Friday, 5 June 2026
พลังงาน

‘พีระพันธุ์’ มอบ ‘เลขา รมต.’ ตรวจสอบเครื่องกลั่นน้ำมันจากขยะ ส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์จากชาวบ้าน พร้อมแนะพัฒนาด้านคุณภาพ-ความปลอดภัย

เมื่อวานนี้ (5 เม.ย. 68) นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องกลั่นน้ำมันจากขยะ หลังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติขยะยโสธร ขอรับงบประมาณสนับสนุนในการซื้อเครื่องกลั่นน้ำมันจากขยะมาใช้ในพื้นที่

ก่อนการลงพื้นที่ในวันนี้ (5 เม.ย. 68) ได้มีการสั่งการให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน พร้อมพลังงานจังหวัดลพบุรี ลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องกลั่นน้ำมันจากขยะ ซึ่งใช้กระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) เป็นกระบวนการสลายตัวด้วยความร้อนที่ไม่สมบูรณ์ในสภาวะปราศจากออกซิเจนหรือมีออกซิเจนน้อยที่สุด อุณหภูมิที่เหมาะสมสําหรับพลาสติกอยู่ในช่วง 300-500 องศาเซลเซียส โดยความร้อนจะทําให้พันธะเคมีสลายตัว 

ส่วนที่เป็นองค์ประกอบคาร์บอนที่ระเหยได้จะกลายเป็นก๊าซเชื้อเพลิงและบางส่วนที่ถูกควบแน่นจะกลายเป็นของเหลวที่มีลักษณะคล้ายนํ้ามันเตา ซึ่งนํ้ามันดังกล่าวสามารถนําไปใช้ประโยซน์และต่อยอดในการใช้งานได้ เนื่องจากมีค่าความร้อนสูง จึงสามารถใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงเพี่อผลิตความร้อนสำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรมได้ อีกทั้ง หากมีการปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก็จะมีคุณสมบัติเทียบเท่านํ้ามันเชื้อเพลิงสามารถใช้งานกับเครื่องยนต์ทางการเกษตรได้

ทั้งนี้ เครื่องดังกล่าวมีราคาประมาณ 25,000 บาท แต่เนื่องจากกระบวนการผลิตอาจจะเกิดสารปนเปื้อนซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของผู้ปฎิบัติงานในระยะยาว อีกทั้งตำแหน่งการจัดวางเครื่องมีความเสี่ยงที่อาจจจะเกิดการลุกไหม้ได้ รวมทั้งวัสดุที่ใช้ไม่เหมาะสม 

นอกจากนั้น น้ำมันที่ผลิตได้มีลักษณะเป็นยางเหนียวที่สามารถเกาะเคลือบบริเวณที่สัมผัสกับเครื่องยนต์ ถึงแม้จะมีการกลั่นเบื้องต้นแล้ว น้ำมันสามารถใช้ได้เฉพาะกับเครื่องยนต์การเกษตร กระทรวงพลังงานจึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงคุณภาพเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยกับเครื่องยนต์และผู้ใช้งาน

“หลังจากได้รับหนังสือจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแนวร่วมปฏิวัติขยะยโสธร นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งปกติท่านให้ความสำคัญกับประชาชนทุกคน และคิดว่าเครื่องกลั่นน้ำมันจากขยะดังกล่าวน่าจะเป็นประโยชน์ จึงไม่อยากให้สิ่งประดิษฐ์นี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ แค่ในอำเภอชัยบาดาล เพราะถ้าเครื่องกลั่นน้ำมันมีคุณภาพ นำไปใช้งานได้จริง ก็จะสามารถขยายผลไปสู่ระดับประเทศและระดับโลกได้ เพราะการนำขยะมาสร้างมูลค่า ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้อีกทาง ซึ่งการผลิตน้ำมันได้เองนี้ก็เป็นเป้าหมายสำคัญในการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน…

