Friday, 5 June 2026
บุหรี่ไฟฟ้า

รอง ผบ.ตร.เร่งรัดขับเคลื่อนการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ อย่างมีประสิทธิภาพในทุกมิติ

(28 ก.พ. 68) เวลา 10.00 น. พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุม ศปก.ตร. ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทน บช.น., ภ.1 - 9, บช.ก., บช.สอท., บช.ทท. และ สตม. เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ซึ่งปัจจุบันได้ปรากฏสถานการณ์การแพร่ระบาดทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา พื้นที่ใกล้โรงเรียนหรือสถานศึกษา รวมถึงสถานบริการ สถานประกอบการ และพื้นที่สาธารณะในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเอง หรือผู้อื่น สร้างความเดือนร้อน รำคาญ  แก่ประชาชนใกล้เคียง โดยมุ่งหวังให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการดังกล่าว สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้นำนโยบายรัฐบาลมาสู่การปฏิบัติ โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ขับเคลื่อนการปฏิบัติให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถิติการจับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีการจับกุมความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 457 คดี , คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 จำนวน 213 คดี ,  พ.ร.บ.ศุลกากร จำนวน 2,245 คดี และประกาศกระทรวงพาณิชย์ 30 คดี ส่วนในปีงบประมาณ พ.ศ.2568 (ห้วงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2568) มีการจับกุมความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค จำนวน 125 คดี , คำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ 9/2558 จำนวน 57 คดี , พ.ร.บ.ศุลกากร จำนวน 923 คดี และประกาศกระทรวงพาณิชย์ 22 คดี

พล.ต.อ.ประจวบฯ กำชับให้ทุกหน่วยตรวจสอบ กวดขันในเขตพื้นที่ มิให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและแก๊สหัวเราะ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่าย ครอบครอง หรือเป็นแหล่งซุกซ่อน หากพบการกระทำความผิด ให้สืบสวนขยายผลให้ได้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน นำไปสู่การดำเนินคดีตามความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินทุกกรณี , x-ray พื้นที่รับผิดชอบ หาเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าทางชายแดน ท่าเรือ การนำเข้าสินค้าโดยไม่ผ่านพิธีทางศุลกากร การซุกซ่อนสินค้าผิดกฎหมายในโกดังสินค้า แหล่งซุกซ่อน การให้บริการของบริษัทขนส่งต่าง ๆ การลักลอบลำเลียงสินค้าผิดกฎหมายกระจายไปในภูมิภาคต่างๆ พื้นที่กลุ่มเสี่ยงและเฝ้าระวัง โดยเฉพาะ โรงเรียน สถานศึกษา สถานบริการ สถานประกอบการ และให้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดปฏิบัติการ (operation) เพื่อกวาดล้างจับกุมผู้ค้ารายใหญ่ ในห้วงเดือนมีนาคม 2568 ดำเนินมาตรการยึดทรัพย์สิน และกระบวนการลงโทษทางการเงิน โดยประสานศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปปง.ตร.) อย่างใกล้ชิด , จัดชุดปฏิบัติการถ่ายทอดความรู้ แสวงหาความร่วมมือ สร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ชุมชน ผู้ปกครอง เด็กและเยาวชน ในโรงเรียน สถานศึกษา ผู้ประกอบการ ในสถานบริการ ให้ตระหนักถึงอันตราย ผลกระทบต่อสุขภาพ อัตราโทษ ตลอดจนประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยวให้ทราบถึงการผิดกฎหมายของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่ออุดช่องว่าง ลดโอกาส ตัดวงจรการกระทำความผิด และห้ามข้าราชการตำรวจเข้าไปข้องเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเป็นผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเสียเอง หากพบว่าหน่วยใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ปล่อยปละละเลย หรือเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะพิจารณาและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเด็ดขาด

รอง ผบ.ตร.แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา 2 ราย ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้า 35,600 ชิ้น พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า ภายในบ้านพัก

