Friday, 5 June 2026
ทหารมีไว้ทำไม

'ใบตองแห้ง' ยก!! ทหารเป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้ภัยพิบัติ ยัน!! ไม่ปฏิเสธการมีทหาร แต่แค่มีนายพลมากมายไว้ทำไม

(25 ก.ย. 67) อธึกกิต แสวงสุข หรือ ใบตองแห้ง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Atukkit Sawangsuk' ในหัวข้อ 'ทหารมีไว้ทำไม' ระบุว่า...

คุยกับ บก.ลายจุด ทำงานร่วมกับทหารดีมาก

“เขาก็รู้ว่าผมเป็นใคร” แต่ทำงานร่วมกันอย่างมืออาชีพ ทหารยังให้รถมาใช้

ไม่ใช่แค่ บก.หรอก อาสาสมัครมูลนิธิกระจกเงามีหลากหลาย

แดง ส้ม คนรุ่นใหม่ ก็ไปทำงานร่วมกัน เสธ.ทั้งหลาย (ในขณะที่พวก IO นั่งหน้าคีย์บอร์ด)

ไม่ได้มีปัญหาในการทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ

ทหารนั้นเป็นกำลังสำคัญในการกอบกู้ภัยพิบัติ

เป็นอย่างนี้ทุกประเทศ เพราะมีกำลังพลพร้อมลุย

อันที่จริง ควรมีการฝึกซ้อมด้านนี้ด้วยซ้ำ

แต่อันดับแรก คือต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ปภ. เป็นเจ้าภาพ แล้วให้ทหารเป็นกำลังหลัก อาสาสมัครเป็นกำลังเสริม 

เวลาพูดเรื่องทหารมีไว้ทำไม

เราไม่ได้ปฏิเสธว่าทหารมีไว้รบ มีไว้กู้ภัย

แต่มันมีนายพลมากมายไว้ทำไม 

มีสนามกอล์ฟมากมายไว้ทำไม

มีทหารกระดาษ ทหารเดินเอกสาร ไว้มากมายทำไม

กองทัพอากาศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งหนึ่ง เคยทำการบินสกัดกั้น เฉพาะในวัน-เวลาทำการเท่านั้น เหตุ!! ถูกลด ‘งบการทหาร’

(24 ก.พ. 68) เรื่องราวสุดเหลือเชื่อนี้เกิดขึ้นจริงในปี 2014 วันที่ 17 กุมภาพันธ์ เมื่อเที่ยวบินที่ 702 ของสายการบิน Ethiopian ซึ่งเดินทางจากกรุงแอดดิสอาบาบาไปยังนครมิลานโดยผ่านกรุงโรม โดยเครื่องบินลำดังกล่าว เป็นเครื่องบินโดยสารแบบ Boeing 767-3BGER หมายเลข MSN 30563 หมายเลขทะเบียน ET-AMF ถูกจี้ระหว่างบินจากกรุงแอดดิสอาบาบาไปยังกรุงโรมโดย Hailemedhin Abera Tegegn นักบินผู้ช่วยซึ่งไม่มีอาวุธเลย 

เครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินของเที่ยวบินที่ 702 เริ่มส่งสัญญาณ 7500 ซึ่งเป็นรหัสสากลสำหรับแสดงสถานะเครื่องบินถูกจี้ ขณะบินไปทางเหนือของซูดาน เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อนักบินออกจากห้องนักบินเพื่อเข้าห้องน้ำ นักบินผู้ช่วยได้จัดการล็อกประตูห้องนักบินและทำการบินต่อเพียงลำพัง เที่ยวบินดังกล่าวมีกำหนดเดินทางมาถึงท่าอากาศยานเลโอนาร์โด ดา วินชี–ฟิอูมิชิโนในกรุงโรม อิตาลี เวลา 04:40 น. แล้วจะเดินทางต่อไปยังท่าอากาศยานมัลเปนซาในนครมิลาน แต่เครื่องบินเที่ยวบินที่ 702 นี้กลับบินไปยังนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยนักบินผู้ช่วยได้บินวนอยู่หลายรอบในขณะที่ติดต่อกับหอบังคับการบินของท่าอากาศยานนานาชาติเจนีวา ซึ่งนักบินผู้จี้เครื่องบินรายนี้ได้เจรจาถึงเรื่องการขอสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองให้กับตนเอง อีกทั้งขอคำมั่นสัญญาจากรัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ว่า จะไม่ส่งตัวเขากลับไปดำเนินคดียังเอธิโอเปีย

