Friday, 5 June 2026
น้ำท่วมสงขลา

ถึงเวลาแก้วิกฤตซ้ำซาก "เมื่อ 'กรุงเทพของภาคใต้' จมน้ำ น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่แค่ภัยพิบัติรายปี แต่คือวิกฤตเศรษฐกิจมูลค่านับแสนล้าน สั่นคลอนการค้าชายแดนและโลจิสติกส์ภาคใต้

หาดใหญ่ท่วม = สะเทือนเศรษฐกิจระดับ “หนึ่งจังหวัดใหญ่” ของทั้งภาคใต้

เวลาข่าวขึ้นว่า “น้ำท่วมหาดใหญ่” คนกรุงเทพฯ มักนึกถึงภาพเมืองท่องเที่ยวใต้น้ำ ร้านดังจม ศูนย์การค้าปิด แต่สำหรับคนทำธุรกิจ–ขนส่ง–ค้าชายแดน น้ำที่ท่วมหาดใหญ่ไม่ได้ท่วมแค่ “เมืองหนึ่งเมือง” แต่มันคือการสั่นสะเทือนหัวใจเศรษฐกิจระดับ “กรุงเทพของภาคใต้” ทั้งดวง

1. หาดใหญ่: เมืองเดียว แบกเศรษฐกิจทั้งจังหวัด

ถ้าดูตัวเลข “ทั้งจังหวัดสงขลา” ก่อน จะเห็นภาพชัดขึ้น
ปี 2565 ขนาดเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา (GPP) อยู่ราว ๆ 254,368 ล้านบาทต่อปี

ในเอกสารของหน่วยงานรัฐและงานวิชาการหลายชิ้น ระบุชัดว่า ศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลาไม่ใช่ “ตัวจังหวัดสงขลา” แต่คือ “เมืองหาดใหญ่” ที่เป็นทั้งเมืองการค้า ศูนย์กลางคมนาคม ศูนย์กลางการแพทย์ และเมืองการศึกษาที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้

พูดง่าย ๆ คือ เงินส่วนใหญ่ที่ทำให้ตัวเลข 2.5 แสนล้านบาทของสงขลา “ขยับขึ้น” มันหมุนอยู่ในโซนหาดใหญ่เป็นหลัก

หาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่เมืองท่องเที่ยว แต่คือ “เครื่องจักรทำเงิน” ให้กับทั้งจังหวัด และเชื่อมต่อเศรษฐกิจกับมาเลเซีย-ชายแดนใต้ ผ่านการค้าชายแดน ด่านสะเดา-ปาดังเบซาร์ สนามบินนานาชาติ และโครงข่ายรถไฟ-ถนนสายหลักของภาคใต้

2. ถ้าเทียบขนาดเศรษฐกิจ: หาดใหญ่ (สงขลา) vs จังหวัด “เพื่อนบ้านใหญ่” อย่างนครศรีฯ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าหาดใหญ่ “ใหญ่แค่ไหน” ในภาคใต้ ลองเทียบทั้งจังหวัดสงขลา กับจังหวัดใหญ่ที่ใกล้เคียงสุดด้านเศรษฐกิจ คือ นครศรีธรรมราช

สงขลา (ปี 2565): GPP ≈ 254,368 ล้านบาท

นครศรีธรรมราช (ปี 2566): GPP ≈ 194,669 ล้านบาท

หยิบมาเทียบกันตรง ๆ จะได้ประมาณว่า เศรษฐกิจทั้งจังหวัดสงขลา “ใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด” ราว 1.3 เท่า

และในเมื่อ “ตัวเร่งหลักของสงขลา” คือ หาดใหญ่ เวลาน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งใหญ่ มันจึงใกล้เคียงกับภาพประมาณว่า “เมืองเดียวสะดุด = เศรษฐกิจทั้งจังหวัดที่ใหญ่กว่าจังหวัดเพื่อนบ้านทั้งจังหวัด สะดุดตามไปด้วย”

ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เลยสำหรับโครงสร้างเศรษฐกิจภาคใต้

3. เมืองที่ไม่เคยหลับ: ทำไมหาดใหญ่ถูกเรียกว่า “กรุงเทพของภาคใต้”

คำว่า “กรุงเทพของภาคใต้” ไม่ได้เป็นแค่คำเปรียบเทียบเล่น ๆ แต่เป็นภาพจริงที่เห็นได้จากโครงสร้างเศรษฐกิจของเมืองนี้: เมืองการค้า-ค้าส่ง-ค้าปลีก: ศูนย์การค้า ตลาดกิมหยง ย่านการค้าถนนเสน่หานุสรณ์-ศรีภูวนารถ-ปุณณกันฑ์ ค้าส่งสินค้าไปทั้งภาคใต้ตอนล่าง และต่อไปถึงฝั่งมาเลเซีย

ศูนย์กลางการแพทย์และการศึกษา: โรงพยาบาลใหญ่ทั้งรัฐ-เอกชน มหาวิทยาลัยระดับภูมิภาค โรงเรียนชื่อดัง-โรงเรียนกวดวิชา ดึงกำลังซื้อจากทั้งชายแดนใต้ พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ขึ้นมารักษา/เรียนที่นี่

ชุมทางคมนาคม-การท่องเที่ยวข้ามแดน: จุดเชื่อมรถไฟ รถทัวร์ สนามบินหาดใหญ่ เป็นหลักไมล์สำคัญของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์ที่ขับรถเข้ามาเที่ยวไทย

เวลาเมืองแบบนี้ “ล้มทั้งระบบ” เพราะน้ำท่วม สิ่งที่สะเทือนตามมาไม่ใช่แค่ร้านอาหาร ร้านชาบู หรือห้างหนึ่งห้าง แต่คือการหยุดชะงักของการไหลของคนไข้ การเรียน-การสอบ การขนสินค้า และเงินท่องเที่ยวจากต่างชาติที่เลือกพักหาดใหญ่เป็น base

4. น้ำท่วมหาดใหญ่ = ความเสี่ยงเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ความเดือดร้อนชั่วคราว

ถ้ามองในมุมเศรษฐกิจมหภาค น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่ข่าวภัยพิบัติประจำฤดูฝน แต่คือ “stress test” ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยใน 4 มิติ:

1) ความเปราะบางของเมืองศูนย์กลาง (Hub Vulnerability): เราปล่อยให้เศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่างผูกอยู่กับ “เมืองเดียว” มากเกินไปหรือไม่ เมืองนี้มีระบบป้องกันน้ำท่วม-บริหารความเสี่ยงสมฐานะของมันแล้วจริงหรือยัง

2) ผลกระทบลูกโซ่ข้ามจังหวัด: เมื่อหาดใหญ่สะดุด สินค้าที่จะไปถึง พัทลุง สงขลาอื่น ๆ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ก็สะดุดตาม การไหลของคนไข้ นักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซียที่เข้าเมือง ก็ชะลอตัว