“แต่ทั้งนี้ เพื่อให้เครื่องกลั่นน้ำมันจากขยะ มีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน และที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย จึงได้มอบหมายให้ดิฉันฯ ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และพลังงานจังหวัดลพบุรี ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้น เครื่องกลั่นน้ำมันดังกล่าวยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงเพื่อความปลอดภัย จึงได้มอบหมายให้ผู้แทน พพ. พิจารณาตรวจสอบเครื่องกลั่นน้ำมัน และให้ ธพ. ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันที่ได้จากเครื่อง คาดว่าจะใช้เวลา 2 สัปดาห์ และจะนำเรื่องเสนอท่านรัฐมนตรีต่อไป” นางสาวอรพินทร์ฯ กล่าว 

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

ทำเนียบขาวเผยกรอบ ข้อตกลงการค้า ‘ไทย–สหรัฐ’ ชี้ไทยต้องซื้อเครื่องบิน–เกษตร และพลังงานอเมริกา 2 หมื่นล้านดอลล์

(27 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวเผยรายละเอียดกรอบความร่วมมือทางการค้าไทย–สหรัฐ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ระบุว่า ทั้งสองประเทศได้บรรลุ “ข้อตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน” เพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยไทยเตรียมจัดซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐ รวมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นดีลการค้าครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

ข้อตกลงนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดตลาดให้ผู้ส่งออกทั้งสองประเทศเข้าถึงซึ่งกันและกันได้มากขึ้น ไทยจะยกเลิกข้อจำกัดด้านภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐกว่า 99% ขณะที่สหรัฐยังคงอัตราภาษีตอบโต้ตามกรอบเดิม พร้อมทั้งร่วมมือแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น การนำเข้ารถยนต์ การรับรองสินค้าเกษตร และการปรับกฎหมายศุลกากรให้โปร่งใส

ด้านสหรัฐและไทยยังตกลงเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองแรงงานตามมาตรฐานสากล เสริมความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการปลอมแปลงลิขสิทธิ์ รวมถึงเปิดเสรีด้านดิจิทัล ห้ามเก็บภาษีบริการออนไลน์ และอนุญาตให้ข้อมูลถ่ายโอนข้ามพรมแดนได้อย่างเสรี

ขณะเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบดีลระหว่างภาคเอกชน โดยไทยจะจัดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐปีละ 2.6 พันล้านดอลลาร์ พลังงานมูลค่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ และเครื่องบินสหรัฐกว่า 80 ลำ รวมมูลค่ากว่า 1.88 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งคาดว่าจะลงนามอย่างเป็นทางการภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

อาชีพใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า 6 คลัสเตอร์ กำลังโต!!

(2 พ.ย. 68) ทศวรรษหน้า ตลาดแรงงานไทยจะขยับจาก “ทำงานซ้ำ–บนระบบเดิม” ไปสู่ “ออกแบบ–กำกับ–ต่อยอดระบบอัจฉริยะ” งานใหม่จะเกิดในจุดตัดของ AI/ข้อมูล หุ่นยนต์–โรงงานอัตโนมัติ เมดิคอลและไลฟ์สปาน สิ่งแวดล้อม–พลังงาน ข้อมูลอวกาศ–โลจิสติกส์ และครีเอทีฟรีมิกซ์โลกจริงกับดิจิทัล บทความนี้ชี้ 6 คลัสเตอร์อาชีพ ตัวอย่างบทบาท ทักษะสำคัญ และ “Roadmap 90 วัน” ที่ลงมือได้เลย

1) AI & ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ภาพรวม: จาก “ใช้ AI เป็นเครื่องมือ” → สู่ “ออกแบบให้ AI สร้างมูลค่าเชิงธุรกิจอย่างวัดผลได้”
อาชีพตัวอย่าง
AI Interaction Designer — ออกแบบปฏิสัมพันธ์คน–ระบบให้คุยรู้เรื่อง ใช้ง่าย โปร่งใส
Synthetic Data Engineer — สร้าง/คุมคุณภาพข้อมูลสังเคราะห์เพื่อเทรนโมเดล โดยไม่เสี่ยงข้อมูลจริง
AI Auditor & Risk — ตรวจคุณภาพโมเดล ความลำเอียง ความปลอดภัย และการทำตามกฎ (compliance)
AI Product Manager — จับปัญหาจริง → โมเดล/ฟีเจอร์ → KPI
Automation Architect — ต่อ AI+RPA+ระบบเดิมให้ไหลลื่น
ทักษะหลัก
Data/LLM เบื้องลึก, UX เชิงสนทนา
กรอบจริยธรรม–กฎหมายข้อมูล, Privacy
การตั้ง KPI ที่ผูกธุรกิจและการวัดผล
จุดเริ่ม: เลือก 1 ปัญหาในทีม เช่น เวลาตอบลูกค้านาน → สร้างบอต/เวิร์กโฟลว์ AI วัดผลก่อน–หลัง