เวลา 06:02 น. ของเช้าวันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2014 เที่ยวบินที่ 702 ของสายการบิน Ethiopian ได้ลงจอดที่สนามบินนานาชาติเจนีวา โดยมีเชื้อเพลิงเหลืออยู่พอบินได้อีกประมาณ 10 นาที และเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งดับ Hailemedhin นักบินผู้ช่วยออกจากเครื่องบินโดยปีนเชือกที่เขาโยนออกไปนอกหน้าต่างห้องนักบิน ก่อนจะเดินไปหาตำรวจเพื่อมอบตัว หลังจากระบุว่า ตนเองเป็นผู้ก่อเหตุ และถูกควบคุมตัว สนามบินนานาชาติเจนีวาถูกสั่งปิดเป็นการชั่วคราวในระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งไม่มีผู้โดยสารหรือลูกเรือคนใดได้รับบาดเจ็บ

เครื่องบินที่ถูกจี้ลำดังกล่าวบินเข้าน่านฟ้าของสวิตเซอร์แลนด์โดยไม่มีการสกัดกั้นจากเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศสวิสเซอร์แลนด์เลย มีเพียงการบินประกบคุ้มกันโดยเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศฝรั่งเศสและอิตาลีจนกระทั่งลงจอดที่สนามบินนานาชาติเจนีวา ด้วยเพราะในช่วงเวลานั้นกองทัพอากาศสวิสก่อตั้งขึ้นในปี 1914 ถูกลดค่าใช้จ่ายด้านการทหารลดลง จนแทบไม่มีการซื้อเครื่องบินขับไล่แทนเครื่องบินขับไล่แบบเก่าซึ่งกำลังจะหมดสภาพใช้งาน และทำให้นักบินรบหลายคนต้องกลายเป็นกำลังสำรองไป โดยเวลาในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่สังกัดกองทัพอากาศสวิสเซอร์แลนด์ในตอนนั้นคือ วันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. (โดยมีเวลาพักเที่ยงอีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง) เท่านั้น 

ดังนั้นเครื่องบินขับไล่ฝรั่งเศสและอิตาลีจึงต้องทำหน้าที่บินคุ้มกันเครื่องบินเที่ยวบินที่ 702 ของสายการบิน Ethiopian ที่ถูกจี้ไปลงจอดยังสนามบินเจนีวาอย่างปลอดภัยในเช้าวันจันทร์ เนื่องจากเมื่อเวลา 06.02 น. ยังต้องรออีกเกือบ 2 ชั่วโมงก่อนที่กองทัพอากาศสวิสเซอร์แลนด์จะเริ่มปฏิบัติงาน ซึ่งแหล่งข่าวของทางการสวิสเซอร์แลนด์ระบุว่า “สวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ เนื่องจากฐานทัพอากาศของประเทศปิดทำการในตอนกลางคืนและวันหยุดสุดสัปดาห์ อันเนื่องมาจากเรื่องของงบประมาณและเจ้าหน้าที่” ทำให้ช่วงเวลานั้น สวิสเซอร์แลนด์ต้องพึ่งพาศักยภาพด้านการทหารของเพื่อนบ้าน เพื่อให้ความสามารถในการตอบสนองการป้องภัยทางอากาศตลอด 24 ชั่วโมงด้วยเครื่องบินขับไล่สกัดกั้น รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์จึงมีข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอิตาลีและฝรั่งเศส อนุญาตให้เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศทั้งสองสามารถบินเข้าสู่พื้นที่น่านฟ้าของสวิตเซอร์แลนด์ได้ทุกเมื่อที่จำเป็นเพื่อจัดการกับภัยคุกคามทางอากาศ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความเสี่ยงที่อีกมาก เพราะหากเครื่องบินถูกจี้บินเหนือสวิตเซอร์แลนด์ และถูกสั่งให้โจมตีเป้าหมายที่มีความอ่อนไหวภายในประเทศ เครื่องบินขับไล่จากฝรั่งเศสหรืออิตาลีจะมีโอกาสน้อยมากที่จะบินเข้ามาสกัดกั้นได้ทันเวลา” ในระหว่างการประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัมที่เมืองดาวอส สวิสเซอร์แลนด์เมื่อเดือนมกราคม 2014 รัฐบาลสวิสเซอร์แลนด์ถึงกับต้องร้องขอให้กองทัพอากาศออสเตรียช่วยดูแลน่านฟ้าของตน

สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่รักษาความเป็นกลางมาโดยตลอด ดังนั้น กำลังทางอากาศจึงมีขนาดจำกัด และไม่สามารถรับมือกับความขัดแย้งทางอากาศในระยะยาวได้ ภารกิจหลักของกองทัพอากาศสวิสฯ คือการรับประกันอธิปไตยทางอากาศและการป้องกันทางอากาศทั่วประเทศ ซึ่งทำได้โดย (1) รักษาการเพื่อควบคุมน่านฟ้าทั่วไปป้องกันการบุกรุกน่านฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตผ่านเรดาร์ตลอด 24 ชั่วโมง (โดยมีการขยายขอบเขตโดยการเปิดใช้งานหน่วยป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดิน (GBAD)) และ (2) ควบคุมดูแลทางอากาศตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันเพื่อปกป้องน่านฟ้า โดยมีภารกิจรองคือ การดำเนินการขนส่งทางอากาศ การลาดตระเวน และการรวบรวมและวิเคราะห์ข่าวกรองสำหรับผู้นำรัฐบาลและผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ 

หลังจากเหตุการณ์จี้เครื่องบินเที่ยวบินที่ 702 ของสายการบิน Ethiopian มาลงจอดยังสนามบินนานาชาติเจนีวาแล้ว มีการปรับปรุงขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพอากาศสวิสเซอร์แลนด์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2017 เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศสวิสเซอร์แลนด์สามารถปฏิบัติการบินสกัดกั้น ในเวลา 8.00-18.00 น. ได้ทุกวันตลอดทั้งปี ต่อมาในปี 2019 เพิ่มเวลาปฏิบัติการเป็น 06.00-22.00 น. และตั้งแต่สิ้นปี 2020 เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศสวิสเซอร์แลนด์มีขีดความสามารถในปฏิบัติการบินสกัดกั้นได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันตลอดทั้งปี และเมื่อเปรียบเทียบกับกองทัพอากาศไทยของเราแล้ว เครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศไทยจากทุกฐานบิน มีขีดความสามารถในปฏิบัติการบินสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันตลอดทั้งปีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปีแล้ว ซึ่งเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดของคำถามที่ว่า “ทหาร มีไว้ทำไม?”

ผู้ใช้ TikTok โพสต์คลิป สุดประทับใจ!! ขับรถตามพี่ทหาร ไป 50 โล เพื่อให้ขนมไปกินระหว่างทาง ขอบคุณที่ช่วยปกป้อง แผ่นดินของเรา

(27 ก.ค. 68) ผู้ใช้ TikTok ‘mam_mam77’ ได้โพสต์คลิปสุดประทับใจ พร้อมใส่ข้อความระบุว่า ...

กำลังใจจากแนวหลัง ขับตามพี่ๆทหารมาประมาณ 50 โล ได้ คิดว่าจอดไหนก็จะตามไป ขนมมันอาจเล็กน้อย เอาไว้กินกันกลางทางนะพี่ สู้ๆปลอดภัยกลับมาทุกนายนะคะ 

ตื่นเต้นจนพูดไรไม่ออกเลย

"ทหารมีไว้ทำไม" รวมพลังอาสาสมัคร ทำเพลงเพื่อกองทัพ

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) กรมกิจการพลเรือนทหารบก โดยพล.ต.พิพัฒน์ จงวัฒนาไพศาล ผู้อำนวยสำนักกิจการพลเรือน กรมกิจการพลเรือนทหารบก มอบเกียติบัตรแก่ทีมงานจิตอาสา ผู้ผลิตเพลง "ทหารมีไว้ทำไม" เพื่อมอบและให้กำลังใจแด่การปฏิบัติภารกิจของกองทัพบก ในเหตุการณ์การปะทะระหว่าง ไทย-กัมพูชา โดยมี นาย ธวัชชัย กิตติรัตนวิวัฒน์ นาย เทียนชัย เกียรติปรุงเวช Polar Bear Studio นางสาว ณัชชา วีรานุกุล ตัวแทนผู้ขับร้อง และนางสาว นลินรัตน์ กุลเมธีกวีวุฒิ ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพ

โดยทั้งหมดเป็นทีมงานอาสาสมัครในการถ่ายทอดภารกิจและจิตวิญญานแห่งความเสียสละของทหารไทย

พร้อมแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและการปฏิบัติหน้าที่ของทหารทุกนาย ที่ไม่ได้มีเพียงความมุ่งมั่นเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลสำคัญที่คอยทำงานอย่างเงียบ ๆ ไม่เคยหวังอะไรตอบแทน เพียงอยากให้เห็นถึงความตั้งใจที่ทหารมีให้กับพี่น้องประชาชน ในการปกป้องประเทศชาติ 

กองทัพบกขอขอบคุณจิตอาสาทุกท่านในความเสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ การผลิตสื่อสร้างสรรค์ ประพันธ์บทเพลงจัดทำมิวสิควิดิโอ เพลง “ทหารมีไว้ทำไม” พวกเขาคือพลังสำคัญที่อยู่เคียงข้าง เหล่าทหาร วันนี้ เราขอขอบคุณจากใจให้กับทุกคนที่ค่อยสนับสนุนและส่งกำลังใจให้ทหารไทย ทุกความสำเร็จของทหาร คือกำลังใจของประชาชน

‘ใบตองแห้ง’ โพสต์วิจารณ์ทหารหนุน ‘กัน จอมพลัง’ สร้างภาพรักชาติ หวังคุมความมั่นคง

เมื่อวันที่ (23 ต.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ และพิธีกร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Atukkit Sawangsuk ระบุว่า…

กัน จอมพลัง โป๊ะแตกแหกโค้งเพราะโดนขุดคุ้ย แป้งเต็มหลัง แต่อันที่จริงนั่นไม่ใช่ประเด็นหลักที่วิพากษ์วิจารณ์กันตั้งแต่ต้น

ประเด็นหลักคือ ทหารหนุนหลังให้ท้าย ‘กัน จอมพลัง’ ทหารเป็นตัวสำคัญ ‘ไม่ใช่แป้ง’ ที่ปล่อยให้กันปลุกพลังรักชาติล้นเกิน สามารถบริจาคยุทธภัณฑ์ จนต้องย้อนถาม ‘ทหารมีไว้ทำไม’

ทหารให้กันร่วมเดินแถวหน้า ยังกะแม่ทัพนายกอง เอารถสูบส้วมรถเครื่องเสียงไปแนวหน้า ยังกะ ผบ.หน่วยรถพิเศษ

ทหารใช้กัน ใช้อินฟลู ปลุกเกลียดชัง ปั่นคลั่งชาติ ให้คนนิยมทหาร ชูทหารเป็นพระเอก จนบรรลุเป้าหมาย คุมชายแดนคุมความมั่นคงเบ็ดเสร็จแทนรัฐบาลไม่ว่าชุดไหนก็ตาม อย่าให้แป้งบังตา

ในการรับมือวิกฤตอุทกภัย ที่พร้อมช่วยเหลือประชาชน สะท้อนการบริหารจัดการ งบประมาณยามเกิดภัยพิบัติ

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปสถานการณ์ น้ำท่วมภาคใต้ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 06.00 น.) ยังคงมี สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่รวม 9 จังหวัด ครอบคลุม 89 อำเภอ 595 ตำบล 4,227 หมู่บ้าน โดยมีประชาชนได้รับผลกระทบรวมทั้งสิ้น 1,162,551 ครัวเรือน หรือ 2,963,894 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 พ.ย. 68 เวลา 10.30 น.) พบว่า ระดับน้ำในทุกพื้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่หลายพื้นที่มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่า ความเสียหายจากวิกฤตอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.13% ของ GDP โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดสงขลา และเนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก โดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้น โดยหลัก ๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และในภาคการผลิตของโรงงานห้างร้านต่าง ๆ

โรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ 715 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 1,282 ล้าน การจัดกีฬาซีเกมส์ ก็ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน ขณะที่ท่องเที่ยวสงขลาสูญรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน และส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลย์หดหาย 7-18%

