Saturday, 17 October 2026
ท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

มจธ. ดันเรือไฟฟ้า!! สร้างโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ จับมือชุมชนคลองบางมด พัฒนาสู่วงการ เปลี่ยนเรือหางยาวเป็น E-Boat ลดมลพิษ กทม. หนุนเป้าหมาย Net Zero ระยะยาว

มจธ. จับมือ ชุมชนคลองบางมด ดัน “โมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ด้วย “E-Boat” สู่ “กรุงเทพฯ Net Zero”

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

เสียงเรือหางยาวที่เคยดังสนั่น ผสมกลิ่นควันดีเซลที่ลอยฟุ้ง และแรงกระเพื่อมของน้ำที่ซัดเข้าริมตลิ่ง กำลังกลายเป็นอดีตของ “ชุมชนคลองบางมด” ในพื้นที่เขตทุ่งครุและบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. ดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็น “เรือไฟฟ้า” หรือ E-Boat ขนาด 8-10 ที่นั่ง สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวและกิจกรรมล่องคลองเชิงอนุรักษ์ ช่วยลดทั้งเสียง ควัน มลพิษ และต้นทุนพลังงานได้กว่า 60 % พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนริมคลอง และต่อยอดสู่ต้นแบบการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของกรุงเทพฯ

การเกิดขึ้นของเรือไฟฟ้าในคลองบางมด นับเป็นจุดเริ่มต้นของ “ต้นแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ที่เชื่อมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้ากับการท่องเที่ยวชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนริมคลอง ให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ซึ่งกำลังเป็นวาระสำคัญของโลกและประเทศไทย
จุดเริ่มต้นของเรือไฟฟ้ามาจากความต้องการของคนในพื้นที่อย่าง คุณสนธยา เสมทัพพระ หรือ “น้าโบ๋” ชาวบ้านคลองบางมด ที่อยากคืนความเงียบสงบและอากาศบริสุทธิ์ให้กับชุมชน หลังจากเห็นปัญหาเสียงเครื่องยนต์ ควันน้ำมัน และผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนริมคลองมาเป็นเวลานาน

“จุดเริ่มต้นมาจากความต้องการนำความเงียบและอากาศบริสุทธิ์กลับมาสู่คลองบางมด เราคิดว่าหากเปลี่ยนเรือเก่าให้เป็นเรือไฟฟ้าได้ ก็น่าจะช่วยให้คลองน่าอยู่ขึ้น จึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และนำอะไหล่มือสองจากรถอีวีมาปรับใช้กับเรือหางยาวของชุมชน จนพัฒนาเป็นเรือหางยาวไฟฟ้าต้นแบบ ขนาดประมาณ 8-10 ที่นั่ง ซึ่งปัจจุบันใช้งานได้จริง สามารถให้บริการนักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชีวิตริมคลองบางมด โดยไม่มีเสียงดังและควันรบกวนเหมือนเดิม” น้าโบ๋กล่าว

น้าโบ๋ เล่าว่า ในช่วงแรกของการพัฒนา ชุมชนได้รับความร่วมมือจากศูนย์ Mobility and Vehicle Technology Research Center หรือ MOVE มจธ. เข้ามาช่วยออกแบบและพัฒนาระบบขับเคลื่อนเรือไฟฟ้า พร้อมให้คำแนะนำทางวิชาการและเทคนิคที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง จนสามารถเปลี่ยนเรือเครื่องยนต์เก่าให้กลายเป็นเรือไฟฟ้าได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และกรุงเทพมหานคร ในการพัฒนาเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบสำหรับสัญจรในคลอง โดยดัดแปลงจากเรือขนขยะของ กทม. นี่คือแนวคิดการนำเรือเก่ากลับมาสร้างมูลค่าใหม่แทนการขายทิ้ง โดย กทม. ยังให้ความสนใจผลักดันให้เขตต่าง ๆ ที่มีเรือเก่า นำแนวคิดนี้ไปต่อยอดเป็นเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า เพื่อสร้างเสน่ห์ใหม่ให้การท่องเที่ยวทางน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

รองศาสตราจารย์ ดร.ชวิน จันทรเสนาวงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาความเป็นสากล มจธ. กล่าวว่า “การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า ส่งผลดีทั้งในด้านการลดต้นทุนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานได้ถึง 60-70% แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในส่วนของแบตเตอรี่และมอเตอร์ แต่ประเมินว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 3 ปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดมลพิษทางเสียง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน และลดมลพิษทางอากาศภายในชุมชนได้”

