Friday, 5 June 2026
นวัตกรรม

ททท. จัด Workshop 12 StartUp แลกเปลี่ยนแนวคิดพัฒนาอุตฯ ท่องเที่ยว

(31 ต.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 22 ต.ค. 67 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้จัดกิจกรรม Founder First Date ภายใต้โครงการ TAT TRAVEL TECH STARTUP 2024 ณ ท่าเรือ ICONSIAM คลองสาน กรุงเทพฯ โดยมีนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมทั้งคุณกิตติ พรศิวะกิจ กรรมการ ททท. ร่วมแสดงความยินดีและกล่าวเปิดงาน

กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ Travel Tech Startup ทั้ง 12 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครทั้งหมด 76 ทีม ได้ทำความรู้จักและแลกเปลี่ยนไอเดียร่วมกัน โดยได้รับคำแนะนำจากองค์กรพันธมิตรด้านการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวหลากหลายภาคส่วน

รายชื่อทีมผู้ผ่านคัดเลือกทั้ง 12 ทีมได้แก่
1. AAppoint (บริษัท แอพพ้อยท์เม้นท์ เอนี่แวร์ จำกัด)
2. Ascend Travel (บริษัท แอสเซนด์ แทรเวิล จำกัด)
3. Carbonwize (บริษัท คาร์บอนไวซ์ จำกัด)
4. CARMEN (บริษัท คาร์เมน ซอฟต์แวร์ จำกัด)
5. CERO (บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด)
6. CFoot (บริษัท แพลนเน็ตซี จำกัด)
7. Giant Stride (บริษัท ไจแอนท์ สไตรด์ จำกัด)
8. HAUP (บริษัท ฮ๊อปคาร์ จำกัด)
9. SHIN Platform (บริษัท ชิบะรูม จำกัด)
10. Socialgiver (บริษัท โซเชียลโมชั่น วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด)
11. YACHT ME Platform (บริษัท ยอร์ช มี คอร์เปอเรชั่น จำกัด)
12. สะอาดทริป (นายสิทธิเดช เฑียรแสงทอง)

ในงานยังมีผู้แทนจากองค์กรพันธมิตรเข้าร่วมกิจกรรม ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), ธนาคาร SME D BANK, สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย, บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด, บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, SCBx NEXT TECH, The Able By KING POWER, ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC), บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด, สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย, Mission To The Moon, Greenery Media และ THE STATES TIMES

ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะเข้าร่วมกิจกรรม TAT Startup Bootcamp 1-2 เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันรอบสุดท้ายซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 ณ SCBX Space สยามพารากอน ชิงเงินรางวัลรวม 350,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์จากพันธมิตรในโครงการ

เกียรติยศแห่งความสำเร็จ! PTT คว้า 2 รางวัลใหญ่ในงาน SET Awards 2024 ตอกย้ำความมุ่งมั่นสู่อนาคตที่ยั่งยืน และก้าวล้ำไปอีกขั้นของนวัตกรรม

(4 พ.ย. 67) รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จด้านความยั่งยืน (Sustainability Awards of Honor)
4 ปีต่อเนื่อง (ปี 2021 – 2024)

รางวัลเกียรติยศแห่งความสำเร็จด้านนวัตกรรม (SET Awards of Honor)
-ปี 2021 จากผลงานการพัฒนานวัตกรรม วัสดุปิดแผลไบโอเซลลูโลสคอมพอสิต Innaqua
-ปี 2022 จากผลงานนวัตกรรม PTT EV Charger and Charging Platform 
-ปี 2023 จากผลงานตัวเร่งปฏิกิริยา PTT SCR
-ปี 2023 จากผลงานนวัตกรรม เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนไมโครสเกล หรือ PTT MicroHX

CLICK ON CLEAR
สำหรับรางวัล SET Awards จัดขึ้นโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกย่องบริษัทจดทะเบียนที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในภาพรวมโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติของตลาดทุนไทย

เปิด 10 เคสบริหารเมืองใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มอัจฉริยะ ยกระดับบริการประชาชน กรุงปักกิ่ง-ฉงชิ่ง-กว่างโจว เน้นบริการทันใจ

(21 พ.ย. 68) จีนเผยความสำเร็จใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะบริหารจัดการเมืองใหญ่ทั้งในกรุงปักกิ่ง นครฉงชิ่ง กว่างโจว และเซี่ยงไฮ้ ผ่านเวทีคลังสมองที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ย. มีการเปิดตัว 10 กรณีศึกษาหลักที่มุ่งพัฒนาและแลกเปลี่ยนแนวทางบริหารเมืองอย่างสร้างสรรค์

