Friday, 5 June 2026
ปราสาทตาควาย

บอกเพื่อนชาวต่างชาติ ถึงความจริง กรณีข้อพิพาท ‘ไทย – กัมพูชา’

(2 ส.ค. 68) คอลัมน์ ใดใด Digest ในวันนี้ ขอส่งเสียงดังดัง ไปยังทั่วโลก ให้ได้รับรู้ถึง ‘ความจริง’  

Truth From Thailand

Dear all my friends out there,

During the past few days, you may have noticed from the news sources around the globe that there has been a conflict between Thailand and Cambodia along the border line.  There were days of military clashes in several battlefields. Lives are lost on both sides. Peace has been taken away.  

Then, you may have also noticed that there were groups of Cambodian descents and immigrants gathering in some cities in the US, Europe, Austria and New Zealand trying to tell the world that Thailand has started this war by shooting first while Cambodian government spokesperson and social media influencers have been saying the same things repeatedly. Not only blaming that Thailand has shot the first bullet but also telling the world to fake, uncheckable and even unreal informations such as Thai military aircraft spreads poisonous gas to kill Cambodian civilians and soldiers while using and sharing a false image of an original picture from US wildfire suppression mission in California or things like Cambodian troops have shot down many Thai army’s F-16 aircrafts, etc. Worst of all, the Cambodian government declared a lie to the world that Thai military troops have shot the first bullet while , in fact, there are several verifiable evidences that Thailand didn’t neither start the attack nor attempted to use military force in this conflict. It is , with proven and visible facts, Cambodian government who intentionally began to attack Thai soldiers and ,worst of all, Thai innocent civilians. 

Please let me give you some proven examples. 

1. According to the analysis from Nathan Ruser, a satellite data analyst at the Australian Strategic Policy Institute (ASPI), there were most significant signs of military buildup and rising tensions originated from the Cambodian side. Cambodian military forces had reinforced various positions and rapidly deployed strategic reinforcements immediately afterward, according to the heat map caught on satellite. 

2. On 16th & 23rd July 2025, prior to 24th (the 1st day of the clash), Thai soldiers have severely injured (losing legs) by stepping on the land mines which are examined and found as brand new later on. Even the photo taken at Ta Kwai castle area (one of the battlefields) by Cambodian press shows many brand new PMN2 land mines ready to be embedded to the ground. This is absolutely against the Ottawa treaty (an international agreement that bans the use, stockpiling, production, and transfer of anti-personnel landmines) that both Thailand and Cambodia have signed. 

3. There are proven evidences showing that Cambodian troops have used several UNESCO certified World’s heritage sites as military bases. This is serious violation of the international law, particularly the 1954 Hague Convention that states “the cultural property can not be used for military purposes. Again, Cambodia has signed this convention. 

4. Civilian targets within Thai border have been destroyed by Cambodian fire power “on the first day of the clash”. This includes Convenient store (7-11), Civilian houses, Hospital and Schools. Those have been shot at and destroyed. This is truly a violation of the Geneva Convention Relative to the Protection of Civilian Persons in Time of War of 12 August 1949. 

During the past week, Thai people have witnessed too many ravaging incidences caused by this unnecessary warfare. We have seen our heroes fall after their acts of valor, innocent lives were taken including little children and their mothers and grief of those who lost their beloved ones. We have seen smoke of gunfires, bullets flying , bloods and tears. 

Even though, I cannot speak on behalf of all Thais but as far as I’m concerned, we don’t despise Cambodians. Historically, we have been very supportive to them as their closest neighbor and friend. When countless numbers of Cambodian fled to Thailand in order to escape Khmer Rouge, we opened our door to them and set up camps on our soil to comfort and protect them for the sake of friendship and humanity. Nowadays, we have been giving Cambodian people supports on education, jobs,  medical treatments, financial and economic subsidies. 