อีกก้าวสำคัญของโครงการ คือการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เรือไฟฟ้าเพื่อชุมชน” ที่บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการดัดแปลงเรือเครื่องยนต์สันดาปให้เป็นเรือไฟฟ้า รวมถึงการดูแลและซ่อมบำรุงระบบมอเตอร์ไฟฟ้าให้กับชาวบ้าน ช่างเครื่องยนต์ และผู้สนใจทั่วไป รศ. ดร.ชวิน ระบุว่า ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้โครงการไม่หยุดอยู่เพียงเรือไฟฟ้าต้นแบบ 1 ลำ แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างทักษะใหม่ให้ชุมชน และอาจต่อยอดสู่ “วิสาหกิจชุมชนด้านเรือไฟฟ้า” ทั้งการปรับปรุงเรือเก่า การดูแลระบบขับเคลื่อน และการให้บริการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดย มจธ. จะช่วยสนับสนุนด้านวิชาการ ในการที่ชุมชนจัดการอบรมการแปลงเรือเครื่องยนต์เป็นไฟฟ้า และหวังว่าจะเป็นต้นแบบซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ให้คนในพื้นที่ และขยายโมเดลนี้ไปยังชุมชนริมคลองอื่น ๆ ของกรุงเทพฯ ในอนาคต

อีกมิติสำคัญของโครงการ คือการเชื่อมเรือไฟฟ้าเข้ากับ “เส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ “การร่วมสร้างต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ เพื่อกรุงเทพเมืองยืดหยุ่นยั่งยืน” ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. ที่ต้องการยกระดับชุมชนเกษตรเมืองริมน้ำให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ควบคู่กับการลดคาร์บอนของกรุงเทพฯ โดย ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ ระบุว่า การลดคาร์บอนในการท่องเที่ยวชุมชนต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การเดินทาง ผู้ประกอบการ กิจกรรมท่องเที่ยว วัสดุ งานศิลปะ ไปจนถึงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และจากการทำงานในพื้นที่พบว่า “การเดินทาง” เป็นกิจกรรมที่ก่อคาร์บอนมากที่สุด การเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้าจึงทำให้แนวคิดการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของคลองบางมดเป็นรูปธรรมมากขึ้น

“เมื่อปรับการเดินทางเป็นเรือไฟฟ้า เส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของเราก็ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น ปัจจุบันโครงการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนอารยะคลองบางมดสร้างสรรค์  เซฟติสท์ฟาร์ม เป็นต้น โดยออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำรวม 12 เส้นทาง แบ่งเป็นเขตทุ่งครุ 6 เส้นทาง และเขตบางขุนเทียน 6 เส้นทาง เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงกิจกรรมสร้างรายได้ระยะสั้น แต่เป็นเครื่องมือสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดร.กัญจนีย์ กล่าว

และล่าสุด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมกิจกรรมเปิดตัวเรือไฟฟ้าต้นแบบ E-Boat จากท่าน้ำวัดพุทธบูชาไปยังศูนย์การเรียนรู้บ้านเขียนวาดและภาพพิมพ์ คลองบางมด สะท้อนความสำคัญของโครงการในฐานะต้นแบบที่อาจต่อยอดสู่การพัฒนาการเดินทางทางน้ำและการท่องเที่ยวสีเขียวของกรุงเทพฯ ในระยะต่อไป

กรณีคลองบางมดจึงเป็นมากกว่าโครงการท่องเที่ยวชุมชน แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจฐานรากแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่จริง ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างทักษะแรงงานใหม่ และเพิ่มมูลค่าให้ทรัพยากรท้องถิ่น หากสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่นของกรุงเทพฯ ได้ในอนาคต เรือไฟฟ้าอาจไม่ใช่เพียงทางเลือกใหม่ของการเดินทางทางน้ำ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กรุงเทพมหานครเดินหน้าเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

พพ. ดันโรงแรมคาร์บอนต่ำ!! จับมือ 4 องค์กร ปั้นโรงแรม 5,000 แห่ง นำร่อง 80 โรงแรมใน 10 จังหวัดทั่วไทย ใช้ระบบ EnPI วิเคราะห์จุดลดพลังงาน เร่งลดก๊าซเรือนกระจก 10% ภายในปี 70

พพ. ผนึก 4 องค์กร ปั้นโรงแรม 5,000 แห่งสู่มาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
นำร่อง 10 จังหวัดลดใช้พลังงานวัดผลเกณฑ์มาตรฐาน Green Hotel–GSTC

