Sunday, 7 June 2026
ประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน

ผบ.ตร.ประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเป็นเจ้าภาพ

เมื่อวานนี้ (16 ก.ค.68) เวลา 14.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมเตรียมความพร้อมประชุมคณะกรรมการและคณะทำงานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล , พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 , พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , พล.ต.ท.ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ตร. , พล.ต.ท.ดิเรก ธนานนท์นิวาส ที่ปรึกษา (สบ 8) สพฐ.ตร. , รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 , รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล , รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี , รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว , รองผู้บัญชาการสำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ , รองผู้บัญชาการสำนักงานงบประมาณและการเงิน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทั้งนี้ การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 จะมีหัวหน้าตำรวจจากประเทศอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ร่วมประชุมรวมจำนวน 33 ประเทศ รวมทั้งตำรวจสากล (Interpol) รวมผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 310 คน กำหนดการประชุมและจัดกิจกรรมจำนวน 3 วัน ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยช่วงแรกจะเป็นการประชุมใหญ่ร่วมกัน และจะการประชุมแยก 3 ประเด็น (COM A , COM B , COM C) รวมทั้งการหารือประเทศคู่เจรจา และประชุมเชิงปฏิบัติการ (workshop) เน้นสร้างความร่วมมือให้เป็นรูปธรรมและร่วมกันบังคับใช้กฎหมายกับนานาประเทศ ประสานงานด้านการข่าวและข้อมูลตำรวจสากล เน้นหนักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ยาเสพติด การเคลื่อนย้ายคนต่างด้าว รวมทั้งการแลกเปลี่ยนร่วมมือกันทางวิชาการและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของแต่ละประเทศ บทสรุปสุดท้ายคาดว่าจะได้ปฏิญญากรุงเทพฯ สร้างความร่วมมือในกลุ่มตำรวจอาเซียน สร้างความร่วมมือกับนานาประเทศ การรับ-ส่ง และประสานข้อมูลด้านต่าง ๆ ให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเน้นการลดขั้นตอน รวดเร็ว และสอดคล้องกับกฎหมายของแต่ละประเทศ 

ผบ.ตร. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เวียนมาเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยทุกประเทศได้ให้ความใส่ใจในประเด็นหัวข้อการประชุม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูล การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ โดยเฉพาะเขตอำนาจศาล การสืบสวน จับกุมตามหมายจับและส่งตัวผู้ต้องหาให้กับประเทศต่าง ๆ นิติวิทยาศาสตร์และพิสูจน์หลักฐาน รวมทั้งการจัดตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารงานประสานการปฏิบัติในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 สำนักงานตำรวจแห่งชาติชู 3 แนวทาง ประสานความร่วมมือภูมิภาคต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์

(4 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 (The 43rd ASEANAPOL CONFERENCE) ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., ผู้เข้าร่วมการประชุม, ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี

นายกรัฐมนตรี และผู้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ได้ร่วมพิธีรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากนั้นได้ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงข้าราชการตำรวจ ASEANPOL ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่

การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ภายใต้หัวข้อ : "ร่วมมือปฏิบัติการ: ปราบปรามการหลอกลวง ขัดขวางการฉ้อโกง และปกป้องประชาชน" หรือ ““Collaboration in Action: Crushing Scam, Disrupting Fraud, and Protecting People” ระหว่างวันที่ 3 – 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นเวทีหลักสำหรับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสประมาณ 280 คน พร้อมด้วยคู่เจรจาและผู้สังเกตการณ์จากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ รวม 30 ประเทศ อาทิ จีน,  เกาหลีใต้, สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ฝรั่งเศส, Interpol เป็นต้น  

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมจากประเทศสมาชิกอาเซียน คู่เจรจา และองค์กรบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศกว่า 200 คน ขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค รวมถึงแสดงความยินดีต่อ “ติมอร์-เลสเต” ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียนอย่างเป็นทางการ 

การประชุมในครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอาชญากรรมข้ามชาติได้ทวีความซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งการค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ การหลอกลวงข้ามชาติ และการหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำลายเสถียรภาพของสังคม สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย ข่าวร้ายคือ ปัญหาดังกล่าวทำให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ายินดีคือประเทศสมาชิกอาเซียนต่างตระหนักถึงปัญหา รับรู้ถึงความท้าทาย และมีความตั้งใจร่วมกันที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนกลับมาปลอดภัยอีกครั้ง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุม ASEANAPOL ครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติที่ร่วมกันพัฒนากรอบความร่วมมือเชิงรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพร่วมกันในการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติในทุกมิติ เสนอแนวคิดใหม่ ๆ ที่จะเป็นทิศทางเชิงกลยุทธ์ให้กับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน คือ ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของภูมิภาคอาเซียนและประชาคมโลกโดยรวม และขอชื่นชมต่อความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ ขอบคุณทุกประเทศที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันความร่วมมือของภูมิภาค ขอให้การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซียน ครั้งที่ 43 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อความสงบสุขและปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาคและทั่วโลก