Thai people are usually peaceful by nature ,however, when it comes to a fight, we firmly stand our ground. All we want is to protect our sovereignty and maintaining our humanity at all cost. 

Therefore, I am sending you this message as if I were standing right in front of you with hope in my heart, asking you to consider these visible evidences that I have mentioned and more with your unbiased recognition and stand impartially with the truth. 

A truth that will eventually bring peace and justice to every soul who lives and falls.

Sincerely, 

Kavil Navanugraha 

An Ordinary Thai

#TruthFromThailand

ด้วยจิตคารวะ

‘พล.อ.ณัฐพล’ รับเงื่อนไขกัมพูชา ให้ ‘สหรัฐฯ-จีน-มาเลเซีย’ ส่ง!! ผู้สังเกตการณ์ประชุมจีบีซี ได้เฉพาะ 7 ส.ค.

(2 ส.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชา เผยแพร่เอกสารกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ  ประเทศไทย (พล.อ.ณัฐพล) ได้ยอมรับคำร้องของกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาให้ตัวแทนจากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและจีน เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการทั่วไปชายแดน (GBC) ได้นั้น 

แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยอมรับคำร้องขอของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา จริง โดยให้ผู้สังเกตการณ์มาเฉพาะการประชุม GBC ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยที่มีผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาและจีน เนื่องจากเป็นการเจรจาทวิภาคี ซึ่งเป็นกลไกปกติที่คุยกัน 2 ประเทศ แต่ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าถ้าประเทศไทยปฏิเสธอาจถูกมองว่ามีลับลมคมใน จึงตัดสินใจยอมรับกับข้อเสนอนี้ของกัมพูชา

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม ได้ทำหนังสือตอบรับการให้  3 ประเทศ จีน สหรัฐฯ และ มาเลเซีย เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาจริง โดยระหว่างวันที่ 4-6 สค. จะเป็นการประชุมฝ่ายเลขาฯ เพื่อเตรียมข้อมูล ประเด็นหารือ และงานด้านธุรการ วาระสำคัญคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เรียบร้อย โดยจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการหารือระหว่าง ผบ.หน่วยทหาร 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยขอเวลาคุยกันก่อน 3 วันเพราะเนื้อหาค่อนข้างมาก เพื่อเตรียมการก่อนประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ครั้งนี้เป็นการยกระดับมาคุยกันระดับนโยบาย และ ไม่กระทบหลักการการหารือทวิภาคี   

‘หมอวี’ แจงชัด!! ทำไมโรงพยาบาลไทย ไม่สามารถ!! รับผู้ป่วยจาก ‘กัมพูชา’ ได้

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค. 68) นพ.วีระพันธุ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า …

ผมจะบอกให้ว่า!!

ทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้? (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า)

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็น ฝ่ายกัมพูชา ที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

1. โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา

โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น รพ.น้ำยืน  รพ.นาจะหลวย รพ.กันทรลักษ์ รพ.ภูสิงห์ รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรัก   รพ.ปราสาท รพ.บ้านกรวด รพ.เฉลิมพระเกียรติ  รพ.ละหานทราย

โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง

ปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง

เปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง

โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

2. ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

3. ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี

ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม

สรุปว่า …

ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้

• โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา

• ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด

• บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

• ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้

• ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต

‘ลุงตู่’ วางเกม!! ‘กัมพูชา’ รักษาความสงบให้ประเทศไทย มาได้หลายปี ชี้!! ‘ฮุนเซน’ เกรงใจ เพราะไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว จึงไม่กล้าทำตัวป่วน

(3 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Grab WR’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ลุงตู่’ และ ‘ฮุนเซน’ โดยมีใจความว่า ...

