Friday, 5 June 2026
นายก

‘เขมร’ กับการปลุกกระแสคลั่งชาติเบี่ยงเบนปัญหา ลูกไม้ตื้น ๆ พ่อลูก ‘ตระกูลฮุน’ เมื่อยามไร้ทางออก

เมื่อวันที่ (8 มิ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ดร.โญ มีเรื่องเล่า ของ ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคลได้โพสต์ข้อความว่า ... Like father, like son!!! 
ในภาษาไทยจะตรงกับคำว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”

พฤติการณ์และพฤติกรรมของเขมรเยี่ยงนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว โดยเฉพาะในช่วงยุคที่ฮุนผู้พ่อเป็นนายกฯ หนแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2546 เริ่มต้นขึ้นเมื่อบทความในหนังสือพิมพ์เขมรฉบับหนึ่งตีเเผ่บทความกล่าวหาด้วยข้อมูลผิดๆ ว่า นักแสดงหญิงไทยคนหนึ่งได้กล่าวอ้างว่า "นครวัดเป็นของประเทศไทย" ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2546 สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุเขมรอื่น ๆ ได้หยิบยกเอารายงานดังกล่าวและปลุกระดมความรู้สึกชาตินิยมเพิ่มขึ้นไปอีกจนทำให้เกิดการจลาจลในพนมเปญเมื่อวันที่ 29 มกราคม ทำให้สถานทูตไทยถูกเผาและมีการปล้นสะดมทรัพย์สินของธุรกิจไทยในเขมร

หนต่อมาก็คือ กรณีพิพาทพรมแดนไทย–เขมร ระหว่าง 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551 – 15 ธันวาคม พ.ศ. 2554 กินเวลา 3 ปี 5 เดือน 3 สัปดาห์ 2 วัน และสิ้นสุดลงหลังจากการสู้รบในพื้นที่ชายแดนระหว่างประเทศไทยและเขมรโดยฝ่ายเขมรได้ยิงจรวดแบบ BM-21 เข้ามาสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินในเขตไทยหลายครั้งหลายหน กองทัพบกไทยจึงได้ทำการยิงปืนใหญ่โต้ตอบสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายเขมรอย่างหนัก เครื่องยิงจรวดแบบ BM-21 ถูกทำลายไปหลายระบบ ทหารเขมรตายไปหลายร้อยนาย ซึ่งผบ.ของกองกำลังเขมรในขณะนั้นก็คือ ฮุนมาเนตผู้เป็นนายกรัฐมนตีเขมรคนปัจจุบัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ไม่ต่างไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยฮุนผู้พ่อเลย เมื่อฮุนผู้ลูกให้ทหารเขมรเข้ามาออกอาการพยายามแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่ทั้งที่เป็นดินแดนของไทยและดินแดนที่ยังเป็นข้อพิพาท โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาเหมือนธม มีการยั่วยุปลุกปั่นประชาชนคนเขมรตลอดเวลา ทำให้กองทัพไทยโดยกองทัพภาคที่ 2 ไม่ยินยอมมีการเจรจาและประท้วง แต่เขมรไม่ยอมเลิก สิ่งที่รัฐบาลเขมรทำมาตลอดก็คือ ยุยงปลุกปั่นให้ข้อมูลที่บิดเบือนกับประชาชนคนเขมรเพื่อให้สนับสนุนปฏิบัติการของรัฐบาลเขมร ซึ่งชัดเจนว่า เขมรพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างกระแสชาตินิยมจนนำไปสู่การคลั่งชาติ

