Friday, 5 June 2026
พรีเมียร์ลีก

20 กุมภาพันธ์ 2535 การก่อตั้งฟุตบอลพรีเมียร์ลีก แทนลีกดิวิชั่น 1 อังกฤษ

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ แทนที่ฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ซึ่งเคยเป็นลีกสูงสุดของอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1888 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจของสโมสรในฟุตบอลลีกเฟิสต์ดิวิชันที่ต้องการแยกตัวจากอิงกลิชฟุตบอลลีก (EFL) เพื่อจัดตั้งลีกใหม่ที่มีรูปแบบการแข่งขันและรายได้ที่เป็นอิสระมากขึ้น

พรีเมียร์ลีกก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 โดยมีแนวคิดเกิดขึ้นหลังจบฤดูกาล 1990–91 สโมสรในลีกดิวิชัน 1 จำนวน 18 สโมสร และสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) สนับสนุนแนวทางการจัดตั้งลีกใหม่ผ่านแผน “Blueprint for the Future of Football”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ค.ศ. 1991 เมื่อสโมสรสมาชิกลงนามในข้อตกลงผู้ก่อตั้ง และต่อมาได้แจ้งลาออกจากฟุตบอลลีกเป็นกลุ่ม ก่อนส่งหนังสือลาออกจาก FA ซึ่งทำหน้าที่บริหารลีก

วัตถุประสงค์หลักของพรีเมียร์ลีกคือ การเพิ่มรายได้ของสโมสรใหญ่และป้องกันไม่ให้รายได้กระจายไปยังลีกล่าง โดยเฉพาะจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ในยุคนั้น ไอทีวีถือสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลลีกด้วยข้อตกลงมูลค่า 44 ล้านปอนด์ ตลอด 4 ปี (1988–1992)

พรีเมียร์ลีกมีโครงสร้างบริหารที่แตกต่างจากฟุตบอลลีกทั่วไป โดยมี ริก แพร์รี ดำรงตำแหน่งซีอีโอคนแรก และ เซอร์ จอห์น ควินตัน เป็นประธาน สโมสรสมาชิกมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเท่ากัน โดยมติสำคัญต้องได้รับการอนุมัติจากเสียงข้างมาก 2 ใน 3

พรีเมียร์ลีกเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 พรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลระดับสูงสุดของอังกฤษ มี 20 สโมสรเข้าร่วมแข่งขัน โดยใช้ระบบเลื่อนชั้นและตกชั้นร่วมกับ EFL แชมเปียนชิป ฤดูกาลแข่งขันเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงพฤษภาคม แต่ละทีมลงเล่น 38 นัดจากการพบกันแบบเหย้าและเยือน โดยการแข่งขันส่วนใหญ่มักจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรีเมียร์ลีกเติบโตอย่างรวดเร็วคือข้อตกลงลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ซึ่งมีมูลค่ามหาศาล สกาย สปอร์ตส์และบีที สปอร์ต ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันในประเทศ โดยมีการเจรจาข้อตกลงใหม่ที่คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าเป็น 6.7 พันล้านปอนด์สำหรับฤดูกาล 2025–2029 นอกจากนี้ ลีกยังสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดในต่างประเทศมากถึง 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2022–2025

พรีเมียร์ลีกถือเป็นลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก มีการถ่ายทอดสดไปยัง 212 ดินแดนทั่วโลก มีผู้ชมโทรทัศน์มากถึง 4.7 พันล้านคน และมีจำนวนผู้ชมในสนามเฉลี่ย 38,375 คนต่อแมตช์ในฤดูกาล 2023–24

ในแง่ของความสำเร็จระดับยุโรป พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่มีสโมสรคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก / ยูโรเปียนคัพ มากเป็นอันดับสอง รองจากลาลีกาสเปน โดยมี 6 สโมสรจากอังกฤษคว้าถ้วยยุโรปทั้งหมด 15 ใบ