บางคนพยายามบิดเบือน ความสงบในยุคของลุงตู่ ด้วยแค่ส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์

“ปัญหามีแต่ไม่ต้องไปแตะ” 
->เพราะไม่อยากให้ลุกลามจนต้องรบกันอย่างวันนี้ เกิดความสูญเสียชีวิตของประชาชนและทหาร มันคุ้มกันไหม

“ชายแดนน่ะมันแก้ไม่ได้หรอก มันก็อยู่กันไปแบบนี้” 
->ต่างฝ่ายใช้บรรทัดฐานคนละอัน 1:2 แสน กับ 1:5 หมื่น ไม่มีใครยอมใคร ก็ต้องยืนยันว่าเราไม่ยอมรับเพื่อรักษาสถานะ จนกว่าจะมีทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ร่วมกัน 

“ตรงไหนพัฒนาร่วมกันได้ก็ทำ” 
-> แทนที่จะมองเป็นศัตรูไปทุกอย่าง ประชาชนกับประชาชนไม่ได้ขัดแย้งกัน ควรสร้างความร่วมมือกัน เราช่วยเหลือเขาได้ตรงไหนก็ควรทำ ร่วมกันพัฒนาพื้นที่เพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“ไอ้ที่เขาละเมิด MOU 100 กว่าครั้ง เราก็ใช้ไม้นวมมาตลอด” 
-> ย้อนกลับไปข้อ 1 ว่าทางที่ดีที่สุด คือไม่เกิดการปะทะ ก็จะไม่เกิดการสูญเสียชีวิต ประชาชนไม่เดือดร้อน ถ้ามากเกินเส้นไปก็ส่งสัญญาณบอกน้อยๆหน่อย เราจับตาอยู่ และการที่เขายอมเรามาตลอด ไม่เล่นใหญ่เหมือนครั้งนี้ ก็แสดงว่ามีความเกรงใจ/เกรงกลัว ว่าเราจะเอาจริงเหมือนกัน 

ถ้าใช้ไม้นวมได้ผล จะใช้ไม้แข็งเพื่อ??

ต้องรู้ว่าฮุนเซนพร้อมจะไม่เล่นตามเกมอยู่แล้ว ไปไล่ให้หมาจนตรอก มันอาจจะบ้ากัดแหลก ไม่คุ้มเสียเปล่าๆ 

ซึ่งลุงตู่ รู้ sundance ฮุนเซน ดีว่าเป็นคนที่ไม่เห็นหัวประชาชนตัวเองอยู่แล้ว ยินดีที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียทหารและประชาชนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เหมือนที่พิสูจน์ว่าจริงจากตอนนี้ ขนาดศพทหารตัวเองยังปล่อยให้เน่าอนาถอยู่อย่างนั้น ดังนั้นการเข้าปะทะตรงๆมีแต่จะเสียเปรียบ แต่ทำยังไงที่จะอยู่ร่วมกันไปได้โดยที่ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ ไม่เกิดความเสี่ยงต่อประชาชน ถ้าบีบฮุนเซนมากเกินไป ก็ต้องร้อนตัวเดินเกมสกปรก เรื่องประเทศเขาประชาชนต้องไปจัดการเอง แต่อย่ามาทำให้ไทยเดือดร้อน 

ดังนั้นฮุนเซนจึงเกรงใจลุงตู่ และไม่กล้าทำตัวปั่นป่วนมาก และไม่มีความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ส่วนตัวเหมือนบางตระกูล 
สรุปคือ ความขัดแย้งครั้งนี้ ที่ทำให้มีประชาชนเสียชีวิต รวมถึงเด็ก ประเทศชาติถูกโจมตี มาจากความขัดแย้งส่วนตัวของสองตระกูล ในการหักหลังกันเอง

อย่ามาโทษลุงตู่ว่าซุกปัญหา เพราะคนก่อปัญหาคือตระกูลชั่วที่เอาประเทศชาติเป็นตัวประกัน แต่ลุงตู่เป็นคน "ประคับประคองสถานการณ์" ให้ประเทศไม่ต้องพบกับความเสี่ยงจากอันธพาล มาได้นับสิบปี!!