สำหรับการแสดงออกของพี่น้องประชาชนคนไทยที่สนับสนุนทหารไทยในเวลานี้เป็นเรื่องของความรักชาติโดยบริสุทธิ์ใจ ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราชและอธิปไตยที่มีมายาวนาน เขมรซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทยในอดีตที่ต้องยอมสละให้กับฝรั่งเศสชาตินักล่าอาณานิคมเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ เขมรซึ่ง 55 ปีมานี้เปลี่ยนแปลงการปกครองและชื่อประเทศมากมายหลายหนตั้งแต่ราชอาณาจักรเขมรมาเป็นสาธารณรัฐเขมรในปี พ.ศ. 2513 และเขมรประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2518 (มีการฆ่าล้างชาติไปหลายล้านคน) และสาธารณรัฐประชามานิตเขมรในปี พ.ศ. 2522 (ฝ่ายรัฐบาลหุ่นเชิดเวียดนามที่ประชาคมโลกไม่ยอมรับโดยเฮงสัมรินและฮุนผู้พ่อตั้งชื่อประเทศว่า สาธารณรัฐประชาชนเขมร) จนกระทั่งกลับมาเป็นราชอาณาจักรเขมรอีกครั้งในปี พ.ศ. 2532

ดังนั้น เขมรจึงเหมือนประเทศที่ถูกสาป และคงตกอยู่ภายใต้คำสาปต่อไปเมื่อมีผู้นำเยี่ยงนี้ ผู้นำที่คิดได้แค่ว่า เมื่อรัฐบาลมีปัญหาและหาทางออก ไม่ได้ ก็ต้องสร้างกระแสคลั่งชาติให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนเพื่อเบี่ยงเบนปัญหาที่แก้ไม่ได้ไปสู่เป้าหมายใหม่โดยเฉพาะศัตรูภายนอกประเทศ ตัวอย่าง อาทิ

นายพลเลโอโปลโด กัลติเอริ อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการแห่งอาร์เจนติน่าส่งกำลังทหารบุกยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2525 หรือ ซัดดัม ฮุสเซน อดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการแห่งอิรักได้ส่งกำลังทหารเข้ายึดคูเวตได้อย่างง่ายดายและปกครองคูเวตอยู่ 7 เดือน กระทั่งสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซง แต่พ่อลูกตระกูลฮุนกลับลืมนึกไปว่า จุดจบของรัฐบาลที่กระทำการเยี่ยงนี้ไม่เคยจบสวยเลย ซ้ำยังเป็นการสร้างความพินาศย่อยยับให้กับประเทศชาติและประชาชน สิ่งซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยต้องเข้าใจเป็นอย่างยิ่งคือ ในขณะสิ่งที่กองทัพไทยกำลังทำหน้าที่ในการรักษาดินแดนของไทยตามกฎหมาย สิทธิ กติกา และระเบียบปฏิบัติอันชอบธรรม เยี่ยงรัฐที่มีอำนาจอธิปไตยโดยทั่วไป เป็นหลักปฏิบัติปกติธรรมดาเฉกเช่นเดียวกับรัฐที่มีเอกราชทุกรัฐบนโลกใบนี้

‘กิตติรัตน์’ ยก นายกฯอิ๊งค์ จิตใจดีหวังคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการเจรจา ผิดกับอดีตนายกฯเขมร และรองนายกฯไทย ที่หวังเพียงร่วม “ตีกิน”

‘กิตติรัตน์’ ยก นายกฯอิ๊งค์ จิตใจดีหวังคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการเจรจา ผิดกับอดีตนายกฯเขมร และรองนายกฯไทย ที่หวังเพียงร่วม “ตีกิน”

‘ฮุน มาเนต’ นายกฯ กัมพูชา สั่งปิด 2 ด่านชายแดน ตอบโต้ ‘กองทัพภาค 2’ ปิดจุดผ่อนปรน ‘ช่องสายตะกู’ บุรีรัมย์

