Friday, 5 June 2026
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

7 เมษายน พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี

วันนี้ เมื่อ 128 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี เพื่อทอดพระเนตรการปกครองของอารยประเทศ รวมเวลา 7 เดือน

การเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 1 การเสด็จประพาสแบบส่วนพระองค์ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพื่อเป็นการแสดงให้บรรดาประเทศมหาอำนาจในยุโรปเห็นว่าสยามมิได้ล้าหลังและป่าเถื่อน

พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จพระราชดำเนินประทับ เรือพระที่นั่งมหาจักรี ออกจาก ท่าราชวรดิษฐ์ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2440 และในการนี้ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวี เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์โดยสมเด็จพระนางเจ้าได้ถูกเรียกขานพระนามในยุคนั้นว่า สมเด็จรีเจนท์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งสำคัญในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งนี้คือการได้เข้าเฝ้า ฯ พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 พร้อมกับฉายพระรูปเพื่อส่งไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับในยุโรปและนอกจากนี้เพื่อเป็นการตอบแทนที่พระเจ้าซาร์เมื่อครั้งยังดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสยามเมื่อ พ.ศ. 2433 โดยมีบรรดาพระราชโอรสที่เจริญพระชนมายุแล้วรวมถึง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร ร่วมเดินทางไปด้วย

พระองค์พร้อมคณะได้เสด็จนิวัตพระนครพร้อมกับพระราชทานพระราชดำรัสแก่ปวงชนชาวไทยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2440 รวมเวลาที่เสด็จประพาสทั้งสิ้น 253 วันหลังจากนั้นพระองค์ได้สถาปนาสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอรรคราชเทวีขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์แรกของไทย

26 เมษายน พ.ศ. 2431 จุดเริ่มต้นแห่งสาธารณสุขไทย รัชกาลที่ 5 ทรงเปิด ‘ศิริราช’ โรงพยาบาลแห่งแรกของชาติ เพื่อดูแลประชาชนทุกชนชั้น

เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลศิริราชอย่างเป็นทางการ นับเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของประเทศไทย ที่จัดตั้งขึ้นด้วยพระราชดำริเพื่อให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณและวิสัยทัศน์อันก้าวไกลในด้านสาธารณสุขของพระองค์

โรงพยาบาลศิริราชก่อตั้งขึ้นบนพื้นที่ฝั่งธนบุรี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาสถานพยาบาลที่สามารถรองรับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังตั้งชื่อเพื่อเป็นอนุสรณ์แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสที่สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคบิดในวัยเยาว์

การเปิดโรงพยาบาลศิริราชถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบสาธารณสุขไทยอย่างมีระบบและยั่งยืน ต่อมาโรงพยาบาลแห่งนี้ได้กลายเป็นสถานศึกษาของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ เป็นที่ตั้งของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ตลอดเวลากว่า 130 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราชมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชนไทย ทั้งในด้านการรักษา การวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพทางการแพทย์ พร้อมยึดมั่นในอุดมการณ์การให้บริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ สมดังพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางรากฐานไว้ตั้งแต่วันแรกแห่งการก่อตั้ง

1 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนธรรมเนียมในราชสำนัก จากการหมอบกราบบนพื้น เป็นนั่งเก้าอี้ทำงานตามแบบตะวันตก

ในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2423 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนแปลงธรรมเนียมการทำงานภายในราชสำนัก โดยเฉพาะในระบบราชการหรือ 'ออฟฟิศ' จากธรรมเนียมไทยแบบเดิมที่ต้องนั่งพับเพียบหรือหมอบกราบบนพื้น มาเป็นการ 'ยืน' และ 'นั่งเก้าอี้' ตามแบบอย่างของชาวตะวันตก ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมของประเทศที่เจริญแล้วในยุคนั้น