ย้อนหลังในช่วงก่อนเกิดวิกฤตน้ำท่วม มีการส่งข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพผ่าน Cell Broadcast ซึ่งในเรื่องนี้ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิภัยพิบัติแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “หลักฐานเชิงประจักษ์อีกชิ้นหนึ่ง เรื่องได้รับการแจ้งเตือนโดย Cell Broadcast ผมยืนยันผมดูแลเรื่องนี้ ผมร่วมด้วยเรื่องการพัฒนาระบบ แจ้งเตือนไปเฉพาะภาคใต้ 99 ครั้ง ถ้าเป็นคนธรรมดานี่รำคาญเลย ดังติ๋งติ๋งติ๋ง เมื่อวันที่ 18 แล้วกระทั่งเรื่อยมาวันที่ 21-22 ถี่ยิบเลย ตีห้าให้อพยพ ขอให้อพยพ แต่เราไม่มีอำนาจไปสั่งให้อพยพ เพราะอำนาจอยู่ที่ผู้ว่าฯ“

แต่ในอีกด้านหนึ่ง มีคนหาดใหญ่หลายคนออกมาบอกว่า ได้รับข้อความเตือนภัยกันหลายรอบ บางคนบอกว่าชะล่าใจเอง เพราะไม่คิดว่ามันจะหนักขนาดนี้ แต่ก็มีหลายคนที่บอกว่า แม้ว่าชาวบ้านได้รับข้อความเตือนภัยจากส่วนกลางให้อพยพ แต่กลับเป็นทางทีมเทศบาล ที่ให้ความมั่นใจกับประชาชนว่ามันจะไม่รุนแรง น้ำท่วมจะอยู่ในจุดที่พอรับได้เหมือนปีก่อน ๆ ประชาชนเลยไม่อพยพ…

ในส่วนประเด็นการเข้าไปช่วยเหลือ ที่มีเสียงก่นด่าว่า ส่วนงานต่าง ๆ จากรัฐบาล ขาดการวางแผน ทำงานไม่เป็นระบบ ขาดการจัดการ และการประสานงาน เหล่าบรรดาอินฟลูฯ ต่างๆ ก็รีบออกมาโพสต์สำทับ สร้างกระแส ว่าประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง มีแต่จิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ แต่ตอนกัมพูชา ยิงจรวดตกใส่สถานีบริการน้ำมัน และมีผู้เสียชีวิต ไม่เห็นอินฟลูฯ โผล่มาเรียกร้องการช่วยเหลือผู้เสียชีวิต

คนทำงานหน้างานจริง คงไม่มีเวลามาถ่ายรูป เอามาโพสต์หรอก เพราะสถานการณ์เฉพาะหน้า ที่ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย หลายชีวิตอยู่บนเส้นความเป็นความตาย ไม่เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ เหมือน สส. บางพรรค ที่ลงพื้นที่ เพื่อไป 5432 Action แล้วบอกว่าช่วยชีวิตประชาชนที่ประสบภัยได้ 100 คน เหนือกว่ามืออาชีพอย่างทีมกู้ภัย

ทีมกู้ภัยพิบัติ ทหาร ทั้งจาก กองทัพบก กองทัพเรือ หน่วย Seal ขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติ ส่วนหนึ่งก็คงต้องย้อนกลับไปดูเรื่องงบประมาณ ของแต่ละกระทรวง ซึ่งหลายส่วนงานถูกปรับลดงบประมาณลง ตั้งแต่ช่วงเกิดโควิด ซึ่งสถานการณ์ตอนนั้นพอเข้าใจได้ เนื่องด้วยความจำเป็นต้องเทงบประมาณไปช่วยแก้วิกฤตการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ส่งผลให้การจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการกู้ภัยไม่เพียงพอ แต่หลังจากนั้น หากติดตามสื่อทางการเมืองบ่อย ๆ ก็จะพบว่า มีการบีบให้ลดงบประมาณกลาโหม ลดขนาดกองทัพ ปภ.ถูกตัดงบจัดซื้อ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย KA-32 ในปีงบประมาณ 2567

พรรคการเมืองไหน ที่โจมตีให้ต้องลดงบประมาณ โจมตีให้ตัดงบประมาณ สื่อเป็นของค่ายไหน คิดว่า Google คงช่วยได้ ตอนนี้.... พอได้คำตอบหรือยัง ว่า ‘ทหาร’ มีไว้ทำไม…