เกษตรกร จ.สุรินทร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘เสียงชาวบ้าน’ อย่างเหลืออด ลั่น!! ไม่เคยต้องการเงินชดเชย อย่าหมิ่นศักดิ์ศรี อย่าหาว่าดื้อด้าน

(3 ส.ค. 68) สืบเนื่องจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทางการไทยสั่งให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง อพยพไปอยู่ในศูนย์อพยพในพื้นที่ที่ปลอดภัย แต่ยังมีประขาชนบางส่วนยังอยู่ในพิ้นที่เสี่ยง

นายอัฎธิชัย ศิริเทศ เกษตรกร และผู้ประกอบการ โรงบ่มไวน์ เดอ ซีโมน บ้านอำปึล ต.บักได อ.พนมดงรัก สุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทตาควายประมาณ 4 - 5 กิโลเมตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หัวข้อ เสียงชาวบ้าน มีเนื้อหาดังนี้

ทุกท่านครับ ผมจะพูดในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งที่บางครั้ง ก็เหลืออดเหลือทน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ คงไม่มีโอกาส คือ ไม่สามารถจะเปล่งเสียงตอบโต้ออกมาดังๆ ได้ เพราะด้วยฐานะการศึกษา และ ความสามารถในการสื่อสารคงยากที่จะเอ่ย ได้ตรงตามที่รู้สึกนึกคิด เรื่อง ความดื้อดึง ที่จะอยู่ ในบ้านตน
อย่างแรก อย่าเรียกว่าไม่กลัว เรากลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น ปากคอสั่นเทา เนื้อตัวสั่นสะเทิ้มทุกครั้ง บางคนก็พึมพำ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง บางคนก็เอ่ยคำลาลูกเมียในใจ และเหตุผลหลัก ที่โคตรงี่เง่าสำหรับใครหลายคนคือ เราห่วงบ้าน ห่วงเรือน ห่วงสัตว์เลี้ยง วัวควาย หมูเห็ดเป็ดไก่ เราตัดใจทิ้งมันไม่ได้

แน่นอนว่า ราชการ หรือ รัฐบาล อาจจะบอกเราว่า “จะชดชยให้” ( ถ้าวัวควายบ้านเรือนเสียหาย) เราไม่ได้ดีใจ ในเรื่องนี้ และเลือกเส้นทางทอดทิ้งไป ท่านคงไม่เข้าใจคำว่า ความรักความผูกพัน แม้ว่า วัวผอมๆ ที่แสนน่าเกลียดสำหรับสายตาท่าน แต่มันคือแก้วตาดวงใจ ที่เราผู้ยากไร้ เฝ้าดู ให้หญ้าให้น้ำ จูงมันออกหากินตั้งแต่ตัวเล็กๆ มันเทียบได้กับชีวิตที่เรามีอยู่ และเราก็แปลกใจว่าทำไม ความห่วงแหนแบบนี้ไม่มีความหมายในสายตาท่าน เราไม่ได้ต้องการบ้านใหม่ ใหญ่โต เรารักเรือนเก่าๆหลังน้อยๆ ที่เราเพียรเก็บหอมรอมริบสร้างมา หรือ พ่อแม่สร้างไว้ยกให้เป็นมรดก

อย่างที่สอง ลูกเมียอยู่ในศูนย์อพยพ หรือ ออกไปพักพิงบ้านญาติ พวกเขาก็ยังมีค่าใช้จ่าย มีของที่อยากซื้อมีขนมที่อยากกิน การไม่มีเงินติดกาย แล้วนั่งรอ เงินเยียวยา หรือ วันๆนั่งอยู่ กับข้าวกล่องของแจก นั่นไม่ได้เยียวยา ก้นบึ้งของความรู้สึกถึงคุณค่าการมีชีวิต หลายคนจึงทนไม่ได้ ชีวิตเราชาวบ้าน อดทนกับความลำบาก แร้นแค้นแค่ไหนได้ แต่อดทนกับการนั่งๆนอนๆ เฉยๆ เหมือนถูกขัง เราทนไม่ได้ หัวจิตหัวใจมันหดหู่ มันสิ้นหวัง มันพาลจะป่วย เราอยากอยู่บ้าน อยากทำงาน เข้าไร่เข้าสวน อยากมีชีวิตปกติ เห็นทุ่งนาป่าเขา เหมือนทุกๆวัน แม้ว่าอาจจะต้องแลกด้วยความตาย เราก็ยอมรับ ผมแปลกใจ ทำไมท่านยอมรับ เหตุผลนี้ไม่ได้

