Friday, 5 June 2026
ประท้วง

‘ชาวเมียวดี’ ชุมนุมต่อต้านไทย!! หลังมาตรการ ‘ตัดไฟ-ตัดน้ำมัน’ เตรียมรับมือปัญหาต่อไป ‘การลักลอบเข้าเมือง-การค้า-สาธารณสุข’

ตามที่รัฐบาลไทยใช้ปฏิบัติการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์โดยการเน้นไปที่การตัดไฟ ตัดน้ำมันและอินเทอร์เนตนั้น เอย่ากล่าวแล้วในบทความก่อนว่าการตัดไฟนั้นไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่กลุ่มสแกมเมอร์เลย เพราะพวกนั้นไม่ได้ซื้อขายผ่านระบบที่ถูกต้องอยู่แล้วทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน คนที่เดือดร้อนคือชาวบ้านที่เมียวดีและชาวบ้านริมชายแดนที่ได้รับอานิสงส์จากการซื้อขายไฟต่างหากเป็นผู้ได้รับผลกระทบ

และนั่นก็ทำให้เหตุวันนี้เกิดขึ้น โดยวันนี้เวลา 9.00 น. ชาวเมียวดีมาชุมนุมเรียกร้องให้ปิดการค้าขายทั้งหมดทั้งสะพานและท่าข้ามต่าง ๆ จากไทยและแบนการใช้สินค้าไทยทั้งหมดเพื่อตอบโต้ที่ไทยปฏิบัติการที่ไทยจัดการสแกมเมอร์แต่ชาวบ้านเดือดร้อน

เอย่าได้กล่าวไปแล้วว่าการตัดไฟ ตัดน้ำมัน เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและจะสร้างผลเสียหายต่อไทยโดยเฉพาะการค้าชายแดน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะลุกลามเป็นกระแสการแบนสินค้าไทยในเมียนมาด้วย 

การค้าชายแดนที่ผ่านมาหากนับแค่การค้าผ่านด่านการค้าชายแดนก็มีมูลค่านับพันล้านบาทต่อเดือน โดยหากดูมูลค่าส่งออกเดือนธันวาคม อยู่ที่ 6.6 พันล้านบาทไม่รวมการส่งออกตามท่าข้ามต่าง ๆ

แม้จนถึงตอนนี้จะมีรายงานว่ามีประชาชนมาชุมนุมยังไม่มากดังที่แผนที่เขาววางไว้ว่าจะมาชุมนุมถึง 3000 คนก็ตามแต่หากความเดือดร้อนนี้ยังคงอยู่ จะยิ่งสร้างความขัดแย้งอันนำผลมาสู่ปัญหาชายแดนนอกจากเรื่องการค้าแล้ว การลักลอบเข้าเมืองจะสูงขึ้นเป็นทวีคูณ ทั้งปัญหาเรื่องสาธารณสุขที่จะกลายเป็นว่าคนเหล่านั้นจะข้ามมารักษาตัวที่ไทย  แล้วใครคือผู้ได้รับผลกระทบจริง ๆ กลุ่มคอลเซนเตอร์หรือคนไทย...?

รองนายกฯ เซอร์เบียโวย การประท้วงได้รับการหนุนจากต่างชาติ ชี้ USAID คือแหล่งทุนสำคัญในการเคลื่อนไหวครั้งนี้

(25 มี.ค. 68) กระแสความไม่พอใจในเซอร์เบียยังคงเดือดดาล หลังเกิดการประท้วงต่อเนื่องทั่วประเทศตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 โดยล่าสุด นายอเล็กซานดาร์ วูลิน รองนายกรัฐมนตรีเซอร์เบีย ให้สัมภาษณ์กับ Sputnik โดยกล่าวหาว่าการประท้วงที่ลุกลามไปทั่วประเทศเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนปฏิวัติสี” ซึ่งได้รับการวางแผนและสนับสนุนจากหน่วยข่าวกรองของชาติตะวันตก

โดยความตึงเครียดในเซอร์เบียยังคงเพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางการประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ปลายปี 2024 ล่าสุด ประธานาธิบดี อเล็กซานดาร์ วูชิช ยืนยันว่าเขาได้เตือนถึงความพยายามแทรกแซงจากชาติตะวันตกตั้งแต่ปี 2023 และได้กล่าวถึงเรื่องนี้หลายครั้งในปี 2024 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก หน่วยข่าวกรองรัสเซีย ที่ชี้ชัดถึงการเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างชาติในประเทศเซอร์เบีย

