Friday, 5 June 2026
ปราสาทตาเมือนธม

หญิงเขมรในคลิปชี้หน้าด่าทหารไทย โปรไฟล์ไม่ธรรมดา!! ที่แท้คือหลานอดีตกษัตริย์กัมพูชา ‘สมเด็จพระนโรดม สีหนุ’

(16 ก.ค. 68) จากกรณีคลิปไวรัลที่หญิงชาวกัมพูชาตะโกนใส่ทหารไทยบริเวณปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ สื่อกัมพูชาเผยว่า หญิงรายนี้คือ 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา และเป็นลูกสาวของศาสตราจารย์แก้ว แพน ครูดนตรีชื่อดังของประเทศ

นโรดม แพน โมนิก้า ใช้บัญชี TikTok ชื่อ @.8989089 โดยมักโพสต์เนื้อหาแนวชาตินิยม ซึ่งในโพสต์ล่าสุด เธอถ่ายคลิปหน้าปราสาทตาเมือน พร้อมข้อความว่า “วิหารแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ” ทำให้หลายฝ่ายมองว่า อาจเป็นชนวนที่นำไปสู่เหตุปะทะคารมกับทหารไทย บริเวณปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา 

แม้ทหารไทยจะชี้แจงว่าตนอยู่ในเขตแดนไทย แต่นโรดม แพน โมนิก้า หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ยืนกรานเสียงแข็งว่า “ไม่ได้” จนเกิดการโต้เถียงอย่างดุเดือด ก่อนที่ทหารกัมพูชาจะระดมกำลังเข้ามากว่า 1 กองร้อยในฝั่งไทย ทำให้ฝ่ายไทยต้องเร่งอพยพนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ กองทัพบกไทยออกแถลงการณ์ว่าเป็นเหตุถกเถียงระหว่างนักท่องเที่ยวกับเจ้าหน้าที่เท่านั้น ไม่ได้รุนแรง และมีการไกล่เกลี่ยกันเรียบร้อยแล้ว

สำหรับประวัติ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี 1941 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 18 ปี ก่อนสละราชย์เพื่อเข้าสู่การเมืองและนำกัมพูชาเป็นเอกราชจากฝรั่งเศส ทรงมีบทบาทสำคัญหลายตำแหน่งจนกระทั่งเขมรแดงยึดอำนาจในปี 1975 ราชวงศ์ถูกล้มล้าง พระองค์ถูกกักบริเวณ และพระญาติหลายพระองค์ถูกสังหาร ต่อมาทรงกลับขึ้นครองราชย์อีกครั้งในปี 1993 ก่อนสละราชสมบัติในปี 2004 และเสด็จสวรรคตในปี 2012

ปราสาทตาเมือนธม ใช้อักษร ปัลลวะ ไม่ใช่!! ‘เขมร’ อย่างที่บางคนเข้าใจ

(20 ก.ค. 68) กลางเชิงเขาพนมดงรัก คือสถานที่ตั้งของปราสาทหินเก่าแก่ที่ชื่อ ‘ตาเมือนธม’ ในเขตตำบลตาเมียง จังหวัดสุรินทร์ ฝั่งแผ่นดินไทย ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบนผืนหินภูเขา โดยมีแผนผังเชิงยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในอดีต ไม่ใช่เพียงในแง่ศาสนา แต่ยังรวมถึงการควบคุมเส้นทางสัญจรระหว่างที่ราบลุ่มอีสานกับชายฝั่งทะเลในอุษาคเนย์

ตาเมือนธมไม่ใช่เพียงซากปรักหักพัง หากแต่ยังเก็บรักษาหลักฐานสำคัญที่สุดไว้นั่นคือ จารึกบนหินทราย ที่จารไว้ด้วย ภาษาสันสกฤต และเขียนด้วย อักษรหลังปัลลวะ อักษรที่พัฒนามาจากอินเดียใต้ และแพร่กระจายเข้ามาสู่คาบสมุทรอินโดจีนพร้อมกับศาสนาพราหมณ์ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของอักษรหรือภาษาที่เรียกว่า “ขอม” หรือ “เขมรโบราณ” ปรากฏอยู่บนหินนี้เลย

เนื้อหาของจารึกแม้จะชำรุดไปบางส่วน แต่ข้อความที่ยังคงปรากฏได้อย่างชัดเจนคือ:

> “พึงให้ผู้ใดผู้หนึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทพ ด้วยความภักดีในพระศิวะ...”
“ท่านทั้งหลายพึงถึงพระศิวะ โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเทพเจ้า... ตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว”

จากข้อความนี้ เราเข้าใจได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คือศาสนสถานในลัทธิ ไศวนิกาย หนึ่งในสายของศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเน้นการบูชาพระศิวะ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับพุทธมหายานที่รุ่งเรืองในยุคอาณาจักรเจนละหรือขอมในยุคหลัง ดังนั้นผู้ที่สร้างและใช้งานสถานที่แห่งนี้ ย่อมไม่ใช่ชนชาติที่เรียกว่า “เขมร” ในความหมายปัจจุบัน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตัวอักษร “หลังปัลลวะ” ซึ่งเป็นอักษรของอินเดียใต้ ถูกใช้ในจารึกนี้ เป็นหลักฐานโดยตรงว่าผู้สร้างปราสาทมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับอินเดีย ไม่ใช่กับเขมรทางตะวันออก แม้บางฝ่ายจะพยายามเชื่อมโยงทุกสิ่งในแถบนี้ให้กลายเป็น “มรดกของเขมร” ด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือวาทกรรมสร้างชาติก็ตาม

ข้อเท็จจริงทางโบราณคดีนั้นไม่ยอมรับการแอบอ้างที่ไร้หลักฐาน เพราะ ประวัติศาสตร์จารไว้ในหิน มิใช่ในคำพูดของนักการเมือง พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย จารึกด้วยภาษาอินเดีย ใช้อักษรอินเดีย และกล่าวถึงเทพเจ้าของศาสนาที่แพร่จากอินเดีย ไม่มีส่วนใดเอ่ยถึง “ขอม” หรือ “เขมร” และไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวที่ชี้ว่าอาณาจักรเจนละหรือเขมรเคยปกครองพื้นที่นี้อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่น่ากังวลในยุคนี้คือความพยายามบิดเบือนอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมในปัจจุบัน หลายครั้งมาจากกลุ่มที่แสวงหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของประชาชน — และตาเมือนธม กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิทางประวัติศาสตร์ ที่พวกเขาพยายามเข้ายึดครองทาง “ความเชื่อ”

แต่หากเราเข้าใจที่มาของภาษา เข้าใจที่มาของอักษร และเข้าใจบทบาทของศาสนาในอดีต เราก็ย่อมต้องยอมรับว่า ตาเมือนธมคือมรดกของอารยธรรมอินเดียที่ฝังรากอยู่ในแผ่นดินไทย มิใช่ของผู้แอบอ้าง

> สรุปข้อเท็จจริงทางโบราณคดี:
– ปราสาทตาเมือนธม สร้างขึ้นใน พุทธศตวรรษที่ 13–14
– จารึกด้วย ภาษาสันสกฤต
– ใช้ อักษรหลังปัลลวะ จากอินเดียใต้
– เนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย
– ตั้งอยู่ใน จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย

‘นโรดม แพน โมนิก้า’ ชี้หน้าด่าทหารไทย โดนข้อหาหนัก แจ้งเอาผิด ม.116 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ประสาน กต. เรียกตัวให้ปากคำ

(22 ก.ค. 68) ตำรวจ สภ.พนมดงรักษ์ จ.สุรินทร์ รับแจ้งความดำเนินคดี 'นโรดม แพน โมนิก้า' หลานสาวของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชา ฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและยุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 หลังขึ้นไปชี้หน้าด่าทหารไทยที่ประจำการอยู่ที่ปราสาทตาเมือนธม เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา

รายงานเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ทหารและชาวบ้านร่วมกันแจ้งความ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อชาวไทย และคลิปเหตุการณ์ก็ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นประเด็นร้อน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรายงานผู้บังคับการจังหวัดสุรินทร์ เพื่อแต่งตั้งชุดสอบสวนคดีนี้โดยเฉพาะ

เบื้องต้นมีการตั้งทีมสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานแวดล้อม และคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียล เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม

พร้อมกันนี้ ตำรวจเตรียมทำหนังสือเรียกตัว 'แพน โมนิก้า' มาให้ปากคำ โดยประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อดำเนินการในขั้นตอนถัดไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์อีก!! โทษไทยยิงก่อน อ้างกัมพูชาตอบโต้เพราะไม่มีทางเลือก

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อ (24 ก.ค.68) ระบุว่า กองทัพไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ฐานทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย จนเกิดการปะทะลุกลามถึงจุดสามเหลี่ยมมรกต พร้อมย้ำว่าแม้กัมพูชาพยายามใช้สันติวิธี แต่ครั้งนี้ “ไม่มีทางเลือก” จึงต้องตอบโต้ 

ฮุน มาเนต กล่าวว่ากัมพูชายึดมั่นในสันติวิธีมาโดยตลอด แต่เมื่อถูกโจมตีก่อน ก็จำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ โดยดำเนินการทั้งในด้านทหารและทางการทูต พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกองทัพ ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

นายกรัฐมนตรีกัมพูชายังยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะยืนหยัดอยู่แนวหน้า เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ พร้อมวิงวอนให้ประชาชนกัมพูชาอย่าตื่นตระหนก และใช้ชีวิตตามปกติ เชื่อมั่นในความสามารถของรัฐและกองทัพ

ทั้งนี้ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหนัก หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณพื้นที่พิพาทใกล้แนวเขตโบราณสถาน ปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

กองทัพภาคที่ 2 แจงชัด!! ไทยมีสิทธิ์ตอบโต้ งัด ม.51 กฎบัตรสหประชาชาติ หลังกัมพูชาโจมตีแหล่งชุมชน

(24 ก.ค. 68) กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงการณ์ตอบโต้ หลังกัมพูชาโจมตีพื้นที่พลเรือนไทยใน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยระบุว่า ไทยมีสิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 หากถูกโจมตีก่อน พร้อมยืนยันจะรายงานสถานการณ์ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ

ทางกองทัพย้ำว่า หากจำเป็นต้องใช้กำลังตอบโต้ จะดำเนินการตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมสากล โดยจะเล็งเป้าเฉพาะจุดยุทธศาสตร์ทางทหาร หลีกเลี่ยงการกระทบต่อโบราณสถาน เช่น ปราสาท และไม่ใช้ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางทหาร

แถลงการณ์ยังระบุชัดว่า ไทยยึดมั่นในหลักนิติธรรมและคุณค่าของมนุษยธรรม แต่จะไม่ยอมให้การกระทำใด ๆ ละเมิดอธิปไตยหรือศักดิ์ศรีของชาติ โดยจะดำเนินการตอบโต้ตามความเหมาะสม

ก่อนหน้านี้ กองทัพภาคที่ 2 เคยรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชามีการโจมตีเป้าหมายในฝั่งไทย ซึ่งรวมถึงปราสาทโบราณ ปั๊มน้ำมัน โรงพยาบาล และศูนย์พัฒนาพื้นที่ชายแดน สร้างความเสียหายและตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

กองทัพไทย เปิดปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” ตอบโต้กัมพูชา ทั้งภาคพื้นดิน-อากาศ ลั่นพร้อมบดขยี้!! ผู้เหยียบย่ำรุกลํ้าแผ่นดินไทย

(24 ก.ค. 68) กองทัพไทยเปิดยุทธการ “ยุทธบดินทร์” (Yuttha Bodin) ตอบโต้กัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยไทย ด้วยการใช้กำลังทั้งทางบกและอากาศ พร้อมประกาศชัด “บดขยี้ทุกผู้ที่เหยียบย่ำแผ่นดินไทย” โดยมี พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ รับหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์

ชื่อปฏิบัติการ “ยุทธบดินทร์” มาจาก “ยุทธ” หมายถึง การรบ และ “บดินทร์” หมายถึงแผ่นดิน สื่อถึงการรบเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างถึงที่สุด พร้อมคำขวัญว่า “เพื่อแผ่นดิน เพื่อประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีไทย” ย้ำความชอบธรรม และเด็ดขาดในการตอบโต้