เงินที่หลวงอยากจะแจกอยากจะให้ คุณค่าความหมาย ความภูมิใจ มันเทียบกันยากกับเงินที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรง เราจน เป็นแค่ชาวบ้าน แต่เรามีศักด์ศรี เรารู้สึกถึงมัน บางครั้ง เราอับอายที่ต้องไปยืนรับของถ่ายรูป ยกมือไหว้ คนแปลกหน้าที่อาจจะยิ้มระรื่น กับบทบาทการให้ทาน ให้ของ กับมาม่า สักกล่อง หรือ ข้าวสาร 4-5 กก. แต่เรายืนยิ้มไม่ไหว ท่านเข้าใจไหม??

อย่างที่สาม ที่นี่บ้านเรา มันมีใคร กล้าบังอาจจะมารัก มาปกป้อง มาห่วงแหนมากกว่าเราได้หรือ ไล่เราไปหลบ ไปซ่อน อย่างคนไม่มีหัวใจ ไม่มีความกล้าหาญ ไม่ใช่ชาตินักสู้ เราอาจจะรบไม่เป็น เราใช้อาวุธไม่เก่ง แต่เราไม่เคยกลัว และก็รักผืนแผ่นดิน ไม่ได้น้อยกว่า ใครๆ ที่พร่ำเอ่ย เราอยากอยู่ อยากเห็น อยากเฝ้ามัน หรือ หากต้องตาย ก็ได้ตายด้วยความปรารถนาที่แรงกล้าและปิติยินดี ฉะนั้น อย่าบังอาจมากล่าว พล่อยๆ ว่า เราอยากได้เงินเชย 1.000.000 บาท ไม่มีเงินทองใด ประเมินมูลค่าชีวิตใครได้ คำนี้จึงหมิ่นศักดิ์ศรี เรา แม้เป็นแค่ชาวบ้าน

เราแค่อยากปกป้อง หมู่บ้าน หรือแผ่นดินบ้านเกิด ในวิธีที่เราทำได้ ได้เฝ้าได้เวรยาม ได้อยู่ร่วมด้วยช่วยกัน ปกป้องวัวควาย เป็นวีรกรรมเล็กๆ ที่เราภูมิใจในชีวิต วัวควายอาจจะไม่กี่บาท ในสายตาท่าน แต่สำหรับเรา นี่เป็นทั้งเพื่อนชีวิตและความหวังของครอบครัว ที่เป็นทุนการศึกษาลูกๆ หรือ เงินชำระหนี้ ธนาคาร ปลายปี ไม่มีใครรู้จักความโหดร้ายใจดำ ของธนาคารดีเท่าเรา หรือ ทุนตั้งตัว หลังจากทุกคนกลับมา

และหลายคน ที่แอบกลับมา คือ มากรีดยาง ใจทั้งกลัว ทั้งตัวสั่น แต่ก็แอบลุกไป ในยามค่ำคืน ในยามที่เงียบเสียงปืน บ้างก็ได้จนเสร็จ บ้างก็ได้ไม่กี่ต้น รีบเผ่นกลับมา หวังจะได้เงินเจียดส่งไปให้ลูกเมีย และติดตัวซื้อยาสูบยาเส้น กับ เหล้าโรงสักชวด กระดกดื่มปลอบประโลมใจ มองแบบราชการหรือมนุษย์เงินเดือน มีกินมีงาน ก็คงรำคาญเรา มองเราเป็นภาระ เป็นไอ้พวกชาวบ้านดื้อด้าน สร้างปัญหาให้ทหาร สร้างความลำบากให้ราชการ