นับตั้งแต่ก่อตั้ง มี 51 สโมสรที่เคยเข้าร่วมแข่งขันพรีเมียร์ลีก โดย 7 สโมสรที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (13 สมัย), แมนเชสเตอร์ ซิตี (8 สมัย), เชลซี (5 สมัย) ,อาร์เซนอล (3 สมัย), แบล็กเบิร์น โรเวอส์ (1 สมัย), เลสเตอร์ ซิตี (1 สมัย), ลิเวอร์พูล (1 สมัย)

โดยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด ขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี ถือครองสถิติแชมป์ติดต่อกันยาวนานที่สุดถึง 4 ฤดูกาล

2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ครบรอบ 9 ปี แชมป์ประวัติศาสตร์ ‘เลสเตอร์ ซิตี้’ จากทีมรองบ่อนสู่ถ้วยพรีเมียร์ลีก และการตกชั้นล่าสุดที่สะเทือนใจแฟนบอล

ในค่ำคืนประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ได้รับการประกาศให้เป็น แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015–16 อย่างเป็นทางการ หลังจากผลการแข่งขันระหว่าง เชลซี กับ ทอตนัม ฮอตสเปอร์ จบลงด้วยผลเสมอ 2-2 ที่สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์

แม้เลสเตอร์จะไม่ได้ลงสนามในวันนั้น แต่ผลเสมอดังกล่าวทำให้คะแนนของทอตนัม ฮอตสเปอร์ ซึ่งเป็นคู่แข่งลุ้นแชมป์อันดับสองในขณะนั้น ไม่สามารถไล่ตามเลสเตอร์ทัน ในช่วงสองนัดสุดท้ายของฤดูกาล ส่งผลให้ 'จิ้งจอกสยาม' คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรในปี 1884

ชัยชนะในฤดูกาลนี้ถือเป็นหนึ่งใน เรื่องราวปาฏิหาริย์ของวงการกีฬา เพราะก่อนเปิดฤดูกาล เลสเตอร์ถูกมองว่าอาจต้องหนีตกชั้น และมีอัตราต่อรองแชมป์อยู่ที่ 5,000 ต่อ 1 จากบ่อนรับพนันในอังกฤษ แต่ภายใต้การคุมทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี และการเล่นอย่างยอดเยี่ยมของนักเตะอย่าง เจมี วาร์ดี, ริยาด มาห์เรซ และ เอ็นโกโล ก็องเต ทีมสามารถสร้างปรากฏการณ์ 'เทพนิยายเลสเตอร์' ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2024–25 เลสเตอร์ ซิตี้ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อพวกเขาตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังจากพ่ายแพ้ให้กับทีมแชมป์อย่างลิเวอร์พูล 0-1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 นับเป็นการตกชั้นครั้งที่สองในรอบสามฤดูกาลของสโมสร โดยก่อนหน้านี้ในฤดูกาล 2022–23 เลสเตอร์จบอันดับที่ 18 ของตารางและต้องตกชั้นลงสู่แชมเปียนชิป

การตกชั้นล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาภายในสโมสร ทั้งในด้านการบริหารและผลงานในสนาม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมและความพยายามในการปรับปรุงทีม แต่เลสเตอร์ก็ไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีพอที่จะอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกได้ ซึ่งการตกชั้นนี้ทำให้สโมสรต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับโครงสร้างทีมและวางแผนเพื่อกลับคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งในอนาคต

เรื่องราวของเลสเตอร์ ซิตี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในวงการฟุตบอล ที่ความสำเร็จในอดีตไม่ได้รับประกันความสำเร็จในอนาคต และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสำเร็จอย่างยั่งยืน​

ชายอังกฤษวัย 53 ขับรถพุ่งใส่แฟนบอลลิเวอร์พูล บาดเจ็บกว่า 45 ราย กลางขบวนแห่ฉลองแชมป์

เมื่อวานนี้ (26 พ.ค.68) เกิดเหตุการณ์รถยนต์พุ่งชนฝูงชนที่กำลังเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล บนถนนวอเตอร์สตรีท เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 47 ราย ในจำนวนนี้มีเด็ก 4 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย

เบื้องต้นผู้ขับขี่รถยนต์ดังกล่าว เป็นชายชาวอังกฤษ อายุ 53 ปี ถูกจับกุมในที่เกิดเหตุ โดยตำรวจเมอร์ซีย์ไซด์ระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย และเชื่อว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำพัง

หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า ฝูงชนกรูเข้าทุบกระจกเพื่อหยุดยั้ง แต่คนขับกลับเร่งเครื่องพุ่งชนต่ออีก ชาวเมืองและแฟนบอลต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่ทำให้วันแห่งความสุขกลายเป็นฝันร้าย

ตำรวจขอความร่วมมือประชาชนงดเผยแพร่ภาพรุนแรงและหลีกเลี่ยงการคาดเดาสาเหตุของเหตุการณ์นี้ โดยระบุชัดเจนว่าผู้ต้องสงสัยเป็นชายผิวขาว เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลผิดพลาดในโซเชียลมีเดียที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยกย่องความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ผู้เข้าช่วยเหลือ พร้อมกล่าวว่า “ทุกคน โดยเฉพาะเด็ก ๆ ควรได้เฉลิมฉลองฮีโร่ของพวกเขาโดยปลอดภัย” ขณะที่สโมสรลิเวอร์พูลและพรีเมียร์ลีกต่างออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรงดังกล่าวเช่นกัน

กุนซือแมนซิตี้ไม่ทน!! ‘เป๊ป’ หนุนการชุมนุมทั่วโลกรวมพลังหยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา

(6 ต.ค. 68) เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องหยุดสงครามกาซา ที่จะจัดขึ้นในบาร์เซโลนา เมืองบ้านเกิดของเขา ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยในวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีกว่ายอดเข้าชม 5 ล้านครั้ง กวาร์ดิโอลากล่าวว่า “เรากำลังเห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า เด็กนับพันถูกสังหาร และอาจมีอีกมากที่จะต้องตาย”

เป๊ปเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในฉนวนกาซาเต็มไปด้วยผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย ขาดอาหาร น้ำดื่ม และยารักษาโรค พร้อมเรียกร้องให้สังคมพลเมืองออกมากดดันรัฐบาลทั่วโลกเพื่อยุติความรุนแรง “เราจะลงถนนเพื่อเรียกร้องให้หยุดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” กวาร์ดิโอลากล่าว พร้อมชี้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์การเมือง แต่เป็นเรื่องของ “ความรักในชีวิตและเพื่อนมนุษย์”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ออกมาพูดถึงประเด็นกาซา ก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวระหว่างรับปริญญากิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซามันเจ็บปวดเหลือเกิน ไม่ใช่แค่เพราะเด็ก ๆ ที่ถูกสังหาร แต่เพราะเราทุกคนอาจเป็นรายต่อไป” ซึ่งเขาเผยว่าเมื่อเห็นเด็กกาซา เขามักนึกถึงลูก ๆ ของตัวเองเสมอ

ทั้งนี้ เป๊ป เป็นหนึ่งในบุคคลแวดวงฟุตบอลที่ออกมาสนับสนุนปาเลสไตน์ เช่นเดียวกับนักกีฬาอาชีพกว่า 50 คน ที่ร่วมลงนามจดหมายเรียกร้องให้ยูฟ่าแบนอิสราเอลจากการแข่งขัน ขณะที่หลายสโมสรฟุตบอลในสเปนก็ร่วมแสดงจุดยืน ทั้งการเปิดสนามต้อนรับผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ และแฟนบอลร่วมประท้วงระหว่างเกมลีก ท่ามกลางสงครามที่ทำให้ชาวกาซาเสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 คน

Harry Maguire จากตัวตลกแห่งโลกออนไลน์ สู่ฮีโร่แห่งเกียรติยศ สร้างความภูมิใจ แก่แฟนปีศาจแดงทั้งโลก

(21 ต.ค. 68) ในโลกฟุตบอลสมัยใหม่ที่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยสามารถถูกขยายและส่งต่อด้วยความเร็วแสง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (Harry Maguire) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของปรากฏการณ์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ช่วงเวลาหนึ่ง ชื่อของเขาไม่ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะกองหลังค่าตัวแพงที่สุดในโลก หรือเสาหลักของทีมชาติอังกฤษ แต่กลับกลายเป็น 'มีม' และเป้าของการล้อเลียนในโลกออนไลน์อย่างโหดร้ายทารุณ