กรณีศึกษาถูกคัดเลือกโดยสามสถาบันชั้นนำ เช่น สถาบันการบริหารจัดการเมือง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และศูนย์วิจัยรัฐบาลดิจิทัลของซินหัว แพล็ตฟอร์มบริการอัจฉริยะในกรุงปักกิ่งชื่อ "จิงป้าน" ให้บริการครอบคลุมเขตบริหาร 16 เขต ตอบสนองได้ทันทีต่อเรื่องบริหารจัดการชุมชนและบริการภาครัฐสำคัญ ด้วยการบูรณาการแอปพลิเคชันกว่า 600 แอป ผ่านเทคโนโลยีเจดี คลาวด์ (JD Cloud)

นครฉงชิ่งใช้ระบบบริหารอัจฉริยะ 1361 ยกระดับประสิทธิภาพของรัฐบาลท้องถิ่น ขณะที่นครกว่างโจวพัฒนาแพล็ตฟอร์มนวัตกรรมผสานดิจิทัลและเศรษฐกิจจริง พร้อมแอปพลิเคชัน "ซุ่ยห่าวป้าน" สร้างกลไกดิจิทัลยืดหยุ่น และเซี่ยงไฮ้พัฒนาการจอดรถผ่านคิวอาร์โคดเพื่อความสะดวกของประชาชน

'เสิ่นถี่เยี่ยน' ประธานผู้บริหารสถาบันการปกครองเมือง มหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวว่า "เมืองเหล่านี้โดดเด่นด้วยการบริหารที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมประสานงานหลายมิติอย่างดี" ทั้งนี้ การบริหารเมืองอัจฉริยะเหล่านี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือหลากหลายด้าน

 

จีนทำได้แล้ว!! “บีบอัดแวนเดอร์วาลส์” สร้างโลหะ 2 มิติ บางระดับล้านเท่ากระดาษ ชิ้นแรกของจีนสำเร็จ ผลิตโดยทีมวิจัยแห่งสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์ ได้รับยกย่องใน 10 ความก้าวหน้าวิทย์ปี 2025

(19 ธ.ค. 68) ทีมวิจัยจากสถาบันฟิสิกส์ สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน ประสบความสำเร็จในการสร้างโลหะ 2 มิติชนิดแรกของจีน ความสำเร็จนี้ได้รับการยกย่องจากนิตยสารฟิสิกส์ เวิลด์ ให้เป็นหนึ่งใน "10 ความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่สุดแห่งปี 2025" โดยผลงานเผยแพร่ในวารสารเนเจอร์เมื่อเดือนมีนาคม

 

โลหะ 2 มิติที่นำมาพัฒนานี้ มีความหนาเพียงหนึ่งในล้านเท่าของกระดาษเอสี่ และหนึ่งในสองแสนของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผมมนุษย์ ทีมวิจัยนำโดย 'จางกว่างอวี่' ใช้วิธีที่เรียกว่า "วิธีบีบอัดแบบแวนเดอร์วาลส์" เพื่อสร้างโลหะ 2 มิติหลากหลายชนิด เช่น บิสมัท ดีบุก ตะกั่ว อินเดียม และแกลเลียม

 

'จางกว่างอวี่' ระบุว่า "การสร้างโลหะ 2 มิตินับเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากพันธะโลหะแข็งแรงในทุกทิศทาง" โดยโลหะชนิดนี้มีศักยภาพก่อให้เกิดนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างทรานซิสเตอร์ขนาดจิ๋ว ใช้พลังงานต่ำ จอแสดงผลโปร่งแสง และอุปกรณ์ความถี่สูง

 

วัสดุ 2 มิติได้เปลี่ยนแปลงวงการสสารควบแน่นและวิทยาศาสตร์วัสดุอย่างลึกซึ้งตั้งแต่การค้นพบกราฟีนในปี 2004 โดยนิตยสารฟิสิกส์ เวิลด์ ย้ำว่าการบรรจุใน "10 ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ" ต้องแสดงถึงผลกระทบและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่กว้างขวางทั่วโลก

 

ที่มา : Xinhua

 

จีนส่งสัญญาณถึงโลก!! โฆษกจีนเรียกร้องสภาพแวดล้อมเปิดกว้าง เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม เน้นพึ่งพาตนเองและเสริมเทคโนโลยีหลัก ชี้ “หุ่นยนต์เหมือนมนุษย์” ต้องอาศัยความร่วมมือข้ามพรมแดน

โหลวฉินเจี่ยน โฆษกประจำการประชุมครั้งที่ 4 ของสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนชุดที่ 14 แถลงในวันพุธที่ 4 มี.ค. ว่าจีนเรียกร้องให้สร้างสภาพแวดล้อมระดับโลกที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน

โหลวเน้นย้ำว่าการพึ่งพาตนเองในด้านเทคโนโลยีถือเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมจีน พร้อมระบุว่า "นวัตกรรมนี้ไม่อาจดำเนินไปได้หากปราศจากระบบนิเวศระดับโลกที่เปิดกว้าง ครอบคลุม และเอื้อประโยชน์ร่วมกัน"