ใช้หัวใจเถอะครับ ใช้ความรู้สึก ที่เข้าใจกันมองกัน

เรามีสติ เรามีหัวใจ มีความรักมีความผูกพัน และรู้ว่า ความตายคืออะไร ทุกคนมีภาระที่ต้องทำ มีหน้าที่ที่ต้องปกป้อง ดูแลตัวเองให้ได้ จัดการตัวเองให้รอด ถ้าไม่รอด ก็ถือว่านั่นคือโชคชะตาคนชายแดนอย่างพวกเรา เราเลือกแล้ว ดังนั้น อย่าบังอาจมาพูดดูแคลนว่าเราดื้อด้าน เพื่อเงินชดเชย มันบาดลึกความรู้สึกกันเกินไป

สำหรับ ผม จริงๆ ผมเขียนประกาศตั้งแต่วันแรก ที่ทางราชการด่าว่าแล้ว ว่า ผมไม่ขอรับเงินชดเชย ใดๆ จากทางราชการ ไม่รับของยังชีพ ของแจก ถ้าเกิดตาย หรือเสียชีวิต ในพื้นที่ระหว่างสู้รบ ให้ทราบทั่วกันว่า ผมเลือกเองด้วยสติ สัมปชัญญะ ครบถ้วน ผมอยากอยู่ ผมไม่อยากหนีตาย หัวซุกหัวซุน เหมือนทุกๆครั้ง แม้นไม่ได้จับปืนต่อสู้ แต่ก็อยากยืนหยัด ว่าที่นี่ คือ แผ่นดินบ้านเกิดของผม ผมหวงแหน ฉะนั้น อย่าบังอาจมาขับไล่ผม

และให้จดให้จำ ไว้ด้วย ว่า เราไม่เคยต้องการสงคราม แต่ถ้าหากใครรุกราน เราพร้อมจะยืนหยัด ไม่หนี ไม่ยอมและไม่กลัว 

ปราสาทตาควาย ที่ไม่เหมือนเดิม!! ทหารเขมร เข้ายึด และทำเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ทั้งบังเกอร์ ทั้งอาวุธ ปืนกล RPG ปืน ค.

(10 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Wassana Nanuam’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ปราสาทตาควาย ที่ไม่เหมือนเดิม!!

หลังจาก 24 กค.2568 ปราสาทตาควาย กลายเป็น สมรภูมิรบ อีกครั้ง ทหารเขมร เข้ายึด และทำเป็นฐานที่มั่นทางทหาร

ทั้งบังเกอร์ ทั้งอาวุธ ปืนกล RPG ปืน ค. โดยวางสนามทุ่นระเบิด หน้าแนวทหารไทย ป้องกันกลัวทหารไทย บุกเข้ายึด และเสริมกำลังเข้ามาอีกเพียบ

เขมร เริ่มเปิดให้นักข่าว และชาวเขมร เข้ามาเยี่ยมเยียน ที่ปราสาท บ้างแล้ว
พร้อม ปล่อยภาพ ออกมาเป็นระยะๆ

ภาพนีั ทหารเขมร นอกจากสื่อถึงการยึดครองปราสาทตาควาย แล้ว ยังเสมือน เป็นการแสดงความพร้อม รับมือทหารไทย

ดังนั้น ข้อเสนอของฝ่ายไทย ที่ให้เขมร เก็บกูัทุ่นระเบิด ที่วางใหม่ ในก่อนและหลังการสู้รบครั้งนีั จึงยากที่เขมร จะตอบรับ เพราะยังต้องการใช้กับระเบิด ป้องกันตัวปราสาท จากทางฝั่งไทย ไว้ ในขณะที่ เขมร ยังคง วางทุ่นระเบิด ในแนวรบ จุดอื่น เพิ่มเติม

