Friday, 5 June 2026
พัฒนาชุมชน

‘FWD’ ปรับทิศธุรกิจ มุ่ง ESG ควบคู่การดำเนินกิจการ ชู!! ‘พัฒนาเด็ก-ชุมชน-สร้างงาน-ให้ทุนประกัน’ ไม่แผ่ว

(20 ต.ค. 66) นายเดวิด โครูนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เผยถึงวิสัยทัศน์ด้าน ESG ต่อจากนี้ของกลุ่ม FWD ประกันชีวิต โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จะเกิดแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและชุมชน ผ่าน 6 ด้าน ได้แก่ Governance and risk management (การกำกับดูแลและการบริหารความเสี่ยง), Trust (การสร้างความเชื่อมั่น), Talent (ความสามารถ), Closing the protection gap (ปิดช่องว่างเรื่องหลักประกัน), Sustainable investment (การลงทุนที่ยั่งยืน) และ Climate change resilience (ความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

“แม้ว่าเรามีงานที่ต้องทำในแต่ละด้านอีกมาก แต่เรามุ่งมั่นที่จะสร้างความมั่นใจว่าการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมากของเราจะประสบความสำเร็จและยั่งยืน ซึ่งกลยุทธ์ ESG ของเราสอดคล้องกับ Sustainable Development Goals : SDGs หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยครอบคลุมทั้ง 7 ประการที่เราสามารถช่วยให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้แก่ SDG 3 (สุขภาพที่ดีและความเป็นอยู่ที่ดี), SDG 4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ), SDG 8 (การทำงานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ), SDG 9 (อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน), SDG 10 (ความไม่เท่าเทียมกันที่ลดลง), SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) และ SDG 13 (การดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ)”

นายเดวิด กล่าวอีกว่า “FWD ต้องการสร้างความเท่าเทียมกันสำหรับทุกคนในสังคม เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวล ด้วยการทำงานทางด้าน ESG ของเรา ยิ่งเฉพาะการควบคุมความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเสริมสร้างศักยภาพของเยาวชนผ่านความรู้ความเข้าใจทางการเงิน พร้อมกับเสริมทักษะชีวิตระดับพื้นฐานผ่านโครงการระดับภูมิภาค JA SparktheDream ที่มีเป้าหมายในการเสริมสร้างความรู้ให้กับเด็กนักเรียน 25,000 คน ในฮ่องกง, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ภายในปี 2567”

สำหรับประเทศไทย FWD เพิ่งเปิดตัวโปรแกรม JA SparktheDream ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิ Junior Achievement Thailand เป้าหมายหลักคือ การให้ความรู้ทางการเงินแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อให้มีความรู้พอๆ กับนักเรียนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 1,000 คน ในช่วงภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2566 

ทั้งนี้ จากวิสัยทัศน์ที่จะสร้างความเท่าเทียมกันให้กับสังคมในวงกว้าง รวมถึงการสร้างโมเดลต้นแบบในการพัฒนาชุมชน ทาง FWD ประกันชีวิต จึงมีกระบวนการคัดเลือกพื้นที่ พร้อมเตรียมแผนการพัฒนาชุมชน โดยลงพื้นที่สํารวจและทำงานร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) คัดเลือกชุมชนลาหู่ ในดอยปู่หมื่น จังหวัดเชียงใหม่ ให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาชุมชน

โดยปี 2566 นับเป็นปีที่ 3 ที่ต่อยอด 3 โครงการหลักให้กับชุมชนลาหู่ ในดอยปู่หมื่น ได้แก่ โครงการธนาคารต้นกล้า ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการบริหารจัดการต้นกล้าชาและการทำงาน ร่วมกันในชุมชน, โครงการพัฒนาคุณภาพชา เพิ่มคุณภาพของผลผลิตตามหลักเกษตรอินทรีย์โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และโครงการเพิ่มมูลค่าชาอัสสัม สร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับชาอัสสัมให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างรายได้ที่มั่นคงจากอาชีพหลักของชุมชน

นอกจากนั้น การทำงานครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว คณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจังหวัดเชียงใหม่

ปัจจุบันมีชุมชนที่ให้การตอบรับเข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการมากถึง 33 ครัวเรือน และมีผลผลิตใบชาในปริมาณที่เพิ่มมากกว่า 50% ถือเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างชุมชนต้นแบบสู่การพัฒนาชุมชนอื่นเพิ่มเติม หวังสร้างความเท่าเทียมทางสังคม และความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน

นายเดวิด กล่าวอีกด้วยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของ FWD ประกันชีวิต ในการลดความไม่เท่าเทียมกันและส่งเสริมโอกาสทางรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเด็กด้อยโอกาส บริษัทจึงร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ ‘Pimali Hospitality Training Center’ ศูนย์ฝึกวิชาชีพการโรงแรมและงานบริการให้เด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส จังหวัดหนองคาย ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

“เรามอบความคุ้มครองการประกันสุขภาพที่สำคัญให้กับนักเรียน และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน นอกจากนี้ เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีของ FWD ประกันชีวิต เราจึงมอบทุนการศึกษา 10 ทุน ให้กับเด็กๆ ในความดูแลของมูลนิธินี้ เพราะเล็งเห็นว่าศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กด้อยโอกาสจากทั่วประเทศด้วยทักษะที่จำเป็นใน 3 ส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมการบริการ ได้แก่ แผนกห้องพัก (การดูแลทำความสะอาด), แผนกบริการส่วนหน้า และแผนกครัว โดยโปรแกรมการฝึกอบรมที่ครอบคลุมมีระยะเวลาตั้งแต่ 6 ถึง 12 เดือน เพื่อช่วยให้เด็กๆ ได้ประสบการณ์การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริงในสถานที่จริง การเตรียมความพร้อมนี้ทำให้พวกเขามีความรู้ และความสามารถที่จำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่การทำงานอย่างราบรื่น”

สำหรับกลุ่มบริษัทเอฟดับบลิวดี (FWD Group) ดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในภูมิภาคเอเชียที่มีลูกค้ามากกว่า 11 ล้านคนใน 10 ประเทศทั่วภูมิภาค รวมถึงประเทศไทยในชื่อบริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยก่อตั้งในไทยเมื่อเดือนสิงหาคม 2556 จนถึงขณะนี้ ครบรอบ 10 ปี มีเป้าหมายต่อจากนี้ที่จะมุ่งเน้นการทำธุรกิจเพื่อหวังผลกำไร ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ ESG และการดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่อง

รู้จัก “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” “ปลัดกระทรวงมหาดไทย” คนปัจจุบัน กับผลงานยกระดับ-พัฒนาชุมชนให้ทันโลก สร้างรากฐานสังคมไทยให้แข็งแกร่ง-ยั่งยืน

หากเปรียบ “ประเทศ” เป็นต้นไม้ใหญ่ “ชุมชน” คือรากแก้ว ที่ยิ่งหยั่งรากลึก และได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ก็จะยิ่งแข็งแรง ดังนั้น หากอยากให้ประเทศแข็งแรงในทุกส่วน ก็จำเป็นต้องลงทุน ลงแรง กับชุมชนให้มาก เพื่อจะได้ “เข้มแข็งและยั่งยืน” และกลายเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่สำคัญของสังคมต่อไป

การดูแล “ชุมชน” ให้แข็งแรง ก็ถือเป็นหลักคิดสำคัญของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” ที่แม้ว่าวันนี้จะขึ้นไปนั่งตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานใต้บัญชามากมายให้ดูแล แต่ผลงานก่อนหน้านี้ ก็สะท้อนชัดว่า ในหัวใจของ “อรรษิษฐ์” ให้ความสำคัญในเรื่องพัฒนาชุมชนเป็นที่สุด

ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย เดิม “อรรษิษฐ์” เคยได้รับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน อยู่ 2 ปี (เริ่มปี 2560) ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก (เริ่มปี 2562) และได้ขยับไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยในปี 2563

แม้ในปี 2565 ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) ซึ่ง “อรรษิษฐ์” ก็ตั้งใจทำหน้าที่เป็นอย่างดี โดยในระหว่างดำรงตำแหน่งนี้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ในการดำเนินงาน โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนบริหารจัดการตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็ง และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs Goal ที่องค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ได้