เรื่อง: The PALM (สุรวัช อริยฐากูร)

 

 

วิเคราะห์ท่าที ‘พิธา’ ในวิกฤตชายแดน เลิกเถียงเรื่อง “ทหารมีไว้ทำไม” มุ่งสู่บริบทปฏิรูปบทบาทกองทัพยุคใหม่ แยก "ทหารตัวเล็ก" ออกจาก "การเมืองของนายพล"

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ” — พิธากำลังรีเซ็ตบทสนทนาเรื่องกองทัพไทยยังไง

ช่วงแรกที่คลิปคำพูดสั้น ๆ ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ถูกตัดวนในโซเชียล มันถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองง่าย ๆ ว่าเขา “เกลียดทหาร – จะรื้อกองทัพ – ไม่เห็นความสำคัญความมั่นคง”

แต่ช่วงวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา ระลอกล่าสุด พิธากลับออกมาพูดชัดเจนว่า

“ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ”

ฟังเผิน ๆ เหมือนแค่แก้ตัวจากคลิปเก่า แต่ถ้าขยายดูดี ๆ นี่คือการรีเฟรมทั้งบทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ให้กลับมาอยู่บนคำถามว่า เราต้องการ “ทหารแบบไหน” มากกว่าจะทะเลาะกันว่า “เอาทหารหรือไม่เอาทหาร”

1. จุดเริ่ม: คลิปสั้น “ทหารมีไว้ทำไม” กับการถูกตีความแบบขาว–ดำ

คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ประโยคแยกเดี่ยวในสุญญากาศ มันถูกพูดในบริบทของการหาเสียง ที่วิจารณ์เรื่อง
• งบประมาณกองทัพที่สูง แต่คุณภาพชีวิตทหารชั้นผู้น้อย–เกณฑ์ทหารกลับไม่ได้ดีตาม
• การเมืองไทยที่ถูกยึดอำนาจโดยทหารมาหลายครั้ง
• โครงสร้างที่ทำให้กองทัพมีอิทธิพลทางการเมืองเกินกว่าหน้าที่ป้องกันประเทศ

แต่เมื่อคลิปถูก “ตัดสั้น” เหลือแค่ประโยคเดียว มันก็ถูกตีความง่ายมากว่าเป็นการตั้งคำถามถึง “ความจำเป็นของทหารทั้งหมด”

ในสนามการเมืองที่แบ่งขั้วชัด การโจมตีในแนว “คนนี้ไม่เห็นความสำคัญของกองทัพ / ไม่รักทหาร / จะทำให้ประเทศอ่อนแอ” จึงขายง่าย และหมุนซ้ำได้เรื่อย ๆ

2. รีเฟรมด้วยประโยคใหม่: “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครอง”

เมื่อกระแสดราม่ากลับมาอีกครั้งในช่วงชายแดนเดือด พิธาเลือกไม่ตอบโต้ด้วยการเถียงเรื่องคลิปเก่า แต่โยน “กรอบคิดใหม่” เข้าสู่สาธารณะว่า

ทหารมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่ปกครองประเทศ

ประโยคนี้ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน
1. 1) ยืนยันความจำเป็นของทหาร
• เขาไม่ได้บอกว่าต้องลดบทบาททหารจนหายไป
• แต่บอกว่าทหารจำเป็นต่อการป้องกันชาติ ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน

2. 2) ขีดเส้นแดงให้ชัดว่าทหารไม่ควรทำอะไร
• ไม่ควรเป็นผู้เล่นในเกมแย่งอำนาจทางการเมือง
• ไม่ควรเป็นผู้กำหนดทิศทางของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
• ไม่ควรใช้ความมั่นคงเป็นข้ออ้างให้ตัวเองอยู่เหนือการตรวจสอบ

พูดในเชิง framing ก็คือ เขา “ตัดคำว่า ทหาร ออกจากคำว่า รัฐประหาร” แล้วแทนที่ด้วยคำว่า ทหารอาชีพ ที่ยืนอยู่ข้างประชาชน

3. แยก “ทหารปกป้องประเทศ” ออกจาก “ทหารปกครองประเทศ”