วูลินระบุว่า เห็นสัญญาณของความพยายามแทรกแซงจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากประเทศในกลุ่ม สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมถึง USAID เป็นแหล่งทุนใหญ่ ซึ่งเขาเชื่อว่าการประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นอาจเชื่อมโยงกับ “ปฏิวัติสี” (Color Revolution) ที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรปตะวันออกและเอเชียกลางในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมชี้ว่า “นี่ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของประชาชนเพียงลำพัง แต่เป็นการดำเนินงานตามกลยุทธ์ของต่างชาติที่ต้องการแทรกแซงกิจการภายในของเซอร์เบีย”

คำว่า “ปฏิวัติสี” หมายถึง การลุกฮือของประชาชนที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งมีเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ไม่เป็นที่พอใจของชาติตะวันตก โดยมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีความไม่พอใจในรัฐบาล และความเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนเพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการประท้วงในเซอร์เบียครั้งนี้ เกิดการปะทุขึ้นจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชัน ไปจนถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีอเล็กซานดาร์ วูซิช 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเซอร์เบียมองว่าการชุมนุมที่ขยายตัวขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปฏิกิริยาของประชาชน แต่เป็นแผนการที่มีการจัดตั้งและสนับสนุนจากภายนอก

ด้านผู้จัดการชุมนุมและนักเคลื่อนไหวหลายกลุ่มออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของรัฐบาล โดยยืนยันว่าการประท้วงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนที่มีต่อปัญหาภายในประเทศ และไม่มีอิทธิพลจากต่างชาติแทรกแซง

ขณะที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า ประเด็นนี้อาจเพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ระหว่างเซอร์เบียกับชาติตะวันตกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การประท้วงยังไม่มีท่าทีจะลดความร้อนแรงลง ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่สงบในระดับที่รุนแรงขึ้น ขณะที่รัฐบาลเซอร์เบียยืนยันว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศต่อไป

ชุมนุม Hands Off แสดงความโกรธ ลุกฮือต่อต้านนโยบายทรัมป์ หลังการปิดหน่วยงานรัฐ ตัดงบสุขภาพ และการลดการคุ้มครองบุคคลข้ามเพศ

(6 เม.ย. 68) ฝูงชนที่โกรธแค้นต่อแนวทางการบริหารประเทศ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ออกมาเดินขบวนและรวมตัวกันในเมืองต่างๆ ของอเมริกาในวันเสาร์ที่ผ่านมา (5 เม.ย.) ซึ่งถือเป็นวันที่มีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสหรัฐฯ

มีการจัดการชุมนุมที่เรียกว่า Hands Off! ขึ้นในสถานที่ต่างๆ กว่า 1,200 แห่งใน 50 รัฐโดยกลุ่มต่างๆ กว่า 150 กลุ่ม รวมถึงองค์กรสิทธิมนุษยชน สหภาพแรงงาน ผู้สนับสนุนกลุ่ม LBGTQ+ ทหารผ่านศึก และนักรณรงค์การเลือกตั้ง การชุมนุมดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นไปอย่างสันติ โดยไม่มีรายงานการจับกุมใดๆ ในขณะนี้

ผู้ประท้วงหลายพันคนในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่มิดทาวน์แมนฮัตตันไปจนถึงแองเคอเรจ รัฐอลาสก้า รวมถึงอาคารรัฐสภาหลายแห่ง โจมตีการกระทำของทรัมป์และมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์เกี่ยวกับการลดขนาดรัฐบาล เศรษฐกิจ การย้ายถิ่นฐาน และสิทธิมนุษยชน

อีกทั้ง ผู้ประท้วงถือป้ายที่มีคำเช่น “ต่อสู้กับกลุ่มผู้มีอำนาจปกครอง” พร้อมตะโกนขณะเดินขบวนไปตามถนนในพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน และลอสแองเจลิส ซึ่งพวกเขาเดินขบวนจากเพอร์ชิงสแควร์ไปยังศาลากลาง

การจัดการชุมนุมในครั้งนี้มาจากการที่ ผู้ประท้วงแสดงความโกรธต่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายบริหารในการไล่พนักงานรัฐบาลหลายพันคน ปิด สำนักงานภาคสนามของสำนักงาน ประกันสังคมปิดหน่วยงานทั้งหมด ส่งตัวผู้อพยพกลับลดการคุ้มครองบุคคลข้ามเพศ และตัดงบประมาณโครงการด้านสุขภาพ

