Friday, 5 June 2026
พรรคประชาชน

‘ชูวิทย์’ ซัด ‘พรรคส้ม’ ต้องรับผิดชอบหาก ภท. พลิ้ว หลังกล้าเอาเนื้อฝากไว้กับเสือหิว โหวต ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ

‘ชูวิทย์’ ลั่นเป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย แนะ ปชน. จะให้ภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขได้ต้องร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องคุม "กระทรวงยุติธรรม - มหาดไทย" ไว้เอง ลั่นทำหล่อเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ประโยชน์อะไร เตือนต้องรับผิดชอบกับผลที่ตามมา

วันที่ (4 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีพรรคประชาชนประกาศโหวตหนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยจะไม่ขอร่วมรัฐบาลด้วย ว่า ... 
การหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบ

พรรคประชาชนประกาศสนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกฯ

พรรคเพื่อไทยยื่นยุบสภา แต่ไม่ผ่าน ประกาศยอมถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ประธานสภานัดประชุมสภาโหวตนายกฯ วันศุกร์นี้

เมื่อนายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ การจัดตั้ง ครม. หนีไม่พ้นการตอบแทนบุญคุณทางการเมืองตามระบบโควต้า

นักการเมืองขาประจำก็กลับมาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้พรรคประชาชนอภิปรายตรวจสอบ

เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้น

และ 2 กระทรวง ขาประจำที่พรรคภูมิใจไทยจะต้องยึดไว้ คือ กระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงคมนาคม

สัดส่วน ครม. ที่ พรรคภูมิใจไทยจะจัดจึงเหลือๆ เมื่อไม่มีพรรคประชาชนมาหารส่วนแบ่งให้เสียของไปถึง 140 กว่าเสียง

ด้วยมุมมองการเมืองแบบบริสุทธิ์อินโนเซ้นท์
.
พรรคประชาชนยังประกาศจะเป็นฝ่ายค้าน เพื่อจะตรวจสอบรัฐบาลเสียอีก

โหวตเลือกนายกฯ เพื่อตั้งรัฐบาล ส่วนคนโหวตยอมเป็นฝ่ายค้าน เพื่อมาตรวจสอบรัฐบาลที่ตั้งมา

เป็นเรื่องแปลกแต่จริง มีประเทศไทยที่เดียว

ต้องถามว่า ทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร?

เพราะการเป็นฝ่ายค้านไม่มีใครล้มรัฐบาลได้เลยสักครั้ง

เครื่องจักรดูด ส.ส. กำลังทำงาน สักพักเสียงอาจจะล้นเกินครึ่ง อ้างว่า “หนูเปล่าน้า เค้ามาเอง”

หากจะคุมพรรคภูมิใจไทยให้ทำตามเงื่อนไขที่พรรคประชาชนยื่นเป็นสัญญาประชาคม

พรรคประชาชนกลับต้องเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลต่างหาก เพื่อให้นายกฯ ยุบสภาตามกำหนด

การควบคุมที่ดี คือ เป็นส่วนหนึ่งใน ครม. เพื่อจะได้เห็นทุกความเคลื่อนไหว

กระทรวงที่พรรคประชาชนต้องคุม คือ กระทรวงยุติธรรม เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทับซ้อนที่ DSI แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทิน เรื่องฮั้ว ส.ว. และแม้แต่เขากระโดงอันลือลั่น

รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ที่คุมบรรดาข้าราชการที่มีผลต่อการเลือกตั้ง แล้วยังมีกรมที่ดินที่ไม่รู้จะถอนโฉนดเขากระโดงได้หรือไม่?

นับเป็นข้อถกเถียงที่ล้วนแต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยทั้งสิ้น

แต่นี่กลับปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยจัดสรรแบ่งปันกันเสร็จสรรพสบายใจเฉิบ ด้วยเงื่อนไขที่อ้าแขนรับได้หมด ชิลเหลือเกิน

มันผิดธรรมชาติการเมืองเป็นอย่างยิ่ง

แล้วคอยดูหน้าตา “ครม.หนู“ เถิด

พรรคประชาชนจะปฏิเสธไม่ได้ ที่ต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ และ ครม. ชุดที่นายกฯ เลือกมา