2) หุ่นยนต์–โรงงานอัจฉริยะ & EV
ภาพรวม: ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญ เมื่อคลื่นโคบอท (cobot) และ EV มากขึ้น ความต้องการช่าง/วิศวกรภาคสนามพุ่ง
อาชีพตัวอย่าง
Cobot Technician — ติดตั้ง ปรับจูน ดูแลแขนกลที่ทำงานเคียงข้างคน
Field Commissioning Engineer — เซ็ตอัพไลน์อัตโนมัติ ตรวจความปลอดภัย ทดลองเดินเครื่อง
Battery & Microgrid Planner — ออกแบบสถานีชาร์จ–ระบบกักเก็บพลังงานให้โรงงาน/คอมเพล็กซ์
ทักษะหลัก
Mechatronics, PLC/เซนเซอร์, ระบบความปลอดภัย
Simulation โหลดไฟฟ้า, การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์
จุดเริ่ม: เข้าคอร์สแขนกล/PLC + ฝึก onsite ในโรงงานจริง 1 โปรเจกต์

3) สุขภาพ–ไลฟ์สปาน & เมดิคอลฮับ
ภาพรวม: ไทยมีความพร้อมด้านบริการแพทย์และเวลเนส การใช้ข้อมูลไบโอ+AI จะทำให้บริการ “เฉพาะบุคคล” โตเร็ว
อาชีพตัวอย่าง
Longevity Coach — วางโปรแกรมโภชนาการ–การนอน–ฝึกกายบนข้อมูล wearables/ผลตรวจ
Clinical Workflow Designer (with AI) — สร้างเวิร์กโฟลว์สรุปเวชระเบียน จัดคิว ตอบอัตโนมัติ
Personalized Wellness Travel Specialist — ออกแบบแพ็กเกจเมดิคอล–เวลเนสไทยเชิงเฉพาะกลุ่ม
ทักษะหลัก
โภชนาการ/กายภาพพื้นฐาน, HL7/FHIR
Data Privacy, Service Design, การสื่อสารกับทีมแพทย์
จุดเริ่ม: ทำ pilot 3–5 เคส เก็บผลลัพธ์เชิงสุขภาพ/ความพึงพอใจเป็นหลักฐานผลงาน

4) สิ่งแวดล้อม–พลังงาน & BCG
ภาพรวม: แรงกดดัน ESG/คาร์บอน และต้นทุนพลังงานผลักให้ทุกธุรกิจต้องวัด–ลด–ชดเชยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ
อาชีพตัวอย่าง
Carbon Accountant / ESG Consultant — ทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รายงานตามมาตรฐานสากล
Nature-based Project Developer — พัฒนาโครงการปลูกป่า/บลูคาร์บอน สร้างเครดิตคุณภาพ
Climate Risk Analyst (สถาบันการเงิน) — โมเดลความเสี่ยงภูมิอากาศต่อพอร์ตสินเชื่อ/ซัพพลายเชน
ทักษะหลัก
GHG Protocol, LCA, มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล
GIS/สถิติ, การเงินโครงการ, การตรวจสอบภาคสนาม
จุดเริ่ม: รับทำฟุตพริ้นท์ Scope 1–3 ให้ SME 1–2 เจ้า สร้าง playbook และเทมเพลตรายงานเป็นทรัพย์สิน