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ผ่านมา กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ไทยตอบโต้การโจมตีของกัมพูชา 
• ช่องบก ทั้ง 2 ฝ่ายตรึงกำลัง
• ช่องอานม้า F16 ทิ้งไข่ที่ตั้งกำลังกัมพูชา
• พื้นที่ซำแต อ.กันทรลักษ์ ใช้รถถังเข้าตีเพื่อยึดพื้นที่
• จุดตรวจการณ์ภูผี ตรงข้ามปราสาทโดนตวล ใช้ F-16 ช่องตาเฒ่า
• จุดตรวจการณ์เขาสัตตาโสม ทำลายรถถังกัมพูชาได้จำนวน 2 คัน
• เขาพระวิหาร วัดแก้วฯ ใช้รถถังระดมยิง ส่งทหารราบเข้ายึด
• ภูมะเขือ ปัจจุบันสามารถทำลายกระเช้าส่งกำลังได้บางส่วน
• ช่องจอม โจมตีกันไปมา
• พื้นที่ปราสาทตาควาย กัมพูชาวางกำลัง ฝ่ายไทยเข้าตีระลอกที่ 2
• พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ไทยวางกำลัง กัมพูชาพยายามเข้าตี

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า ไทยมีสิทธิในการป้องกันตนเองตามหลักสากล พร้อมเฝ้าระวังและตรึงกำลังต่อเนื่อง เพื่อปกป้องประชาชนและความมั่นคงของชาติอย่างถึงที่สุด 

‘สม รังสี’ อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา จี้ ‘ฮุน เซน’ ลาออก ชี้เหตุปะทะชายแดน!! เพื่อเบี่ยงเบนปัญหาแก๊งไซเบอร์มาเฟียในเขมร

(25 ก.ค. 68) อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา 'สม รังสี' ออกแถลงผ่านเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้ 'ฮุน เซน' ประธานวุฒิสภากัมพูชา ลาออกเพื่อเปิดทางให้รัฐบาลที่ชอบธรรม พร้อมกับเปิดเผยว่าเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจจากการถูกปราบปรามขบวนการอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักของระบอบปัจจุบัน

สม รังสี ระบุว่า ขบวนการไซเบอร์มาเฟียที่มีฐานตามแนวชายแดนกัมพูชา สร้างรายได้กว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี หรือราวครึ่งหนึ่งของ GDP กัมพูชา โดยมีนักการเมืองและผู้มีอำนาจในประเทศเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้ง และกำลังถูกกดดันจากนานาชาติ โดยเฉพาะจากไทย ทำให้ฮุนเซนใช้ความขัดแย้งกับไทยจุดชนวนกระแสชาตินิยมเพื่อปกป้องผลประโยชน์

เขายังเตือนว่าพฤติกรรมของฮุน เซน เสี่ยงลากภูมิภาคเข้าสู่ความไม่สงบ พร้อมชู “ข้อตกลงปารีส 2534” เป็นเกราะทางกฎหมายที่มีผลผูกพันนานาชาติในการปกป้องเอกราชและบูรณภาพดินแดนของกัมพูชา และเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติปารีสอีกครั้งทันที เพื่อยุติวิกฤติ

สม รังสี ย้ำว่าความโกรธแค้นของ ‘ฮุน เซน’ ต่อไทย ไม่ได้เกิดจากความรักชาติ แต่เป็นความกลัวการล่มสลายของระบอบที่เลี้ยงตัวด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ โดยระบุว่า ฮุน เซน มีพฤติกรรมซ้ำซาก ใช้ความขัดแย้งชายแดนเพื่อปกปิดปัญหาภายใน เหมือนในเหตุจลาจลปี 2546 และกรณีปราสาทพระวิหารปี 2554

ท้ายที่สุด สม รังสี เตือนว่าหากปล่อยให้ระบอบไร้ความรับผิดชอบนี้ดำเนินต่อไป โดยอาศัยกระแสชาตินิยมเป็นเกราะกำบัง จะทำให้ภูมิภาคเสี่ยงต่อความปั่นป่วน พร้อมเรียกร้องประชาคมโลกช่วยรื้อถอนเครือข่ายมาเฟียเหล่านี้ แม้จะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพนมเปญก็ตาม 

‘บุญหลง’ นักมวยไทยเจ้าของฉายา ‘ซ้ายปรมาณู’ ร่วมปฏิบัติภารกิจใน ‘หน่วยรบพิเศษ’ ชายแดนไทย–กัมพูชา