เมื่อพิธาอธิบายต่อ เขามักแยกภาพ “ทหาร” ออกเป็นสองแบบ

3.1 ทหารที่ควรถูกปกป้อง

คือทหารในความหมายของ
• คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตปกป้องประเทศ
• ทหารเกณฑ์–ทหารชั้นผู้น้อยที่อยู่ในระบบคำสั่ง แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมตัดสินใจทางการเมือง
• คนที่ควรได้สวัสดิการดี มีอุปกรณ์พร้อม มีระบบฝึก–ระบบบังคับบัญชาที่เป็นธรรม

กลุ่มนี้คือทหารที่เขาบอกว่าต้องยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้เป็น “อาชีพที่มีเกียรติ” จริง ๆ

3.2 ทหารที่ไม่ควรปกครองประเทศ

คือภาพของ
• นายพล–กลุ่มอำนาจที่ทำรัฐประหาร
• การใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง
• การใช้งบประมาณ ความลับ หรือ IO เพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง มากกว่าปกป้องประชาชน

กลุ่มนี้คือ “บทบาท” ที่เขาต้องการจำกัด/ยุติ มากกว่าการไปปฏิเสธตัวบุคคลที่เป็นทหารทั้งหมด

ตรงนี้สำคัญ เพราะทำให้การถกเถียงเรื่อง “ทหาร” ขยับจากความขัดแย้งแบบ “รัก–ไม่รัก” ไปเป็นการถกเรื่อง “บทบาท–โครงสร้าง” แทน

4. ผูกเข้ากับวิกฤตชายแดน: ต้องมีทั้งทหาร–การทูต–ข้อมูล–มนุษยธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พิธาไม่พูดเรื่องทหารในเชิง “ทฤษฎีลอย ๆ” แต่ผูกเข้ากับเหตุการณ์จริงอย่างวิกฤตชายแดนไทย–กัมพูชา

ในสารที่เขาส่งออกมา มีใจความประมาณว่า
• ไม่ต้องการเป็นปัจจัยเพิ่มความตึงเครียด
• แต่ประชาชนมีสิทธิถามรัฐบาลว่า แผนรับมือคืออะไร เป้าหมายสุดท้ายคืออะไร มีทางออกทางการทูต กฎหมายระหว่างประเทศ หรือเวทีพหุภาคีอะไรบ้าง
• มาตรการทางทหารควรใช้เท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และไม่ละเลยชีวิตพลเรือน–ผู้ลี้ภัย–คนไทยในพื้นที่

พูดง่าย ๆ คือในวิธีคิดของพิธา ทหารจำเป็นในสมรภูมิ แต่ “การรบ” ต้องมาพร้อม “การทูต–ข้อมูล–กฎหมาย–มนุษยธรรม” ไปพร้อมกัน

นี่ไม่ใช่การลดค่าทหาร แต่เป็นการบอกว่ากองทัพคือ “หนึ่งในเครื่องมือ” ไม่ใช่ “คำตอบเดียว” ของความมั่นคง

5. มิติภาพลักษณ์: จาก “คนรุ่นใหม่ต้านรัฐประหาร” สู่ “นักการเมืองที่คุยเรื่องกองทัพได้เป็นเรื่องเป็นราว”

ในทางการเมือง ภาพของพิธาในช่วงแรกถูกผูกกับ
• คนรุ่นใหม่
• ฝ่ายประชาธิปไตย
• กระแสต้านรัฐประหารและโครงสร้างเก่า

จุดแข็งคือจับใจคนที่ไม่เอาอำนาจนอกระบบ แต่จุดเสี่ยงคือถูกตีง่ายว่า “สุดโต่ง – ล้มทุกอย่าง – ไม่เคารพสถาบันกองทัพ”

การออกมาพูดว่า “ทหารมีไว้ปกป้อง ไม่ใช่ปกครองประเทศ” พร้อมอธิบายเชิงรายละเอียด จึงมีผลทางภาพลักษณ์อย่างน้อยสองด้าน

3. 1) ลดช่องให้ถูกตีว่าเป็น ‘ศัตรูทหาร’
• เขาแยกชัดว่าปกป้อง “ทหารตัวเล็ก” แต่คัดค้าน “การเมืองของนายพล”
• ทำให้ทหาร–ครอบครัวทหารบางส่วนอาจเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่ถูกวิจารณ์คือระบบ ไม่ใช่การมีอยู่ของพวกเขา