3) ความพร้อมในการ “กลับมาตั้งหลักเร็ว”: เมืองระดับนี้ควรมีแผนฟื้นตัวเร็วแค่ไหน? รัฐ–เอกชน–ท้องถิ่นมีแพ็กเกจช่วยผู้ประกอบการรายย่อย-ค้าปลีก-โลจิสติกส์ เหมือนเวลาเราพูดถึง “ช่วยห้างใหญ่ในกรุงเทพฯ” หรือเปล่า

4) การวางแผนระยะยาวในฐานะเมืองเศรษฐกิจภาคใต้: เมื่อรัฐกำลังวางแผน SEC / IMT-GT / มอเตอร์เวย์หาดใหญ่-สะเดา / แลนด์บริดจ์ ฯลฯ แต่ถ้าตัวเมืองหาดใหญ่เองยัง “จมน้ำง่าย” แบบนี้ ต่อให้โครงสร้างพื้นฐานครบแค่ไหน นักลงทุนก็ถามหาความเสี่ยงก่อนเหมือนกัน

5. ทำไมเราควรพูดถึง “น้ำท่วมหาดใหญ่” ในฐานะเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องสงสารคนใต้

เวลาภัยพิบัติเกิดขึ้น เรามักมองในมุม “ความเดือดร้อนประชาชน” เป็นหลัก ซึ่งถูกต้องและจำเป็น แต่สำหรับเมืองระดับหาดใหญ่ 

เราควรยกระดับคำถามขึ้นไปอีกขั้นว่า: แผนน้ำท่วม-ระบายน้ำ-ผังเมืองของหาดใหญ่ “สมฐานะเศรษฐกิจ” หรือยัง เมืองที่แบก GPP ระดับสองแสนกว่าล้านบาทของจังหวัด ควรมีระบบจัดการน้ำที่คิดไกลกว่าระดับ “รอประกาศสีธงเขียว-แดง” แค่ไม่กี่วันก่อนมวลน้ำมา

รัฐบาลกลางมองหาดใหญ่ในฐานะ “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ” ของประเทศหรือยัง ถ้าเรากล้าทุ่มเงินแสนล้านกับรถไฟฟ้า-ทางด่วน-แลนด์บริดจ์ การลงทุนป้องกันเมืองเศรษฐกิจภาคใต้จากน้ำท่วมซ้ำซาก ก็ควรอยู่ในระดับ “เมกะโปรเจกต์ด้านความมั่นคงเศรษฐกิจ” ไม่ใช่แค่โครงการชลประทานปกติ

เมื่อเศรษฐกิจสงขลาใหญ่กว่านครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด น้ำท่วมหาดใหญ่จึงไม่ได้กระทบแค่คนสงขลา การปล่อยให้ศูนย์กลางแบบนี้จมน้ำซ้ำ ๆ คือความเสี่ยงต่อทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจของภาคใต้.

6. บทสรุป: จาก “เมืองหนึ่งที่ท่วม” สู่ “ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เราต้องปกป้อง”

หาดใหญ่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เมืองในข่าวน้ำท่วม แต่คือเมืองที่ทำให้จังหวัดสงขลามีเศรษฐกิจใหญ่กว่าจังหวัดใหญ่ ๆ ข้างเคียงอย่างนครศรีธรรมราชทั้งจังหวัด เป็นศูนย์กลางการค้า-แพทย์-การศึกษา-คมนาคมของทั้งภาคใต้ตอนล่าง และเป็นหน้าตาของไทยในสายตานักท่องเที่ยวมาเลเซีย-สิงคโปร์จำนวนมหาศาลทุกปี

“น้ำไม่ท่วมครับ” สู่ภาพหาดใหญ่จมบาดาล ระบบเตือนภัยพ่ายให้กับความมั่นใจผิด ๆ นี่จึงไม่ใช่แค่น้ำท่วมใหญ่สุดในรอบ 25 ปี แต่คือการเตือนภัยที่ผิดจังหวะทั้งระบบ พังทั้งกระดาน

ประเด็นบทความน้ำท่วมหาดใหญ่ 
1) จาก “น้ำไม่ท่วมนะครับ” สู่เมืองจมทั้งเมือง
แกน: ความล้มเหลวด้านการสื่อสารในยามวิกฤต
• ผู้นำท้องถิ่นยืนยัน “รับรองว่า 3-4 วันนี้ น้ำไม่ท่วมแน่นอน… ให้มั่นใจนะครับ” โพสต์ 20 พ.ย.
• แค่ 4-5 วันถัดมา หาดใหญ่ท่วมหนักสุดในประวัติการณ์ ชาวบ้านติดชั้น 2 ต้องโบกมือขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์
• ตั้งคำถามว่า “คำพูดของผู้นำ” ในยุคภัยพิบัติถี่แบบนี้ ต้องรับผิดชอบถึงระดับไหน

2) ธงเขียว-ธงแดง กับชีวิตคนทั้งเมือง
แกน: การประเมินสถานการณ์ผิดของศูนย์บัญชาการ
• รายงานข่าวชี้ว่า 48 ชม. ก่อนน้ำทะลัก นายกฯ ในฐานะ ผอ.ศูนย์อุทกภัยยังยก “ธงเขียว” ก่อนจะต้องเปลี่ยนเป็น “ธงแดง” ในเวลาสั้น ๆ ซึ่งไม่ทันมวลน้ำ
• วิเคราะห์ว่า “สายเกินไป” แค่ไหนสำหรับการอพยพ
• ถกมาตรฐานการประกาศเตือนภัยในเมืองใหญ่ของไทย ว่าจริง ๆ ควรทริกเกอร์ตั้งแต่ระดับไหน

3) หาดใหญ่ 68: เมืองใหญ่ที่แพ้ทั้งฝนและคำพูดของตัวเอง
แกน: เปรียบเทียบ “ระบบป้องกันน้ำท่วม” vs “ระบบป้องกันความเสียหายจากคำพูดผู้นำ”
• หลายสำนักวิเคราะห์ว่า ปี 68 ปริมาณน้ำเกินศักยภาพ “แก้มลิง” และระบบระบายน้ำเดิมอยู่แล้ว
• แต่ความเสียหายส่วนหนึ่ง “ทวีคูณ” เพราะคนเชื่อว่ารอบนี้ “ไม่ท่วมแน่”
• เสนอว่าต่อให้โครงสร้างพื้นฐานแพ้ฝน แต่อย่าให้ “โครงสร้างการสื่อสาร” แพ้ไปด้วย

ชงกฎอัยการศึกระเบิด ‘ถนนลพบุรีราเมศวร์’ เปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลา คำถามคือใครจะรับผิดชอบ?? ถ้าอีกฟากต้องกลายเป็นเมืองใต้คลื่น

ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์: ทางรอดหาดใหญ่ หรือกับดักฆ่าคนปลายน้ำ?