ยุคมืด: เมื่อคำวิจารณ์กลายเป็นการด้อยค่าและนำไปสู่เสียงหัวเราะ

นับตั้งแต่ย้ายมาสู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปี 2019 ด้วยค่าตัวสถิติโลกสำหรับกองหลัง อาชีพของแม็กไกวร์ก็ถูกฉาบด้วยแรงกดดันมหาศาล ความผิดพลาดในสนามถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดและกลายเป็นการผลิตซ้ำในโลกโซเชียล มีมที่ล้อเลียนการเคลื่อนไหวที่ดูเชื่องช้า การสกัดที่ผิดพลาด หรือการทำเข้าประตูตัวเอง ได้สร้างภาพลักษณ์ของเขาให้เป็น 'ตัวตลก' แห่งวงการลูกหนัง คำวิจารณ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผลงานในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัวและครอบครัว ความกดดันเหล่านี้หนักหนาและบดขยี้เขาจนคนภายนอกแทบจะจินตนาการไม่ออกว่าเขาต้องเผชิญกับมันอย่างไรในแต่ละวัน ถึงแม้จะถูกปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมและตกเป็นตัวเลือกสำรองในช่วงฤดูร้อนปี 2023 แต่ท่ามกลางความพ่ายแพ้และเสียงเยาะเย้ย สิ่งหนึ่งที่แม็กไกวร์ไม่เคยทำคือ การถอดใจยอมแพ้

แสงสว่าง: การกลับมาที่เงียบงันแต่ทรงพลัง

ในช่วงที่หลายคนคาดการณ์ว่าเขาจะย้ายทีมและจบอาชีพในโอลด์ แทรฟฟอร์ดอย่างน่าผิดหวัง แม็กไกวร์กลับเลือกที่จะก้มหน้าทำงานหนักอย่างเงียบ ๆ เขาปฏิเสธโอกาสย้ายทีมที่สามารถทำให้เขาหลีกหนีจากแรงกดดัน และเลือกที่จะเชิดหน้าต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเองในทีมที่เขารักต่อไป การบาดเจ็บของเพื่อนร่วมทีมเปิดประตูให้เขาได้กลับมายืนในแนวรับอีกครั้ง และนี่คือจุดเปลี่ยนที่น่าประทับใจที่สุด เขาไม่ได้กลับมาพร้อมคำพูดที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีการโพสต์อะไรลงโซเชียลมีเดียให้เยิ่นเย้อ แต่แม็กไกวร์กลับมาพร้อมกับผลงานที่ยอดเยี่ยมในสนาม 

ทันใดนั้น โลกฟุตบอลก็เริ่มเห็นแฮร์รี่ แม็กไกวร์คนเดิม—กองหลังที่แข็งแกร่งในการดวลตัวต่อตัว แม่นยำในการจ่ายบอลขึ้นหน้า ทรงพลังในการเล่นลูกกลางอากาศ และเมื่อไหร่ที่ทีมต้องการประตูในเวลาวิกฤต เขาจะอยู่ตรงนั้นเสมอที่หน้าปากประตูคู่แข่งเพื่อเป็นเป้าหมายแห่งความหวังที่เพื่อนร่วมทีมจะเปิดบอลเข้าไปให้เขาเสมอ  แม็กไกวร์แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจที่หายไปนาน การอ่านเกมที่เฉียบขาด และความทุ่มเทที่ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ในเดือนพฤศจิกายน 2023  และเมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านมาถึงยุคของกุนซือปีศาจแดงคนปัจจุบันอย่าง รูเบน อโมริม แม็กไกวร์มักจะถูกส่งลงสนามในช่วงเวลาสำคัญๆเสมอ ไม่ว่าจะในบทบาทตัวจริงหรือตัวสำรอง นี่ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันอย่างเป็นทางการถึงการกลับมาสู่ฟอร์มที่ดีที่สุดในอาชีพของเขาอีกครั้ง 