5) ข้อมูลอวกาศ–ภูมิสารสนเทศ & โลจิสติกส์ใหม่
ภาพรวม: ภาพดาวเทียม+IoT จะกลายเป็น “ข้อมูลดินฟ้าอากาศของธุรกิจ” ใช้คุมฟาร์ม ก่อสร้าง เมือง และห่วงโซ่ส่งสินค้า
อาชีพตัวอย่าง
Satellite Data Productizer — แปลงภาพดาวเทียมเป็นแดชบอร์ด/สัญญาณเตือนเพื่อการตัดสินใจ
UAM/Drone Dispatcher — วางตาราง/กำกับจราจรโดรนและแท็กซี่ไฟฟ้าในเมือง
Last-Meter Robotics Engineer — หุ่นยนต์ส่งของภายในอาคาร โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย
ทักษะหลัก
Remote Sensing, Python/GDAL
UTM/กฎการบิน, SLAM/IoT, ระบบความปลอดภัย
จุดเริ่ม: ทำเดโมตรวจการเปลี่ยนแปลงไซต์ก่อสร้าง/พื้นที่เกษตร พร้อมตัวชี้วัดลดต้นทุน/เวลาหน้างาน

6) ครีเอทีฟ–สื่อ–ประสบการณ์ (Phygital)
ภาพรวม: สื่อสังเคราะห์คุณภาพสูงและประสบการณ์ผสานโลกจริง–ดิจิทัลจะเป็นมาตรฐานของอีเวนต์ การศึกษา และแบรนด์
อาชีพตัวอย่าง
Virtual World Architect — ออกแบบพื้นที่เสมือนจริงสำหรับอีเวนต์/เรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟ
Phygital Experience Designer — เชื่อมเซนเซอร์–แอป–เวทีหน้างานให้ไหลลื่นเป็นหนึ่งเดียว
Synthetic Media Producer — สร้างวิดีโอ/เสียง AI แบบถูกลิขสิทธิ์และปลอดอคติ
ทักษะหลัก
3D/Realtime Engine, Service Design
กฎหมายลิขสิทธิ์ดิจิทัล, Storytelling เชิงข้อมูล
จุดเริ่ม: ทำโชว์เคสงาน 1–2 ชิ้น เน้น “ตัวเลขผลลัพธ์” (อัตรามีส่วนร่วม/เวลาพำนัก/ยอดขาย)

ทักษะสากลที่ “โอนย้ายได้” ข้ามทุกอาชีพ
Data/AI Literacy: รู้จักเลือกเครื่องมือ ตั้งคำสั่ง ทดลอง–วัดผล
Automation & API: ต่อระบบให้ทำงานอัตโนมัติได้จริง ไม่ใช่แค่เดโม
Compliance & Quality: รู้กรอบกฎหมายข้อมูล/ลิขสิทธิ์–ตั้งมาตรฐานตรวจคุณภาพ
Design Thinking & Service Design: เริ่มจากปัญหาจริงของลูกค้า/ผู้ใช้
Change Management & Storytelling: พาทีมเปลี่ยนผ่าน พร้อมเล่า “ค่าที่เพิ่มขึ้น” ให้ผู้บริหาร
ภาษา: อังกฤษเป็นฐาน จีนพื้นฐานเพิ่มโอกาสห่วงโซ่อุปทานเอเชีย

Roadmap 90 วัน: เปลี่ยนตัวเองเป็น “มืออาชีพยุคใหม่”
สัปดาห์ 1–2: เลือกสนาม + เก็บโจทย์จริง
เลือกคลัสเตอร์ที่ถนัดหรือเชื่อมธุรกิจคุณ
เก็บโจทย์ 1 ปัญหาเชิงวัดผล (เช่น ลดเวลางานซ้ำ 30%)
สัปดาห์ 3–6: สร้างเดโมที่วัดผลได้
พัฒนา POC/เดโม 1 ชิ้น ใช้ข้อมูลจริง (แต่ปลอดภัย/นิรนาม)
วัดตัวชี้วัดก่อน–หลัง (เวลา/ต้นทุน/ความแม่นยำ/ความพึงพอใจ)
สัปดาห์ 7–9: ทำเป็น “บริการ/ผลิตภัณฑ์”
แพ็กเป็นชุดบริการ 2–3 ระดับราคา พร้อม SOW/ขอบเขต
ทำเอกสารมาตรฐาน: Privacy, QA checklist, SLA เบื้องต้น
สัปดาห์ 10–12: เปิดตัวลูกค้ากลุ่มแรก
นำเสนอผลลัพธ์ให้ผู้บริหาร/ลูกค้าทดลอง เก็บรีวิว–เคสสตัดดี้
ปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ + ทำเพจ/เด็คแนะนำบริการ