ในวันที่หาดใหญ่กลายเป็น “เมืองในอ่าง” น้ำสูงหลายเมตร ผู้คนหนีน้ำขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง บางบ้านต้องปีนขึ้นหลังคารอเรือทหาร หลายคนไม่ได้ถกกันแค่ว่า “ทำไมน้ำถึงท่วม” อีกต่อไป แต่เริ่มถามคำถามที่แรงกว่านั้นว่า 

“เราจะเอาชีวิตคนหาดใหญ่นับแสน มาแลกกับถนนเส้นหนึ่งหรือเปล่า?” 

และเมื่อคำตอบจากฝ่ายหนึ่งคือ “ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์” เพื่อเปิดทางระบายน้ำลงทะเลสาบสงขลาให้เร็วที่สุด ข้อเสนอที่เคยมีแค่ในหนังสงคราม ก็ถูกโยนขึ้นกลางวงการเมือง–วิศวกรรมไทยจริง ๆ 

แต่ในอีกฟาก น้ำเสียงของคนตำบลคูเต่า ปลายน้ำของสายน้ำเดียวกัน กลับตะโกนสวนขึ้นมาว่า 
“นี่มันไม่ใช่การช่วยชีวิตคนหาดใหญ่ แต่มันคือการ “ฆ่าคนปลายน้ำ” นับหมื่นต่างหาก” 

บทความนี้ไม่ได้จะตอบแทนวิศวกรหรือนักการเมือง แต่จะชวนผู้อ่าน TST มองให้ครบทั้งลุ่มน้ำ ว่าภายใต้ดราม่า “ระเบิดถนน” จริง ๆ แล้วเราเถียงกันเรื่องอะไรแน่

ถนนที่กลายเป็นเขื่อน: ลพบุรีราเมศวร์ในสายตานักวิชาการ

ถนนลพบุรีราเมศวร์ เดิมคือถนนสายหลักเชื่อมเมืองหาดใหญ่กับสงขลา แต่ในสายตาของวิศวกรหลายคน วันนี้มันไม่ได้เป็นแค่ “ถนน” อีกแล้ว 

มันคือ “กำแพงคอนกรีต” ที่พาดขวางเส้นทางน้ำจากแอ่งหาดใหญ่ ไปสู่ทะเลสาบสงขลา 

นักวิชาการอย่าง ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ จากนิด้า อธิบายว่า หาดใหญ่เป็นเมืองใน “แอ่งกระทะ” น้ำจากรอบภูเขาไหลลงมารวมกัน ถ้าไม่เปิดทางออก น้ำที่ท่วมสูง 2-3 เมตรในเมือง ก็แทบไม่มีทางลดลงทันทีทันใด เขาจึงเสนอให้ 

“ระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ ตรงใกล้มัสยิดกลาง” เพื่อเปิดช่องให้น้ำทะลักจากหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลา ช่วยชีวิตคนหาดใหญ่นับแสนคน 

ข้อเสนอนี้ไม่ได้หยุดแค่เชิงวิศวกรรม แต่ลากไปถึงเชิงกฎหมายด้วย ดร.อานนท์เสนอให้ประกาศ กฎอัยการศึกในจังหวัดสงขลา เพื่อให้ทหารมีอำนาจระเบิดถนนได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนราชการยืดเยื้อ 

สำหรับฝ่ายสนับสนุน นี่คือ “ความกล้า” ที่จะเลือกชีวิตคน มากกว่าทางลาดคอนกรีตสักเส้นเดียว 
แต่สำหรับคนที่อยู่ปลายน้ำ นี่คือ “การประกาศตัดสินชีวิตคนอีกหลายหมื่น” โดยที่ตัวเขาแทบไม่มีเสียงอะไรในโต๊ะเจรจาเลย

เรื่องเล่าจากรัชกาลที่ 9: บทเรียนเก่า ที่ถูกเอามาใช้ใหม่

อีกด้านหนึ่งของข้อเสนอ “ขุดถนน-ระเบิดถนน” คือ narrative ที่ทรงพลังมากในสังคมไทย: 
“ครั้งหนึ่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริให้ ขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ เพื่อช่วยเมืองหาดใหญ่พ้นน้ำท่วม”

ในโพสต์วิเคราะห์ของนักวิชาการและเพจการเมืองบางแห่ง ระบุว่า พระองค์เคยทรงชี้ให้เห็นว่า ถนนลพบุรีราเมศวร์ถูกสร้าง “ขวางทางน้ำ” ประหนึ่งกำแพงยักษ์กั้นการไหลของน้ำสู่ทะเลสาบสงขลา ท่อระบายน้ำก็เล็กและน้อยเกิน จึงทรงมีพระราชดำริให้ “ขุดถนน” เปิดทางน้ำในครั้งน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน 

คำเล่านี้ถูกหยิบกลับมาใช้อีกครั้งในปีนี้ เพื่อสนับสนุนข้อเสนอ “ระเบิดถนน” ว่า 
“นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือบทเรียนที่เราเคยใช้แล้ว… และได้ผล” 

อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีเอกสารราชการ-รายงานทางวิศวกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เคยมีการขุดถนนลพบุรีราเมศวร์ตามพระราชดำริ เมื่อปีใด อย่างไร 

สิ่งที่เรามี คือ “คำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา” จากคนในวงการสื่อ-นักวิชาการ 

คำถามสำคัญสำหรับสังคมไม่ใช่ว่าเรื่องเล่านี้ “จริงหรือไม่จริง 100%” แต่อยู่ที่ว่า เวลาหยิบ “พระราชดำริในอดีต” มาอ้างเพื่อสนับสนุนมาตรการรุนแรงในปัจจุบัน เรามีหลักฐาน–มีกรอบคิดรอบด้านมากพอหรือยัง 

เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30-40 ปีก่อน จำนวนประชากรเปลี่ยน ผังเมืองเปลี่ยน เมืองขยาย พื้นที่ปลายน้ำอย่าง “คูเต่า” ก็หนาแน่นขึ้นมาก

เสียงจากคูเต่า: อย่าช่วยหาดใหญ่ด้วยการฆ่าคนปลายน้ำ

ในขณะที่โลกโซเชียลบางมุมปรบมือให้ข้อเสนอ “ระเบิดถนน” คนอีกกลุ่มกลับรู้สึกเหมือนตัวเองถูกประกาศเป็น “เมืองสละชีพ” แบบไม่ได้สมัครใจ 

นายสามารถ สาเร็ม ชาวบ้านคูเต่าโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงสื่อและผู้มีอำนาจ ว่า การระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลา โดยไม่พูดถึงการอพยพคนปลายน้ำให้ปลอดภัยก่อนนั้น 

“คือการฆ่าคนปลายน้ำนับหมื่นคน” 

เขาชี้ว่า ตำบลคูเต่า และพื้นที่ใกล้เคียง จมน้ำอยู่แล้ว จากน้ำที่มาจากอีกทิศ การเปิดทางให้น้ำจากหาดใหญ่ทะลักลงมาพรวดเดียว จะซ้ำเติมชุมชนที่กำลังยืนอยู่ในน้ำ ให้กลายเป็น “คนที่อาจยืนไม่ไหว” 
เขาเสนอ “เงื่อนไขขั้นต่ำ” ว่า 