ในหนังสือ ศิลปวัฒนธรรมไทย เล่ม 3 ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมกรุงรัตนโกสินทร์ โดยกรมศิลปากร ได้เล่าว่า “เมื่อราชสำนักเลิกหมอบเฝ้าและใช้เก้าอี้ในระยะแรกๆ คนไทยยังคงนั่งเก้าอี้ไม่เป็น ผู้หญิงขึ้นไปนั่งพับเพียบ ส่วนชายนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ จนรัชกาลที่ 5 ต้องมีพระราชโองการแนะนำวิธีการนั่งเก้าอี้ โดยใช้วิธีหย่อนก้นเท่านั้นลงบนเก้าอี้ ส่วนขาให้ห้อยลงไป”​

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของรัชกาลที่ 5 ที่ทรงพยายามปรับปรุงระเบียบแบบแผนของราชการไทยให้ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศที่เจริญและมีความเสมอภาคระหว่างผู้ปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นรากฐานหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการไทยในยุคใหม่

นอกจากนี้ ยังนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการปรับตัวของสังคมไทยเข้าสู่ระบบบริหารจัดการแบบตะวันตก อันมีอิทธิพลต่อโครงสร้างราชการ ระบบกฎหมาย และวัฒนธรรมองค์กรของไทยในเวลาต่อมา

10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 วันสถาปนาพระราชฐาน ‘พระจุฑาธุชราชฐาน’ ที่ประทับกลางทะเลบนเกาะสีชัง ของรัชกาลที่ ๕

วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาพระราชฐานที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี พร้อมพระราชทานนามว่า “พระจุฑาธุชราชฐาน” เพื่อเฉลิมพระนามแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ซึ่งประสูติบนเกาะสีชังเมื่อเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

พระราชฐานแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่พักผ่อนและปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทรงมีพระราชดำริพัฒนาเกาะให้เจริญทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ แต่การก่อสร้างต้องหยุดลงในปีถัดมาเมื่อเกิด วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 หรือ “สงครามฝรั่งเศส - สยาม” พระราชฐานจึงไม่ได้ถูกใช้ต่อในรัชกาลนั้น

ต่อมา โปรดฯ ให้รื้อถอนบางส่วนของพระที่นั่งและตำหนักบนเกาะ เช่น พระที่นั่งมันธาตุรัตน์โรจน์ เพื่อนำไปสร้างใหม่ที่พระราชวังดุสิตในนาม พระที่นั่งวิมานเมฆ ขณะที่พื้นที่พระจุฑาธุชราชฐานเดิม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับมอบสิทธิ์ดูแลและใช้ประโยชน์ด้านวิจัยทางทะเล

ปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์โดยกรมศิลปากร และเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุชราชฐาน อย่างเป็นทางการเมื่อปี 2547 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเกาะสีชัง มีผู้มาเยือนไม่ต่ำกว่าปีละ 250,000 คน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ โปรดเกล้าฯ ตั้ง “สภาที่ปรึกษาในพระองค์” รากฐาน “องคมนตรี” ที่ดำรงหน้าที่คู่ราชบัลลังก์มาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง 'สภาที่ปรึกษาในพระองค์' หรือ Privy Council ขึ้นเป็นครั้งแรก มีสมาชิก 49 คน ทำหน้าที่ถวายคำปรึกษาในราชกิจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2435 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น 'คณะองคมนตรี' ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 6 องคมนตรีถูกปรับโครงสร้างเป็น 'สภากรรมการองคมนตรี' ทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย พร้อมแต่งตั้งสมาชิกใหม่ทุกปีในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จนสิ้นรัชกาลมีสมาชิกสะสมถึง 233 คน แสดงถึงความสำคัญของบทบาทที่ปรึกษาในราชสำนัก

ถัดจากนั้นในสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงจัดระเบียบคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินใหม่ แบ่งเป็น 3 องค์กรหลัก ได้แก่ อภิรัฐมนตรีสภา เสนาบดีสภา และสภากรรมการองคมนตรี แต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 องคมนตรีถูกยกเลิก และเว้นว่างไปนานถึง 15 ปี