ข้อคิดเชิงกลยุทธ์สำหรับคนทำงานไทย
จาก “ทำเองทุกขั้น” → “ออกแบบระบบ–บูรณาการ”: ค่าแรงในอนาคตมาจากความสามารถเชื่อมคน–เครื่อง–ข้อมูลให้ทำงานร่วมกันได้
จาก “พอร์ตโฟลิโอรูปสวย” → “เคสผลลัพธ์วัดได้”: ผู้จ้างต้องการ % การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
จาก “เจ้าเดียวทำได้หมด” → “เครือข่ายมืออาชีพ”: รู้จักประกบพาร์ตเนอร์ (โรงงาน–คลินิก–ไอที–ครีเอทีฟ) เพื่อปิดงานปลายทาง
ยืนบนกฎ–มาตรฐาน: ESG, ความปลอดภัยข้อมูล, ลิขสิทธิ์ คือ “ใบผ่านทาง” สู่ลูกค้าองค์กร

สรุป
สิบปีข้างหน้าไม่ใช่การแข่งขันว่า “ใครเก่งเครื่องมือกว่า” แต่คือ “ใครแปลงเครื่องมือเป็นคุณค่าที่วัดผลได้” ใครเริ่มวันนี้ด้วยเดโมเล็กๆ จากปัญหาจริง เก็บหลักฐานผลลัพธ์ และยืนอยู่บนมาตรฐานความปลอดภัย–ความโปร่งใส จะกลายเป็นมืออาชีพที่ตลาดต้องการสูงในทุกคลัสเตอร์ข้างต้น

พลังงานเป็นธรรม ถ้ารวมไทยสร้างชาติ ไม่เกาะ "พลังงาน" พรรคนี้ไม่มีวันดัง!!

‘พีระพันธุ์’ การันตี!!
ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม
ปี 2568 เป็นปีแห่งการลดค่าไฟทั้งระบบ
ชูโซลาร์ราคาถูก 1 หมื่นชุด ช่วยคนตัวเล็ก
เดินหน้าออกกฎหมายคุมทุนพลังงาน–น้ำมัน–ก๊าซ

พีระพันธุ์ทำไฟฟ้าถูก – ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เกาะ “พลังงาน” พรรคนี้ไม่มีวันดัง
 
ในวันที่พรรครวมไทยสร้างชาติยังหาพื้นที่ยืนในใจประชาชนไม่ชัดเจน  
“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน กลับมี “ของจริง” อยู่ในมือชัดที่สุดเรื่องหนึ่งของการเมืองไทยยุคนี้:  

> ทำให้ค่าไฟ–พลังงาน “ถูกลงอย่างเป็นระบบ” ไม่ใช่แค่แจกครั้งคราว

บทความนี้จะรวบว่าเขาทำอะไรไว้แล้วบ้างในกระทรวงพลังงาน  
และทำไม พรรครวมไทยสร้างชาติควรเอา “ผลงานด้านพลังงานของพีระพันธุ์” มาเป็นจุดหาเสียงหลักเพียงจุดเดียว  
ย้ำมันซ้ำ ๆ จนคนไทยได้ยินปุ๊บ = นึกถึง “ไฟฟ้าถูก–พลังงานเป็นธรรม” โดยอัตโนมัติ
 
1. พีระพันธุ์ในฐานะ รมว.พลังงาน: คนที่กล้าลงไปแก้โครงสร้าง ไม่ใช่แค่กดราคาชั่วคราว