1. ถ้าจะระเบิดถนนจริง ๆ ต้องจัดการ อพยพคนปลายน้ำทั้งหมด ออกมาก่อน 

2. และต้องไม่ลืมแก้ปัญหาใหญ่ที่ “ปากทะเลสาบสงขลา” อย่างกรณีเขื่อนโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่ศาลมีคำสั่งให้รื้อ แต่การรื้อถอนยังคาราคาซังมาเป็นสิบปี เพราะนั่นต่างหากคือ “ประตูออกสู่ทะเล” ตัวจริงของน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำนี้ 

เสียงของคูเต่าทำให้คำถามเรื่อง “ระเบิดถนน” ไม่ใช่แค่ดีเบตทางเทคนิคอีกต่อไป แต่มันคือคำถามด้านคุณค่าพื้นฐานของสังคมไทยว่า 

เราจะยอมรับ “การช่วยเมืองหนึ่ง ด้วยการผลักภัยไปให้เมืองอีกแห่ง” ได้จริงหรือ? 

ติดกับดัก “คิดแบบถนน” แทนที่จะ “คิดแบบลุ่มน้ำ”

ดราม่าระเบิดถนนลพบุรีราเมศวร์ สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่าถนนเส้นเดียว คือ 

1. เรามองเมือง-ถนน-โครงการพัฒนา แบบแยกชิ้น ไม่ใช่ทั้งลุ่มน้ำ 
- ถนนสร้างก่อน 
- ระบบระบายน้ำค่อยมาเติมทีหลัง 
- พอเกิดปัญหา ก็แก้แบบจุด ๆ ด้วยการ “ตัด/ขุด/ระเบิด” ตรงไหนสักที่ แทนที่จะออกแบบทั้งระบบตั้งแต่ต้น ว่าเมื่อมีถนน ก็ต้องมีพื้นที่ให้น้ำเดิน 

2. เรายังติดกับดัก “คิดแบบอำเภอ–จังหวัด” แทนที่จะคิดแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” 
- หาดใหญ่เจอน้ำท่วม = หาดใหญ่ต้องรอดก่อน 
- ส่วนคูเต่าหรือชุมชนริมทะเลสาบสงขลา เป็นเรื่อง “คนละอำเภอ” 
แต่สำหรับน้ำ มันไม่มีเส้นแบ่งเขตอำเภอ–ตำบล มีแต่ เส้นทางจากภูเขา ลงคลอง ผ่านเมือง ลงทะเลสาบ แล้วออกสู่ทะเล เท่านั้น 

เมื่อเราออกแบบโครงสร้างพื้นฐานจากมุมของ “เมือง” มากกว่ามุมของ “ลุ่มน้ำ” จึงไม่แปลกที่ถนนเส้นหนึ่ง จะกลายเป็นเขื่อนขวางน้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ และเมื่อถึงวันหนึ่งที่น้ำทะลัก เราก็ต้องมานั่งทะเลาะกันว่า จะ “รักษาถนน” หรือ “เปิดทางให้น้ำ” กันแน่ 

บทเรียนที่หาดใหญ่… แต่ไม่ควรจำแค่หาดใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับลพบุรีราเมศวร์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของภาคใต้ แต่คือภาพซ้ำของเมืองไทยทั้งประเทศ 
- เราสร้างถนนยกคันสูง 
- เราถมที่ลุ่ม สร้างหมู่บ้าน 
- เราอนุมัติโครงการท่าเรือน้ำลึก-เขื่อน-คันกั้นน้ำ โดยไม่กล้าแตะผลประโยชน์ที่ปลายทาง 
- แล้วทุกครั้งที่น้ำท่วม เราก็ กลับมาถกกันใหม่ ว่าจะ “ระเบิดอะไรดี” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

คำถามสำหรับคนทำงานท้องถิ่น-ส่วนกลาง และประชาชนอย่างพวกเราคือ 

1. เราจะยอมให้คนที่อยู่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ต้องมาเลือกกันเองว่าใครควรจมน้ำก่อนหรือ? 

2. เราจะกล้าเปิดเอกสารทั้งหมด ทั้งการออกแบบถนนลพบุรีราเมศวร์ โครงการท่าเรือน้ำลึก ปากทะเลสาบสงขลา ให้ประชาชนเห็นภาพทั้งระบบหรือไม่? 

3. เราจะยอมรับได้ไหมว่า บางที “ถนนที่เราเคยภูมิใจ” อาจต้องถูกรื้อ-ปรับ-ยกระดับใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความจริงของภูมิประเทศ และ Climate Crisis ที่รุนแรงขึ้นทุกปี 

แกะรอย 7 ท่า 'การตลาดการเมือง' ในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ จาก 'เอาอยู่' สู่ 'ลุยน้ำโชว์แจกถุงยังชีพ'

คนไทยต้องรู้ทัน 'หน้าที่รัฐ' กับ 'สินทรัพย์หาเสียง'

วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ครั้งนี้ ไม่ได้ทดสอบแค่ “คันกั้นน้ำ-เครื่องสูบน้ำ”

แต่มันทดสอบไปถึง “การตลาดทางการเมือง” ของนักการเมืองทุกระดับ-ตั้งแต่นายกเทศมนตรี, ผู้ว่าฯ, ส.ส., รัฐมนตรี จนถึงนายกรัฐมนตรี

รายงานจากหน่วยงานรัฐและสื่อต่างประเทศระบุว่า ภาคใต้กำลังเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ประชาชนกว่า 2.7 ล้านคนใน 12 จังหวัดได้รับผลกระทบ มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ราย โดยสงขลาและอำเภอหาดใหญ่เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่หนักที่สุด มีทั้งบ้านเรือน ถนน และโรงพยาบาลที่ต้องอพยพผู้ป่วยออกทางเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางมวลน้ำ “ระดับประวัติการณ์”
.
ท่ามกลางวิกฤตจริง ชีวิตจริง ความลำบากจริง – เราเห็น “ภาพ” ของนักการเมืองเต็มหน้าฟีด

คำถามคือ: อะไรคือ “หน้าที่ปกติของรัฐ”
อะไรคือ “การตลาดทางการเมือง”
และคนไทยควร “รู้ทัน” ตรงไหนบ้าง?