จนกระทั่งในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 และ พ.ศ. 2492 ได้รื้อฟื้นสถาบันองคมนตรีขึ้นใหม่ ภายใต้ชื่อ 'คณะองคมนตรี' ทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย โดยต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือตำแหน่งในหน่วยงานรัฐอื่น เพื่อคงความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือ

ปัจจุบัน องคมนตรีประชุมกันสัปดาห์ละครั้งที่ทำเนียบองคมนตรี บริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ ใกล้พระบรมมหาราชวัง โดยยังคงเป็นสถาบันสำคัญที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ ประกาศกฎหมายเลิกทาสแบบผ่อนปรน จุดเริ่มต้นการปลดแอกคนไทยจากระบบทาส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุเพียงราว 20 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ร.ศ. 93 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เริ่มวางแนวทางการเลิกทาสแบบผ่อนปรน เพื่อลดแรงกระทบระหว่างเจ้านายเงินกับตัวทาส

ก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 สถานการณ์ในสังคมไทยมีทาสมากถึงกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย หากไม่มีเงินไถ่ตัวก็ต้องอยู่ในฐานะทาสตลอดชีวิต เพราะกฎหมายถือว่ามี “ค่าตัว” ติดตัวอยู่เสมอ

กฎหมายที่รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศครั้งนี้ กำหนดให้ลูกทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา มีการลดค่าตัวลงเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเมื่ออายุครบ 21 ปี จะกลายเป็นไทอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังห้ามซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

ต่อมาใน พ.ศ. 2448 พระองค์จึงตรา พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา นับเป็นการปิดฉากระบบทาสในสังคมไทยอย่างถาวร และยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนที่พ้นจากความเป็นทาสแล้วต้องกลับไปสู่วังวนเดิมอีกด้วย

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นเวลา 15 วัน

วันนี้ เมื่อ 152 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เป็นเวลา 15 วัน

เมื่อพระองค์มีพระชนมายุครบ 20 พรรษาแล้ว เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2416 จึงผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แล้วเสด็จไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหารเป็นเวลา 15 วัน หลังจากทรงลาสิกขาแล้ว ได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้น เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระนามตามจารึกในพระสุบรรณบัฎว่า

"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฏ บุรุษยรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถ มหามงกุฎราชวรางกูร สุจริตมูลสุสาธิต อรรคอุกฤษฏไพบูลย์ บุรพาดูลย์กฤษฎาภินิหาร สุภาธิการรังสฤษดิ์ ธัญลักษณวิจิตร โสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณต บาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถ เปรมกระมลขัติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์ อุดมเดชาธิการ บริบูรณ์คุณสารสยามาทินครวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษสิรินธร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิลิต สรรพทศทิศวิชิตชัย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว"

วันปิยมหาราช วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES 

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สร้างความเศร้าโศกแก่ประชาชนและชาติไทยอย่างยิ่ง พระองค์ทรงครองราชสมบัตินาน 42 ปี และทรงพระชนมายุ 58 พรรษา

พระองค์ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงศึกษาศิลปวิทยาและวิชาต่างๆ ตั้งแต่โบราณราชประเพณี รัฐประศาสน์ ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ วิชาปืนไฟ มวยปล้ำ กระบี่กระบอง และวิศวกรรม เพื่อเตรียมรับราชสมบัติ

ก่อนจะบรรลุนิติภาวะ พระองค์ได้เสด็จประพาสต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ชวา และอินเดีย เพื่อทอดพระเนตรระบบการปกครองของชาวยุโรป เพื่อนำมาปรับใช้กับการบริหารราชการไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น หลังทรงบรรลุนิติภาวะจึงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 และทรงพระราชอำนาจเด็ดขาดในการบริหารราชการแผ่นดิน