(22 มิ.ย.68)  เมื่อเวลา 07.00 น. ‘ฮุน มาเนต’ นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เมื่อคืนที่ผ่านมา (วันที่ 21 มิถุนายน) ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด Oddar Meanchey ได้รายงานให้ผมทราบว่า ทหารภาค 2 ของกองทัพไทย เพิ่งออกหนังสือแจ้งว่า ทางฝั่งไทยจะปิดประตู Say Taku-Jobkkir ในเขต Banteay Ompil, Oddar Mean จังหวัดเชย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อนุมัติให้ ท่านผู้ว่าฯ ปิดประตูนี้ในกัมพูชาถาวร  นอกจากประตูนี้แล้ว ผมสั่งให้ท่านผู้ว่าฯ ปิดประตูอีกประตูหนึ่ง ประตูชายแดนดํา อ.อันหลงเวง จ.อุดรมีชัย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และแจ้งทางฝั่งไทยด้วย

ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2025 กองทัพไทยได้ใช้มาตรการปิดชายแดนและปรับเปลี่ยนเวลาปิด-เปิดประตูชายแดนระหว่างสองประเทศ โดยไม่คิดถึงผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ

กัมพูชาไม่เคยมีเจตนาที่จะสร้างความลําบากแก่ประชาชนของทั้งสองประเทศที่อาศัยอยู่ใน หรือเดินทางผ่านประตูชายแดน แต่กองทัพไทยยังใช้วิธีนี้โทษกัมพูชา เขมรกับเราอยู่เสมอ

เป็นเรื่องแปลกที่ผู้นําการเมืองไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรีไทย มักจะขอเจรจาเปิดขอบเขต เพื่อคืนความปกติ แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพไทยยังคงปิดประตู หรือปรับเวลาปิดประตู ตามที่ตนต้องการเป็นฝ่ายเดียว

ไม่รู้ว่าเป็นวิธีการหรือกลยุทธ์ในการทํางานระหว่างรัฐบาลไทยกับกองทัพไทย เพราะดูเหมือนจะไม่มีข้อตกลงภายในและหลักการที่ชัดเจน คนหนึ่งขอให้การเจรจาต่อรองทวิภาคีเพื่อเปิดประตูสู่ความปกติอีกครั้ง ในขณะที่อีกคนยังคงปิดประตูอย่างเดียว

สําหรับกัมพูชา เราได้รับการสนับสนุนจากผู้นําประเทศสู่กองทัพแนวหน้า ถ้านายกฯ สั่งอะไรมา ทุกสถาบันชาติและชาติ รวมทั้งกองทัพบก ให้ใช้คําสั่งนั้นเป็นสำคัญ

เกี่ยวกับการเปิดประตูชายแดนระหว่างกัมพูชาและประเทศไทย ขอย้ำว่ากัมพูชายังคงจุดยืนเดิมว่า ไม่จําเป็นต้องเจรจาต่อรองทวิภาคีในการเปิดชายแดนระหว่างสองประเทศ

ถ้าฝั่งไทยต้องการเปิดประตูสู่ความปกติจริงๆ ก็ทําได้ง่ายและรวดเร็ว กองทัพไทย ที่ปิดประตูทางเดียวเป็นคนแรก ต้องเปิดประตูทางเดียวอีกครั้ง เพราะก่อนวันที่ 7 มิถุนายน 2025 กัมพูชาจะเปิดให้บริการอีกครั้งในอีก 5 ชั่วโมง นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายมาก โดยไม่ต้องต่อรองหรือเสียเวลา ต้องการเพียงจุดยืนของความต้องการจากฝั่งไทย“

‘นายกฯอิ๊งค์’ โพสต์ขอบคุณแกนนำพรรคร่วม หลังมีมติหนุนสร้างเสถียรภาพการเมือง-ต้านภัยคุกคาม

‘นายกฯอิ๊งค์’ โพสต์ คุยแกนนำพรรคร่วม ขอบคุณ จับมือหนุนรัฐบาลให้เป็นเสถียรภาพ ต้านภัยคุกคาม ยัน รัฐบาลเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศ

เมื่อ 16.15 วันที่ 22 มิถุนายน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  ได้โพสต์ภาพ การหารือกับหัวหน้าพรรค และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่โรงแรมโรสวูด พร้อมกับระบุว่า ประเทศชาติต้องเดินไปข้างหน้า สามัคคีประเทศไทย รวมพลังผลักดันนโยบาย แก้ไขปัญหาเพื่อประชาชน

