือปลาในบริเวณอ่าวไทยตอนใน โดย ผศ.ดร.นฤมล ตันติพิษณุ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3) สาขาวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ นวัตกรรมการหยุดพักแบบปรับตามสมองและทันเวลาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัล: การศึกษาแบบไมโครสุ่มโดยใช้การติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาและคลื่นสมอง (EEG) เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลื่อนหน้าจออย่างหุนหันพลันแล่น โดย ดร.ฐิตาภรณ์ ฉายศิลป์รุ่งเรือง สถาบันการเรียนรู้

4) สาขาพลังงาน (Energy) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการทดลองสภาพจริงเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้แบตเตอรี่ช่วงอายุที่สองสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับที่อยู่อาศัย โดย ดร.อารีย์ หวังศุภผล คณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ

และ 5) สาขาสังคมศาสตร์ (Social Sciences) จำนวน 1 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาบอร์ดเกมทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อหลักการเคมีสีเขียวและการคิดเชิงระบบ โดย ดร.เปรมปรีด์ ดวงภุมเมศ คณะวิทยาศาสตร์

ทั้งนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานจากนักวิจัยที่ได้รับทุนในปีที่ผ่านมา จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่ 1) รศ. ดร.ทรงเกียรติ ภัทรปัทมาวงศ์ ผลงานเรื่อง “การพัฒนาและการออกแบบกระบวนการออกซิเดชันขั้นสูงแบบใหม่สำหรับการกำจัดยาปฏิชีวนะและความเป็นพิษในน้ำเสีย” 2) ผศ. ดร.ลีลา รักษ์ทอง ผลงานเรื่อง “การศึกษาสมบัติทางชีวเคมี โครงสร้างและจลนพลศาสตร์ของเอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเหี่ยวย่นในทุเรียน” 3) ผศ. ดร.ชเนนทร์ มั่นคง ผลงานเรื่อง “มุมมองที่แตกต่างในงานอนุรักษ์สถาปัตยกรรม แนวคิดเรื่อง ความสำเร็จในการอนุรักษ์จากมุมมองของชุมชน จากภูมิภาคตะวันตกของประเทศไทย” และ 4) ศ. ดร.แชบเบีย กีวาลา ผลงานเรื่อง “จากขีดจำกัดระดับโลกสู่การปฏิบัติระดับภูมิภาค: การประเมินความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมแบบสมบูรณ์สำหรับวิกฤตหลักสามประการของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top