ล้วนเป็นผลมาจากการโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

จะอ้างว่าเป็นฝ่ายค้านไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะพรรคประชาชนไปปลุกพรรคภูมิใจไทยให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเอง ด้วยการโหวตให้นายอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกฯ

หรือไม่อย่างนั้น แทนที่พรรคประชาชนจะอยู่เฉย ๆ งดออกเสียง ไม่โหวตให้ใคร กลับทำตัวเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยโดยไม่ได้อะไรแม้แต่น้อย ได้แค่ไปหางานทำ ตรวจสอบ อภิปราย ทำได้เท่านั้น

ในขณะที่อีกฝ่ายกุมอำนาจรัฐ และ ส.ว. ที่สามารถแต่งตั้งองค์กรกลาง

เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่นายอนุทิน เคยย้ำนักย้ำหนาว่า “ใครจะเป็น?”

แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นักการเมืองลิ้นมันดิ้นได้ ให้ตายเถอะ

ถือเป็นการเล่นการเมืองแบบใสซื่อ ไม่เข้ากับบริบทการเมืองไทย และโดยเฉพาะกับพรรค ภูมิใจไทยเลย

การจะเปลี่ยนการเมืองไทยไม่สามารถกระทำได้ในระยะเวลาเพียง 4 เดือนนี้หรอกครับน้องเอ๋ย

เอาแค่สิ่งที่พรรคประชาชนบอกไว้ว่า “จะไม่ให้ใครเอา ม.112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเล่นงานใคร”

แค่วันนี้ก็มีการแจ้ง ม.112 กับนายภูมิธรรมที่ไปยื่นยุบสภาเสียแล้ว

ทุกสิ่งทุกอย่างจะย้อนกลับมาที่พรรคประชาชนที่ไปเลือกข้างพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้

ทั้งการทำงานของนายกฯ และ ครม. เขี้ยวลากดิน การจัดสรรผลประโยชน์ การควบคุม ส.ว. ไปในทุกเรื่อง

ทุกอย่างล้วนมีต้นเหตุเพราะพรรคประชาชนเลือกนายอนุทินเอง โดยทำหล่อว่าตัวเองขอเป็นฝ่ายค้าน

พรรคประชาชนจะต้องร่วมรับผิดชอบกับการตัดสินใจครั้งนี้อย่างเจ็บช้ำเป็นคำรบสอง ต่อเนื่องมาจากการที่พรรคภูมิใจไทยไม่โหวตให้ “พิธา” เป็นนายกฯ

อย่างอ้างประชาชน เพราะสิ่งที่ทำไปประชาชนไม่ได้อะไร ล้วนมีแต่เสียกับการตัดสินใจแบบนี้

ที่ปล่อยเสือออกจากกรง แล้วคนเลี้ยงที่ว่าจะคุมเสือ กลับถูกเสือคาบไปกิน

รอดูได้เลย

ภาระที่พรรคประชาชนต้องแบกใส่บ่าหามไว้

จะส่งผลให้พรรคประชาชนเสียคะแนนมหาศาล

ที่กล้าเอาเนื้อสดไปฝากไว้กับเสือหิว

หรือจะว่าไป นี่เป็นการหลอกลวงที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เคยเห็นมาในการเมืองไทย

สาวกพรรคส้ม ลั่น!! ถอยออกมาจาก ‘Supporter’ เป็น ‘Observer’ ชี้!! เลือกตั้งครั้งต่อไป เลือกได้แค่ พรรคการเมืองที่เลวน้อยที่สุด

(6 ก.ย. 68) ‘วรา จันทร์มณี’ โพสต์ข้อความระบุว่า ...

เมื่อผมวิจารณ์รัฐบาล คสช. ประยุทธ์ ประวิทย์ เพื่อไทย ชนชั้นนำศักดินา อย่างทะลุทะลวง ผมไปขึ้นเวที 3 นิ้ว ฝ่ายประชาธิปไตยชอบ พอใจ พอผมวิจารณ์พรรคประชาชน พวกฝ่ายประชาธิปไตยรับไม่ได้ ผมอยากให้พวกคุณเข้าใจไว้ แม้ผมจะเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ผมไม่ได้เป็นทาสพรรคประชาชน ผมมีสิทธิ์ทักท้วงวิพากษ์วิจารณ์ หากไม่เห็นด้วยในการดำเนินงานของพรรค