ในคำตอบเกี่ยวกับการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ โหลวกล่าวว่า การทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถรู้สึก นึกคิด ตัดสินใจ และกระทำอย่างมนุษย์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั่วโลก พร้อมย้ำว่าการแก้ปัญหาด้านจริยธรรมและสังคมจากความก้าวหน้านี้จำเป็นต้องร่วมมือกัน

จีนตั้งเป้าสร้างนวัตกรรมต้นแบบและผลักดันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแกนหลักในหลายสาขา ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงเทคโนโลยีและควบคุมความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา : Xinhua

“มาห์เล” โชว์ความแข็งแกร่ง!! ปิดงบปี 2568 ด้วยกำไรที่ดีขึ้น ท่ามกลางตลาดผันผวน ยอดขาย 11,300 ล้านยูโร ลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรสุทธิพุ่ง ขณะที่หนี้สินลดฮวบ เน้นนวัตกรรม EV และปรับโครงสร้างองค์กรต่อเนื่อง

มาห์เลเผยผลการดำเนินงานปี 2568 ปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญความท้าทาย

กลุ่มบริษัทสามารถทำกำไรได้ แม้เผชิญปัจจัยท้าทายและมีรายจ่ายสูงจากการปรับโครงสร้างองค์กร

-ยอดขายลดลงมาอยู่ที่ 11,300 ล้านยูโร จากผลกระทบด้านอัตราแลกเปลี่ยนและการถอนการลงทุนบางส่วน

-ผลิตภาพ กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว และส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง และสภาพคล่องมั่นคง

-อาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอ กล่าวว่า “มาห์เลกำลังมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างมีกำไร”

-โครงสร้างใหม่ของกลุ่มบริษัทเริ่มสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยการเสริมแกร่งระดับภูมิภาคช่วยเร่งการดำเนินงาน ขณะที่การเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในธุรกิจการจัดการความร้อนเสร็จสมบูรณ์แล้ว

-กลยุทธ์ MAHLE 2030+ ดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการความร้อน และจุดแข็งด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน

-นวัตกรรมได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนสิทธิบัตรและรายงานการประดิษฐ์ราว 860 รายการ และการคงสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาที่ 5.4%

-ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยังคงผันผวนและคาดการณ์ยาก มาห์เลจะเดินหน้าปรับตัวโดยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขัน

มาห์เล (MAHLE) กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจากเยอรมนี ปิดงบการเงินปี 2568 ด้วยผลกำไรจากการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐฯ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และการผลักดันกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ได้ข้อยุติ โดยกลุ่มบริษัทมียอดขายรวมอยู่ที่ 11,300 ล้านยูโร ส่วนยอดขายปกติ (organic sales) ซึ่งปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการนําบริษัทย่อยออกจากงบการเงินรวมแล้ว เติบโต 0.6% ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT) เพิ่มขึ้นเป็น 442 ล้านยูโร และอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ปรับปรุงแล้ว (adjusted EBIT margin) ปรับตัวขึ้นเป็น 3.9%

มาห์เลมีหนี้สินสุทธิลดลงและส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กลุ่มบริษัทสามารถทำกำไรสุทธิในปีงบการเงิน 2568 ซึ่งเป็นการยืนยันความสำเร็จของการพลิกฟื้นการดำเนินงานที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2566 และเร่งเดินหน้าในปี 2567 แม้สภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวยและกลุ่มบริษัทมีประมาณการหนี้สินจากการปรับโครงสร้างเป็นจำนวนมากก็ตาม ขณะเดียวกัน กลยุทธ์ MAHLE 2030+ ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า การจัดการความร้อน และความเป็นผู้นำด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน ยังคงสร้างผลลัพธ์ได้อย่างต่อเนื่อง

การคงสัดส่วนการวิจัยและพัฒนาที่ระดับ 5.4% รวมทั้งจำนวนสิทธิบัตรและรายงานการประดิษฐ์ที่ประมาณ 860 รายการ สะท้อนให้เห็นว่า มาห์เลยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง “มาห์เลกำลังมุ่งหน้าสู่การเติบโตอย่างมีกำไร” อาร์นด์ ฟรานซ์ (Arnd Franz) ประธานคณะกรรมการบริหารและซีอีโอ กล่าวในการแถลงข่าวประจำปี ณ เมืองชตุทท์การ์ท “ความทุ่มเทของเราเห็นผลแล้ว และความสำเร็จนี้สามารถวัดผลได้จริง” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากความผันผวนที่ยังคงมีอยู่ มาห์เลจะเดินหน้าปรับธุรกิจให้สอดรับกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ “Back on Track” โดยให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขัน 