โดยก่อนหน้านี้ อีลอน มัสก์ นักธุรกิจและนักลงทุน และที่ปรึกษาของทรัมป์ที่บริหาร Tesla, SpaceX และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X กลายมามีบทบาทสำคัญในการลดขนาดบริษัทในฐานะหัวหน้าแผนกประสิทธิภาพของรัฐบาลที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ เขาบอกว่าเขาช่วยประหยัดเงินภาษีของประชาชนได้หลายพันล้านดอลลาร์

ทำเนียบขาวกล่าวในแถลงการณ์ว่า “จุดยืนของประธานาธิบดีทรัมป์ชัดเจน เขาจะปกป้องประกันสังคม เมดิแคร์ และเมดิเคดให้กับผู้มีสิทธิ์ ในขณะเดียวกัน จุดยืนของพรรคเดโมแครตคือมอบสิทธิประโยชน์ประกันสังคม เมดิเคด และเมดิแคร์ให้กับคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ซึ่งจะทำให้โครงการเหล่านี้ล้มละลายและทำลายผู้สูงอายุชาวอเมริกัน”

เคลลีย์ โรบินสัน ประธานกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน วิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติของรัฐบาลต่อชุมชน LBGTQ+ ในการชุมนุมที่เนชันแนล มอลล์ ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งสมาชิกรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตก็ได้ขึ้นเวทีด้วย

“พวกเขากำลังตัดงบประมาณป้องกันเอชไอวี พวกเขากำลังทำให้แพทย์ ครู ครอบครัว และชีวิตของเรากลายเป็นอาชญากร พวกเราไม่ต้องการอเมริกาแห่งนี้ พวกเราต้องการอเมริกาที่เราสมควรได้รับ ซึ่งศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และเสรีภาพ” โรบินสันกล่าว

โรเจอร์ บรูม วัย 66 ปี ผู้เกษียณอายุจากเดลาแวร์เคาน์ตี้ รัฐโอไฮโอ เป็นหนึ่งในหลายร้อยคนที่ออกมาชุมนุมที่รัฐสภาในโคลัมบัส เขาบอกว่าเขาเคยเป็นรีพับลิกันในสมัยเรแกน แต่ตอนนี้เขาไม่ชอบทรัมป์แล้ว “เขากำลังทำให้ประเทศนี้แตกแยก” บรูมกล่าว

ชาวยูเครนลุกฮือ!! ออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลัง ‘เซเลนสกี’ เซ็นรับรองกฎหมายควบคุมหน่วยงานต้านโกง

(23 ก.ค. 68) ประชาชนหลายร้อยคนออกมาชุมนุมประท้วงกลางกรุงเคียฟ หลังประธานาธิบดียูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ลงนามรับรองกฎหมายฉบับใหม่ที่เพิกถอนความเป็นอิสระของหน่วยงานต่อต้านการทุจริตหลักของประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (NABU) และสำนักงานอัยการพิเศษปราบปรามการทุจริต (SAPO)

กฎหมายใหม่นี้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยคะแนน 263 ต่อ 13 เสียง โดยส่วนใหญ่เป็นเสียงจากพรรครัฐบาล และจะทำให้หน่วยงานต่อต้านการทุจริตทั้งสองแห่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งโดยตรง

แม้เซเลนสกียืนยันว่า การปรับโครงสร้างดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้การปราบปรามคอร์รัปชันมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปลอดอิทธิพลจากรัสเซีย แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามรวมศูนย์อำนาจ และอาจใช้เพื่อแทรกแซงการสอบสวนคดีของคนใกล้ชิดรัฐบาล

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันในยูเครนเตือนว่า กฎหมายนี้อาจทำให้หน่วยงานอิสระกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรัฐบาล ขณะที่ผู้ประท้วงบางคนชี้ว่า ร่างกฎหมายถูกรีบผลักดันโดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างโปร่งใส

ด้านสหภาพยุโรป (EU) แสดงความกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้ พร้อมระบุว่าเป็น “ก้าวถอยหลังที่ร้ายแรง” ในช่วงเวลาที่ยูเครนยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากต่างประเทศ ทั้งในด้านการเงินและการเมือง ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่ยุติลง

คนอังกฤษนับแสนทนไม่ไหว!! ออกมาประท้วงไล่ผู้อพยพ และโวยรัฐบาล...หลังทุ่มเงินให้ ‘ยูเครน’ ไม่ห่วงปากท้องประชาชน