ผลงานที่จับต้องได้มีอย่างน้อย 4 แกนใหญ่ ๆ 👇  
 
1.1 ประกาศ “ปี 2568 คือปีแห่งการลดค่าไฟ”
 
พีระพันธุ์ประกาศกลางวงการพลังงานว่า ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการลดค่าไฟ พร้อมเดินหน้า “โครงสร้างพลังงานใหม่” เพื่อให้คนไทยจ่ายค่าไฟน้อยลง และใช้พลังงานใน “ราคาเป็นธรรม” ไม่ใช่ถูกบีบคอด้วยต้นทุนที่อธิบายไม่ได้อีกต่อไป  
 
นี่ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ตามมาด้วยการคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศลดค่า Ft และทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยช่วงต้นปี 2568 อยู่แถว ๆ 4.15 บาทต่อหน่วย ลงจากงวดก่อนหน้าอย่างเป็นรูปธรรม  
 
1.2 ไอเดีย “Pool Gas” – ลดค่าไฟจากต้นทางก๊าซ
 
หัวใจสำคัญคือแนวคิด “พูลก๊าซ (Pool Gas)”  
เอาก๊าซจากหลายแหล่ง หลายราคา มารวมกันเป็น “ตะกร้าราคาเดียว” ใช้ผลิตไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ ไม่ใช่เอาแหล่งแพงสุดมาเป็นฐานคิดค่าไฟแล้วโยนภาระให้ประชาชน  
 
พูดง่าย ๆ คือ  
แทนที่จะเอาเงินภาษีไปโปะค่าไฟ เขาเลือกจะ “ผ่าต้นทุนจริง” ให้มันถูกลงตั้งแต่โรงไฟฟ้า

3. สรุปแบบฟันธง: ถ้ารวมไทยสร้างชาติไม่เล่น “การเมืองพลังงาน” อย่างสุดทาง ก็อย่าหวังคะแนน

สั้น ๆ คือ:
 
1. พีระพันธุ์ในกระทรวงพลังงานมีของจริงให้เล่า  
  - ปีแห่งการลดค่าไฟ 2568  
  - นโยบาย Pool Gas ลดค่าไฟจากต้นตอก๊าซ  
  - โซลาร์ราคาถูก 10,000 ชุด และโครงสร้างใหม่ให้คนติดโซลาร์รูฟได้ง่าย  
  - กฎหมายคุมธุรกิจน้ำมัน–ก๊าซ–พลังงานให้โปร่งใสแข่งขันเป็นธรรม  
 
2. คะแนนนิยมส่วนตัวเขายังไม่สูง แต่สนามยังว่าง  
  - นิด้าโพลชี้คนใต้ (ฐานสำคัญ) ส่วนใหญ่ “ยังไม่เห็นใครเหมาะเป็นนายกฯ” และพีระพันธุ์ได้เพียง 2.05%  
  - แปลว่ายังมีพื้นที่ให้สร้างตัวตนใหม่ ถ้าสื่อสารถูกจุด ถูกเรื่อง  
 
3. รวมไทยสร้างชาติไม่มีทางชนะด้วยการเป็น “พรรคทั่วไป” อีกพรรคหนึ่ง  
  - ถ้าพยายามพูดทุกเรื่อง = จะไม่เด่นสักเรื่อง  
  - แต่ถ้ากล้าตัดสินใจเกาะ “พลังงาน–ค่าไฟ–โซลาร์” เป็นแกนหลัก และย้ำมันจนคนไทยจำได้  
    นี่คือ ทางเดียว ที่พรรคจะได้คะแนนจริงจากคนธรรมดาที่ต้องจ่ายค่าไฟทุกเดือน  
 
ดังนั้น ถ้าจะพูดกันแบบแรง ๆ ในสไตล์คอลัมน์การเมืองได้เลยคือ:
 
“รวมไทยสร้างชาติ อยากรอด ต้องเลิกพูดกว้าง ๆ แล้วหันมาขาย ‘พลังงานของพีระพันธุ์’ จุดเดียวให้สุด  
ไม่งั้นก็เตรียมเป็นแค่พรรคประกอบฉากในทุกการเลือกตั้งต่อไป”