พัฒนาการและความท้าทายของตลาด

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ตลาดที่ซบเซา และการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะจากจีน ส่งผลให้ปี 2568 เป็นอีกปีที่ท้าทาย มาห์เลจึงได้ปรับโครงสร้างองค์กรให้เกิดความคล่องตัว ปรับพอร์ตธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนรวมฐานการผลิต และปรับลดกำลังการผลิต โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ

ตลาดขาลงและอัตราแลกเปลี่ยนส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ยอดขายได้รับผลกระทบจากความต้องการของลูกค้าที่อ่อนแอลง ปริมาณการผลิตรถยนต์ที่ลดลงในยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะตลาดรถบรรทุกในสหรัฐอเมริกาที่ซบเซา และการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในยุโรปที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี อัตราแลกเปลี่ยนคือปัจจัยใหญ่ที่สุดที่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย

ธุรกิจระบบส่งกำลังและการชาร์จแบตเตอรี่ (Powertrain and Charging) มียอดขาย 3,900 ล้านยูโร เติบโต 1.9% หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

ธุรกิจระบบความร้อนและของไหล (Thermal and Fluid Systems) มียอดขายในระดับเดียวกับปีก่อนหน้าที่ 6,100 ล้านยูโร หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการรวมงบการเงินแล้ว

ธุรกิจอะไหล่และบริการ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นธุรกิจระบบขับเคลื่อนและวงจรชีวิตของยานยนต์ (Lifecycle and Mobility) มียอดขาย 1,200 ล้านยูโร เติบโต 1.7% หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว

ภูมิภาค: ตลาดที่เติบโตมีความสำคัญมากขึ้น

หลังปรับปรุงผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและการรวมงบการเงินแล้ว ยอดขายในยุโรปและจีนลดลง ในขณะที่ยอดขายในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชียตะวันออกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอินเดียโตเร็วสุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่า 20% กำไรจากการดำเนินงานดีขึ้น หนี้สินสุทธิลดลง สภาพคล่องมั่นคง

กำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุน มาตรการด้านราคา และการลดค่าใช้จ่ายเชิงโครงสร้าง ซึ่งช่วยชดเชยกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรที่เพิ่มตามเงินเฟ้อ ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน และปริมาณการขายที่ลดลง

ขณะที่ตัวเลข EBIT ได้รับผลกระทบเนื่องจากไม่มีรายได้พิเศษ (One-time gain) เหมือนปีงบการเงินก่อนหน้าซึ่งมีรายได้ 164 ล้านยูโรจากการขายหุ้นในบริษัทร่วมทุน แบร์-เฮลล่า เทอร์โมคอนโทรล (Behr-Hella Thermocontrol: BHTC) ตลอดจนรายการพิเศษอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างองค์กร

ด้านหนี้สินสุทธิลดลง 136 ล้านยูโร มาอยู่ที่ 1,030 ล้านยูโร แม้กลุ่มบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ มาห์เล แบร์ (MAHLE Behr) ในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 21.9% ขณะเดียวกัน ฐานทางการเงินของมาห์เลยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีการขยายเงินกู้ร่วม (Syndicated loan) จำนวน 1,200 ล้านยูโร ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2572 “นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าธนาคารต่าง ๆ เชื่อมั่นในกลยุทธ์และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท วงเงินกู้นี้ช่วยให้เรามีความยืดหยุ่นทางการเงินและความมั่นคงในการวางแผนงาน” มาร์คุส คาพอน (Markus Kapaun) สมาชิกคณะกรรมการบริหารและซีเอฟโอของมาห์เล กล่าว “ด้วยกลยุทธ์ MAHLE 2030+ เรากำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และจะเดินหน้าตามแนวทางนี้อย่างต่อเนื่อง” รักษาความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นที่นวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการจัดการความร้อน

มาห์เลลงทุน 607 ล้านยูโรในด้านการวิจัยและพัฒนา ด้วยแรงสนับสนุนจากวิศวกรราว 4,500 คน กลุ่มบริษัทได้ยื่นจดสิทธิบัตร 361 รายการ และรายงานการประดิษฐ์ 497 รายการ ซึ่งประมาณ 70% เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมดังกล่าว ได้แก่ ระบบเปลี่ยนน้ำมันเป็นพลังงานไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงดันสูงในตัว, โมดูลจัดการความร้อนที่มาพร้อมฮีทปั๊ม และพัดลมหมุนเหวี่ยงแบบไบโอนิกสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ มาห์เลยังขยายโซลูชันการจัดการความร้อนไปยังอุตสาหกรรมอื่น เช่น ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบติดตั้งอยู่กับที่ และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จระดับเมกะวัตต์

คำสั่งซื้อใหม่ยังมีเสถียรภาพ แต่ยอดสั่งซื้อนวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายังต่ำกว่าคาด