(7 มี.ค.68) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มอบหมายให้ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปปง.ตร.) เป็นประธานแถลงผลการตรวจค้นจับกุมแหล่งซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยมี พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.กิตนิ์ธเนศ ธนนันท์ทวีสิน ผบก.ภ.จว.นนทบุรี ,พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น. , พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. , พล.ต.ต.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ ผบก.กต.2 และผู้เกี่ยวข้องร่วมแถลง ณ บ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี

ทั้งนี้ ช่วงประมาณต้นเดือนมีนาคม 2568 ได้มีพลเมืองดีเข้ามาให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ว่ามีการขนย้ายบุหรี่ ไฟฟ้าจำนวนมากออกจากร้านที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า บริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง เจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่าเป็นการขนออกเพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจค้นจับกุม ในช่วงที่มีความเข้มข้นในการระดมกวาดล้างการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า จึงได้ทำการสืบสวนติดตามเรื่อยมา จนกระทั่งทราบว่ามีการขนบุหรี่ไฟฟ้านำมาเก็บซุกซ่อนไว้ในบ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งพบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการใช้สิ่งของปกปิดอำพรางรั้วไว้อย่างมิดชิด จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายค้นต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และศาลได้อนุมัติหมายค้น 

ล่าสุดวันนี้ (7 มีนาคม 2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สนธิกำลังกันเข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบของกลางเป็นบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนหลายยี่ห้อคละกัน ประมาณ 35,600 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท และยังตรวจพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการเปิดร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอีกจำนวนหนึ่ง การปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหา 2 ราย แจ้งข้อหา “ฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขายสินค้าที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสั่งห้ามขาย (บุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า)” ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่ 9/2558 และ “ซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นสิ่งต้องห้ามนำเข้าในราชอาณาจักร” ตามมาตรา 256 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 

เบื้องต้นหนึ่งในผู้ต้องหาให้การว่าเป็นเจ้าของร้านจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และรับคำสั่งมาจากผู้สั่งการให้ทำการเก็บรักษาบุหรี่ไฟฟ้าของกลางไว้ จากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจะได้มีการขยายผลอย่างต่อเนื่องไปสู่การจับกุมผู้ร่วมขบวนการรายอื่นมารับโทษตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.อ.ประจวบฯ กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก เยาวชน นักเรียน นักศึกษา พื้นที่ใกล้โรงเรียนหรือสถานศึกษา รวมถึงสถานบริการ สถานประกอบการ และพื้นที่สาธารณะในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเอง หรือผู้อื่น สร้างความเดือดร้อน รำคาญแก่ประชาชนใกล้เคียง รัฐบาล โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ให้ความสำคัญต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว จึงกำหนดนโยบายให้มีการระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในทุกมิติ ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ระดมกำลังกวาดล้างจับกุมในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด และติดตามการขับเคลื่อนให้มีผลการปฏิบัติในทุกมิติอย่างเป็นรูปธรรม

เชียงใหม่-ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. ตำรวจภูธรภาค 5 แถลงข่าวผลการปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ รวบ 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางบุหรี่ไฟฟ้า 36,555 ชิ้น (มูลค่ากว่า 6.6 ล้านบาท) เตรียมขยายผลจับนายทุน โดยมี พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.เป็นประธาน ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 
 

การปฏิบัติการบุกค้นรังจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ เครือข่าย “VAPEHAUS” 3 จุด กลางเมืองเชียงใหม่ โดยการอำนวยการ : พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา  ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.,พล.ต.ท.ยิ่งยศ  เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ  ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. , พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์ รอง ผบช.ภ.๕, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.สุทธิพงศ์  เป๊กทอง รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.จิตรพิสุทธิ์ อิ่มสงวน ผบก.สส.ภ.5, พล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่, พ.ต.อ.วชิรศักดิ์ ศรีประสม รอง ผบก.สส.ภ.5 และ พ.ต.อ.ทักษิณ  จันทะวงค์ รอง ผบก.สส.ภ.5 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจับกุม ตำรวจภูธรภาค 5 โดย เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5), เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สส.ภ.๕
 