บทความนี้ชวนผู้อ่าน TST แกะทีละท่า ว่าในวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ เรากำลังเห็น “7 ท่าการตลาดการเมือง” ที่จะใช้ซ้ำอีกทุกครั้งที่ประเทศเจอภัยพิบัติ

ท่าที่ 1: พูดเอามัน “เอาอยู่ / น้ำไม่ท่วมแน่นอน”

ก่อนที่น้ำจะไหลทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่หลายวัน เพจทางการของเทศบาลนครหาดใหญ่และตัวผู้นำท้องถิ่นได้สื่อสารให้ความมั่นใจประชาชนอย่างต่อเนื่อง ว่าได้เฝ้าระวังสถานการณ์ ระดับน้ำในคลองยังควบคุมได้ พร้อมภาพลงตรวจสถานีสูบน้ำ จุดเสี่ยงต่าง ๆ

ท่าที่เราเห็นบ่อยในการเมืองไทยคือ
การให้ “คำมั่นระดับสูงมาก” ว่า

“เอาอยู่”
“ไม่น่าท่วม”
“ไม่หนักอย่างที่กังวล”

ซึ่งในภาวะปกติ ประชาชนอาจฟังแล้วสบายใจ
แต่ในภาวะวิกฤต คำมั่นแบบนี้กลายเป็น “ดาบสองคม” ทันที

เพราะถ้าวันหนึ่งสถานการณ์หนักกว่าที่ประเมินไว้จริง ๆ
คำพูดเก่า จะถูกลากกลับมาฆ่า “ความน่าเชื่อถือ” ของผู้นำทางการเมืองแบบไม่เหลือชิ้นดี

ท่านักการเมือง = “ท่าขายความมั่นใจล่วงหน้า”
เป้าหมาย = ลดความกลัว / คุมกระแส / ทำให้ดูคุมเกมได้
ความเสี่ยง = ทำให้คนตัดสินใจช้า หนีไม่ทัน และรู้สึก “ถูกหลอก” หลังน้ำมา

คนไทยควรรู้ทันอะไร?

ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “เอาอยู่แน่นอน / ไม่ท่วมแน่นอน”
ให้ถามในใจ 3 ข้อ

1. มีข้อมูลตัวเลข น้ำฝน-ระดับน้ำ-ระบบเตือนภัย รองรับคำพูดไหม?
2. ผู้นำอธิบาย “แผนกรณีเลวร้ายสุด” หรือพูดแต่ “กรณีสวยสุด”?
3. เราสามารถเช็กข้อมูลจากกรมอุตุ กรมชลฯ ได้เอง หรือถูกบังคับให้ “เชื่อปากนักการเมือง” อย่างเดียว?

ท่าที่ 2: ลงลุยน้ำโชว์-เมื่อภาพ “ฮีโร่” สำคัญไม่แพ้ระบบ

เมื่อมวลน้ำทะลักเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ถนนสายหลักกลายเป็นคลอง รถยนต์จมครึ่งคัน หลายชุมชนติดค้างในบ้านและตึกสูง น้ำเข้าถึงพื้นที่โรงพยาบาลจนต้องอพยพผู้ป่วยผ่านเรือและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ

เราจึงเริ่มเห็นภาพคุ้นตา:

- นักการเมืองใส่รองเท้าบูท ลุยน้ำเข่า
- ยืนบนเรือ แจกข้าวกล่อง–น้ำดื่ม
- กอดเด็ก–ประคองคนแก่ลงเรือ
- กล้องหลายตัวร้อมล้อม ช่างภาพหลายมุม

นี่คือ “Hero Shot”
ภาพเดียวที่ทำงานทางการเมืองไปได้อีกหลายเดือน

ภาพนี้ไม่ใช่แค่การช่วยเหลือ
แต่มันคือ “สินทรัพย์การตลาดทางการเมือง” ชนิดหนึ่ง

คำถามสำคัญคือ
เรากำลังเห็น “การจัดการระบบช่วยเหลือ”
หรือแค่เห็น “การจัดฉากให้คนคนเดียวดูเป็นฮีโร่”?

รู้ทันท่านี้ได้ยังไง?

ดู 4 อย่างนี้ให้ครบ ไม่ใช่ดูแค่ภาพเดียว

1. ในภาพมี “ทีม-ระบบ” หรือมีแต่ “นักการเมืองเด่นอยู่คนเดียว”
2. โพสต์มีข้อมูลไหม เช่น ช่วยกี่ครอบครัว เขตไหนต่อเขตไหน ไม่ใช่มีแต่คำชมตัวเอง
3. เขากลับมาซ้ำในพื้นที่เดิมไหม หรือมาแค่ครั้งเดียวตอนมีกล้อง
4. หลังน้ำลด ยังเห็นคนเดิมพูดเรื่องฟื้นฟูต่อเนื่องไหม หรือหายไปเหมือนโฆษณา 30 วินาที

ท่าที่ 3: ถุงยังชีพติดหน้า-ติดชื่อ-“Soft Vote Buying 2.0”

ทันทีที่น้ำท่วม เราเห็นของช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าพื้นที่:

- ถุงยังชีพ
- ข้าวกล่อง
- น้ำดื่ม
- ผ้าห่ม-เสื้อผ้า

ซึ่งทั้งหมดนี้ จำเป็นและสำคัญมาก
ปัญหาอยู่ที่… “โลโก้กับชื่อบนถุง”

เราเริ่มเห็นรูปแบบเดิมซ้ำทุกวิกฤต:

- ถุงยังชีพที่โลโก้พรรคใหญ่กว่าชื่อหน่วยงานรัฐ
- น้ำดื่มที่ติดสติ๊กเกอร์ชื่อ-หน้าผู้สมัคร
- ป้ายด้านหลังใหญ่จนแทบไม่เห็นผู้ประสบภัย

ในมุมการตลาด นี่คือ

“การสร้างแบรนด์นักการเมืองในช่วงที่คนอ่อนไหวที่สุด”

ช่วงที่คนไม่มีอะไรจะกิน ไม่มีไฟ ไม่มีน้ำสะอาด
ชื่อใครก็ตามที่โผล่มาพร้อมของ-จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำลึกมาก

แล้วคนไทยควรแยกยังไง?

1. ถามให้ชัดว่า “ของชุดนี้ ใช้งบอะไร?”
- ถ้างบหลวง-งบหน่วยงานรัฐ → ทำไมชื่อคนใหญ่กว่าชื่อหน่วยงาน?

2. จำให้ขึ้นใจว่า
- ความช่วยเหลือพื้นฐาน = หน้าที่
- ไม่ใช่ “บุญคุณส่วนตัว” ที่ต้องตอบแทนด้วยคะแนนเสียง

ท่าที่ 4: โทษฟ้า-โทษฝน “ครั้งประวัติการณ์” เพื่อเบี่ยงจากคำถามเรื่องระบบ

รายงานจากกรมอุตุฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบอกตรงกันว่า
มวลฝนที่เทใส่ภาคใต้รอบนี้อยู่ในระดับ “รุนแรงผิดปกติ”

หลายสำนักข่าวระบุว่าเป็นหนึ่งในเหตุน้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดของหาดใหญ่ในรอบหลายสิบปี ระดับน้ำสูงและนานกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา จนทางการต้องประกาศเขตภัยพิบัติและเตือนภัยต่อเนื่อง

ในเชิงข้อเท็จจริง
ใช่ - ฝนตกหนักจริง
ใช่ - มวลน้ำเร็วและแรงจริง

แต่ในเชิงการตลาดการเมือง
“คำอธิบายว่ามันประวัติการณ์” มักถูกใช้เป็น เกราะกำบัง ด้วย

ท่าที่ใช้บ่อย: “เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เคยเกิดในรอบ xx ปี”
แปลไทยเป็นไทย = “มันแรงเกินกว่าที่ใครจะรับมือไหวอยู่แล้ว”

ข้อดีต่อรัฐ:
ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าปัญหาส่วนใหญ่มาจากธรรมชาติ

ข้อเสียต่อสังคม:
เรามักเลิกตั้งคำถามเรื่อง

- ผังเมืองระบายน้ำถูกหรือไม่
- ถนน–ทางรถไฟ–โครงการใหญ่ไปขวางทางน้ำหรือเปล่า
- ระบบเตือนภัยทำงานทันไหม
- มีการซ้อมอพยพล่วงหน้าหรือไม่

รู้ทันท่านี้ยังไง?

