Saturday, 17 October 2026
ผังเมืองกรุงเทพ

‘กรณ์’ ชี้ ‘ผังเมืองใหม่กรุงเทพฯ’ เอื้อทุนอสังหาริมทรัพย์ วอนชาวกรุงตื่นรู้สู้ไปด้วยกัน ไม่ต้องหวังผู้มีอำนาจมาช่วย

(27 ธ.ค.66) ว่าด้วยผังเมืองกรุงเทพฯ…ในยุคที่ผู้มีอำนาจทั้งสองล้วนมาจากอาชีพสร้างคอนโด และท่านผู้ว่าฯ ยังได้แต่งตั้งนักพัฒนาอสังหาฯ มาเป็นทั้งรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษาที่ยังสามารถสลับร่างไปมาในการบริหารจัดการ ทำธุรกิจอสังหาฯ ควบคู่หน้าที่ทางราชการไปได้อย่างน่าฉงน  

ทั้งนี้ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij’ โดยมีเนื้อหาดังนี้…

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางกทม.ได้จัดการประชุมรับฟังความเห็นประชาชน เรื่อง การร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ในส่วนพื้นที่กรุงเทพฯใต้ ณ สำนักงานเขตคลองเตย 

ประชาชนชาวกรุงเทพฯ รู้เรื่องนี้กันน้อยมาก และถึงรู้ว่ามีงานนี้ก็อาจจะไม่เข้าใจว่ามีความสำคัญต่ออนาคตความเป็นอยู่ของเราอย่างไร

ซึ่งคำตอบคือสำคัญมาก!!

ยกตัวอย่างเช่น อาจจะมีการเปลี่ยนโซนการใช้พื้นที่รอบข้างบ้านคุณ จากโซนอยู่อาศัยเป็นโซนพาณิชย์ก็ได้

ซึ่งจากที่ได้รับฟังและติดตามที่คณะผู้จัดทำได้บรรยายมา ผมมีความเห็นว่าแทบทุกการปรับเปลี่ยนที่สำคัญที่ทางกทม.เสนอ ล้วนมีเจตนาปรับเพื่อช่วยสนับสนุนกิจการของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งสิ้น!! 

ผมขอยกตัวอย่าง 2 ข้อเสนอ ของทาง กทม.ดังนี้

1. กทม. จะเพิ่มขนาดถนนรอง โดยอ้างว่าเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงระบบรถไฟฟ้า และช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร ซึ่งฟังไม่ขึ้น เพราะจากพิกัดบริเวณที่กำหนดให้ถนนแทรกขยาย ผ่าชุมชนเข้าไปบางพื้นที่นั้น ทำให้ผมเชื่อว่าวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อกำจัดอุปสรรคในการสร้างตึกสูงเพิ่มเติมเข้าไปในย่านชุมชนที่มีถนนเล็กซอยแคบ (ปัจจุบันหลายโครงการติดเงื่อนไขระยะความกว้างของซอย) 

กทม. ได้ขีดเส้นวางแนวการตัดขยายถนนไว้ถึง 148 สาย ความยาวกว่า 600 กม. หากตรงนี้ผ่านได้ จะนำไปสู่การรุกคืบโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่เข้าไปในหลายชุมชน หลายซอย ทั่วเมือง (โดยที่การขยายให้ถนนกว้างกว่า 10 ม. ซึ่งมีผลมากต่อการสร้างตึกสูง จะไม่ต้องมาจากการเวนคืนด้วยซ้ำ แต่จะเป็นการให้เอกชนร่นพื้นที่ตนเอง พูดง่ายๆ คือประโยชน์สาธารณะแทบไม่มี)

2. กทม. เสนอมาตรการ ‘FAR. Bonus’ คือ การเพิ่มสิทธิก่อสร้างอาคารให้สามารถเพิ่ม ‘อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน’ (FAR.-Floor Area Ratio) ได้ถึง 20% จากเดิม แลกกับการอุทิศบางสิ่งที่ กทม. กำหนดว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วไป เช่น สวนหย่อมบนหลังคาตึก, สวนแนวตั้ง, การจัดให้มีพื้นที่ว่าง หรือเจียดพื้นที่เสมือนสาธารณะบางส่วนของโครงการ เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะ ฯลฯ ที่ล้วนเป็นมาตรการที่ประโยชน์สาธารณะน้อย แต่ประโยชน์ของผู้ประกอบการมีมูลค่ามหาศาล ที่สุดมาตรการนี้จะทำให้เกิดโครงการลูบหน้าปะจมูกเพื่อเป็นข้ออ้างสิทธิสร้างตึกให้ใหญ่ขึ้น จะเปิดช่องการใช้วิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ และการทุจริตคอร์รัปชั่นมากมาย ที่จะควบคู่ตามมาจากวิถีปฏิบัติที่เห็นกันต่อเนื่องมาในเรื่องการขาดการกำกับ ตรวจสอบ การบังคับใช้กม.ไปจนถึงการลงโทษในกรณีที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง

เรื่องทั้งหมดนี้คนกรุงเทพฯ ต้องสู้เองนะครับ อย่าหวังผู้มีอำนาจมาช่วย เพราะไม่ว่าจะเป็นท่านผู้ว่าฯ หรือแม้แต่ท่านนายกฯ ทั้งสองท่านจะเก่งจะดีอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังกังวลว่า ที่สุดแล้วท่านจะเข้าข้างบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (ผมหวังจากใจว่าประเมินทั้งสองท่านผิดในกรณีนี้) 

ท่านทั้งสอง ล้วนมาจากอาชีพสร้างคอนโด และท่านผู้ว่าฯ ยังได้แต่งตั้งนักพัฒนาอสังหาฯ มาเป็นทั้งรองผู้ว่าฯ และที่ปรึกษา ที่ยังสามารถสลับร่างไปมาในการบริหารจัดการ ทำธุรกิจอสังหาฯ ควบคู่หน้าที่ทางราชการไปได้อย่างน่าฉงน  

ผมจึงคิดว่าชาวกรุงเทพฯ วางใจไม่ได้ ต้องสู้ร่วมกันครับ

‘อรรถวิชช์’ ไม่รอผู้ว่าฯ กทม. หันจี้นายกฯ!! ทวงคืนแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำใส่ผังเมือง กทม. ใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ชี้ไม่จริงงบ 1.1 หมื่นล้าน ชี้บึงคู้บอนราคาที่ดินไม่สูงเท่าบึงบางชัน ย้ำเป็นแก้มลิงใหญ่สุดฝั่งตะวันออก

ไม่คาดหวัง ผู้ว่าฯ ชัชชาติ! “อรรถวิชช์” ขอ “นายกฯ อนุทิน” ชี้ขาดเอาแก้มลิงหลังกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ทวงคืน “บึงคู้บอน” ในผังเมือง กทม. ฉบับใหม่

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีบึงรับน้ำคู้บอนว่า ตลอด 5 วันที่ผ่านมา ได้เรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำบึงรับน้ำคู้บอน ซึ่งเป็นแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ใส่ลงในร่างผังเมือง กทม. และเดินหน้าการเวนคืนที่ดินต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับเสียงตอบรับในทิศทางที่ดี

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่า การที่ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ อ้างว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะมีการนำข้อมูลของบึงรับน้ำบางชันมารวมด้วย ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวติดถนนและมีรถไฟฟ้าผ่าน ทำให้ราคาที่ดินสูงมาก

ขณะที่บึงคู้บอนที่เป็นประเด็นอยู่นั้นเป็นพื้นที่ตาบอด มีทางรถเข้า-ออกได้เฉพาะหมู่บ้านเสนาและริมคลองเท่านั้น ทำให้ที่ดินยังราคาไม่สูง และบึงคู้บอนยังเป็นบึงที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มแก้มลิงหลังคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริในกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยสามารถรองรับน้ำได้ 870,000 ลูกบาศก์เมตร

เมื่อไม่ได้รับเสียงตอบรับจากผู้ว่าฯ จึงออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลกรมโยธาธิการและผังเมืองโดยตรง สั่งการให้นำพื้นที่แก้มลิงคู้บอนเข้าไปอยู่ในร่างผังเมืองใหม่ เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่อย่างชัดเจน

“ความหวังอยู่ที่ท่านนายกฯ ผมพูดในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 2 เสียง ซึ่งสนับสนุนและยกมือให้นายกรัฐมนตรี โดยเชื่อมั่นว่าท่านจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาพิจารณาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้คนกรุงเทพฯ” ดร.อรรถวิชช์ กล่าว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1088291720481305&id=100079014619775&rdid=LD6OT5LAvIVEhcQs#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top