Friday, 24 July 2026
ปักกิ่ง

‘จีน’ แจง!! ไม่เคยให้อาวุธ ‘กองทัพกัมพูชา’ เพื่อมาใช้โจมตีไทย เผย!! เป็นของเก่า จากความร่วมมือในอดีต ขอไทยอย่าเข้าใจผิด

เมื่อวานนี้ (25 ก.ค. 68) พันเอกศิวัตม์ รัตนอนันต์ ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ได้เข้าหารือข้อราชการเพื่อประสานงานเรื่องสำคัญเร่งด่วนกับสำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศ (Office of International Military Cooperation) กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ณ ห้องรับรอง อาคารสำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศฯ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี พันเอกพิเศษเซิ่ง เวย รองผู้อำนวยการกองเอเชีย สำนักงานกิจการความร่วมมือทางทหารระหว่างประเทศฯ เป็นผู้แทนในการหารือ โดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก และรักษาราชการผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ประจำสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง ได้ใช้โอกาสนี้รายงานข้อเท็จจริงและหารือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย - กัมพูชา พร้อมทั้งได้ส่งมอบเอกสารรายงาน The Royal Thai Army Reports a Clash Incident on Thailand - Cambodia border ให้กับฝ่ายจีนอย่างเป็นทางการด้วย

“นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดขึ้นบริเวณแนวชายแดนไทย – กัมพูชา จีนไม่เคยสนับสนุนยุทโธปกรณ์ใด ๆ ให้กับกองทัพกัมพูชาเพื่อให้มาใช้โจมตีไทย ยุทโธปกรณ์จีนที่มีประจำการในกองทัพกัมพูชาล้วนเป็นผลมาจากการดำเนินงานความร่วมมือในอดีตทั้งสิ้น อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ไม่หวังดี”

(ข้อความที่ฝ่ายจีนขอให้ช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับฝ่ายไทย)

‘จีน’ ประกาศเชิญชาว ‘ไต้หวัน’ เข้าร่วมพิธีสวนสนาม เนื่องในวันครบรอบ 80 ปี ชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่น

(27 ส.ค. 68) รัฐบาลจีนประกาศเชิญประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงชาวไต้หวัน เข้าร่วมสังเกตการณ์พิธีสวนสนามทางทหารครั้งใหญ่ เนื่องในวันครบรอบชัยชนะสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามต่อต้านฟาสซิสต์โลก ครบรอบ 80 ปี ในวันที่ 3 กันยายน ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง

จู้ เฟิงเหลียน (Zhu Fenglian) โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนแผ่นดินใหญ่ ระบุว่า สงครามต่อต้านญี่ปุ่นเป็นมหากาพย์ร่วมของชนชาติจีนทั้งมวล ที่ทุกฝ่ายรวมถึงชาวไต้หวัน ได้เสียสละและมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการปกป้องชาติ

โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวันย้ำว่า ประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบควรร่วมกันระลึกถึงประวัติศาสตร์ เชิดชูวีรชน สืบสานจิตวิญญาณแห่งความรักชาติ และผลักดันการรวมชาติ เพื่ออนาคตที่สดใสของการฟื้นฟูประเทศจีน

ทั้งนี้ นอกจากพิธีสวนสนาม จีนยังเตรียมจัดกิจกรรมรำลึกเพิ่มเติม รวมถึงการจัดงานวันที่ 25 ตุลาคม เพื่อครบรอบ 80 ปี การกอบกู้ไต้หวันจากการยึดครองของญี่ปุ่นอีกด้วย

เบื้องหลังคำต้อนรับของ “สี จิ้นผิง” ย้ำ “ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน” แต่งดำร่วมไว้ทุกข์กับคนไทย ตอกย้ำสายสัมพันธ์ไทย–จีนยั่งยืน

(16 พ.ย. 68) รศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ระบุว่า คำกล่าวถวายการต้อนรับของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ในการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่มหาศาลาประชาคม ณ จัตุรัสเทียนอันเหมินในมหานครปักกิ่ง เป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายเต็มเปี่ยม เพราะประธานาธิบดีสีจิ้นผิง เลือกใช้คำว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน อันเป็นคำที่ผู้นำจีนไม่เคยใช้กับผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐชาติใดมาก่อนหน้านี้เลย อันแสดงถึงความใกล้ชิดสูงสุด และเป็นการเสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและชาติจีนในระดับการเยือนระหว่างรัฐ (State visit) ที่องค์พระประมุข (Head of state) ต้องเสด็จพระราชดำเนินเยือนด้วยพระองค์เองเท่านั้น