รัชสมัยของพระองค์เต็มไปด้วยการพัฒนาและสวัสดิการต่อประชาชน เช่น การไฟฟ้า ไปรษณีย์ โทรเลข และโทรศัพท์ ด้วยพระราชกรณียกิจที่ยังความผาสุกให้แก่ประชาชน ทวยราษฎร์จึงถวายพระนามว่า “พระปิยมหาราช” และกำหนดทุกวันที่ 23 ตุลาคม เป็น “วันปิยมหาราช” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

 

20 พฤศจิกายน ของทุกปี “วันกองทัพเรือไทย” วันที่สังคมไทยตระหนักถึง ความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล เสาหลักของความมั่นคงชาติ

วันที่ 20 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันกองทัพเรือไทย ซึ่งสังคมไทยใช้วันดังกล่าวเพื่อรำลึกเหตุการณ์สำคัญของราชนาวีและพระมหากรุณาธิคุณการวางรากฐานราชนาวีสมัยใหม่ กิจกรรมนี้จัดขึ้นทั่วประเทศเพื่อระลึกถึงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงเรียนนายเรือ ณ พระราชวังเดิม เขตธนบุรี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาทหารเรือแบบเป็นระบบในไทย

ในอดีตสยามยังไม่มีการแยกเหล่าทัพชัดเจนโดยใช้แม่น้ำและทะเลเป็นสนามยุทธศาสตร์หลัก ก่อนที่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 จะมีการจัดระเบียบเหล่าทัพแยกเป็นทหารบก ทหารเรือ และทหารอากาศ ทหารเรือได้รับการพัฒนาเป็นกองทัพเรือสมัยใหม่ มีทั้งกำลังรบและระบบการศึกษา โดยเฉพาะภายใต้พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และการส่งเสริมของ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งกองทัพเรือไทย"

งานวันกองทัพเรือมีการจัดพิธีวางพวงมาลาและถวายราชสักการะ พลเรือเอกกรมหลวงชุมพรฯ และวีรชนทหารเรือ พร้อมการสวนสนามแสดงความพร้อมเพรียงและวินัย รวมถึงกิจกรรมเปิดบ้านฐานทัพเรือ พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ และนิทรรศการเผยแพร่ภารกิจความมั่นคงทางทะเล เพื่อย้ำเตือนบทบาททหารเรือในภารกิจสงครามและสันติภาพ

“วันกองทัพเรือ” จึงไม่ใช่เพียงวันที่ทหารเรือระลึกถึงตนเอง แต่เป็นวันที่สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางทะเล ซึ่งเป็นเสาหลักของความมั่นคงชาติ การปกป้องเขตแดนทางทะเล แหล่งทรัพยากรพลังงาน ประมง พาณิชย์ และความมั่นคงของชีวิตผู้คนที่ยืนหยัดเฝ้าทะเลอย่างมุ่งมั่นเสมอมา

24 เมษายน ของทุกปี กำหนดเป็น “วันเทศบาล” รากฐานการปกครองท้องถิ่น ย้อนรอยจุดเริ่มต้นการกระจายอำนาจของไทย สู่หมุดหมายประชาธิปไตยไทย

24 เมษายน “วันเทศบาล” จากรากฐานการปกครองท้องถิ่น สู่หมุดหมายสำคัญของประชาธิปไตยไทย

วันที่ 24 เมษายนของทุกปี เป็น “วันเทศบาล” ของไทย โดยมีที่มาจากการที่ พระราชบัญญัติจัดระเบียบเทศบาล พุทธศักราช 2476 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับเมื่อ 24 เมษายน 2477 ก่อนที่ต่อมากระทรวงมหาดไทยจะออกประกาศลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2532 กำหนดให้วันที่ 24 เมษายนของทุกปีเป็น “วันเทศบาล” อย่างเป็นทางการ เพื่อเชิดชูความสำคัญของการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาล

หากนับถึงปี พ.ศ. 2569 ปีนี้จึงเป็น ครบ 37 ปีของการกำหนดวันเทศบาลอย่างเป็นทางการ นับจากประกาศกระทรวงมหาดไทยในปี 2532 และในอีกมิติหนึ่งก็ยังเป็น 92 ปีของการมีผลใช้บังคับของกฎหมายเทศบาล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองท้องถิ่นไทยยุคใหม่ด้วย

ความสำคัญของ “วันเทศบาล” ไม่ได้อยู่เพียงการรำลึกถึงวันสำคัญทางกฎหมายเท่านั้น แต่สะท้อนแนวคิดเรื่อง การกระจายอำนาจ อย่างชัดเจน เพราะเทศบาลคือรูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีองค์กรของตนเองในการดูแลบ้านเมือง แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนของตน แทนที่จะรอการสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

ประกาศกระทรวงมหาดไทยปี 2532 อธิบายความหมายของเทศบาลไว้อย่างน่าสนใจว่า นับตั้งแต่มีการปกครองท้องถิ่นรูปเทศบาลมานานกว่าครึ่งศตวรรษ เทศบาลได้ช่วยสร้างความเจริญให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นอย่างมาก ทั้งในด้านการ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข และที่สำคัญคือทำหน้าที่เป็น “กระบวนการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยตนเอง” ถ้อยคำนี้ทำให้เห็นชัดว่าเทศบาลไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงหน่วยงานบริการสาธารณะ แต่เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยของสังคมไทยในระดับพื้นที่ด้วย

เมื่อมองในความหมายเชิงประวัติศาสตร์ การเกิดขึ้นของเทศบาลหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในยุคต้นประชาธิปไตยไทย สะท้อนความพยายามของรัฐในการวางระบบให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ และมีพื้นที่ในการตัดสินใจเรื่องท้องถิ่นของตนเองในระดับหนึ่ง

นั่นทำให้ “เทศบาล” มีความสำคัญเกินกว่าคำว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วไป เพราะเทศบาลคือจุดที่แนวคิดประชาธิปไตยสัมผัสชีวิตจริงของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การจัดการขยะ ตลาด การศึกษา สุขาภิบาล สวนสาธารณะ หรือการดูแลคุณภาพชีวิตในชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภารกิจที่ทำให้ประชาชนเห็นโดยตรงว่า การปกครองไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการมีส่วนร่วมทางการเมืองเริ่มต้นได้จากระดับใกล้บ้านที่สุด

ในอีกด้านหนึ่ง วันเทศบาลยังเป็นเหมือนวันทบทวนบทบาทของผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการ พนักงานเทศบาล และประชาชนในพื้นที่ ว่าการพัฒนาท้องถิ่นไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในชุมชนเอง ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่ต้องการให้วันเทศบาลเป็นเครื่องเตือนใจถึง ความรัก ความผูกพัน ความเสียสละ และความรับผิดชอบ ต่อท้องถิ่นของตน

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด “วันเทศบาล” คือวันที่ชวนคนไทยมองกลับไปยังรากฐานของประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีความหมายแค่การเลือกตั้งระดับชาติหรือการเมืองในรัฐสภาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการที่ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีสิทธิ มีเสียง และมีส่วนร่วมในการจัดการบ้านเมืองของตนเองผ่านระบบท้องถิ่นด้วย

ดังนั้น วันที่ 24 เมษายน จึงเป็นมากกว่าวันสำคัญเชิงพิธีการ หากเป็นหมุดหมายที่ย้ำให้เห็นว่า การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต้องเริ่มจากท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และประชาธิปไตยที่มั่นคงต้องหยั่งรากจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับฐานรากก่อนเสมอ เทศบาลจึงไม่ใช่เพียงหน่วยงานบริหารเมืองหรือชุมชน แต่คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบอบประชาธิปไตยไทยให้เติบโตจากพื้นฐานของสังคมจริง

ที่มา : https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2477/A/82.PDF?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top