ต่อให้ฝนประวัติการณ์
เราก็ควรถามผู้นำว่า

1. ถ้าย้อนกลับไป 5-10 ปี เคยเตือนเรื่องปรับปรุงระบบระบายน้ำไหม?
2. ก่อนเกิดเหตุ 3-5 วัน มีการสื่อสารเตือนอพยพแบบจริงจังหรือยัง?
3. หลังเหตุแล้ว มี “แพ็กเกจยกเครื่องระบบ” หรือแค่เล่าซ้ำว่ามันแรงแค่ไหน?

ท่าที่ 5: ขบวนเรือรบ-ฮ.-กองทัพลงเมือง-“Spectacle Politics”

ในระดับชาติ เราเห็นรัฐบาลประกาศสถานการณ์ร้ายแรงในภาคใต้

ส่งทั้งเรือหลวง, เฮลิคอปเตอร์, หน่วยกู้ภัย, ทีมแพทย์, ครัวสนาม ลงพื้นที่ช่วยเหลือ จำนวนภาพขบวนรถ เครื่องบิน ลำเลียงของเต็มจอข่าวทั้งวัน

ในทางความช่วยเหลือ
นี่คือสิ่งที่รัฐ “ต้องทำ”
และ เป็นเรื่องดีมาก ที่ทำเร็วและถึง

แต่ในทางการเมือง
นี่คือ “ภาพการแสดงพลังรัฐ” ที่สำคัญไม่แพ้กัน

ภาพขบวนเรือรบ-ฮ.-รถทหาร
= ภาพ “ผู้นำที่ควบคุมกลไกรัฐได้”
= ภาพ “รัฐบาลนี้เอาจริง”

สิ่งที่ถูกกลบไปโดยไม่รู้ตัวคือคำถามว่า

- ก่อนเกิดเหตุ มีการลงทุนระบบป้องกันมากพอไหม?
- แผนแม่บทน้ำท่วม-ผังเมือง-ทางระบายน้ำ ทำถึงไหนแล้ว?
- งบป้องกันน้ำท่วมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ใช้ไปกับอะไร?

มองท่านี้ให้ทะลุ

เวลามองภาพเฮลิคอปเตอร์-เรือหลวง-คอนวอยรถ
ให้มองสองชั้น

- ชั้นที่ 1: ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานด่านหน้า (สิ่งนี้ต้องให้เครดิตเต็มที่)
- ชั้นที่ 2: ถามผู้นำการเมืองว่า “ครั้งหน้าเราจะไม่ต้องใช้ฉากใหญ่แบบนี้ซ้ำอีกได้ยังไง?”

ท่าที่ 6: วอร์รูม-ไลฟ์สด-กราฟิกสวย แต่เนื้อหาบาง

อีกท่าที่เห็นชัดในการบริหารวิกฤตยุคมือถือ คือ

- การตั้ง “วอร์รูม”
- ไลฟ์สดอัปเดตสถานการณ์น้ำ
- ทำกราฟิกสวย ๆ เรื่องระดับน้ำ จุดเสี่ยง ถนนปิด-เปิด

ฝั่งสถาบันวิชาการอย่างจุฬาฯ ใช้ “ดิจิทัลวอร์รูม” เพื่อช่วยเก็บข้อมูลพื้นที่จริง สื่อสารเส้นทางปลอดภัย รับแจ้งขอความช่วยเหลือ และประสานทรัพยากรไปยังผู้ประสบภัยในหาดใหญ่และภาคใต้แบบเรียลไทม์ อันนี้คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “จัดการข้อมูล-ช่วยชีวิต” จริง ๆ

แต่ในฝั่งการเมือง
เราเริ่มเห็นรูปแบบ “วอร์รูมที่เน้นภาพมากกว่าข้อมูล” เช่น

- ภาพโต๊ะยาว ๆ มีจอมอนิเตอร์เรียงเต็ม
- ผู้นำเดินชี้จอ ประชุมหน้ากล้อง
- แต่ข้อมูลที่ประชาชนเอาไปใช้จริงมีน้อยมาก

รู้ทันท่านี้ยังไง?
ถามตัวเองง่าย ๆ หลังดูไลฟ์หรือโพสต์จบว่า

“ได้ข้อมูลที่เอาไปใช้ตัดสินใจจริง ๆ แค่ไหน?”

ถ้าเนื้อหามีแค่

- การให้กำลังใจ
- การเล่าภาพรวมแบบกว้างมาก
- การย้ำว่าทุกหน่วยงานทำเต็มที่

แต่ไม่มี

- ระดับน้ำแบบตัวเลข
- พื้นที่เสี่ยงเฉพาะจุด
- เส้นทางอพยพ–เส้นทางที่ควรเลี่ยง
- ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน

วอร์รูมนั้นกำลังทำงานเป็น “สตูดิโอ PR ทางการเมือง” มากกว่าศูนย์ข้อมูลประชาชน

ท่าที่ 7: หายตัวหลังน้ำลด - การเมืองแบบโฆษณา 30 วินาที

ท่าสุดท้ายที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด
แต่ก็ลืมเร็วที่สุดเหมือนกัน คือ

“พอน้ำลด-นักการเมืองก็ลดบทบาท หายไปพร้อมกัน”

หลังน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป 1-3 เดือน
เรามักไม่ค่อยเห็น

- รายงานความคืบหน้าโครงการแก้น้ำท่วม
- การปรับปรุงทางระบายน้ำ-คลอง-ท่อ
- การปรับผังเมืองที่ขวางทางน้ำ
- การประชุมฟังเสียงประชาชนเพื่อเอาบทเรียนมาปรับแผนระยะยาว

ทั้งที่ในทางนโยบาย
“งานจริง” เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ควรเริ่มหลังน้ำลดทันที

ท่านี้คืออะไร?

“การตลาดการเมืองแบบสปอตโฆษณา 30 วินาที”
โผล่มาเฉพาะตอนฟีดสนใจ แล้วหายไปตอนต้องทำงานยาว ๆ

รู้ทันท่านี้ยังไง?