(15 ก.ย. 68) การชุมนุมใหญ่ภายใต้ชื่อ “Unite the Kingdom” เกิดขึ้นทั่วสหราชอาณาจักร แสดงความไม่พอใจของประชาชนต่อภาระหนี้สาธารณะมหาศาล และการที่รัฐบาลอังกฤษภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ เพิ่มบทบาททางทหารในสงครามยูเครน นักวิเคราะห์ระบุว่าชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นการทุ่มทรัพยากรให้ประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์โดยตรงของตนเอง

ปีเตอร์ แมคอิลเวนนา (Peter McIlvenna) ผู้ร่วมก่อตั้งพอดแคสต์ Hearts of Oak ชี้ว่าชาวอังกฤษเริ่มเบื่อหน่ายกับการที่เงินและกองกำลังถูกส่งไปต่างแดน ขณะเดียวกันก็ไม่พอใจที่รัฐบาลสตาร์เมอร์ถูกมองว่าจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มีประชาชนถูกดำเนินคดีเพียงเพราะแสดงความคิดเห็นออนไลน์

ด้านเดวิด เคอร์ตัน (David Kurten) หัวหน้าพรรค British Heritage Party เสริมว่าชาวอังกฤษจำนวนมากรู้สึกเหมือนถูกละเลย เมื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำผู้อพยพจากต่างแดนเข้าเมืองจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออาชญากรรม แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติหรือขวาจัดจากรัฐบาล

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าความไม่พอใจเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่แท้จริงของรัฐบาลสตาร์เมอร์ ซึ่งกำลังเผชิญคะแนนนิยมตกต่ำ หากมีการเลือกตั้งทั่วไปในเวลานี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าสตาร์เมอร์อาจสูญเสียเก้าอี้นายกรัฐมนตรีทันที

‘ลาดักห์’ อินเดียปะทุ!! Gen Z นำการลุกฮือ ‘วันนองเลือด’ สั่นคลอนรัฐบาล ‘โมดี’

(26 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์เรื่องราวของเหตุการณ์ความรุนแรงในแคว้นลาดักห์เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองที่เคยเป็นไปอย่างสงบตลอดหกปีที่ผ่านมา ปะทุขึ้นกลายเป็น 'วันนองเลือด' มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คน และบาดเจ็บอีกหลายสิบราย

สิ่งที่ทำให้การประท้วงครั้งนี้ต่างไปจากเดิม คือการก้าวเข้ามามีบทบาทนำของ เยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือที่เรียกว่า Gen Z พวกเขาคือกลุ่มคนอายุไม่เกิน 25 ปี ที่เติบโตมากับการเชื่อมโยงโลกผ่านเทคโนโลยี มีความคาดหวังเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และอนาคตที่มั่นคง แต่กลับเผชิญกับความรู้สึกถูกทอดทิ้งจากรัฐบาลกลาง

Gen Z และความโกรธที่สะสม

ตลอดหกปีที่ผ่านมา ชาวลาดักห์เรียกร้องให้รัฐบาลนเรนทรา โมดี คืนสถานะ 'รัฐ' และสิทธิคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสิทธิในการเลือกตั้งผู้นำท้องถิ่นและโควตาที่ดิน–การจ้างงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการเจรจาที่ยืดเยื้อและคำมั่นที่ไม่เกิดผลจริง

อัตราการรู้หนังสือของลาดักห์สูงถึง 97% แต่บัณฑิตเกือบ 1 ใน 3 ตกงาน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจประกอบกับการถูกจำกัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ Gen Z ของลาดักห์ มองว่าการประท้วงเชิงสัญลักษณ์แบบอดอาหารหรือเดินขบวนไม่เพียงพออีกต่อไป

ดังที่นักกิจกรรมชื่อดัง โซนัม วังชุก กล่าวไว้ว่า “นี่คือการระเบิดของเยาวชน คลื่นลูกใหม่ที่ไม่อาจรอได้อีกแล้ว”

รัฐบาลโต้กลับ–แกนนำปฏิเสธ

กระทรวงมหาดไทยอินเดียชี้ว่า การปะทะครั้งนี้เกิดจาก “ฝูงชนที่ถูกยุยง” พร้อมกล่าวโทษวังชุกว่าเป็นผู้ชี้นำให้เกิดความรุนแรง โดยอ้างว่าเขาเปรียบเทียบการประท้วงกับ 'อาหรับสปริง' และ “การลุกฮือ Gen Z ในเนปาล”