พวกคุณที่บอกว่ามีหัวใจประชาธิปไตย แต่พอฝ่ายที่ตัวเองชอบถูกวิจารณ์รับไม่ได้ ไม่เปิดใจรับฟัง คุณก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่คุณว่า ผมยกตัวอย่าง กรณี มาตรา 69 พรบ. ประมง คุณหลายคนเงียบกริบ กรณี สส.พรรคประชาชนทะเล่อทะล่ามาพูด “ทหารส้นตีน” “ไปไหว้อะไรก็ไม่รู้” คุณเงียบกริบ แถมหลายคนออกมาแถช่วยหาคำอธิบายต่างๆ นานา

คุณบอกว่าที่สังคมไทยมันห่วย เพราะระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง แต่พอคุณสมาทานพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งขึ้นมา พรรคการเมืองนั้นกลับกลายเป็นศาสดาหรือเทพเจ้าที่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ผมว่านี่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งทางการเมือง

ผมทนเห็นไม่ได้หรอกที่พรรคการเมืองจะมีนโยบายไปอุ้มชูกลุ่มทุนเช่นประมงพาณิชย์ โดยทำลายความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล คุณลองไปดูว่านโยบายประมงของพรรคประชาชนในสมัยพิธา นั้นส่งเสริมการทำลายทรัพยากรหรือส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากร เขาพูดถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนบ้างหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ผมเก็บไว้ในใจนานแล้ว แต่ไม่อยากพูดเพราะถนอมน้ำใจพรรคที่ผมชอบเหมือนพวกคุณนานแล้ว แต่มันคืออะไรถ้าเราจะสงบปากสงบคำ แล้วไม่วิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองเลย เราก็ไม่ทุเรศต่างไปจากคนอื่นที่เราว่าหรอก

สิ่งที่ผมไม่อยากให้เกิดก็คือ การครอบงำทางการเมืองของผู้ก่อตั้งพรรค เมื่อเป็น สส. แล้วห่วงตัวเองมากกว่าสังคม คิดถึงแต่การรักษาสถานภาพหรือการชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป และเมื่อไปสมาชิกพรรคการเมืองแล้วหลับหูหลับตาไม่วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่พรรคที่ตนชอบทำ มันก็ไม่ต่างอะไรกับฝ่ายอื่น

สำหรับพรรคประชาชน ตอนนี้ผมถอยออกมาจาก Supporter เป็น Observer พรรคประชาชนไม่มีอะไรพิเศษกว่าพรรคอื่น ผมจะมองดูเขาด้วยสายตาเท่ากันกับที่มองพรรคอื่น 

เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง การเลือกตั้งของผมครั้งต่อไปก็คงเลือกได้แค่พรรคการเมืองที่เห็นว่าน่าจะเลวน้อยที่สุด

สุดท้าย พวกที่คิดว่าตัวเองมีความรู้และเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่มาด่าผม ผมว่าคุณไม่ได้มีความรู้มากกว่าผมและไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าผม

‘วรชัย เหมะ’ เพื่อไทย ซัดเดือด!! พรรคประชาชน ไม่คำนึงถึงปัญหาประเทศชาติ โชว์หล่อ!! โหวตให้ ‘อนุทิน’ โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล เชื่อ!! เกิดวิกฤติศรัทธาแน่นอน

(6 ก.ย. 68) นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาชนโหวตสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกฯ ว่าวันนี้เราได้เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาชนว่า มีจุดยืนเพื่ออะไร ระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมาพรรคประชาชนไม่เคยพูดถึงการแก้ปัญหาให้ประเทศชาติและประชาชนเลย อ้างแต่ว่าพรรคตัวเองยืนหยัดอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ตั้งข้อเรียกร้องอย่างเดียวคือให้มีการยุบสภาฯเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ คิดว่าตัวเองจะได้คะแนนเสียงถล่มทลายยิ่งกว่าเดิมเป็นรัฐบาลพรรคเดียว ได้นายกฯจากพรรคตัวเองอย่างเดียว