จากกำแพงแนวรับ สู่ฮีโร่ผู้โหม่งประตูชัย 'ศึกแดงเดือด'

หากยังมีใครกังขาในสปิริตและความสามารถของเขา การแข่งขัน 'แดงเดือด' นัดล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาหมาดๆ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเยือนลิเวอร์พูลถึงแอนฟิลด์ และสามารถคว้าชัยชนะได้ 2-1 คือบทพิสูจน์ที่ไม่มีข้อกังขาถึงคุณค่าในตัวตนของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ผู้สวมบทบาทเป็นมากกว่ากองหลังในเกมนี้ และนี่คือผลงานอันโดดเด่นของเขาจากแมตช์แห่งศักดิ์ศรีและเกียรติยศนี้

1. ผู้นำในแนวรับ: ตลอดทั้งเกมที่แมนฯ ยูไนเต็ดถูกบีบให้ตั้งรับอย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลัง แม็กไกวร์คือผู้ที่ยืนหยัดได้อย่างมั่นคงที่สุด เขาเข้าสกัดได้เด็ดขาด จัดการกับลูกครอสอันตรายด้วยความมั่นใจ และมีการอ่านเกมล่วงหน้าที่ยอดเยี่ยม การป้องกันของเขาคือหัวใจสำคัญที่ทำให้ทีมรอดพ้นจากการเสียประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งในจังหวะที่ ลิเวอร์พูลยิงชนเสาชนคานถึงสามครั้ง

2. ผู้ทำประตูชัย: ในนาทีที่ 84 หลังลิเวอร์พูลตีเสมอได้สำเร็จ ความกดดันถาโถมเข้าใส่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทีมเยือนอีกครั้ง แต่แล้วความพยายามของแม็กไกวร์ก็ได้รับรางวัลสูงสุด เมื่อลูกครอสอันชาญฉลาดจาก บรูโน แฟร์นันด์ส ลอยเข้ามาในกรอบเขตโทษ และเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พุ่งตัวโหม่งด้วยพละกำลังและความเด็ดขาด ลูกพุ่งเสียบมุมเป็นประตูชัย 2-1 ที่สำคัญที่สุดในฤดูกาลนี้ ประตูนี้ไม่ได้เป็นเพียงการจบสกอร์ที่ยอดเยี่ยม แต่ยังเป็นการยุติสถิติอันยาวนานถึง 10 ปี ที่แมนฯ ยูไนเต็ดไม่สามารถบุกมาชนะในเกมลีกที่แอนฟิลด์ได้

การพิสูจน์ตัวตน คุณค่าของความพยายามและการไม่ยอมแพ้ “ครั้งแล้วครั้งเล่า”

ประตูชัยของแม็กไกวร์ในเกมใหญ่ที่สุดของประเทศนี้ คือการประกาศอย่างเป็นทางการว่า 'ตัวตลก' ในโลกออนไลน์ได้หายไปแล้ว และแทนที่ด้วย 'ฮีโร่' ที่กล้าหาญและไม่เคยยอมก้มหัวให้แก่คำดูถูกใด ๆ

บทเรียนแห่งความอดทน

เส้นทางของแฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลที่กลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากฟอร์มตก แต่มันคือเรื่องราวที่ทรงคุณค่าและน่าประทับใจยิ่งกว่านั้น มันคือบทพิสูจน์ของ ความทรหดอดทนทางจิตใจ (Mental Fortitude) ในยุคที่คนส่วนใหญ่จะเลือกหลีกหนีหรือตอบโต้ด้วยอารมณ์ แต่แม็กไกวร์กลับเลือกอีกเส้นทางหนึ่งที่ยากลำบากและท้าทายความเป็นลูกผู้ชายมากกว่า นั่นคือการก้มหน้าทำงานหนักเพื่อปรับปรุงตัวเอง แบกรับทุกความกดดันและเสียงเยาะเย้ยถากถางจากคนทั้งโลกและเปลี่ยนมันให้เป็นพลังส่งตัวเองสู่ความสำเร็จไม่ใช่แค่ของตัวเอง แต่ของทั้งทีมและทั้งสโมสร 