ผมเพิ่งสังเกตเห็นบางอย่างในภาพสำคัญภาพนี้ ในหลวงและพระราชินีทรงแต่งไว้ทุกข์ในคราวเสด็จเยือนจีนอย่าง State Visit ปกติคนจีนพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งชุดสีดำ เพราะถือว่าเป็นการไว้ทุกข์ ไม่เป็นมงคล

แต่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและภรรยา-เผิงหลี่หยวน แต่งชุดดำทั้งคู่ เป็นการร่วมไว้ทุกข์ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ บรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้นำจีนเลือกที่จะถวายพระเกียรติยศสูงสุดให้กับในหลวงของเรา

เป็นการไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ในฐานะครอบครัวไทย-จีน ใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน อันเป็นการซ่อนสัญญะที่มีความหมายสูงสุดอย่างยิ่ง

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีพระวจนะกล่าวไว้ว่า จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่ชื่นชมยินดี ร้องไห้กับผู้ที่ร้องไห้ Rejoice with those who rejoice, cry with those who cry

มิตรเก่า เหล่าเผิงโหย่ว ร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ได้ฟูมฟายร้องไห้ แต่แสดงออกถึงความรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งร่วมกับครอบครัวเดียวกัน ด้วยการใส่ชุดดำไว้ทุกข์ถวายร่วมกัน ไว้ทุกข์ร่วมกันกับคนไทยทั้งแผ่นดิน

เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้คือศิลปะแห่งบูรพทิศที่ชาติตะวันตกอาจจะไม่มีวันเข้าใจ

ขอสายสัมพันธ์สองแผ่นดินจงยั่งยืน ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง กล่าวว่า ใกล้ชิดดุจครอบครัวเดียวกัน นั้นมิได้เกินเลยกว่าความเป็นจริง

พระราชบุพการีแห่งพระมหาจักรีบรมราชวงศ์มีสายเลือดจีนอยู่มากมาย จนทำให้เกิดพระราชประเพณีสังเวยพระป้ายในทุกวันขึ้นปีใหม่ของจีนหรือตรุษจีน ทั้งที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นพระที่นั่งไม้แบบเก๋งจีนที่บรรดาพ่อค้าชาวจีนนำโดยพระยาโชฎีกราชเศรษฐีเจ้ากรมท่าซ้าย สร้างถวาย

การสร้างพระป้ายนั้นเริ่มจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระบวรราชวัง หรือวังหน้า ซึ่งปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร

พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระเริ่มต้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบวรราชวัง โดยโปรดให้คณะสงฆ์จีนนิกายและอนัมนิกายมาสวดฉลองพระป้ายและมีพระราชพิธีสังเวยพระป้าย

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ประดิษฐาน ในพระบรมมหาราชวังและต่อมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช โปรดเกล้าให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฎวิทยมหาราช และพระป้ายสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมชนกนาถและพระบรมราชชนนี ขึ้นอีกสององค์เพื่อประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระป้ายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระป้ายสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญ พระราชวังบางปะอิน

เกี้ยซุงฮวดไช้ เป็นภาษิตจีนแต้จิ๋ว ที่แปลได้ว่า ลูกหลานกตัญญูโชคดี พระราชพิธีบวงสรวงสังเวยพระป้ายในพระราชพิธีตรุษจีนที่สืบทอดมายาวนานนับร้อยปีในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์จึงเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชกตัญญุตาธรรมที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงมีต่อบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าและพระบุรพราชการี อันเป็นคุณธรรมที่ควรยกย่องยิ่ง
คำถามสำคัญคือ เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ผู้เขียนจะได้เลือกใช้ตัวอักษรสีแดงและตัวเข้มเพื่อแสดงว่าพระปรมาภิไธยหรือพระนามหรือนามที่เอ่ยถึงนั้นมีเลือดจีนหรือมีเชื้อสายจีน

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เคยมีพระราชดำรัสเมื่อเสด็จเยี่ยมโรงเรียนจีนในประเทศไทยว่าทรงมีเลือดจีนและทรงสนับสนุนการเรียนภาษาจีนเป็นอย่างยิ่ง

เลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์ เท่าที่ผู้เขียนพอจะนึกออกมีดังนี้

หนึ่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีเลือดจีนอยู่ครึ่งหนึ่ง ด้วยสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทองดี) ทรงเสกสมรสกับ พระอัครชายาหยก บุตรีคหบดีชาวจีนที่มีนิวาสสถานบริเวณป้อมเพชร พระนครศรีอยุธยา

สอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัยกีคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระเชษฐขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ซึ่งทรงเป็นพระราชธิดาของพระอัครชายาหยก ผู้มีเชื้อสายจีนเช่นกัน) ทรงสมรสกับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน คหบดีชาวจีนเชื้อสายขุนนางในกรุงปักกิ่ง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์มีพระราชธิดาคือ เจ้าฟ้าบุญรอด ต่อมาคือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชมารดาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

สาม ราชินิกุลสุจริตกุล อันมีสมเด็จพระบรมราชินีและพระมเหสีที่มาจากสุจริตกุล อีกหลายพระองค์ ท้าวสุจริตธำรง (นาค) เป็นบุตรีคหบดีจีน ท้าวสุจริตธำรง เป็นพระราชมารดาของ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม) และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชอัยกีใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
.
สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ทรงเป็นพระราชมารดาใน สมเด็จพระสรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เป็นพระอัครมเหสีใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชโอรสคือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก พระบรมราชชนกใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ พระบาทสมเด็จพระมหาชนกาธิเบศร ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระราชอัยกาใน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระบรมราชินี (ต่อมา พระวรราชชายา) พระนามเดิม ประไพ สุจริตกุล พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ธิดาของ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับ ท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) มีเชื้อสายจีนเพราะเป็นธิดาของ ขุนพัฒน์ (หอย เตชะกำพุช) นายอากรบ่อนเบี้ย กับ นางเลี้ยบ เตชะกำพุช มีบ้านเดิมอยู่ที่สำเพ็ง

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ทรงมีเชื้อสายจีนเช่นกัน พระบิดาคือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ ซึ่งทรงมีเชื้อสายราชินิกุลสุจริตกุล มีเชื้อสายจีน ส่วนพระมารดาคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรและ หม่อมสุ่น คัคนางค์ ผู้เป็นธิดาพ่อค้าผ้าแพรเชื้อสายจีนชื่อกิมจากย่านสะพานหัน

สี่ เจ้าจอมมารดาอ่วม ธิดาของ พระยาพิสณฑ์สมบัติบริบูรณ์ (เจ้าสัวยิ้ม พิศลยบุตร) อภิมหาเศรษฐีและ มารดาชื่อ "ปราง" เชื้อสายจีนจากสกุล "สมบัติศิริ" เจ้าจอมมารดาอ่วม รับราชการใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าจอมมารดาของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ผู้เป็นพระปัยยิกา (ทวด) ใน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมพระจันทบุรีนฤนาถ ประสูติวันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด จนทรงถูกล้อว่า วันจันทร์ ปีจอ เดือนเจ็ด ลูกพระจุล หลานพระจอม ลูกเจ้า หลานเจ๊ก

ห้า สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงมีเชื้อสายจีนจากครอบครัวไทยจีนที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทรงมีพระราชมารดาคือ คุณหญิงจั่งเฮียง ติดใจ

อันที่จริงยังมีราชสกุลในราชวงศ์จักรีอีกหลายราชสกุลที่สืบเชื้อสายจีน ได้แก่

ราชสกุลปราโมช และ กปิตถา จาก เจ้าจอมมารดาอัมพา ในรัชกาลที่ 2 ซึ่ง พลตรีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ยืนยันว่าบทกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน ที่ว่า สายหยุดพุดจีบจีน เจ้ามีสินพี่มีศักดิ์ ทั้งวังเขาชังนัก แต่พี่รักเจ้าคนเดียว เป็นพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานให้แก่เจ้าจอมมารดาอำภา เชื้อสายจีนที่ทรงโปรดมาก

ราชสกุลยุคล ในรัชกาลที่ 5 มี เจ้าจอมมารดาจีน ผู้เป็นหม่อมใน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี เป็นพระชนนีของ พระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอรรคชายาใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าเลือดจีนในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้น มาจากสายราชินิกุล คือทางพระราชบุรพการีสายพระราชมารดาแทบทั้งหมด