การโหวตนายกฯครั้งนี้โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาลก็เพราะหวังโชว์หล่อให้พรรคตัวเองจะได้คะแนนนิยมมากยิ่งขึ้นกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนแล้วตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ใช่หรือไม่ ข้อเรียกร้องที่ให้ยุบสภาฯภายใน 4 เดือน เป็นใครก็รู้ว่าเวลาแค่นี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ แล้วการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังไม่เสร็จสิ้น ต้องเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเป็นปัญหา ทำให้นายกฯโดนปลดโดยองค์กรอิสระ ที่เป็นของคนชั้นนำสร้างขึ้นมาเพื่อขัดขวางประชาธิปไตยที่แท้จริง การตัดสินใจของพรรคประชาชนวันนี้ทำให้ประชาชนที่เลือกพรรคก้าวไกลมา 14 ล้านเสียงเกิดวิกฤตศรัทธาเพราะถ้าต้องการแก้รัฐธรรมนูญจริงควรตั้งเงื่อนไขให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง

นายวรชัย กล่าวว่า พรรคประชาชนไม่ควรทำเพื่อเป้าหมายตั้งรัฐบาลพรรคเดียวโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน อย่าเอาประชาชนเป็นเครื่องมือทำให้ตัวเองได้เป็นใหญ่ได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ขอให้เห็นหัวประชาชนบ้าง ไม่รู้ว่าพรรคประชาชนโง่หรือแกล้งโง่ที่คิดว่าเวลา 4 เดือนเพียงพอทำให้อะไรมันดีขึ้น หรือว่ามีผลประโยชน์อะไรหรือไม่ที่ทำให้ตัดสินใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ต้องมีองค์กรประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อคานอำนาจกลุ่มการเมืองที่ทำให้ประเทศชาติเสียหายไม่คำนึงถึงประเทศชาติและประชาชน

‘ณัฐวุฒิ’ วิเคราะห์ ‘พรรคประชาชน–ภูมิใจไทย’ ตั้งรัฐบาล ‘อนุทิน’ เงื่อนไขพิสดาร!! ยากจะเดินหน้า…โอกาสสำเร็จน้อย

เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ออกมาวิเคราะห์ผ่านคลิปวิดีโอถึงการโหวตเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้แม้จะเป็นไปตามระบบรัฐสภาและถือเป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน แต่เงื่อนไขที่เกิดขึ้นมีความ “พิสดาร” และทำให้รัฐบาลมีโอกาสสำเร็จได้ยาก

นายณัฐวุฒิ ระบุว่า พรรคประชาชนในฐานะแกนนำเสียงข้างมากไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองได้ แม้จะเลือกยกมือให้นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาล แต่ตัวเองกลับไปนั่งเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งสะท้อนภาพที่คล้ายกับกรณีพรรคเพื่อไทยเคยถูกวิจารณ์เมื่อครั้งตั้งรัฐบาลข้ามขั้วที่ผ่านมา

อดีตที่ปรึกษานายกฯ ยังชี้ว่า สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเพราะพรรคประชาชนยังต้องช่วยจัดองค์ประชุมให้รัฐบาล เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมีเสียงไม่เพียงพอ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลดู “พิลึกพิลั่น” เพราะแกนนำฝ่ายค้านกลับกลายเป็นผู้ช่วยรัฐบาลในการทำงานด้านสภา ขณะที่ผลประโยชน์ทางการเมืองตกอยู่กับพรรคภูมิใจไทยเพียงฝ่ายเดียว

พร้อมกันนี้ นายณัฐวุฒิยังตั้งข้อสังเกตต่อการเพิ่มคะแนนเสียงของรัฐบาล และประเด็นการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ตรงกันในเอกสารราชการ ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนและอาจสร้างปัญหาในอนาคต แม้ท้ายที่สุดเจ้าตัวย้ำว่า ต้องเคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่ยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะยุบสภาภายใน 4 เดือนตามที่ประกาศไว้จริง

‘จิราพร’ ฟาด ‘พรรคส้ม’ ตรรกะสับสน เลือก ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ แก้รัฐธรรมนูญ 60

(7 ก.ย. 68) น.ส.จิราพร สินธุไพร แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “จิราพร สินธุไพร - Jiraporn Sindhuprai” แสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 โดยระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นภารกิจที่ยากและท้าทายที่สุด แต่พรรคประชาชนกลับมอบอำนาจและความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่นี้ ทั้งที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีนโยบายหาเสียงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ และเคยมีท่าทีขัดขวางมาตลอด