ทหารไทย เพิ่งเหยียบกับระเบิด ที่ช่องโดนเอาว์ ที่คาดว่า ทหารเขมร ลอบเข้ามาวางไว้ 

ทหารไทย ต้องสละชีพ และขา ไปหลายคนในสมรภูมิตาควาย -เนิน350 นี้

กองทัพบกไทยปัดข้อกล่าวหาเขมร ย้ำชัด!! แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่เคยพูดใช้กำลังยึดปราสาทตาควาย

(11 ส.ค. 68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณี พลโท หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกแถลงการณ์ต่อคำสัมภาษณ์ของ พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับปราสาทตาควาย โดยยืนยันว่าข้อความที่แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว ไม่ได้มีความหมายตามที่ฝ่ายกัมพูชาตีความ และไม่ได้พูดถึงการเคลื่อนกำลังเพื่อรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกระบุว่า สิ่งที่แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว คือ ปราสาทตาควายอยู่ในอธิปไตยของไทย และในช่วงที่เคยมีการปะทะ ไทยได้พยายามเข้าไปยึดแต่ไม่สำเร็จ จึงวางกำลังไว้บริเวณนอกตัวปราสาท ห่างประมาณ 30 เมตร

ในอนาคต ไทยมีเป้าหมายที่จะนำพื้นที่กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยตามขั้นตอนที่เหมาะสม พร้อมเตรียมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นเจรจาในกรอบการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์ โดยย้ำว่ากองทัพไทยจะไม่ถอยจากแนววางกำลังเดิม

พลตรี วินธัย ย้ำว่า แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่เคยพูดถึงการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการกรณีปราสาทตาควาย และข้อกล่าวอ้างของกัมพูชาที่ว่ามีความพยายามยั่วยุหรือวางแผนใช้กำลัง จึงไม่เป็นความจริง

‘พล.อ.มนัส’ เยี่ยมให้กำลังใจทหารแนวหน้า ชายแดนสุรินทร์ หลังพบกัมพูชาเสริมกำลัง

เมื่อวันที่ (11 ก.ย. 68) พลเอก มนัส จันดี เสนาธิการทหาร ลงพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เยี่ยมให้กำลังใจและขอบคุณกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม โดยมีพลโท สุเมธ พรหมตรุษ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารกองทัพไทย (ศตก.) ร่วมลงพื้นที่ด้วย

พลเอก มนัส ย้ำว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้กำลังพลมีขีดความสามารถและความพร้อมสูงสุดในการดูแลพื้นที่ชายแดน

นอกจากนี้ กองทัพไทยยังได้มอบหมายหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาเข้าดำเนินการก่อสร้างเส้นทางและระบบสาธารณูปโภค ติดตั้งระบบประปาสนาม กล้องวงจรปิด (CCTV) สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบอินเทอร์เน็ต รวมถึงการเสริมกำลังด้วยระบบแอนตี้โดรน เพื่อสนับสนุนภารกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของทหารในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่าทหารกัมพูชาได้เสริมกำลังและสร้างฐานที่มั่นใกล้กับพื้นที่ดังกล่าว โดยพลเอก มนัส ได้กล่าวขอบคุณและให้กำลังใจกำลังพลแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ พร้อมยืนยันว่ากองบัญชาการกองทัพไทยพร้อมสนับสนุนภารกิจปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง เพื่อเสริมความพร้อมสูงสุดในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

ทูตญี่ปุ่นครวญ ด่านไทย–กัมพูชา ปิด!! ทำธุรกิจญี่ปุ่นสะดุด การจ้างงานใหม่ติดขัดหนัก