บางจาก ทุ่ม 270 ล้านดอลล์เข้าซื้อหุ้น Chevron Hong Kong รุกขยายฐานธุรกิจในฮ่องกง

บมจ.บางจากคอร์ปอเรชั่น [BCP] เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเข้าทำรายการ และบริษัทได้ลงนามในสัญาซื้อขายหุ้นกับ Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) เพื่อเข้าซื้อหุ้นใน Cheveon Hong Kong Limited (CHK) จำนวน 60,000 หุ้น (คิดเป็น 100% ของหุ้นทั้งหมด) โดยได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้นกับผู้ขายเมื่อวันที่ 13 ก.พ.69 โดยได้ตกลงซื้อขายหุ้นเบื้องต้นเป็นจำนวน 270 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ราคาซื้อขายหุ้นที่ซื้อขายสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการปรับราคาตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายหุ้น บริษัทจะชำระราคาเป็นเงินสด โดยบริษัทมีแผนที่จะใช้วงเงินสินเชื่อ

การเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้สะท้อนถึงการขยายฐานธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว และยกระดับความน่าเชื่อถือของบางจากฯในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การลงทุนดังกล่าวสนับสนุนการขยายธุรกิจพลังงานของประเทศไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศเพื่อประโยชน์ของบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท พร้อมทั้งช่วยสร้างความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการใช้กำลังการกลั่นของบริษัทบางจากในระยะยาว ตลอดจนสร้างโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ให้แก่บริษัทในกลุ่มบริษัทบางจากจากปัจจัยสนับสนุนต่างๆ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP ระบุว่า นับเป็นก้าวสำคัญของ บางจากฯ ในการขยายธุรกิจพลังงานไทยสู่ตลาดต่างประเทศและการเตรียมความพร้อมด้านตลาดสำหรับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารกำลังการกลั่นของกลุ่มบริษัทบางจากในระยะยาว

“การเข้าซื้อกิจการ CHK ไม่เพียงเป็นการขยายธุรกิจของบางจากฯ สู่ตลาดต่างประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการเดินหน้านำธุรกิจพลังงานไทยไปสร้างความเชื่อมั่นในระดับภูมิภาค เรามุ่งมั่นยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้านพลังงานภายใต้ทิศทางที่ชัดเจน โดยฮ่องกงเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีที่พัฒนาแล้ว มีกรอบกฎหมายและกติกาการค้าปลีกเสรีที่ใกล้เคียงตลาดแข่งขันสมบูรณ์ อีกทั้งมีอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศอยู่ในระดับสูง (อันดับเครดิตของประเทศอยู่ที่ AA+) สะท้อนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และระบบกำกับดูแลภายใต้กรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์และการเดินเรือที่สำคัญของเอเชีย จึงเหมาะกับการเข้าทำธุรกรรม”นายชัยวัฒน์ กล่าว

CHK ประกอบธุรกิจพลังงานที่หลากหลาย ได้แก่ ธุรกิจน้ำมันค้าปลีก ธุรกิจน้ำมันภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจน้ำมันเรือเดินสมุทร พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ CHK ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการสถานีบริการหลักของตลาดน้ำมันฮ่องกง โดยมีสถานีบริการ 31 แห่ง กระจายครอบคลุมพื้นที่เขตเมืองและชานเมือง ซึ่งภายหลังการเข้าซื้อกิจการ บางจากฯ จะยังคงดำเนินการสถานีบริการภายใต้แบรนด์ Caltex ภายใต้สัญญาเครื่องหมายการค้าระหว่าง

'อรรถพล' เพิ่มสัญญา LNG เจรจาผลิต LNG จากสหรัฐ 1.3 ล้านตันปี ร่นการส่งมอบเป็นไตรมาส 2/69 กระชับความมั่นคงพลังงาน 15 ปี เตรียมรับมือวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

“อรรถพล” เจรจาผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐ เพิ่มปริมาณจัดหาจากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน หาทางร่นระยะเวลาการส่งมอบ เพื่อลดผลกระทบพลังงานจากวิกฤติตะวันออกกลาง