พพ.เดินหน้าปั้นโรงแรมต้นแบบ 80 แห่งใน 10 จังหวัด ใช้ข้อมูล EnPI วิเคราะห์ Energy Gap เจาะจุดลดการใช้พลังงาน พร้อมผลักดันโรงแรมกว่า 5,000 แห่งเข้าสู่ระบบ EnPI–CF-Hotels รองรับตลาดนักท่องเที่ยว

สายรักษ์โลก “Low Carbon Tourism” พร้อมเปิดทาง Soft Loan–Green Loan–ESCO ช่วยผู้ประกอบการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจท่องเที่ยวไทย
22 กันยายน 2569 – นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมโรงแรมไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยใช้ “การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน” เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว

สำหรับความร่วมมือ ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม และที่พัก โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ต้นทุนและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่แผนการลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และระบบพลังงานที่เหมาะสม ในแต่ละสถานประกอบการ พร้อมมีการประเมินการใช้พลังงานของโรงแรม เพื่อทำดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ( Energy Performance Indicator (EnPI) เพื่อวิเคราะห์ “Energy Gap” ค้นหาจุดที่มีการใช้พลังงานสูงหรือมีโอกาสลดการสูญเสีย ก่อนกำหนดมาตรการปรับปรุงที่สามารถวัดผลการประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ MOU คือการผลักดันโรงแรมมากกว่า 5,000 แห่ง ให้เข้าร่วมประเมินและจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ EnPI และ Carbon Footprint Hotels (CF-Hotels) เพื่อสร้างฐานข้อมูล

ด้านพลังงานและคาร์บอนของภาคการท่องเที่ยว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ของโรงแรมไทยสู่การเป็นโรงแรมเบอร์ 5 ปัจจุบันแพลตฟอร์ม CF-Hotels สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการติดตามและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของโรงแรมโดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
ทั้งนี้เพื่อยกระดับโรงแรมเข้าเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ โรงแรมเบอร์ 5, Green Hotel, Green Hotel Plus ไปจนถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล อาทิ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และ Good Travel Seal โดยนำข้อมูลการใช้พลังงานและผลการประเมิน EnPI มาใช้กำหนดแนวทางปรับปรุง อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้ ยังได้วางเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 2 ที่ระดับ 10% และสนับสนุนการใช้ข้อมูลจากระบบ CF-Hotels เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคการท่องเที่ยว

สำหรับการขับเคลื่อนระยะแรก ทั้ง 5 ฝ่ายเตรียมดำเนิน โครงการโรงแรมต้นแบบด้านพลังงาน โดยคัดเลือกโรงแรมระดับ 2–5 ดาวที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ นำร่องจำนวน 80 แห่ง ในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุม

10 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และภูเก็ต

โดยโรงแรมที่เข้าร่วมจะเริ่มจากการประเมิน EnPI และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อค้นหา Energy Gap จากนั้นจึงลงพื้นที่สำรวจและออกแบบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานให้เหมาะกับลักษณะการดำเนินงานของแต่ละโรงแรม โดย พพ.และกฟผ. จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถบรรลุผลการประหยัดพลังงานได้จริงพร้อมมีการติดตามและประเมินผลทั้งด้านการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่าย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้หลักการ Measurement and Verification (M&V) เพื่อให้สามารถวัดผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน เนื่องจากการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับปรุงระบบพลังงานจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนดังนั้น

ความร่วมมือครั้งนี้จะสนับสนุนการเข้าถึงกลไกทางการเงิน เช่น Soft Loan และ Green Loan รวมถึงการใช้รูปแบบ บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) และ Energy Performance Contract (EPC) เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น

ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้โรงแรมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานได้ตามศักยภาพและความพร้อม นางสาวนันธิกา กล่าว

ทั้งนี้ 5 หน่วยงานจะร่วมกันสร้างการรับรู้เรื่อง Low Carbon Tourism ผ่านการประชาสัมพันธ์โรงแรมต้นแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเห็นความสำคัญของ

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ “โรงแรมคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัย

ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนดังกล่าว เป็นการดึงภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งปรับตัว และเป็นส่วนสำคัญของนโยบาย ที่จะมุ่งขับเคลื่อนไทยสู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และเป้าหมาย NDC 3.0 ที่กำหนดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60% หรือ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) จากปีฐาน 2019
สำหรับกรอบความร่วมมือ 5 ปี ระหว่าง (ปี 2569 2574 )โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูล การประเมินประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาโรงแรมต้นแบบ ซึ่งจะมีภาคเอกชนที่มีเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานที่เหมาะสมกับโรงแรมขนาดเล็ก ไปจนถึงโรงแรมขนาดใหญ่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานและการสื่อสารตลาด เพื่อให้การลดต้นทุนพลังงานและลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top