ขอขอบคุณคณะกรรมการบริหารและสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลทุกคน ที่มีมติและประกาศแนวทางสนับสนุนรัฐบาล ร่วมกันสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อรับมือต่อภัยคุกคามความมั่นคงของชาติจากภายนอก และขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกับกองทัพมีจุดยืนร่วมกัน ยืนยันหลักการประชาธิปไตย ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและรวมพลังสามัคคี ความเป็นหนึ่งเดียวของพรรคร่วมรัฐบาล จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการผนึกกำลังกันของคนไทย ก้าวผ่านสถานการณ์อ่อนไหวนี้ด้วยความมั่นคง และประสบผลสำเร็จในการปกป้องอธิปไตย ธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรีของประเทศชาติและประชาชน

เชื่อมั่นว่าไม่มีภัยคุกคามใดจะเหนือกว่าพลังสามัคคีของคนไทย รัฐบาลของเราจะทำงานหนักร่วมกันด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท เพื่อประเทศไทย

‘นิด้าโพล’ เผยคนไทยอยากเห็น ‘พล.อ.ประยุทธ์’ คัมแบ็ก พร้อมโหวต ‘อุ๊งอิ๊ง’ ควรลาออกให้การเมืองไทยไปต่อ

(13 ก.ค. 68) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การเมืองไทย ไปต่อแบบไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-7 กรกฎาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 42.37 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อหานายกฯ คนใหม่ รองลงมา ร้อยละ 39.92 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดการเลือกตั้งทั่วไป ร้อยละ 15.04 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ควรบริหารประเทศต่อไปเหมือนเดิม ร้อยละ 1.37 ระบุว่า เรียกร้องให้มีการรัฐประหาร ร้อยละ 0.99 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ

ด้านบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากเผชิญกับปัญหาทางการเมือง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.82 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (องคมนตรี -แต่เป็นแคนดิเดตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ) รองลงมา ร้อยละ 27.94 ระบุว่า ไม่สนับสนุนใครเลยตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 11.53 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย) ร้อยละ 9.77 ระบุว่า ใครก็ได้ตามรายชื่อผู้มีสิทธิเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 3.82 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) ร้อยละ 1.83 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศษฏ์ (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 0.84 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการที่พรรคประชาชนควรร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้าน เพื่อขอเปิดอภิปรายและลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและ/หรือรัฐมนตรี จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.43 ระบุว่า ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี รองลงมา ร้อยละ 26.26 ระบุว่า ไม่ควรลงชื่อเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และ/หรือ รัฐมนตรี ร้อยละ 7.48 ระบุว่า อย่างไรก็ได้ และร้อยละ 1.83 ระบุว่า ไม่ตอบ

'อนุทิน' เดินหน้ารวมเสียง!! ตั้งรัฐบาล ปักธงยุบสภา!! รีเซตประเทศใน 4 เดือน

(30 ส.ค. 68) ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังกลับจากการพูดคุยกับแกนนำพรรคประชาชน และแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดา วิเชียรศรี สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลง

นายอนุทินกล่าวว่า พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มารวมตัวกันเพื่อแสดงความพร้อมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ให้การแก้ปัญหาของประเทศเดินหน้าโดยไม่สะดุด หลังจากได้รับทราบเงื่อนไขของพรรคประชาชนแล้ว ทุกคนยืนยันจะดำเนินการตามสิ่งที่หารือไว้ในสาระสำคัญ รวมถึงรายละเอียดที่เห็นพ้องร่วมกัน

เขากล่าวต่อว่า หลังจากได้รับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พวกเราต้องไม่ปล่อยให้ประเทศหยุดชะงัก ปัญหาที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเพียงเส้นผมบังภูเขา หากเป็นกลุ่มเดิมอาจแก้ไม่ได้ แต่เรามั่นใจว่าจะแก้ได้เพราะมีความห่วงใยและต้องการคืนความสงบสุขให้บ้านเมือง