ดังนั้น คำกล่าวของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถวายการต้อนรับ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า ไทยกับจีนใกล้ชิดกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน จึงหาได้เป็นคำกล่าวที่เกินเลยไปไม่แต่ประการใด แต่เป็นความจริง เพราะในพระมหาจักรีบรมราชวงศ์นั้นมีเลือดจีนอยู่จริงในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงมากดังที่ได้กล่าวมานี้

จีนไม่พอใจผลคุยญี่ปุ่น เตือนถอนคำพูดที่ผิดพลาด หลังนายกฯ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” จุดชนวนให้เกิดการปะทะทางการทูต รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี

(19 พ.ย. 68) หลิวจิ้นซง อธิบดีสำนักกิจการเอเชีย สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของจีนได้จัดการปรึกษาหารือกับคานาอิ มาซาอากิ อธิบดีสำนักกิจการเอเชียและโอเชเนีย สังกัดกระทรวงการต่างประเทศของญี่ปุ่น ในกรุงปักกิ่งของจีน

เหมาหนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงข่าวว่าจีนแสดงการคัดค้านญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการอีกครั้งระหว่างการปรึกษาหารือครั้งนี้ในกรณีซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แสดงวาทะเกี่ยวกับจีนอย่างผิดพลาด

ฝ่ายจีนระบุว่าตรรกะวิบัติของทาคาอิจิละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและบรรทัดฐานพื้นฐานของการกำกับดูแลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง บ่อนทำลายระเบียบระหว่างประเทศยุคหลังสงครามอย่างร้ายแรง ละเมิดหลักการจีนเดียวและเจตจำนงตามเอกสารทางการเมืองระหว่างจีนกับญี่ปุ่นทั้งสี่ฉบับอย่างร้ายแรง บั่นทอนรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น มีลักษณะและอิทธิพลอันเลวร้ายอย่างสุดโต่ง และจุดกระแสความโกรธเคืองและเสียงประณามในหมู่ประชาชนชาวจีน

เหมากล่าวว่าจีนกระตุ้นเตือนญี่ปุ่นอย่างจริงใจให้ถอนคำพูดที่ผิดพลาด หยุดสร้างปัญหาความยุ่งยากในประเด็นที่เกี่ยวกับจีน ดำเนินการอันเป็นรูปธรรมเพื่อยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขความคลาดเคลื่อน และคุ้มครองรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-ญี่ปุ่น

มหิดลจับมือปักกิ่ง!! ลงนาม MoU วิชาการทันตแพทยศาสตร์ เสริมความร่วมมือการศึกษาและวิจัย ยกระดับมาตรฐานทันตแพทย์ไทย หวังเครือข่ายยั่งยืนในวงการวิชาการ

DTMU Signs MoU with the School of Stomatology, Peking University, to Establish Academic Collaboration
July 22, 2026 – DTMU officially signed an MoU with the School of Stomatology, Peking University, China PR, to strengthen academic collaboration and expand international partnerships between the two institutions.

Highlights of the partnership:
Signed by Assoc. Prof. Bundhit Jirajariyavej, Dean, and Assoc. Prof. Dr. Tippanart Vichayanrat, Deputy Dean for International Relations and Organizational Communication, together with Prof. Deng Xuliang, Dean of the School of Stomatology, and Prof. Peng Xin, Vice President of the School of Stomatology.

- Faculty, student, and staff exchanges
- Joint research and academic collaboration
-Academic conferences and scholarly activities
- Cooperation in dental education and academic services

Together, DTMU and Peking University are committed to advancing dental education, research, and professional development through meaningful international collaboration.

Check out more photos in the comments below!
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MoU) ร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์บัณฑิต จิรจริยาเวช คณบดี และ รองศาสตราจารย์ ดร. ทันตแพทย์หญิงทิพนาถ วิชญาณรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ร่วมลงนามกับ Professor Deng Xuliang, Dean, School of Stomatology, Peking University และ Professor Peng Xin, Vice President, School of Stomatology, Peking University ณ สิรินธรทันตพิพิธ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ School of Stomatology, Peking University ในด้านการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร การดำเนินงานวิจัยร่วม การจัดประชุมและกิจกรรมทางวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาทันตแพทยศาสตร์และการบริการวิชาการ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็งและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์ในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064863151141/posts/1504157535089671/?rdid=7eJ608Kwcsxr6Uis#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top