Friday, 5 June 2026
ประวัติศาสตร์ไทย

16 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น "วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" วันรำลึกกษัตริย์นักการทูต เชิดชูบทบาทพระราชกรณียกิจ กษัตริย์ผู้มีความรอบรู้-ปราดเปรื่อง ตำนานลพบุรี เมืองยุทธศาสตร์ที่เคยเป็นหัวใจแผ่นดิน

(16 ก.พ. 69) ทุกวันที่ 16 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น "วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" วันรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กษัตริย์ผู้มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะด้านการทูต การทหาร และวรรณคดี วันดังกล่าวมีความสำคัญในจังหวัดลพบุรีซึ่งพระองค์ทรงยกเมืองนี้ให้เป็นราชธานีสำรองในสมัยอยุธยา

"วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" ตรงกับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระองค์และยังเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ เปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชในลพบุรีอีกด้วย ทำให้วันที่นี้เป็น "วันรวมใจ" ของชาวลพบุรีและผู้ศรัทธาทั่วประเทศ

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ตั้งอยู่กลางวงเวียนเทพสตรีในตัวเมืองลพบุรี แสดงถึงความสง่างามและความเป็นกษัตริย์นักปกครองที่ทรงพระแสงดาบ พร้อมกับบรรยากาศประวัติศาสตร์ที่ชวนให้ย้อนรำลึกยุครุ่งเรืองของอยุธยา

ในแต่ละปี ลพบุรียังจัด "งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช" ซึ่งมีการแต่งกายย้อนยุค การเดินตลาด และการแสดงวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสประวัติศาสตร์อย่างจับต้องได้ งานครั้งที่ 38 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569

วันสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบันที่ยังคงมีชีวิตชีวาด้วยพิธีกรรมและกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่กับประวัติศาสตร์ไทย"

ที่มา : https://www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=348

21 กุมภาพันธ์ 2455 รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศใช้ ‘พุทธศักราช’ (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติ แทน ‘รัตนโกสินทร์ศก’ (ร.ศ.) ปรับระบบปีของชาติ ให้สอดคล้องประเพณีประเทศพุทธ

รัชกาลที่ 6 ทรงประกาศเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราช (พ.ศ.) แทนรัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2432 ถึง 2455 เพื่อให้สอดคล้องกับประเพณีของประเทศที่นับถือพุทธศาสนาและเจตนารมณ์ของชาติ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าพุทธศักราชเหมาะสมกว่าในการเป็นศักราชประจำชาติ

พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พุทธศักราชในราชการทั่วไป โดยนับวันขึ้นปีใหม่เริ่มจาก 1 เมษายน พ.ศ. 2456 หลังจากประกาศในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2455 ที่ผ่านมา "ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธศาสนา และเพื่อให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา" พระองค์ทรงพระราชดำริเช่นนี้ในขณะนั้น

รัตนโกสินทร์ศก เริ่มใช้ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเริ่มนับปีจากปีที่สถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง คือ พ.ศ. 2325 เรียกว่า ร.ศ. 1 แต่ในทางพระพุทธศาสนาประเทศไทยยังคงใช้พุทธศักราชตามธรรมเนียมเดิมที่มีตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ประเทศไทย กัมพูชา และ สปป.ลาว นับพ.ศ. ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานครบ 1 ปี ขณะที่ศรีลังกาและเมียนมาเริ่มนับเร็วกว่าไทย 1 ปี

ก่อนหน้านี้ ไทยเคยใช้มหาศักราชและจุลศักราชมาก่อน ทั้งนี้ การเปลี่ยนมาใช้พุทธศักราชสร้างความชัดเจนทางประวัติศาสตร์และศาสนาในระบบปีปฏิทินที่ไทยใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://korat.mnre.go.th/th/news/detail/80707

2 มีนาคม 2477 รัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ในประเทศอังกฤษ เปิดทางสู่ยุคใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เอกสารการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของไทย

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ 'รัชกาลที่ 7' ทรงสละราชสมบัติ ณ Knowle House ประเทศสหราชอาณาจักร เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพราะเป็นการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายที่ครองราชย์ทั้งก่อนและหลังระบบรัฐธรรมนูญเริ่มต้นขึ้น

เอกสารพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติระบุปี 2477 ตามระบบขึ้นปีใหม่แบบเดิม คือวันที่ 1 เมษายน ทำให้เดือนมกราคมถึงมีนาคมอยู่ในปีเดิม แต่หากเทียบกับระบบปัจจุบันซึ่งขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม จะตรงกับปี 2478

ยุคนั้นไทยเพิ่งเปลี่ยนจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ การเมืองช่วงตั้งไข่เต็มไปด้วยความขัดแย้งร้อนแรง 'รัชกาลที่ 7' ทรงมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพ แต่ไม่ประสงค์ยกอำนาจให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทรงเลือกสละราชสมบัติเพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนและความสูญเสียของชาติ

จากพระราชหัตถเลขา ทรงกล่าวไว้ว่าทรงเต็มใจสละอำนาจให้ "ประชาราษฎรโดยทั่วไป" แต่ไม่ทรงยอมให้อำนาจสิทธิขาดตกอยู่กับบุคคลหรือคณะใด

หลังสละราชสมบัติ สภาผู้แทนราษฎรได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นทรงราชย์เป็น 'รัชกาลที่ 8' ซึ่งขณะนั้นยังเด็ก ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญเดินหน้า และสถาบันทางการเมืองใหม่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_1746