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยย้ำว่า เมื่อรวมเสียงกับพรรคประชาชนแล้ว มั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยเงื่อนไขสำคัญคือทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ แก้ปัญหาความสงบ และเจรจาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมประกาศจะคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย และยุบสภาเพื่อให้ประชาชนรีเซตประเทศและตัดสินใจอนาคตบ้านเมือง

“พวกเราที่อยู่ในที่นี้ขอเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในทุกด้าน และคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด” นายอนุทินกล่าว

เมื่อสื่อมวลชนถามถึงการตอบรับของพรรคประชาชน และจำนวนเสียงที่รวบรวมได้ นายอนุทินชี้ว่า การพูดคุยเป็นไปตามทีโออาร์ที่เสนอมา ซึ่งตอบรับได้เพื่อประโยชน์ประเทศ ส่วนหน้าที่รวบรวมเสียงเป็นของทุกคน พรรคประชาชนไม่มีข้อขัดแย้ง มีเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน

ต่อข้อสงสัยเรื่องการยุบสภาเร็วเกินไป เขาตอบว่า หากเป็นเงื่อนไขก็ต้องยอมรับ ไม่มีเร็วหรือช้าเกินไป เพราะต้องเร่งแก้ปัญหาสำคัญทันที พร้อมย้ำว่ากลุ่มพรรคร่วมมีประสบการณ์ ความสามารถ และความจริงใจทำงานเพื่อประชาชน

สื่อถามถึงจำนวนเสียงที่มีอยู่ นายอนุทินไม่เปิดเผยตัวเลข แต่ยืนยันมีเพียงพอจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคกล้าธรรมยืนยันชัดเจนแล้วว่าจะร่วมสนับสนุน

ในประเด็นพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินบอกว่า ไม่ปิดกั้นใคร รัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อแก้ปัญหาโดยเร็ว หากพรรคใดพร้อมร่วมสร้างชาติ ก็ยินดี

เมื่อถามถึงความพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เขาตอบว่า พร้อมมาตั้งแต่ปี 2562 ส่วนการยุบสภาไม่ขอก้าวล่วง และย้ำว่าสถานะนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ควรช่วยกันสร้างบ้านเมืองต่อ

สื่อยังสอบถามเรื่องเพื่อไทยจะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าภูมิใจไทยไม่มีแน่นอน ส่วนพลังประชารัฐให้ไปถามเอง พร้อมระบุว่า กลุ่ม 18 สส.รวมไทยสร้างชาติที่นายสุชาติ ชมกลิ่นนำมา สนับสนุนเพราะต้องการให้ประเทศเดินหน้าต่อ โดยนายสุชาติชี้ว่าเป็นเอกสิทธิ์ของ สส.

ด้านนายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ซึ่งร่วมแถลงข่าว ระบุว่า ตนและเพื่อน สส.กว่า 10 คนจากพรรคเพื่อไทย สนับสนุนนายอนุทินเพราะต้องการเห็นบ้านเมืองดีขึ้น ยืนยันไม่มีปัญหากับพรรค แต่ในฐานะผู้แทนฯ ที่เห็นความเดือดร้อนประชาชน เชื่อว่าอนุทินเหมาะสมที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมสวมกอดและพูดคุยกับนายอนุทิน

‘นิพิฏฐ์’ โพสต์ซัด!! สส. แตกพรรค สะท้อนยุทธศาสตร์ ‘โจโฉ’ การเมืองไทย

(30 ส.ค. 68) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ' ระบุว่า โจโฉ ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ

- ภาพที่สส.แตกกระสานซ่านเซ็นออกจากพรรคเดิม มาสวามิภักดิ์คุณอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ต่างกับการทรยศหรือหักหลังพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 