เพื่อเดินสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ได้กำหนดเป้าหมายหลัก คือ “ตำบลเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จำนวน 878 ตำบล โดยมีกิจกรรมขับเคลื่อนงานทั้งการพัฒนาผู้นำกลุ่มองค์กรและเครือข่าย ส่งเสริมการออมและพัฒนาทักษะการบริหารจัดการทางการเงิน ส่งเสริมเครือข่ายศูนย์ผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน และส่งเสริมกิจกรรมเครือข่ายพื้นที่ต้นแบบโคก หนอง นา โมเดล 

ไม่เพียงเท่านั้น ยังพัฒนาองค์กรให้ทันสมัย มีสมรรถนะและมีธรรมาภิบาล มุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคีการพัฒนาทั้ง 7 ได้แก่ ภาครัฐ ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน โดยมี “พัฒนากร” ลงพื้นที่ทำงานเคียงข้างประชาชนครอบคลุมทุกจังหวัด 

นับเป็นการต่อยอดจุดแข็งของกรมการพัฒนาชุมชน ที่มีมาตลอดกว่า 60 ปี ได้เป็นอย่างดี ตามนิยามที่กล่าวได้ว่า “เป็นหนึ่งในงานหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนในชุมชนมากที่สุด”

ภารกิจของ “อรรษิษฐ์” ที่มีต่อ “ชุมชน” ในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ภารกิจที่เน้นหนักและให้ความสำคัญมากอีกหนึ่งเรื่องคือการส่งเสริมครัวเรือนปลูกผักสวนครัวอย่างน้อยครัวเรือนละ 10 ชนิด เพื่อปลูกฝังพฤติกรรมพึ่งพาตัวเองให้คนไทย เสริมความมั่นคงทางอาหาร และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

อีกภารกิจสำคัญคือการสานต่อการดำเนินงานประชารัฐรักสามัคคี หรือ SE ที่ดำเนินการในรูปแบบบริษัทประชารัฐฯ จังหวัด มุ่งเน้น 3 เรื่องหลัก คือ เกษตร แปรรูป ท่องเที่ยว ตามบริบทของชุมชนที่แตกต่างกัน ซึ่งมีชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัติวิถีอยู่แล้วทั่วประเทศ ขณะที่การสนับสนุน OTOP ก็ยังคงดำเนินการต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างรายได้ และกระจายสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาชุมชน ดังที่เคยกล่าวไว้ว่า “หัวใจหลักของงานพัฒนาชุมชน คือมุ่งให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาทุกขั้นตอน เพราะการพัฒนาที่ยั่งยืนจะต้องเกิดจากพื้นฐานความต้องการของประชาชน ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยประชาชนเป็นสำคัญ” 

และแม้วันนี้ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” จะก้าวสู่ตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ “หลักการ” ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

>>สำหรับประวัติของ “อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์” 

เกิด: 16 กรกฎาคม 2514 
อายุ: 53 ปี 
ชื่อเล่น: ป๊อบ 
สำเร็จการศึกษา: ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (การปกครอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ สิงห์ดำรุ่นที่ 42 , พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ผ่านอบรมหลักสูตร นักบริหารงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รุ่นที่ 2, นักปกครองระดับสูง รุ่นที่ 54 และ ผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 10

>>ประวัติการทำงาน
-ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 3 สำนักงานจังหวัดฉะเชิงเทรา 
-หัวหน้ากลุ่มงานสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 
-เลขานุการอธิบดี กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
-หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น 
-ผู้อำนวยการสถาบันดำรงราชานุภาพ 
-รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี 
-รองผู้ว่าฯ อุดรธานี 
-รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน
-ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน 
-ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก 
-รองปลัดกระทรวง 
-อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน 
-อธิบดีกรมการปกครอง
-ปัจจุบัน ปลัดกระทรวงมหาดไทย

>>เครื่องราชอิสริยาภรณ์
-มหาวชิรมงกุฎ
-ประถมาภรณ์ช้างเผือก
-เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น 2
-เหรียญราชการชายแดน
-เหรียญจักรพรรดิมาลา
-เหรียญลูกเสือสดุดี ชั้น 1
-เหรียญกาชาดสดุดี ชั้น 1


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top