คำสั่งซื้อใหม่ในปี 2568 คิดเป็นยอดขายเฉลี่ยต่อปีที่ 1,900 ล้านยูโร โดยส่วนใหญ่มาจากระบบขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง, ระบบจัดการความร้อน, ระบบหล่อเย็น, ระบบนำความร้อนทิ้งกลับมาใช้ใหม่, คอมเพรสเซอร์ไฟฟ้า และชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายใน อย่างไรก็ดี แม้ผลิตภัณฑ์สำหรับเครื่องยนต์สันดาปมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่นวัตกรรมสำหรับยานยนต์ไฟฟ้ายังได้รับคำสั่งซื้อต่ำกว่าคาดการณ์ เนื่องจากความต้องการรถยนต์ EV ที่อ่อนแอโดยเฉพาะในยุโรป ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรง และนโยบายทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงในสหรัฐฯ เติบโตผ่านการกระจายการลงทุนและการขยายธุรกิจด้านใหม่ ๆ

มาห์เลกำลังกระจายการลงทุนทั้งในด้านเทคโนโลยี ตลาด และรูปแบบการใช้งาน โดยขยายจากอุตสาหกรรมยานยนต์ไปยังภาคส่วนอื่น เช่น ระบบกักเก็บพลังงานแบบติดตั้งอยู่กับที่ โลจิสติกส์ การเดินเรือ เหมืองแร่ ระบบราง และการป้องกันประเทศ กิจกรรมทางธุรกิจนอกอุตสาหกรรมยานยนต์ถูกปรับโครงสร้างใหม่เป็นหน่วยโซลูชันอุตสาหกรรมและโซลูชันพิเศษ (Industrial and Special Solutions) ภายใต้กลุ่มงานขาย (Group Sales) โดยมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีการชาร์จระดับเมกะวัตต์ การระบายความร้อนศูนย์ข้อมูล อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง การระบายความร้อนชิป ระบบไฮดรอลิก และเทคโนโลยีด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การรวมธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันสูง ขณะที่การปรับตัวยังเป็นภารกิจหลัก

มาห์เลเดินหน้าปรับเปลี่ยนเครือข่ายการผลิตทั่วโลกในปี 2568 ด้วยการปิดฐานการผลิต การถอนการลงทุน และการลดกำลังคน โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่งผลให้จำนวนพนักงานทั่วโลกลดลง 3,466 คน มาอยู่ที่ 64,242 คน ทั้งนี้ บริษัทจะเดินหน้าลดต้นทุนด้านการบริหารและการพัฒนาต่อไป ขณะที่คาดว่าแรงกดดันที่มีต่อการรวมธุรกิจในยุโรปจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยอาร์นด์ ฟรานซ์ ซีอีโอ กล่าวว่า “การตัดสินใจทางการเมืองในสหภาพยุโรปส่งผลโดยตรงต่อการรวมธุรกิจ” พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดกว้างทางเทคโนโลยีและการผลักดันกฎระเบียบด้าน CO₂ ที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจ เพื่อปกป้องการลงทุน ฐานการผลิต และการจ้างงานในยุโรป

ธรรมศาสตร์ชี้ทาง ‘กองทุนแสนล้าน’ 5 แนวทางยกระดับ SME กองทุนแสนล้านช่วยนวัตกรรม เน้นเพิ่มผลิตภาพลดพึ่งพิง ต้องวัดผลจริงปรับตามสถานการณ์

เสนอ 5 แนวทางสร้างความคุ้มค่า หลังกระทรวงอุตฯ ผุดแนวคิด ตั้ง ‘กองทุนแสนล้าน’ ยกระดับ SME
 
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ กระทรวงอุตฯ จ่อตั้งกองทุนแสนล้านยกระดับ SME ด้วยนวัตกรรม เป็นเรื่องดี พร้อมเสนอ 5 แนวทางดำเนินการเพื่อความคุ้มค่าเงินลงทุน เผยไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ควรใช้โอกาสนี้บูรณาการทั้งระบบ แนะสถานการณ์เร่งด่วนต้องออกมาตรการช่วย SME ให้รอดจากวิกฤตตะวันออกกลางก่อน หากล้มทั้งระบบ กระทบเศรษฐกิจ-ความสามารถในการแข่งขัน
 
รศ. ดร.อัญณิฐา ดิษฐานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการบริหารนวัตกรรมและเทคโนโลยี วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมจัดตั้งกองทุนเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการ SME ภายใต้วงเงินแสนล้านบาทถือเป็นเรื่องที่ดี แต่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องระวังไม่ให้กองทุนที่จะตั้งขึ้นมาใหม่นี้ กลายเป็นกล่องงบประมาณอีกใบที่แยกส่วนการทำงานออกไปจากระบบเดิมจน SME เกิดความสับสน ต้องทำเอกสารหรือกรอกข้อมูลซ้ำซ้อนหลายรอบ จนสุดท้ายแล้วเสียเวลาไปกับระบบมากกว่าการแก้ไขปัญหาธุรกิจจริงๆ

รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าวว่า หากจะทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อเม็ดเงินที่จะลงไปสนับสนุน SME และมีส่วนช่วยในการสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ส่วนตัวมองว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐบาลควรดำเนินการอย่างน้อย 5 ประเด็น ให้สำเร็จ ทั้งนี้ประกอบด้วย

1. งบประมาณที่สนับสนุน SME ต้องไม่ใช่เงินอุดหนุนที่ทำให้เกิดการพึ่งพา หากแต่ต้องเป็นเงินที่ช่วยเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน เพื่อทำให้ SME สร้างผลิตภาพได้มากขึ้น เพราะปัญหาของ SME ไทยไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ยังมีเรื่องทักษะ การเข้าถึงเทคโนโลยี มาตรฐาน กฎระเบียบ และการเข้าถึงตลาดด้วย ซึ่งจากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในปี 2567 พบว่า SME ราว 3.25 ล้านราย หรือคิดเป็น 99.5% ของกิจการ SME ทั้งหมด ครอบคลุมการจ้างงานถึง 13.4 ล้านคน หรือ 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ แต่กลับสร้าง GDP ได้เพียง 34.8% เท่านั้น

2. กองทุนต้องมีการวัดผลจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น การผ่านมาตรฐาน การขยายตลาด ไม่ใช่วัดแค่จำนวนโครงการที่อนุมัติ 3. กองทุนต้องมีระบบติดตามและทบทวนเป็นระยะ และหากพบว่าทำแล้วไม่เกิดผลก็ต้องกล้าปรับหรือยุติ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นกองทุนถาวรโดยไม่มีการประเมิน 4. กองทุนต้องไม่ออกแบบการสนับสนุนที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งระบบ เพราะมีโอกาสสูงที่จะไม่ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยจากผู้ประกอบการ SME ทั้งหมด มีจำนวน 84.5% เป็นกลุ่ม Micro หรือรายย่อย และแบ่งเป็นขนาดเล็ก 13% และขนาดกลางเพียง 2% ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความพร้อมและความต้องการแตกต่างกันอย่างมาก

5. ต้องทำ one-stop service ของภาครัฐให้เกิดขึ้นจริง และเชื่อมโยงกองทุนกับกลไกนี้ พร้อมกับมีที่ปรึกษา หรือ SME Navigator ช่วยวินิจฉัยและวิเคราะห์ปัญหาที่แท้จริง จัดลำดับความสำคัญ แนะนำเส้นทางการพัฒนาให้เหมาะกับธุรกิจแต่ละราย และส่งต่อไปยังเครื่องมือที่เหมาะสม เช่น คูปองนวัตกรรม/การพัฒนา ทุนเฉพาะด้าน ฯลฯ เพื่อไม่ให้เงินกระจายแบบไร้ทิศทาง แต่ถูกใช้เพื่อยกระดับอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง รวมถึงผู้ประกอบการบางรายยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรพัฒนาตรงไหนก่อน บางรายคิดว่ามีปัญหาการตลาด แต่จริงๆ อยู่ที่ต้นทุนหรือระบบการผลิต จึงไม่ควรปล่อยให้ SME ต้องเดาปัญหาและเลือกโครงการเองทั้งหมด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ทำงานด้าน SME และนวัตกรรมอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจ (Depa) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รวมถึงกลไกของมหาวิทยาลัย และอุทยานวิทยาศาสตร์ในภูมิภาค ดังนั้นควรใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
สำหรับการบูรณาการ ควรเกิดขึ้นใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับนโยบาย ควรมีกลไกกลางที่ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ร่วมของประเทศในการพัฒนา SME ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะโจทย์นี้เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) หรือแม้แต่ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าไม่มีเจ้าภาพกลาง การทำงานก็จะซ้ำซ้อนเหมือนเดิม

2. ระดับปฏิบัติการ ประเทศไทยควรมี one-stop service journey ที่ SME เข้าถึงได้จากจุดเดียว กรอกข้อมูลครั้งเดียว ประเมินครั้งเดียว และระบบสามารถช่วยคัดกรองและส่งต่อไปยังบริการที่เหมาะสมได้ เช่น เครื่องมือด้านนวัตกรรมของ NIA, โครงการดิจิทัลของ depa, มาตรการภาษีหรือสินเชื่อ โดยใช้ข้อมูลร่วมกัน