เวลาจะเลือกนักการเมืองครั้งต่อไปในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
อย่าดูแค่รูปตอนน้ำมา
แต่ต้องถามตัวเองว่า

- ครั้งก่อนน้ำท่วม เขาเคยเสนอ-ผลักดันอะไรจริงจังไหม?
- มีการติดตามผลแผนงานปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานไหม?
- เคยเห็นเขากลับมาพูดเรื่องน้ำท่วม “ตอนที่ไม่มีสื่อสนใจแล้ว” หรือไม่?

สรุป: จาก “ผู้ชมโฆษณา” สู่ “ผู้ตรวจการเมือง”

วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ครั้งนี้ทำให้เราเห็นชัดว่า
ทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองในภาวะวิกฤต มีมิติการตลาดทางการเมืองซ้อนอยู่เสมอ

- การให้ความมั่นใจเกินจริง
- การลงพื้นที่โชว์ภาพฮีโร่
- การติดชื่อ-โลโก้บนของช่วยเหลือ
- การโทษธรรมชาติเพื่อเบี่ยงจากปัญหาโครงสร้าง
- การโชว์ขบวนกองทัพ-เรือรบ-ฮ.
- การตั้งวอร์รูม-ไลฟ์สดแบบเน้นภาพ
- การหายตัวหลังน้ำลด

ทั้งหมดนี้คือ “7 ท่า” ที่จะถูกใช้ซ้ำ
ไม่ใช่แค่ที่หาดใหญ่ แต่แทบทุกจังหวัดที่มีวิกฤตใหญ่ในอนาคต

หน้าที่ของประชาชนจึงไม่ใช่แค่
“กดไลก์ให้คนที่ลงน้ำช่วยเรา”
แต่คือ “มองให้ทะลุว่าอะไรคือหน้าที่-อะไรคือการตลาด”

เพราะในวันที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องถี่ขึ้นจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว
เราไม่สามารถพึ่ง “การตลาดทางการเมือง” ให้พาเราออกจากวิกฤตได้
เราจำเป็นต้องมี “การเมืองที่กล้ายอมรับความจริง–กล้าแก้โครงสร้าง”
และต้องมีประชาชนที่ “ตาสว่าง” พอจะไม่หลงเชื่อเพียงเพราะภาพสวยในวันที่น้ำท่วมถึงอก

สุดท้ายแล้ว น้ำอาจจะลด
แต่คำถามที่คนหาดใหญ่และคนไทยทั้งประเทศควรถามต่อคือ:

“ครั้งหน้า… เราจะปล่อยให้การตลาดนำหน้าความจริงอีกหรือเปล่า?”

ทรรศนะ ‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้น้ำท่วมหาดใหญ่ หนักสุดในรอบ 25 ปี เกิดเพราะรัฐไม่ใช้กฎหมาย ถึงเวลาปฏิรูปอำนาจจัดการน้ำทันที

(27 พ.ย. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟสบุ๊กแสดงความเห็นว่า “ในฐานะนักกฎหมายและผู้ที่ติดตามปัญหาน้ำท่วมมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีสภาพทางภูมิศาสตร์หลายส่วนคล้ายคลึงกับเมืองหาดใหญ่ ผมขอยืนยันได้ประการหนึ่งว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่ภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงกฎหมายและโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ถูกปล่อยปละละเลย จนเรื้อรังซ้ำซากมานานกว่าสามทศวรรษ 

สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ไม่ได้มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 อย่างครบวงจร กล่าวคือ แม้กฎหมายให้อำนาจรัฐจัดทำ ‘แผนจัดการน้ำลุ่มน้ำภาคใต้’ อย่างเป็นระบบ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการกำหนดเขตห้ามรุกล้ำทางน้ำ และเขตซับน้ำตามธรรมชาติ อย่างชัดเจน ทำให้พื้นที่รับน้ำรอบคลองอู่ตะเภาถูกรุกล้ำเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก จนระบบระบายน้ำที่ควรทำงานได้ กลับถูกบีบให้แคบลง  เรื่อย ๆ 

สาเหตุถัดมาคือ กลไกการบริหารน้ำข้ามหน่วยงานที่ไร้เอกภาพ ระหว่าง อบจ. สงขลา เทศบาลนครหาดใหญ่ ชลประทาน และป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ทั้งที่กฎหมายให้อำนาจตั้ง ‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ เพื่อทำหน้าที่บังคับบัญชาแบบศูนย์เดียว (single command) แต่กลับกลายเป็นเพียงเวทีหารือ ไม่ใช่เวทีสั่งการ

'บิ๊กอรรถ' รอง จเร ตร. ลงพื้นที่สงขลา ติดตามการยืนยันอัตลักษณ์เหยื่อน้ำท่วม ระดมแพทย์นิติเวช - ตู้คอนเทนเนอร์เก็บศพเพิ่ม คาด 2 วัน ทยอยคืนร่างสู่ญาติโดยเร็ว

รองจเรตำรวจแห่งชาติเผยมีร่างผู้เสียชีวิตเหตุน้ำท่วมส่งมารอพิสูจน์อัตลักษณ์แล้ว 104 ร่าง จากหลายโรงพยาบาลในพื้นที่ ทั้งในสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง ตั้งศูนย์นิติเวช ม.อ.เป็นจุดรวบรวม เตรียมคอนเทนเนอร์เก็บรักษาศพ 6 ตู้ ตำรวจ-แพทย์ระดมกำลังเพิ่ม เร่งพิสูจน์เพื่อคืนร่างให้ญาติโดยเร็วที่สุด 

เมื่อวันที่ (27 พ.ย. 68) ที่ศูนย์นิติเวช โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการพิสูจน์อัตลักษณ์ร่างผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดสงขลา โดยศูนย์แห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็นจุดรวบรวมร่างผู้เสียชีวิตเพียงแห่งเดียวของจังหวัด เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีระบบ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ เปิดเผยว่า ณ เวลา 20.30 น. มีร่างผู้เสียชีวิตถูกส่งเข้ามารวบรวมและรอตรวจพิสูจน์แล้ว 104 ราย มาจากหลายโรงพยาบาลและหลายพื้นที่ ทั้งในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียง โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็นร่างที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างๆ และร่าง 47 ราย ที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยพบในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งกลุ่มหลังจำเป็นต้องตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างละเอียด เพื่อยืนยันว่าสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากโรคประจำตัว หรือเป็นผลโดยตรงจากเหตุอุทกภัย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ส่งกำลังสนับสนุนจากส่วนกลาง ตั้งศูนย์ช่วยเหลือร่วมกับตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อเร่งกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์และดูแลการจัดเก็บร่างผู้เสียชีวิต

ด้าน พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เปิดเผยว่า ขณะนี้มีตู้คอนเทนเนอร์เก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิตจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 6 ตู้ ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว เพื่อรองรับจำนวนร่างที่ถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พร้อมระบุว่า หากญาตินำใบรับรองการเสียชีวิตและเอกสารยืนยันตัวตนมาแสดง ก็สามารถรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาได้ทันที