(เมื่อวานนี้ 13 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นำทีมผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมหารือกับนาย Anatol Feygin, Chief Commercial Officer บริษัท Cheniere Energy Inc.ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ของโลกจากสหรัฐอเมริกา เพื่อเพิ่มปริมาณ LNG ที่จะส่งมอบในสัญญาเดิมมายังประเทศไทย จากปีละ 1 ล้านตัน เป็น 1.3 ล้านตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานตลอดอายุสัญญาที่เหลืออยู่อีก 15 ปี (ถึงปี พ.ศ.2584)

อีกทั้งได้หารือเพื่อปรับเปลี่ยนกำหนดเที่ยวเรือที่จะส่งมอบ LNG บางส่วนให้เร็วขึ้น จากไตรมาสที่ 3/2569 เป็นไตรมาสที่ 2/2569 เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากการสู้รบยังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ บริษัท Cheniere รับที่จะเร่งดำเนินการให้อย่างดีที่สุด

”ตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการในหลายๆ ด้าน คู่ขนานกันมาโดยตลอด อาทิ การระงับส่งออกน้ำมัน การเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน การเจรจาจัดหาน้ำมันและก๊าซจากภูมิภาคอื่นนอกจากตะวันออกกลางมาทดแทน การส่งเสริมการใช้น้ำมันชีวภาพมากขึ้น การใช้กองทุนน้ำมันมาบรรเทาผลกระทบด้านราคา และการรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงาน จึงขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าเราจะสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน“ นายอรรถพล กล่าว

รองผู้จัดการธุรกิจค้าน้ำมัน ปตท. ชี้ กำลังกลั่นยังเต็ม 100% นำเข้าจากตะวันออกกลาง 64% รีบนำเข้าจากแอฟริกา ละติน และอเมริกาทดแทน มาตรการเสริมความมั่นคงพลังงานชัดเจน

ภาคประชาชนกังวลว่าน้ำมันในประเทศไทยจะขาดแคลน ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นปตท.ได้ยืนยันว่ากำลังการกลั่นน้ำมันดิบเต็ม 100% ที่ 770,000 บาร์เรลต่อวัน หรือ 23 ล้านบาร์เรลต่อเดือน โดยน้ำมันดิบส่วนใหญ่ 64% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านท่า Fujairah ของ UAE และท่า Yanbu ของซาอุดีอาระเบีย

ในช่วงสงครามที่ส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ สัดส่วนน้ำมันที่ต้องผ่านช่องนี้มีประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อเดือน แต่กลยุทธ์การเทรดน้ำมันดิบระหว่างประเทศช่วยชดเชยกับการจัดหาน้ำมันที่นำเข้าจากแอฟริกาตะวันตก (WAF), ละตินอเมริกา (LATAM) และสหรัฐอเมริกา (MIDLAND) รวมถึงการซื้อเติมน้ำมันที่เข้ามาเดือนเมษายนแล้ว 6 ล้านบาร์เรล และจะทยอยเติมในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 6 ล้านบาร์เรล

นอกจากนี้ มีการเคลื่อนย้ายพนักงานจาก UAE ชั่วคราวกลับไปยังประเทศไทยเพื่อความปลอดภัย โดยเทรดดิ้งมีเครือข่ายสำนักงานในหลายประเทศ ทั้งสิงคโปร์ ลอนดอน ฮุสตัน และ UAE พร้อมรับมือสถานการณ์

ส่วนหนึ่งของความมั่นใจที่ต้องเสริมคือ "ช่วงนี้ต้องตระหนักในการประหยัดพลังงาน เพราะพลังงานมีราคาสูงจริงๆ" เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงทางพลังงานท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

น้ำมันจะ ขาดแคลนไหม โดย

JATURONG WORAWITSURAWATTHANA

Senior Executive Vice President,

PTT International Trading Business Unit

การดำรงตำแหน่งกรรมการ / ผู้บริหารในกิจการที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

12 ธ.ค. 2567 - ปัจจุบัน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ที่มา : JATURONG WORAWITSURAWATTHANA


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top