ร่วมกันจับกุม 1.นางสาวกบิษฎา ขอสงวนนามสกุล อายุ 40 ปี ที่อยู่ หมู่ 10 ต.เวียง อ.ฝาง จว.เชียงใหม่ 2.นางสาวกฤษณา ขอสงวนนามสกุล อายุ 31 ปี ที่อยู่ หมู่ 1 ต.ยุหว่า อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  ฐานความผิด : “ร่วมกันขายบุหรี่ไฟฟ้าโดยฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยของสินค้าและบริการ ที่ 24/2567 และร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้ โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิดตามมาตรา 242 พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560”
 
พร้อมของกลาง 1.บุหรี่ไฟฟ้าชนิดต่างๆ ​​จำนวน 36,555 ชิ้น (มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท) 2.คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ​จำนวน 2 ​ ชุด 3.โทรศัพท์มือถือ ​​จำนวน 2 ​เครื่อง 4.กล่องกระดาษสำหรับส่งพัสดุ ​กว่า ​2,000 กล่อง  5.เราเตอร์ไวไฟ ​​จำนวน ​1 ตัว

​ตามนโยบายของรัฐบาลโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ยกระดับเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็นวาระแห่งชาติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในทุกมิติ ซึ่งทั้งนี้ ตำรวจภูธรภาค 5 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด ให้ดำเนินการปราบปรามอย่างเข้มข้นในทุกมิติทันที ซึ่งในกรณีดังกล่าว ทางศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 5 (ศปอส.ภ.5) ร่วมกับ บก.สส.ภ.5 ทำการสืบสวนจนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลที่ลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ ชื่อ “vapehaus URL: https://vapehaus.net” โดยมีรูปแบบสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ แล้วจัดส่งทางขนส่งให้ถึงบ้าน จึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่ากลุ่มลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว มีที่ตั้งของการกระทำความผิดจำนวน 3 จุด ประกอบด้วย ในพื้นที่ อ.เมืองเชียงใหม่ 1 จุด พื้นที่ อ.หางดง จว.เชียงใหม่ จำนวน 2 จุด จึงได้รวบรวมข้อมูลการสืบสวนแล้วขออนุมัติศาลเพื่อทำการตรวจค้น

​ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ต.ค.2567 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้เข้าทำการตรวจค้นสถานที่ ซึ่งจัดให้เป็นที่ซุกซ่อนบุหรี่ไฟฟ้าและสถานที่แบ่งบรรจุเพื่อส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 3 จุด โดยเป็นการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมพร้อมกันดังนี้

จุดที่ 1 บริเวณหมู่บ้านกุลพันธ์วิลล์ 3 ต.แม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 546 ชิ้น จุดที่ 2 บริเวณหมู่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 10 ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 3,828 ชิ้น  จุดที่ 3 บริเวณหมู่บ้านสมหวัง ต.สันผักหวาน อ.หางดง จ.เชียงใหม่ พบของกลางบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 33,181 ชิ้น
(รวมพบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 36,555 ชิ้น) มูลค่าประมาณ 6,699,000 บาท

​จากการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ได้ให้การว่าทำหน้าที่เป็นพนักงานบรรจุบุหรี่ไฟฟ้าและจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ให้ลูกค้า โดยอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการทำงานและจัดส่งสินค้าในช่วงเช้า โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน เดือนละ 16,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางไลน์แอดซึ่งมี 3 ไลน์แอด มีสมาชิกรวมกว่า 18,000 คน จากการตรวจสอบระบบการซื้อขายพบมีเงินหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาท ต่อปี ทางชุดจับกุมอยู่ระหว่างขยายผลเส้นทางทางการเงิน ที่มาของบุหรี่ไฟฟ้า และผู้รับผลประโยชน์ตลอดถึงนายทุนที่อยู่เบื้องหลังการกระทำความผิดต่อไป
 