(12 ก.ย. 68) อูเอโนะ อาสึชิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชา ยอมรับว่าการปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยืดเยื้อส่งผลกระทบหนักต่อบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในกัมพูชา ภายใต้นโยบาย 'ไทยแลนด์พลัสวัน' จนการขยายการจ้างงานใหม่แทบเป็นไปไม่ได้ สะท้อนแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับความตึงเครียดการเมืองชายแดน

ทูตญี่ปุ่นระบุว่า ปัญหานี้ไม่เพียงสร้างความลำบากให้กับนักลงทุน แต่ยังซ้ำเติมแรงงานกัมพูชามากกว่า 800,000 คน ที่ถูกส่งกลับจากไทยและยังหางานทำไม่ได้ พร้อมยืนยันว่าบริษัทญี่ปุ่นบางแห่งยังมีความต้องการแรงงานใหม่ และหวังว่ากระทรวงแรงงานกัมพูชาจะช่วยอำนวยความสะดวก รวมถึงการที่ญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุนการฝึกอาชีพเพื่อบรรเทาปัญหา

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้ญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในภูมิภาค แต่ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงตกขบวนการลงทุน หากไม่เร่งแก้ปัญหาค่าแรงสูง การขาดแคลนแรงงานฝีมือ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล่าช้า ซึ่งทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชากลายเป็นจุดหมายใหม่ที่น่าดึงดูดกว่า

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา ระหว่างวันที่ 7–10 กันยายนที่ผ่านมา มีการหยิบยกเรื่องการเปิดด่านตามคำขอของญี่ปุ่น โดยฝ่ายไทยได้หารือภายในเมื่อ 9 กันยายน แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามารับผิดชอบ

"เขมร" ละเมิด MOU 43 ชัดเจน หลังพบเข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร ในพื้นที่ 'ปราสาทตาควาย-คนา' เรียกร้องไทยใช้สิทธิ์ยกเลิก - คืนทันที

(9 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 
.
“ผมขอแนะนําโดยด่วนไปยังรัฐบาลและกองทัพว่า กรณีที่กัมพูชา เร่งเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา ด้วยการสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร อาทิ บันได, กระเช้า, และบังเกอร์ ถือเป็นการ ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ข้อ 5 ที่ระบุว่าห้ามทั้งสองฝ่ายดำเนินการใด ๆ ที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชายแดน ซึ่งข้อนี้มีเจตนาให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพพื้นที่ไว้ก่อนการสำรวจปักปันเขตแดน

ดังนั้น การกระทำของกัมพูชาถือเป็นการฝ่าฝืนข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทำให้ ประเทศไทยมีสิทธิ์ยกเลิก MOU ดังกล่าวได้แต่เพียงฝ่ายเดียว โดยอ้างอิงตาม มาตรา 60 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี 1969

นอกจากนี้รัฐบาลและกองทัพมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด นั่นคือการใช้ "การป้องกันตนเองล่วงหน้า" (Anticipatory Self-Defence) ตาม มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของรัฐสมาชิกในการป้องกันตนเอง หากมีการโจมตีด้วยกำลังอาวุธเกิดขึ้น ซึ่งการตีความตามมาตรา 51 นี้ อนุญาตให้ไทยสามารถใช้กำลังเข้า ยึดคืนพื้นที่ปราสาททั้งสองแห่งได้ทันที 

โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้กัมพูชาดำเนินการเปลี่ยนแปลงสภาพชายแดนหรือแสดงท่าทีคุกคามอธิปไตยของไทยได้อีกต่อไป ซึ่งเป็นการหยุดยั้งการรุกรานที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างถาวร

ผมขอให้รัฐบาลและกองทัพพิจารณาใช้ช่องทางตามกฎหมายระหว่างประเทศข้างต้น เข้าจัดการปัญหากรณีพิพาทชายแดนที่ตึงเครียดนี้โดยไม่รอช้า ด้วยความปรารถนาดี”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top