แม้ในเวลาที่เสียงก่นด่าและดูถูกจะประดังเข้าหาจากทุกสารทิศแต่แม็กไกวร์ก็ไม่เคยตอบโต้ด้วยคำพูดใด ทุกคำที่กล่าวถึงสโมสร โค้ช เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอล (ที่ด้อยค่าเขาอย่างหนัก) มีแต่ถ้อยคำที่ให้เกียรติและขอบคุณอย่างจริงใจ เขาได้เปลี่ยนภาพลักษณ์จาก 'ตัวตลก' ที่ทุกคนหัวเราะใส่ ให้กลายเป็น 'ฮีโร่' ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับทุกคนที่เคยถูกตัดสินหรือถูกมองข้าม ว่าตราบใดที่เรายังคงสู้และทำงานหนักอย่างไม่ย่อท้อ วันแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจจะมาถึงอย่างแน่นอน และประตูชัยที่แอนฟิลด์ในช่วงเวลาแห่งโชคชะตาในวันนั้น จะถูกจดจำไปตลอดกาล ว่าคือช่วงเวลาที่กองหลังที่ถูกเยาะเย้ยด้อยค่าอย่างต่ำต้อยดุจธุลีดิน ได้กลับขึ้นมาผงาดจากฝุ่นผงแห่งความอดทนและการทุ่มเททำงานหนักจนกลายเป็นผู้กอบกู้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับแฟนบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนที่เคยดูหมิ่นเขามาก่อนด้วยเช่นกัน

ย้อนดู!! ‘อังกฤษ’ เข้าสู่ช่วง!! ไว้อาลัยแห่งชาติ หลัง!! ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต ลดความรื่นเริง พร้อมเพรียงกันทั้งประเทศ แม้รัฐไม่ได้ห้าม แต่ทุกคนก็ให้ความร่วมมือ

(25 ต.ค. 68) เมื่ออังกฤษหยุดความรื่นเริง หลังสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต

เวลาจะเทียบอะไรกับต่างประเทศ ควรดูบริบทและเทียบให้หมด อย่าเทียบเฉพาะที่ตัวเองถูกใจ

หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตในเดือนกันยายน ปี 2022 อังกฤษก็เข้าสู่ช่วง “ไว้อาลัยแห่งชาติ” (National Mourning) ซึ่งเป็นช่วงที่ทั้งประเทศร่วมกันแสดงความอาลัยต่อพระองค์

ในช่วงนั้น หลายกิจกรรมที่เป็นความบันเทิงหรือรื่นเริงต่าง ๆ ก็ถูก ยกเลิกหรือเลื่อนออกไป เพื่อให้เหมาะกับบรรยากาศ เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและ EFL หยุดแข่งทั้งสุดสัปดาห์ เทศกาลดนตรีใหญ่ ๆ อย่าง BBC Proms ก็ยกเลิกการแสดงสองวันสุดท้าย งานประกาศรางวัลดนตรี Mercury Prize ถูกเลื่อนไปก่อน แม้แต่ การนัดหยุดงานของสหภาพแรงงาน ยังขอหยุดไว้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอังกฤษไม่ได้สั่งบังคับให้ทุกคนต้องยกเลิกกิจกรรมหรือปิดสถานที่

เค้าให้เป็น เรื่องของแต่ละองค์กรว่าจะทำตามหรือไม่ เพราะบางที่ก็ยังเปิดบริการต่อ แต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่เลือก “ลดความรื่นเริงลง” เพื่อแสดงความเคารพ

ถ้าเทียบกับประเทศไทย เราเองก็คงไม่แปลก เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์สูญเสียของพระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศ์ชั้นสูง เราก็มักจะเห็นบรรยากาศคล้าย ๆ กัน 

กิจกรรมบันเทิงงดออกอากาศ คอนเสิร์ตเลื่อนถ่าย รัฐบาลและเอกชนช่วยกันรักษาความสงบและความเหมาะสม

มันเป็นประเพณีของประเทศ ที่ปฏิบัติมาช้านาน ก่อนบรรพบุรุษของใครจะย้ายมา แล้วอยากจะมาเปลี่ยนตามใจชอบ มันคงไม่ได้ ทุกวันนี้สถาบันปรับตัวตามยุคสมัยมากแล้ว ทุกอย่างควรมีขอบเขต!!