กองบัญชาการศึกษาเปิดเวทีเสวนา “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” จุดประกายความร่วมมือปกป้องเยาวชนไทย สร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืน

(6 พ.ย. 68) เวลา 09.00 น. ณ อาคารเรียน 8 ชั้น วิทยาลัยการตำรวจ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า กองบัญชาการศึกษาได้จัดเวทีเสวนา “ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ากับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนไทย” พร้อมแถลงผลกิจกรรมในโครงการ “ส่งเสริมความปลอดภัยในเด็กและเยาวชน: บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” โดยมี พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น., นำคณะครูตำรวจ (ครูแดร์) ในสังกัด บก.น.1-9 , สสส. และ ภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กและเยาวชนไทยห่างไกลจากภัยใกล้ตัว ให้ครูตำรวจได้มีสื่อในการสอนและประชาสัมพันธ์ให้แก่เด็กนักเรียน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่กำลังถูกคุมคามจากภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และเป็นการปลูกฝังวินัยจราจร การสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของนักเรียน ตลอดจนส่งเสริมให้ตำรวจเป็นแบบอย่างที่ดีแก่สังคมอย่างแท้จริง 

พร้อมนี้ พล.ต.ท.นิธิธรฯ ได้มอบรางวัลสถานศึกษาดีเด่นในการปกป้องคุ้มครองนักเรียนจากยาเสพติด ในพื้นที่ บก.น.1-9 จำนวน 9 โรงเรียน และ มอบโล่รางวัลดีเด่น ให้แก่โรงเรียนดังกล่าว 3 อันดับแรก ดังนี้
1. สถานศึกษาดีเด่น ได้แก่ โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ พื้นที่ บก.น.9
2. สถานศึกษาดีเยี่ยม ได้แก่ โรงเรียนวัดแสนสุข พื้นที่ บก.น.3 
3. สถานศึกษาดีมาก ได้แก่ โรงเรียนวัดหัวลำโพง พื้นที่ บก.น.6 

ทั้งนี้ การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้กำชับให้ข้าราชการตำรวจทั่วประเทศยึดมั่นความเป็น “แบบอย่างที่ดี” ทั้งในด้านพฤติกรรมและการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะในประเด็นที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เช่น การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นภัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและพฤติกรรมของเยาวชนไทยในปัจจุบัน

นอกจากนี้ โครงการ “บุหรี่ไฟฟ้าคือภัย หมวกนิรภัยคือทางรอด” ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยในสองมิติสำคัญ คือ สุขภาพและการใช้ชีวิตบนท้องถนน ผ่านกิจกรรมให้ความรู้ การสาธิต และการมีส่วนร่วมของนักเรียน นักศึกษา และครูตำรวจ โดยเน้นให้เยาวชนเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปลูกฝังวินัยการสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุจราจร ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ

ขณะเดียวกัน กองบัญชาการศึกษายังได้ดำเนินการ อบรมครูตำรวจและบุคลากรในสังกัด เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและกฎหมายจราจร พร้อมส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่จริง ถ่ายทอดสู่ชุมชน และร่วมกันสร้างวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยในทุกมิติ

ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปกป้องเยาวชน คือการปกป้องอนาคตของชาติ ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายและแบบอย่างของสังคม ต้องไม่เพียงจับกุมผู้กระทำผิด แต่ต้องสร้างความเข้าใจ ถ่ายทอดความรู้ และมีส่วนร่วมในการป้องกัน เพื่อให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างปลอดภัย แข็งแรง และมีคุณภาพ”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงมุ่งมั่น ขับเคลื่อนนโยบายการป้องกันและส่งเสริมความปลอดภัยในกลุ่มเด็กและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อสร้างสังคมปลอดภัย ปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่อนาคตที่มั่นคงของเยาวชนไทยและประเทศชาติ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top