(25 ก.ค. 68) 'บุญหลง คลองสวนพลูรีสอร์ต' นักมวยไทยเจ้าของฉายา 'ซ้ายปรมาณู' ที่เคยขึ้นสังเวียนกับยอดมวยดังอย่าง วันฉลอง พี.เค.แสนชัยฯ และ ฟ้าประทาน ล่าสุดเข้าปฏิบัติภารกิจในแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ในฐานะทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษของกองทัพไทย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังปะทุ

โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพเจ้าตัวขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยฝั่งกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อนที่ปราสาทตาเมือนธม ทำให้ทหารไทยต้องใช้สิทธิ์ปกป้องอธิปไตย ส่งผลให้เหตุการณ์ลุกลามไปในหลายพื้นที่ ครอบคลุมถึง 4 จังหวัดชายแดน

สำหรับ บุญหลง หรือ 'ซ้ายปรมาณู' เป็นที่รู้จักในวงการมวยจากจังหวะเตะซ้ายอันหนักหน่วง เปรียบเสมือนอาวุธร้ายแรงในสังเวียน ขณะนี้เขากลายเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในสมรภูมิจริง นอกจากนี้แฟนมวยและประชาชนจำนวนมากยังร่วมส่งแรงใจให้เจ้าตัวและเหล่าทหารผู้กล้าที่ปกป้องแผ่นดินไทย

‘ฮุน เซน’ โพสต์ขอบคุณ ‘ทรัมป์’ ผลักดันหยุดยิง ชี้ช่วยชีวิตคนนับหมื่น!! จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

ช่วงเช้ามืดวันที่ (29 ก.ค. 68) สมเด็จฯ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมแนบภาพถ่ายร่วมกันในอดีต

ฮุน เซน ระบุว่า ความคิดริเริ่มของทรัมป์ในการสร้างข้อตกลงหยุดยิงและสันติภาพ คือ “ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่” ที่ช่วยชีวิตผู้คนนับหมื่นทั้งในกัมพูชาและไทย พร้อมยกย่องวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำสหรัฐฯ

เขายังกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย ที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมและอำนวยความสะดวกตลอดกระบวนการ รวมทั้งย้ำว่าข้อตกลงหยุดยิงนี้กำลังก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นอกจากนี้ สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนและประเทศพันธมิตรอื่น ๆ ที่สนับสนุนข้อตกลง พร้อมขอบคุณประชาชนและกองทัพของทั้งไทยและกัมพูชา ที่มีบทบาทสำคัญในการเดินหน้าสู่สันติภาพร่วมกัน

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์บ่นผมหงอก-หน้าโทรม แก่ลง 5 ปี ภายใน 5 วัน ลั่น!! ขอแก้ปัญหาชาติให้จบ..ค่อยย้อมผม

(29 ก.ค. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมเผยภาพล่าสุดของตนเอง โดยระบุว่ารู้สึกแก่ลงชัดเจนในช่วงไม่กี่วันหลังต้องเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดน พร้อมบอกว่า “ตอนนี้ยังไม่มีเวลาย้อมผม ขอให้ประเทศสงบก่อน”

ฮุน มาเนตเผยว่า ผู้ช่วยใกล้ชิดยังแซวว่าเขาดูแก่ลงไป 5 ปีภายในเวลา 5 วัน เพราะหน้าตาซีดเซียวและผมหงอกชัดเจน แต่เจ้าตัวบอกว่า ตอนนี้จิตใจทุ่มเทอยู่กับการติดตามแนวรบ การสนับสนุนกองทัพ การดูแลทหารบาดเจ็บ รวมถึงแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ไม่ใช่กับสีผมของตัวเอง

เขาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงไม่กี่วัน คือการเร่งยุติการสู้รบโดยเร็ว เพื่อรักษาชีวิตทั้งทหารและพลเรือน พร้อมระบุว่าหลังจากมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชามีผลตั้งแต่เที่ยงคืน สถานการณ์ก็เริ่มคลี่คลายลง

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตทิ้งท้ายว่า แม้จะดูโทรมลงไปบ้างเมื่อเทียบกับสิบปีก่อน แต่หัวใจยังแข็งแรง พร้อมสู้เพื่อประเทศ และแซวเบา ๆ ว่า “ขอให้บ้านเมืองสงบก่อนเถอะ ถึงเวลานั้นจะไปย้อมผมก็ยังไม่สาย”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top