ผบ.ตร. กล่าวว่า หัวข้อการประชุมในปีนี้สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร่วมมือกัน ในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งปัจจุบัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ได้แปรสภาพเป็นระบบแสวงหาประโยชน์ขนาดใหญ่ ที่มีการค้ามนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียง "ขบวนการฉ้อโกง" อีกต่อไป แต่คือ "เครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามพรมแดน" ที่ล่อลวงผู้หางานจากทั่วโลกมากักขัง และบังคับให้ทำงานในศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ซึ่งอาชญากรรมฉ้อโกงออนไลน์ ได้กลายเป็นฉากหน้าของขบวนการกระทำความผิดแบบครบวงจร ที่เราต้องมองปัญหานี้เป็นวิกฤตการค้ามนุษย์ เพราะการฉ้อโกงคือเครื่องมือ แต่การแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์ คือผลลัพธ์ที่แท้จริง ซึ่งเวลาที่เราต้องร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เรากำลังเผชิญนี้ ไม่ใช่เพียงความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมาย แต่คือวิกฤตด้านมนุษยธรรมในยุคดิจิทัล เป็นการค้าทาสรูปแบบใหม่ และเป็นการละเมิดคุณค่า ที่เราทุกคนยึดถือในฐานะเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม เราได้เห็นความสำเร็จของปฏิบัติการร่วมที่ช่วยเหลือเหยื่อและจับกุมหัวหน้าขบวนการ การดำเนินการในลักษณะนี้จะต้องดำเนินการแบบไม่เลือกปฏิบัติ พรมแดนของเราไม่ควรเป็นเส้นทางสำหรับการกระทำความผิดของขบวนการค้ามนุษย์ แต่ควรเป็น "แนวป้องกัน" เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และผู้เปราะบาง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยเสนอแนวทางในการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ ใน 3 แนวทาง ได้แก่

แนวทางที่ 1 : การเสริมสร้างความร่วมมือเชิงปฏิบัติการข้ามพรมแดน 
ต้องยกระดับความร่วมมือโดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองแบบเรียลไทม์ จัดทำมาตรฐานการสืบสวนที่สอดคล้องกัน และวางระบบปฏิบัติการร่วมกันในการปราบปรามศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านไซเบอร์สแกมและการค้ามนุษย์ภายใต้กรอบอาเซียน และร่วมกันวางแผนปฏิบัติการข้ามพรมแดน 

แนวทางที่ 2 : การยกระดับศักยภาพด้านดิจิทัล 
กลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์มีความสามารถในการปรับตัวสูง ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสแบบต้นทางถึงปลายทาง สร้างตัวตนปลอมดิจิทัล และทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดิจิทัล เราจำเป็นต้องเสริมสร้างศักยภาพของประเทศสมาชิกอาเซียน ควรจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมเฉพาะทางด้านการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารไซเบอร์ระดับภูมิภาคร่วมกัน เพื่อให้สามารถบันทึกและเข้าถึงข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล รูปแบบการฉ้อโกง และที่อยู่ IP ที่ต้องสงสัยได้

แนวทางที่ 3 : การคุ้มครองเหยื่อและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
ในคดีฉ้อโกงออนไลน์ทุกคดีมีเหยื่อ 2 ฝ่าย คือ ผู้ถูกฉ้อโกง และผู้ถูกบังคับให้ฉ้อโกงคนอื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกฝนให้สามารถคัดแยก เพื่อเข้าระบบช่วยเหลือและคุ้มครองเหยื่อ พร้อมทั้งจับกุมและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ข้อมูล คำให้การ และพยานหลักฐาน ต้องได้รับการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นระบบ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการคัดกรองเหยื่อที่มีประสิทธิภาพ และกลไกส่งต่อไปยังหน่วยงานช่วยเหลือที่เข้มแข็ง 

นอกจากนี้ ผบ.ตร. กล่าวว่า หากเราทำงานเพียงลำพัง ขบวนการเหล่านี้จะยังคงใช้พรมแดนระหว่างประเทศเป็นช่องว่างในการกระทำความผิด แต่หากเราร่วมมืออย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง และมียุทธศาสตร์ จะสามารถยับยั้งทำลายเครือข่ายขบวนการได้ และยังสามารถปกป้องศักดิ์ศรีของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ได้ด้วยเช่นกัน จากนี้ ASEANAPOL จะไม่ใช่เพียงเวที แต่คือพลังแห่งความยุติธรรม ความเป็นหนึ่งเดียว และความเป็นมนุษย์ ขอให้พวกเราทุกคน ร่วมกันยกระดับพลังนั้นไปด้วยกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top