ขณะที่ พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระบุว่า ปัจจุบันมีแพทย์นิติเวชประจำที่ศูนย์ฯ จำนวน 3 คน และได้ระดมพนักงานสอบสวนจากทั่วจังหวัดมาร่วมปฏิบัติงาน โดยภายใน 2 วัน จะมีแพทย์นิติเวชจากหน่วยงานอื่นเดินทางมาสมทบเพิ่มอีก 5 คน รวมเป็น 8 คน เพื่อเร่งกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลให้รวดเร็วที่สุด

เจ้าหน้าที่จะเริ่มดำเนินการชันสูตรและพิสูจน์บุคคลโดยให้ความสำคัญกับร่างที่มีญาติยืนยันตัวตนได้ก่อน เนื่องจากมีข้อมูลประกอบชัดเจน สามารถคืนร่างให้ครอบครัวได้อย่างรวดเร็ว ลดภาระด้านจิตใจของผู้สูญเสียท่ามกลางวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้

ภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รวมหน่วยงานรัฐ-จิตอาสา เป็นหนึ่งเดียว อยู่กับผู้ประสบอุทกภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน

(3 ธ.ค. 68) “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯ เล่าเบื้องหลังภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ให้ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมสงขลา เพียงวันถัดมา 25 พ.ย. ก็รีบลงพื้นที่ทันที ขณะที่ “เสธ.หิ” เดินทางล่วงหน้าไปจัดเตรียมการประชุมทางไกลระหว่างหาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล เพื่อประสานงานรับมือเหตุการณ์

เมื่อถึงหาดใหญ่กลับพบว่าหน่วยงานจังหวัดยังไม่ได้เตรียมระบบประชุมทางไกลไว้พร้อมที่สุด กลายเป็นฝ่ายทหาร โดยกองบิน 56 หาดใหญ่ ที่จัดห้องประชุมออนไลน์เชื่อมกับทำเนียบฯ ไว้เรียบร้อย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาถึงจึงตัดสินใจเข้าร่วมประชุมที่ บน.56 พร้อมนำข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าพูดคุยวางแผนร่วมกับฝ่ายทหารทันที

ข้อมูลก่อนประชุมสะท้อนปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพสั่งการกลาง ร.อ.ธรรมนัส จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่กำกับสั่งการเอง ก่อนออกคำสั่งจัดโครงสร้างบัญชาการใหม่ ใช้แนวทางรถไฟแบ่งหาดใหญ่ออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก มอบ มทภ.4 เป็นผบ.เหตุการณ์ฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกรวมสนามบินหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส กำกับเอง โดยมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกมือ พร้อมเร่งให้กองทัพภาค 4 หน่วยทหารพัฒนา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเร่งด่วน

หลังสั่งการโครงสร้างกลางเรียบร้อย ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงเที่ยงคืน โดยตั้งศูนย์อำนวยการกรมชลประทานที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ขณะตัวเขาเองลุยภาคสนามต่อเนื่องจนสามารถอพยพประชาชนในโซนสนามบินนอก ซึ่งรถเข้าไปถึงได้ยาก ออกมาได้ราว 550 คน นำส่งศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ และส่งผู้ป่วยต่อไปยัง รพ.สนามหน้าสนามบินหาดใหญ่ พร้อมประสานฝนหลวง–เฮลิคอปเตอร์–เครื่อง C-130 ลำเลียงอาหาร อุปกรณ์แพทย์ และสับเปลี่ยนบุคลากรให้โรงพยาบาลที่ถูกตัดขาด

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการยังพยายามเจาะเข้าเขต 8 พื้นที่ชั้นในที่กระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเข้าไม่ถึง โดยได้รับการสนับสนุนทีมเจ็ตสกีจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และทีมของ รมว.วัฒนธรรม ที่ลงพื้นที่ช่วยสำรวจเส้นทางและนำอาหารเข้าไป แม้หลายจุดยังเข้าไม่ได้เพราะน้ำแรงและมืดค่ำ แต่ก็ได้ข้อมูลสำคัญไปวางแผนวันต่อไป ภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส ในวันนั้นจบลงด้วยมื้ออาหารแรกเวลาประมาณ 01.00 น. ก่อนเตรียมประชุมต่อเช้าวันที่ 26 พ.ย. ซึ่ง “เสธ.หิ” ทิ้งท้ายว่าจะเล่าตอนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นดราม่าหน่วยซีลที่ถูกวิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก

‘ภูมิใจไทย’ ลุยช่วยฟื้นฟู 4 สส.ภูมิใจไทยสงขลา ชงมาตรการการเงินช่วยผู้ประสบภัย หนุนเยียวยา-กิจการเดินหน้าต่อ ฟื้นเศรษฐกิจพื้นที่น้ำท่วม

“4 สส. ภูมิใจไทย สงขลา” ผนึกกำลัง ยื่นหนังสือถึง รมว.คลัง หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ-เงินเยียวยา ช่วยฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่-สงขลา ให้เศรษฐกิจเดินหน้า

11 มีนาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พร้อมด้วย นายสมยศ พลายด้วง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 3 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 6 และนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 7 พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ซึ่งส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน ตลอดจนกิจการทางเศรษฐกิจในพื้นที่

ทั้งนี้ ประชาชนและผู้ประกอบการได้สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือและการเยียวยาจากภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการด้านการเงินที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้อีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมา มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่การช่วยเหลือผู้ประกอบการเพื่อฟื้นฟูกิจการยังมีไม่มากนัก

ด้วยเหตุนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลาจากพรรคภูมิใจไทยจึงได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท เป็นไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเปิดโอกาสให้องค์กรหรือสมาคมภาคเอกชนที่ผู้ประกอบการเป็นสมาชิก สามารถให้การรับรองอย่างน้อย 2 ราย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีประวัติเครดิตทางการเงิน (เครดิตบูโร) ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงแหล่งทุน

สำหรับเงื่อนไขทางการเงินของสินเชื่อดังกล่าว เสนอให้กำหนดวงเงินกู้ไม่เกินรายละ 40 ล้านบาท โดยให้ปลอดดอกเบี้ยในช่วง 6 เดือนแรก และตั้งแต่เดือนที่ 6 จนถึงปีที่ 5 ของสัญญาเงินกู้ ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 1.5 ต่อปี เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินและสนับสนุนการฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาและเงินช่วยเหลือค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยเร็ว พร้อมทั้งพิจารณาขยายระยะเวลาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังอยู่ระหว่างการสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมครบถ้วน และไม่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบตกหล่นจากมาตรการของภาครัฐ

นายสรรเพชญกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาคเอกชนในจังหวัดสงขลากำลังเตรียมจัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อเสนอและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยตนพร้อมประสานนำข้อเสนอจากพื้นที่ส่งต่อไปยังรัฐบาลต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top