น.ส.จิราพรตั้งข้อสังเกตว่า หัวหน้าพรรคประชาชนอ้างว่าไม่ได้เลือกคุณอนุทิน มาบริหารประเทศ แต่เลือกมายุบสภา แต่การตัดสินใจนี้กลับสวนทางกับกรณีของพรรคเพื่อไทยที่เสนอจะยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบาย แต่พรรคประชาชนยังยืนยันโหวตสนับสนุนคุณอนุทิน ทำให้เกิดความสับสนในตรรกะทางความคิดตั้งแต่เริ่มต้น

ทั้งนี้ น.ส.จิราพร สินธุไพร สรุปว่า หากพรรคประชาชนมองว่าพรรคเพื่อไทยไม่น่าไว้วางใจ คำถามสำคัญคือพฤติกรรมของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมา น่าไว้วางใจตรงไหนกันแน่ และท้ายที่สุด “คำพูดมากมาย ความหมายยังไงก็จะเลือกอนุทิน”

‘ชูวิทย์’ ฟันธง!! ชะตาพรรคประชาชน มีโอกาสซ้ำรอยประชาธิปัตย์ พลาดเพียงก้าวอาจล้มทั้งพรรค

เมื่อวันที่ (21 ก.ย. 68) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ข้อความถึงพรรคประชาชน โดยขอบคุณนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่เปิดใจสื่อสารกับประชาชน พร้อมย้ำว่าตนเองและประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพื่อจับผิด แต่เพื่อดูการตัดสินใจครั้งสำคัญของพรรคว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศหรือไม่

ชูวิทย์ระบุว่า พรรคการเมืองไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากผลประโยชน์และความเห็นที่แตกต่าง ทำให้การตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่าย เขายกตัวอย่างจากประสบการณ์ตรงในอดีตที่เคยทำงานการเมืองด้วยความตรงไปตรงมา แต่สุดท้ายก็ต้องเผชิญกับปัจจัยซับซ้อนที่ควบคุมไม่ได้

เขาเตือนว่าพรรคประชาชนควรใช้บทเรียนจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแม้เป็นพรรคเก่าแก่และมีระบบเข้มแข็ง แต่ยังพลาดเพราะการตัดสินใจที่ผิดเพียงก้าวเดียว จนสูญเสียความนิยมจากประชาชน ซึ่งถือเป็นตัวอย่างให้พรรคใหม่ๆ ต้องระมัดระวังไม่เดินซ้ำรอย

ชูวิทย์ยังฝากข้อคิดว่า ในการเมือง ประชาชนไม่ได้เลือก “คนที่ดีที่สุด” เพราะคนดีอาจอยู่ไม่รอด แต่เลือก “คนที่ผิดน้อยที่สุด” จึงอยากให้พรรคประชาชนยึดมั่นอุดมการณ์ เปิดใจฟังเสียงวิจารณ์ และตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายที่สุด เขาย้ำว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นเครื่องพิสูจน์ หากพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่ม แสดงว่าตัดสินใจถูกต้อง แต่หากคะแนนลดลง ก็หมายถึงพรรคก้าวพลาด พร้อมย้ำว่า การวิจารณ์ที่แรงของเขาเป็นเพราะความหวังดีต่ออนาคตการเมืองไทย ไม่ใช่การหวังร้ายแต่อย่างใด

อนุทิน จุดชนวนร้าว!! ‘ภูมิใจไทย – ประชาชน’ สร้างความสั่นคลอน!! เสถียรภาพรัฐบาล

(28 ก.ย. 68) การลงพื้นที่พระนครศรีอยุธยาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงเป็นภารกิจเชิงสัญลักษณ์ในการเปิดตัวรัฐบาล แต่กลับกลายเป็นการโยนฟืนเข้ากองไฟการเมืองที่คุกรุ่นอยู่แล้ว

คำพูดบนเวทีที่ว่า “เลือก ส.ส. พรรคส้ม…แล้วได้หนูเป็นนายก” ถูกตีความว่าเป็นการประชดและลดทอนคุณค่าของ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่เคยโหวตให้นายอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ ในสถานการณ์วิกฤตหลังเลือกตั้ง คำพูดนี้สะกิดจุดเจ็บที่ถูกโจมตีมาตลอดว่า “พรรคส้มคือผู้ปูทางให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล”