อโมริม ขอพักยาว ไม่รับงานคุมทีมทั้งฤดูกาลนี้ หลังถูก ‘แมนยู’ ปลดฟ้าผ่า รอคืนสนามฤดูกาลหน้า

(6 ม.ค. 69) รูเบน อโมริม กุนซือชาวโปรตุเกสวัย 40 ปี ตัดสินใจไม่รับคุมทีมใดๆ ตลอดช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ หลังถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปลดจากตำแหน่งแบบกะทันหันเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นอังกฤษ

แม้จะมีความสนใจจากทีมในตะวันออกกลางและบราซิล แต่ ‘รูดี้ กาเล็ตติ’ นักข่าวสายตลาดนักเตะ ระบุว่า อโมริมเลือกพักฟื้นสภาพจิตใจและใช้เวลากับครอบครัวก่อนจะกลับมารับงานอีกครั้งในฤดูกาลหน้า พร้อมกล่าวว่า "เขาต้องการเวลาเพื่อฟื้นฟูและคิดทบทวนก่อนเริ่มใหม่"

ก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ดตัดสินใจปลดอโมริมหลังผลงานไม่เป็นไปตามคาดและบรรยากาศในทีมสั่นคลอน โดยมีรายงานว่าเกิดความตึงเครียดเรื่องอำนาจการทำทีมและนโยบายเสริมทัพ อโมริมเคยย้ำว่าเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมไม่ใช่แค่โค้ชที่ทำตามคำสั่ง

สำหรับอนาคต ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ได้รับบทกุนซือขัดตาทัพ ขณะที่สโมสรเริ่มมองหาเฮดโค้ชคนใหม่ หวังฟื้นฟูฟอร์มและสถานะบนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้
 

เรือใบยุคหน้าใครคุม? ‘รูนีย์’ ย้ำ ‘เป๊ป’ ยกมาตรฐานลีก พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย หวังให้ผู้จัดการดีที่สุดอยู่ในลีก ไปเมื่อไหร่สะเทือนทั้งพรีเมียร์ลีก

(22 ก.พ. 69) เวย์น รูนีย์ ตำนานกองหน้าชาวอังกฤษ แสดงความเห็นว่าเขายังอยากเห็น เป๊ป กวาร์ดิโอลา รับหน้าที่ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต่อไป หลังจากที่เป๊ปคุมทีมมาตั้งแต่ปี 2016 และพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกถึง 6 สมัย

ในสัมภาษณ์ล่าสุด รูนีย์กล่าวว่า "นักเตะบางคนอาจอยากให้เขาย้าย บางคนก็อยากให้เขาอยู่ต่อ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในทีมหรือไม่ และนั่นเป็นเรื่องเดียวกันกับผู้จัดการทีมทุกคน" พร้อมเสริมว่า "ผมหวังว่าเขาจะยังอยู่ต่อ เพราะเขายอดเยี่ยมมากสำหรับพรีเมียร์ลีก และคุณต้องการจะเห็นผู้จัดการทีมที่ดีที่สุดอยู่ในพรีเมียร์ลีก"

รูนีย์ยังชี้ว่า เป๊ปได้สร้างมาตรฐานระดับสูงในวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีกมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และหากเป๊ปเลือกอำลาทีมเรือใบสีฟ้า สโมสรควรดึงตัว แวงซองต์ กอมปานี กุนซือของบาเยิร์น มิวนิก เพื่อสานงานต่อ เนื่องจากกอมปานีมีความคุ้นเคยกับสโมสรและได้เรียนรู้จากเป๊ปมาก่อน

"เป๊ปน่าจะเป็นคนเลือกผู้จัดการทีมคนต่อไป หากเขาย้ายทีม เขาจะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเลือกกุนซือใหม่" รูนีย์ทิ้งท้าย

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสำคัญของเป๊ปในพรีเมียร์ลีกและความคาดหวังในการรักษามาตรฐานของสโมสรชั้นนำอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในยุคต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10145314