แต่เจ้าตัวปฏิเสธทันที โดยยืนยันว่าเขาไม่เคยสนับสนุนความรุนแรง และสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความคับแค้นใจของเยาวชนที่ไม่ได้รับการรับฟัง

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

ลาดักห์คือพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมอินเดียกับจีนและปากีสถาน เป็นหัวใจด้านความมั่นคงของภูมิภาค การประท้วงของ Gen Z จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เรื่องสิทธิท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของอินเดียทั้งประเทศ

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสูญเสียความไว้วางใจของคนรุ่นใหม่ในลาดักห์ คือความท้าทายครั้งใหญ่ของรัฐบาลโมดี เพราะหากไม่เร่งแก้ไขด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ อินเดียอาจต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากภายนอก (จีน–ปากีสถาน) และไฟที่ลุกจากภายในพร้อมกัน

สรุป : การลุกฮือของ Gen Z ในลาดักห์ คือเสียงเรียกร้องที่บอกว่า คนรุ่นใหม่ไม่พร้อมจะอยู่ในระบบที่ปิดกั้นอนาคตอีกต่อไป เหตุการณ์ 'วันนองเลือด' จึงไม่ใช่เพียงการสูญเสียชีวิตในท้องถนนเลห์ แต่คือสัญญาณเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลอินเดียไม่อาจมองข้ามได้
 

นายกฯ จอร์เจีย ประกาศกร้าว ‘ใครยุยงต้องโดน’ หลังเกิดม็อบถือธง EU ประท้วงรัฐบาล ไม่ยอมรับผลเลือกตั้ง

(7 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีอิรัคลี โคบาคิดเซ (Irakli Kobakhidze) แห่งจอร์เจีย ประกาศว่าจะ “ไม่ปล่อยให้ผู้ใดลอยนวล” หลังเจ้าหน้าที่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงทบิลิซีเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเขากล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมพยายามโค่นล้มรัฐบาล และยืนยันว่าจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด มีรายงานว่ามีการจับกุมผู้จัดการชุมนุมหลายคน รวมถึงนักร้องโอเปร่าชื่อดังและนักเคลื่อนไหว พาอาตา เบิร์ชูลัดเซ (Paata Burchuladze) ที่ขึ้นเวทีประกาศว่า “อำนาจต้องกลับคืนสู่ประชาชน”

สาเหตุของการประท้วงเกิดจากความไม่พอใจผลการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งพรรค “จอร์เจียน ดรีม” (Georgian Dream) ของนายกรัฐมนตรีโคบาคิดเซ กวาดที่นั่งเสียงข้างมากในสภาเทศบาลทุกแห่งทั่วประเทศ และผู้สมัครของพรรคยังชนะเลือกตั้งนายกเทศมนตรีทุกเมืองอย่างถล่มทลาย หลังพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ประกาศบอยคอตไม่ร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากมองว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใสและรัฐบาลขาดความชอบธรรม

การชุมนุมครั้งใหญ่มีประชาชนหลายหมื่นคนออกมารวมตัวกลางกรุงทบิลิซี โดยมีทั้งธงชาติจอร์เจียและธงสหภาพยุโรป (EU) ปรากฏอยู่ทั่วพื้นที่ เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตาเพื่อสกัดไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกทำเนียบประธานาธิบดี ต่อมา หน่วยงานความมั่นคงแห่งรัฐของจอร์เจียเปิดเผยว่าพบอาวุธและวัตถุระเบิดจำนวนหนึ่งในป่าชานเมือง ซึ่งคาดว่าเตรียมไว้เพื่อ “ก่อเหตุความไม่สงบ” ในวันเลือกตั้ง

ขณะที่ โคบาคิดเซกล่าวหาว่ามีกลุ่มต่างชาติ โดยเฉพาะจากกรุงบรัสเซลส์ (เบลเยียม) หนุนหลังการประท้วง และเรียกร้องให้เอกอัครราชทูตอียูประจำจอร์เจียออกมาประณามเหตุการณ์ดังกล่าว ด้านสหภาพยุโรปรีบออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่าข้อกล่าวหานี้เป็น “ข้อมูลเท็จ” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลจอร์เจียใช้ความอดกลั้น เคารพสิทธิการชุมนุมและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน หลังสถานการณ์การเมืองภายในประเทศตึงเครียดต่อเนื่องจากผลเลือกตั้งที่ฝ่ายค้านไม่ยอมรับ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top