ที่สำคัญ อยุธยาไม่ใช่จังหวัดธรรมดา แต่คือ พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่ภูมิใจไทยครองฐานเสียงแน่น ขณะที่พรรคประชาชนพยายามเจาะพื้นที่ ทำให้เวทีนี้ถูกตีความว่าเป็นการ “ขีดเส้นแบ่งชัด” ระหว่างมิตรแท้กับมิตรจำเป็น

หลังเหตุการณ์ไม่นาน เสียงสะท้อนจากแกนนำและ สส. พรรคประชาชนดังขึ้นพร้อมกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค แสดงจุดยืนว่า การโหวตให้นายอนุทินไม่ใช่การเข้าร่วมรัฐบาล แต่เป็นการ “ฝ่าวิกฤต” เพื่อไม่ให้การเมืองล่มสลาย และย้ำว่าพรรคยังคงเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว

ภัคมน หนุนอานันท์ โฆษกพรรค ใช้ถ้อยคำแรงว่าเป็น “การเสียมารยาท–ไม่ให้เกียรติ” สะท้อนว่าพรรคไม่ยอมถูกมัดด้วยบุญคุณทางการเมือง

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. เจ้าถิ่นอยุธยา ชี้แจงว่าเข้าร่วมงานต้อนรับนายกฯ ในฐานะผู้แทนที่ต้องหาทางแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ยืนยันหนักแน่นว่าจะลงเลือกตั้งในนามพรรคส้ม และเลือกนายณัฐพงษ์เป็นนายกฯ ในอนาคต

ชุติพงษ์ พิภพภิญโญ ส.ส. ระยอง ตอกย้ำว่าพรรคยังถือไพ่ “โหวตล้มรัฐบาล” ในมือ

การตอบโต้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงการปกป้องศักดิ์ศรี แต่ยังเป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่า “พรรคส้มไม่ใช่หนี้บุญคุณใคร” และยังพร้อมใช้พลังเสียงในสภาเป็นตัวแปรสำคัญ

ในขณะที่ภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนเปิดศึกวาทะ พรรคเพื่อไทยกลับ “ยิ้มในใจ” เพราะรอยร้าวนี้เปิดโอกาสให้เล่นเกมรุกเต็มที่

กลยุทธ์อภิปราย: เตรียมซักฟอกรัฐบาลในการแถลงนโยบายวันที่ 29–30 กันยายน ด้วยธีม “4 เดือนยุบคดี ไม่ใช่ 4 เดือนยุบสภา” โดยพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัตินายกฯ และรัฐมนตรี, คดีฮั้ว ส.ว., และข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน

โอกาสล้มรัฐบาล: หากหลักฐานชัดเจน พรรคเพื่อไทยอาจใช้เสียงฝ่ายค้านผสมกับพรรคประชาชนในการโหวตล้มรัฐบาลได้ทันที

ปัญหาภายในเพื่อไทย: แต่ในเวลาเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองกำลังเจอ “เลือดไหล” จากการสูญเสียแกนนำอาวุโส และเสี่ยงแพ้เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ เขต 5 ซึ่งจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์อ่อนแอลง

เกมของเพื่อไทยจึงเหมือนการ “แทงสวน” หากรัฐบาลสะดุดก็พร้อมชิงจังหวะ แต่ถ้ารัฐบาลยังไปต่อได้ เพื่อไทยเองก็ต้องเผชิญการร่วงหล่นของฐานเสียงต่อเนื่อง

แม้จะถูกโจมตีหนัก แต่ภูมิใจไทยยังคงเดินเกมเชิงรุกในฐานะรัฐบาล

ขยายฐาน ส.ส.: ตั้งเป้าเพิ่มจากเกือบ 70 คนสู่ 100–120 คน ด้วยกลยุทธ์ “ตอกเสาเข็มรายเขต” และดูดบ้านใหญ่จากพรรคอื่น

การทำงานของรัฐมนตรี: ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม, ด้านการท่องเที่ยวตั้งเป้าเพิ่มนักท่องเที่ยวจีนเป็น 13 ล้านใน 3 เดือน

ข้อครหา: การใช้ภาพบุรีรัมย์บนเพจไทยคู่ฟ้า ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการเอาใจบ้านใหญ่ สะท้อนความสัมพันธ์การเมืองเชิงผลประโยชน์