ถึงเวลาบอกลา!! ‘ซาลาห์’ คอนเฟิร์มแยกทางลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาล 2025/26 ปิดฉาก 9 ปีทัพหงส์แดง ย้ำลิเวอร์พูลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงคนสำคัญของสโมสรลิเวอร์พูล ประกาศเตรียมอำลาทีมหลังจบฤดูกาล 2025/26 แม้มีสัญญาถึงปี 2027 โดยการประกาศนี้เกิดขึ้นหลังพูดคุยกับบอร์ดสโมสรที่แอนฟิลด์

ในแถลงการณ์ของเขาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ซาลาห์กล่าวว่า "มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่วันนี้มาถึง ผมจะอำลา ลิเวอร์พูล หลังจบฤดูกาลนี้ ผมไม่เคยจินตนาการเลยว่าสโมสรแห่งนี้ เมืองแห่งนี้ และผู้คนที่นี่ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมได้มากขนาดนี้"

"ลิเวอร์พูล ไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล แต่มันคือความคลั่งไคล้ มันคือประวัติศาสตร์ และคือจิตวิญญาณ ผมไม่สามารถอธิบายความรู้สึกนี้เป็นคำพูดให้คนที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรเข้าใจได้" ซาลาห์ยังขอบคุณแฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมที่ให้การสนับสนุนที่ผ่านมา พร้อมกล่าวว่า "การจากลาไม่เคยเป็นเรื่องง่าย พวกคุณมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับผม ผมจะเป็นหนึ่งในพวกคุณเสมอ"

การตัดสินใจครั้งนี้หมายความว่า ซาลาห์จะปิดฉากการเล่นในถิ่นแอนฟิลด์นาน 9 ปี ฝากผลงานรวม 255 ประตูจาก 435 เกม รวมทั้งครองอันดับ 3 ดาวซัลโวตลอดกาลของลิเวอร์พูล

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634344/

พร้อมคุมหงส์!! ‘ชาบี อลอนโซ่’ เปิดทางรับงานลิเวอร์พูล หากมีข้อเสนอจริงจังซัมเมอร์นี้ สถานการณ์ อาร์เนอ สล็อต น่าเป็นห่วง หลังแพ้ 10 นัดในพรีเมียร์ลีก

สื่อเยอรมันวารสาร "บิลด์" รายงานว่า 'ชาบี อลอนโซ' อดีตกุนซือ เรอัล มาดริด พร้อมรับงานผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล หากได้รับข้อเสนอชัดเจนในช่วงซัมเมอร์นี้

สถานการณ์ของ 'หงส์แดง' ภายใต้การคุมทีมของ 'อาร์เนอ สล็อต' กำลังถูกตั้งคำถามหนัก หลังล่าสุดบุกแพ้ ไบรท์ตัน 1-2 เป็นการแพ้นัดที่ 10 ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ส่งผลให้เก้าอี้กุนซือดัตช์สั่นคลอน

มีการคาดว่า 'อาร์เนอ สล็อต' อาจต้องออกจากตำแหน่งหลังจบซีซั่น แต่ยังอยู่ต่อได้จากผลงานคู่แข่งที่ผิดพลาดเช่นกัน 'อลอนโซ' ถูกมองว่าคือบุคคลเหมาะสมยกระดับทีม พร้อมพัฒนานักเตะ หลัง ลิเวอร์พูล ใช้งบร่วม 500 ล้านปอนด์เสริมทัพช่วงซัมเมอร์

รายงานเผยว่า 'อลอนโซ' พร้อมพิจารณารับงานทันที หากมีข้อเสนอชัดเจนและเขาจะมีบทบาทกำหนดทิศทางเสริมทัพและโครงสร้างทีมอย่างเต็มที่

หลังแยกทางกับ เรอัล มาดริด ตั้งแต่เดือนมกราคม ลิเวอร์พูลเดินหน้าเจรจาอย่างจริงจัง เชื่อว่าการดึงอดีตตำนานกองกลางกลับมาอาจเป็นกุญแจพาทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่ระดับยุโรปอีกครั้ง

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1634432/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top