3. ระดับส่งมอบบริการจริงถึงตัว SME ตรงนี้ไทยมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งหน่วยงานพัฒนา SME อย่าง สสว. อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะในมหาวิทยาลัย เครือข่ายหน่วยงานของ อว. และกลไกเชิงพื้นที่อื่นๆ ซึ่งควรถูกใช้เป็นฐานในการทำงานกับ SME แต่ละภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใช้เฉพาะตอนมีโครงการอบรมหรือกิจกรรมระยะสั้น เพราะการพัฒนา SME ที่ได้ผลจริงต้องมีการติดตามต่อ วินิจฉัยซ้ำ และยกระดับต่อเนื่อง ไม่ใช่เข้าโครงการหนึ่งครั้งแล้วถือว่าจบ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งกองทุนมูลค่าแสนล้านบาทถือว่าเป็นมาตรการสนับสนุน SME ในระยะยาว ซึ่งมาตรการระยะยาวจะไม่มีความหมายเลย หากผู้ประกอบการอยู่รอดไม่ถึงวันนั้น ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการโดยทันทีคือ การออกมาตรการที่เร็ว-ง่าย-ตรง เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ เสริมสภาพคล่อง เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายบางส่วน ชะลอภาระที่กดต้นทุน สนับสนุนเงินหมุนเวียนระยะสั้น หรือช่วยปรับธุรกิจในช่วงวิกฤต ฯลฯ เพื่อช่วยให้ SME ปรับตัวได้ทัน อยู่รอดและผ่านพ้นวิกฤตตะวันออกกลางนี้ไปให้ได้ก่อน

ทั้งนี้ หากปล่อยให้ SME จำนวนมากล้มลงในสถานการณ์นี้ จะกระทบทั้งระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะ SME เป็นทั้งฐานของการจ้างงาน ห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจท้องถิ่นจำนวนมาก ดังนั้นสิ่งที่จะตามมาคือ GDP หดตัว การจ้างงานหาย รายได้ครัวเรือนลดลง ปัญหาสังคมจะตามมาอย่างรวดเร็ว โดยผลกระทบจะลามต่อไปถึงระบบการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ด้วย เนื่องจาก SME จำนวนมากเป็นซัพพลายเออร์อยู่ในห่วงโซ่การผลิต การลงทุนใหม่จะชะลอตัวลง ส่งผลต่อไปถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง และที่น่ากังวลที่สุดคือ เมื่อผู้ประกอบการรายเล็กล้มจำนวนมาก สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือความเชื่อมั่นและจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟื้นกลับมายากมาก

“การช่วยเหลือไม่ควรเป็นมาตรการเฉพาะหน้าแบบแยกส่วนแล้วจบ รัฐควรใช้จังหวะนี้สร้างระบบ one-stop service ไปพร้อมกัน เพื่อให้ SME ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือได้รับทั้งการประคองระยะสั้นและคำแนะนำสำหรับการปรับตัวระยะกลางต่อเลย ไม่ใช่พอหมดวิกฤตก็ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่เองอีกครั้ง” รศ. ดร.อัญณิฐา กล่าว

ดีพร้อมลุยยกระดับ SME จัดงานทดสอบตลาดที่นครสวรรค์ รวบรวมสินค้าไฮเทค 3 กลุ่มหลัก ผลักดันอาหารอนาคตและเกษตรแปรรูป สร้างโอกาสตลาดสากลให้ผู้ประกอบการไทย

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 (DIPROM) ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการจัดกิจกรรม “ทดสอบตลาดผลิตภัณฑ์” ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์ ขนทัพผู้ประกอบการ Future Food อาหารแห่งอนาคต-Bio-based personal Care and Beauty Product ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม – Agricul Tural Product and Herbs   ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป/พืชเศรษฐกิจและสมุนไพร   คว้าใจผู้บริโภคและ Buyer รายใหญ่ สร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ดีพร้อม) รุกเดินหน้ายกระดับผู้ประกอบการไทย จัดกิจกรรม “ทดสอบตลาด (Market Testing)” รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรม จาก 3 โครงการใหญ่ภายใต้การบ่มเพาะของศูนย์ฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพบปะผู้บริโภคจริง และรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าสู่ระดับสากล ณ ศูนย์การค้าวี-สแควร์ จังหวัดนครสวรรค์

นางสาวิตรี ทาจ๋อย ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนายศิริเทพ พิริยอุตสาหกร ผู้อำนวยการกลุ่มบริการธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ และ นางสาวณัฐชานันท์ บวบทอง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมธุรกิจอุตสาหกรรม พร้อมด้วยคุณจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการ บริหารบริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ ผู้บริหารในการเจรจาธุรกิจ (Buyer) ว่าที่ร้อยตรี กิตติพันธ์ มูลศรีชัย นายกสมาคมผู้ส่งออกและผู้ผลิตไทย ,นายชนาธิป โอสถวาณิชย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจริญรุ่งเรือง ฟาร์มา 168 จำกัด ,นางสาวดวงหทัย เอมอ่อง ผู้จัดการ บริษัท สวอน แอร์ ซีเฟรท จำกัด  ,นายกิติศักดิ์ วิจิตรเวชการ Marketing Manager THE BUBBLES Co.,Ltd. ,นายกันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งบริษัท คอนซัลติ้งไทย จำกัด (Buyer ผู้เข้าร่วมเจรจาธุรกิจ) และคณะผู้บริหารร่วมในพิธี