ที่สำคัญ ผลสำรวจนิด้าโพล (ก.ย. 2568) กลายเป็นแรงกดดันใหม่ เมื่อคะแนนความนิยมของ นายอนุทิน รั้งอันดับสอง ตามหลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่เริ่มถูกมองว่าเป็น “ความหวังใหม่”

ภาพรวมการเมืองจึงอยู่ในภาวะ “สามเหลี่ยมมรณะ”

ความขัดแย้งระหว่างภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่ใช่เพียงศึกวาทะ แต่คือปัจจัยที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนขั้วก่อนครบ 4 เดือน หากฝ่ายค้านจับมือกันสำเร็จ

‘อนุทิน’ ชี้ ไร้ปัญหากับ ‘พรรคประชาชน’ หลังดึง!! ‘สส.เต้ ทวิวงศ์’ ขึ้นเวที ที่อยุธยา

(28 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ (สส.เต้) สส. พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน ขึ้นเวที ขณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ที่วัดอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนมีดราม่าทำให้พรรคประชาชนแสดงความไม่พอใจ ว่า คำว่าดราม่าตนไม่ชอบ การที่ตนบอกว่าเลือกสส.ทวิวงศ์ เพื่อให้เลือกตนมาเป็นนายกฯนั้น ต้องฟังทุกช็อต จริงๆแล้วตนกล่าวชื่นชม ส.ส.เต้ ด้วยซ้ำ เวลาอยู่บนเวทีก็ต้องมีกิมมิค เล็กๆ น้อยๆธรรมดา

เมื่อถามว่าอย่างนี้ยังคุยกับพรรคประชาชนได้ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ยังคุยได้ทุกอย่าง เมื่อถามย้ำว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็สวนกลับในเรื่องนี้แรงเหมือนกัน นายอนุทินกล่าวว่าไม่เห็นมีปัญหาอะไร ตรงนั้นเป็นเรื่องของการลงพื้นที่ เรื่องการทำงานก็เป็นเรื่องการทำงาน

'ปราชญ์ สามสี' โพสต์วิจารณ์ กมธ.ทหาร ชี้ทำให้ 'ประชาชน-ทหาร' เกลียดกันแทนที่จะร่วมมือ ทั้งที่ทุกฝ่ายกำลังสามัคคีรบกัมพูชา

เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ โพสต์เมื่อวันที่ (31 ต.ค. 68) ถึงประเด็นการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่า “สรุปผล กมธ.ทหาร คือเพื่อให้ประชาชนกับทหารเกลียดกันเท่านั้น หาประโยชน์อะไรไม่ได้ ทั้งๆ ที่ทุกฝ่ายสามัคคีกันรบกับกัมพูชา”

ตรวจหลักฐานคดี ‘สุชาติ’ ฟ้องหมิ่นประมาท 50 ล้าน ปมกล่าวหาซื้อตึก Skyy9 นัดสืบพยานนัดแรก 17 พ.ย. 6

(3 พ.ย. 68) ที่ศาลอาญารัชดา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติฯ เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.กทม. และนายสหัสวัส คุ้มคม สส.ชลบุรี ของพรรคประชาชน ร่วมกันเป็นจำเลย ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหายรวม 50 ล้านบาท

คดีนี้สืบเนื่องจากการแถลงข่าวของทั้งสอง ที่กล่าวหานายสุชาติในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อตึก “Skyy9” โดยทั้งคู่ได้รับการประกันตัว และเดินทางมาศาลตามนัดโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อ

ขณะเดียวกัน ทนายความโจทก์ได้ยื่นขอแก้ไขคำฟ้อง ขอให้นับโทษ น.ส.รักชนก ต่อจากคดีหมายเลขดำ อ.683/2565 ซึ่งเป็นคดีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองฟัง และสอบถามคำให้การ โดยทั้ง น.ส.รักชนก และนายสหัสวัสให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันต่อสู้คดีเต็มที่ ฝ่ายโจทก์แถลงจะนำพยาน 4 ปากขึ้นสืบ ส่วนฝ่ายจำเลยเตรียมนำพยาน 11 ปาก โดยศาลกำหนดนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ และฝ่ายจำเลยระหว่างวันที่ 18–20 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น.


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top