6 มีนาคม 2502 พระบาทสมเด็จพระจ้าอยู่หัว รัชการที่ 9 เสด็จฯ เยี่ยม “พสกนิกรภาคใต้” ครั้งแรก เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย หมุดหมายสำคัญของการเสด็จเยี่ยมราษฎร

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2502 เป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ 'รัชกาลที่ 9' และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ การเยี่ยมเยือนนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนโดยหอภาพยนตร์แห่งประเทศไทย

หอภาพยนตร์เผยแพร่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกเส้นทางการเสด็จฯ ครอบคลุมจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ ได้แก่ นครปฐม ชุมพร พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสุราษฎร์ธานี โดยเริ่มเดินทางจากสถานีสวนจิตรลดาด้วยรถไฟ การเสด็จครั้งนี้จึงสะท้อนมิติทางภูมิศาสตร์ของภาคใต้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันในทริปเดียว

จังหวัดต่าง ๆ อย่างสงขลาและระนอง ยังคงรำลึกถึงเหตุการณ์ในปี 2502 อย่างต่อเนื่องโดยจัดทำสื่อและพื้นที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง อาทิ "Royal Initials Rocks" ที่จารึกพระปรมาภิไธยย่อบนก้อนหินเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเสด็จฯ

หลักฐานการเสด็จฯ นี้ยังถูกรวบรวมเป็นหนังสือโดยสำนักพระราชวังที่ได้รับการบรรณานุกรมและเก็บรักษาในห้องสมุดหลายแห่ง รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความสำคัญของเหตุการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน

กล่าวโดยสรุป วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2502 คือวันเปิดทริปประวัติศาสตร์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการของ 'รัชกาลที่ 9' ในการเยี่ยมเยือนพสกนิกรภาคใต้ ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนและแวดวงประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=EEGmN902AxE

24 มีนาคม 2493 ในหลวง ร.9 พร้อมด้วย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯ จากสมาพันธรัฐสวิสนิวัติถึงราชอาณาจักรไทย จุดเริ่มปีพระราชพิธีใหญ่ต่อเนื่อง ภาพความปีติปริ่มใจของประชาชนในพระนคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จนิวัติกลับประเทศไทยจากสมาพันธรัฐสวิส เปิดฉากปีแห่งพระราชพิธีสำคัญที่ต่อเนื่องกันในปีเดียวกัน และเป็นการกลับบ้านครั้งแรกหลังจากทรงศึกษาและประทับอยู่ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2489

การเสด็จนิวัติครั้งนี้ได้รับการจัดอย่างเป็นทางการด้วยกระบวนรับเสด็จ และการนำเรือเดินสมุทร Selandia และเรือรบหลวงศรีอยุธยาเป็นพาหนะในการเสด็จขึ้นสู่พระนคร เสมือนการเชื่อมโยงความต่อเนื่องของสถาบันกษัตริย์กับประชาชนในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ

บันทึกเหตุการณ์ในไทม์ไลน์ “Thailand Journey” ของ Bangkok Post ระบุว่า การประทับในประเทศไทยครั้งนี้กินเวลาราว 73 วัน พร้อมกับพระราชพิธีใหญ่หลายงาน ได้แก่ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ รัชกาลที่ 8, พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส และพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งล้วนมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บ้านเมือง

สังคมไทยในเวลานั้นรู้สึกปลาบปลื้มและตื่นตาตื่นใจกับการเสด็จนิวัติที่สะท้อนความหวังของชาติและความต่อเนื่องของสถาบัน พระนครเต็มไปด้วยประชาชนที่มารอต้อนรับด้วยความปีติ ความทรงจำในวันนั้นมีความหมายทั้งในแง่พิธีการและความร่วมใจของประชาชน

24 มีนาคม พ.ศ. 2493 จึงเป็นวันหมุดหมายสำคัญ ตั้งต้นปียุคใหม่ของพระราชพิธีและเป็นภาพความทรงจำร่วมที่สะท้อนความมั่นคงและความหวังของบ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทยยุคหลังสงคราม

ที่มา : https://thailandjourney.bangkokpost.com/timeline/1950/the-return-of-the-king

3 เมษายน 1893 ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ "พระเจ้าอู่ทอง" ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย

เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1893 คือวันที่ถือว่าเป็นวันสถาปนากรุงศรีอยุธยา โดย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือที่รู้จักในชื่อ พระเจ้าอู่ทอง ทรงก่อตั้งอยุธยาเป็นราชธานีสำคัญของไทย ซึ่งต่อมามีบทบาทเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยาวนานถึง 417 ปี

ตามข้อมูลจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 3 เมษายนของทุกปี จะมีพิธีรำลึกเพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีการระลึกถึงการรวมกลุ่มเมืองสำคัญในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและการสถาปนาอำนาจการปกครองอย่างเข้มแข็งในปี พ.ศ. 1893 นี้

ทำเลที่ตั้งของอยุธยาในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางการค้าและการปกครองที่เหมาะสม พร้อมเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าในระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยตัวเมืองเต็มไปด้วยการวางผังเมืองที่ใช้ระบบน้ำช่วยการป้องกันและการขนส่งภายใน

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงวางรากฐานอำนาจและการปกครองที่มั่นคง พร้อมขยายอิทธิพลออกจากอยุธยาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาค การสถาปนาอยุธยาจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจที่สำคัญของรัฐโบราณไทย ปัจจุบันอยุธยายังคงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่สำคัญและได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากยูเนสโก

"3 เมษายน พ.ศ. 1893" จึงไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่เป็นวันที่สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของราชธานีที่สำคัญและความรุ่งเรืองของอาณาจักรไทยในอดีต

ที่มา : https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/378709


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top