นางสาวิตรี ทาจ๋อย เปิดเผยว่า “การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนาด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาทดสอบความต้องการของตลาด (Market Validation) ก่อนที่จะวางจำหน่ายจริงอย่างเต็มรูปแบบ โดยเราเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงตามเทรนด์โลก ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม และสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง  สำหรับการจัดงานครั้งนี้ ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ไฮไลต์จาก 3 กิจกรรมหลักประกอบด้วย:

1.   กิจกรรมพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food): สัมผัสเมนูทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 
-     บริษัท อเนกฟาร์มนกกระทา จำกัด (จังหวัดอ่างทอง)
 เจลลี่ไข่ขาวพร้อมรับประทาน
-     บริษัท เปี่ยมสุขฟาร์ม จำกัด (จังหวัดชัยนาท)
 วิต้า กริก นวัตกรรมอาหารอนาคตจากจิ้งหรีด
-     บริษัท วังบุญชู จำกัด (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ชูชูช็อคโกแลตและกราโนล่าบาร์

2.   กิจกรรมการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามจากพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ : นวัตกรรมความงามจากธรรมชาติที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น 
-     หจก.หัตถชา 1982 (จังหวัดนครสวรรค์)
 โทนเนอร์ผิวใส 3 ระดับ นวัตกรรมข้าวหอมใบเตย
-     วสช.คนเอาถ่านบ้านหัวดาน (จังหวัดพิจิตร)
 แฮร์ เซรั่ม นวัตกรรมฟื้นฟูเส้นผมระดับพรีเมียมจากถ่านชาร์โคล

3.  กิจกรรมการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป (พืชเศรษฐกิจหรือสมุนไพร): การแปลงโฉมสินค้าเกษตรและสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย  
-     บริษัท วรรณาวีย์ จำกัด (จังหวัดพิจิตร)
 ใบเตยผงชงดื่มเข้มข้น
-     บริษัท พุทธาพร19 จำกัด (จังหวัดลพบุรี)
 สเปรย์สารสกัดต้นอ่อนทานตะวัน
-     วสช.การเรียนรู้ศาสพระราชาคืนป่าสัก (จังหวัดลพบุรี)
 ผงกล้วยดิบชนิดเม็ด
-     Good Farm Café (จังหวัดกำแพงเพชร)
 ไซรัปกล้วยน้ำว้า
-     พีพีคอมมูนิตี้เอนเตอร์ไพร (จังหวัดชัยนาท)
 สเปรย์ป้องกันยุงตะไคร้ส้มโอ

งานทดสอบตลาดในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดนครสวรรค์ แต่ยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมนำไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางการส่งเสริม SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ดีพร้อม พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงและสะพานเชื่อมโยงให้ SME ไทยไม่เพียงแต่ผลิตสินค้าได้ แต่ต้องขายเป็นและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดสากล โดยเราจะนำผลการทดสอบตลาดในครั้งนี้ไปต่อยอดพัฒนาหลักสูตรและการสนับสนุนในครั้งต่อไป” นางสาวิตรี กล่าวทิ้งท้าย

UAC จับมือ KMUTT ขับเคลื่อนนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนา ต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม ส่งเสริมวัตถุดิบชีวภาพมูลค่าเพิ่ม

UAC จับมือ KMUTT ต่อยอดงานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ 

ขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับวัตถุดิบชีวภาพ น้ำมันจากพืช และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงจากทรัพยากรทางการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อยอดองค์ความรู้สู่การประยุกต์ใช้ในระดับเชิงพาณิชย์ ความร่วมมือครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนากระบวนการสกัด แปรรูป และเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบชีวภาพ รองรับการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ได้จริงในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และ นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย รศ.ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.และ นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธีลงนาม เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางขุนเทียน)

ลำดับภาพจากซ้ายไปขวา 

1.รศ. ดร.จักรกฤษณ์ เตชะอภัยคุณ รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนางานวิจัยเทคโนโลยีและธุรกิจ สรบ.

2.ผศ.ดร.บุณยพัต สุภานิช ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ

3.นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์การลงทุน 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

4.นายปรวัฒน์ สิงหลักษณ์ ผู้จัดการศูนย์นวัตกรรม 

บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย : บริษัท มาร์ดี ดิจิทัล จำกัด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top