-หากเปรียบเหมือนวรรณกรรม 'สามก๊ก' ก็เหมือน 'โจโฉ' ที่ยอมสังหารทุกคน เพื่อแผนในการฆ่า 'ตั๋งโต๊ะ' ดังคำกล่าวของยาขอบ ที่ว่า ‘ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศ’

-หากเปรียบการเมืองตอนนี้ คุณทักษิณ ชินวัตร ก็เปรียบเหมือนโจโฉ ที่กำลังถูกทรยศจากสส.พรรคร่วมรัฐบาลเดิม อยู่ที่ 'ทักษิโฉ' คนนี้จะยอมถูกทรยศหรือไม่ หากไม่ยอมถูกทรยศ ก็เพียงชักกระบี่ และ แสดงอานุภาพแห่งกระบี่ดาบสุดท้าย “ยุบสภา” ให้ตายตกไปตามกัน ก็ต้องดูว่า 'ทักษิโฉ' จะชักกระบี่สังหารหรือไม่

'รศ.ดร.เจษฎา' ชี้การเมืองไทย โหวตฝ่ายไหนก็โดนด่า ไม่โหวตก็ถูกด่า แถมได้ 'ลุง' กลับมา

(30 ส.ค. 68) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ไม่ว่าส้ม จะโหวตให้น้ำเงิน หรือให้แดง 
ก็โดนด่าอยู่ดี 
ไม่โหวตให้ใครเลย ก็โดนด่าอยู่ดี 
(แถมได้ลุงกลับมาด้วย) 

‘สมชัย’ โพสต์วิจารณ์!! ‘แพทองธาร’ ชี้!! หากลาออก สถานการณ์คงไม่ลุกลาม

(30 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร' ระบุว่า เมื่อไม่ฟัง “ชี้ทางบรรเทาทุกข์”

ข้อเสนอให้แพทองธารแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง นับแต่วันที่คลิปเสียงหลุด 18 มิถุนายน 2568 หากมีการตอบสนอง สถานการณ์คงไม่พัฒนามาถึงวันนี้

จะไม่มี สว. 38 คน เข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ไม่มีคนไปยื่น ปปช. ข้อหาละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีคนไปแจ้งดำเนินคดีอาญาข้อหาด้านความมั่นคงที่รุนแรง

จะไม่มีการวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งเนื่องจากขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีในเรื่องจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีผลให้ไม่สามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตลอดชีวิต

คำวินิจฉัยที่ผูกพันทุกองค์กร ยังเป็นฐานในคดีใน ปปช. ที่ถูกร้องในความผิดเดียวกัน ให้เจอโทษที่สูงขึ้น คือ ตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และอาจตัดสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 10 ปีด้วย

ส่วนข้อกล่าวหาในคดีอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงที่มีโทษจำคุกและสูงสุดถึงประหารชีวิต แม้จะไม่เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรม ยังต้องรอคำวินิจฉัยกลางที่เป็นทางการว่าจะมีส่วนใดที่กล่าวถึงพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงบ้าง แม้กระบวนการนี้จะยาวนาน แต่ก็เป็นภาระในชีวิต ต้องขึ้นลงศาลอีกหลายปี

บทเรียนในเรื่องนี้ คือ การที่ต้องคิดและตัดสินใจเอง ไม่ฟังคนรอบข้างที่ยกยอปอปั้น สร้างมายาคติว่าเราไม่ผิด ศาลไม่ลงโทษ เจรจาได้ ยังมีดีลกับผู้มีอำนาจ ฯลฯ 

คนเหล่านั้น เราอยู่เขาได้ประโยชน์ แต่เราโดนโทษโดนคนเดียว และวันนี้ เขาเดินหน้าช่วงชิงกันจัดตั้งรัฐบาล ทิ้งเราไว้ข้างหลัง
คำยกยอปอปั้นและคำปลอบประโลม คืออากาศธาตุ แต่ผลของคดีในปัจจุบันและอนาคต คือของจริงที่สัมผัสได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top