4. 2) ยกระดับบทสนทนา จากสโลแกนสั้น ๆ ไปสู่การออกแบบนโยบาย
• จากคำถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม”
• สู่คำตอบว่า “เราอยากเห็นกองทัพแบบไหน งบประมาณเท่าไร อยู่ภายใต้การตรวจสอบแบบใด”

ในมุมหนึ่ง นี่คือการขยับจากการเมืองแบบวาทกรรม ไปสู่การเมืองแบบดีเบตเรื่องโครงสร้างกองทัพจริง ๆ

6. บทสนทนาเรื่องกองทัพไทย ยังไม่จบแค่ประโยคเดียว

ท้ายที่สุด ประโยคของพิธาเป็นเพียง “หนึ่งเสียง” ในบทสนทนาใหญ่ที่สังคมไทยคุยกันมานานแล้วว่า
• กองทัพควรมีขนาดเท่าไร
• เกณฑ์ทหารยังจำเป็นหรือไม่
• งบประมาณกองทัพควรกระจายไปด้านไหนมากขึ้น
• เส้นแบ่งระหว่าง “ปกป้องประเทศ” กับ “ปกครองประเทศ” ควรชัดตรงไหน

คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ และไม่ได้ขึ้นกับนักการเมืองคนเดียว

แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการ “ลบทหารออกจากประเทศ” แต่อาจเป็นจุดเริ่มของการออกแบบใหม่ว่า

ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยควรมี “กองทัพแบบไหน” ที่ทั้งปกป้องได้จริง และไม่กลายเป็นผู้ปกครองประชาชนอีกต่อไป

#THESTATESTIMES
#POLITICS
#พิธา_ลิ้มเจริญรัตน์
#ทหารมีไว้ทำไม

'กัปตัน' เอฟซีพรรคส้มเคลียร์ให้ ปมชอบแซะ "ทหารมีไว้ทำไม" ย้ำชัด ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ ชูนโยบายเพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ หนุบซื้ออาวุธทันสมัยเสริมภารกิจป้องกันประเทศ

‘กัปตัน’ ออกโรงเคลียร์แทนพรรคส้ม ปมชอบแซะ “ทหารมีไว้ทำไม” ตอกย้ำชัดเจน “ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ”

(6 ม.ค. 69) เพจเฟซบุ๊ก “กัปตันคนเนิร์ด” ของกัปตัน อดีตทนายความ ซึ่งเป็นกองเชียร์พรรคประชาชน ได้โพสต์คลิปวีดิโอชี้แจงแทนพรรคส้ม ปม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นรูปแบบแนวถาม-ตอบโดยเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า 
รู้ยังล่ะ “ทหารมีไว้ทำไม” เจ้าเพื่อนส้ม?
ส้มตอบ - ก็มีไว้สู้รบเพื่อป้องกันประเทศไง รู้มาตั้งนานแล้ว

อ้าวว ก็รู้นี่ แล้วทำไมตอนนั้นมานั่งด่านั่งแซะว่า ทหารมีไว้ทำไม?
ส้มตอบ - ก็เพราะทหารทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ป้องกันประเทศเยอะเกินไป แล้วพอทำได้ไม่ดีประเทศก็ไม่พัฒนา 

อะไรบ้างล่ะที่ทหารทำได้ไม่ดี?
ส้มตอบ - ชัดสุดก็รัฐประหารเนี่ยแหละ รีเซ็ตประเทศ ทำให้เสียงของประชาชนไม่มีความหมาย บริหารงานแบบเผด็จการ แล้วเป็นยังไง ลุงคุมประเทศอยู่เกือบ 10 ปี แต่ประเทศก็ไม่ได้ไปไหนเลย

ก็มีแค่เรื่องนี้แหละมั้ง ไม่เห็นจะมีเรื่องอื่นที่ทหารทำไม่ดีนี่?
ส้มตอบ - แทรกแซงกิจการพลเรือนหลายอย่าง มีหลักฐานที่น่าเชื่อว่าจัดตั้งมวลชนสอดส่องข่มขู่ผู้เห็นต่าง ทำไอโอไปลงคลิปที่ประชาชนเขาทำอีก เดี๋ยวคอยดูนะ คลิปนี้ก็จะมีไอโอมาลงเหมือนกัน ซึ่งพวกนี้ไม่ใช่หน้าที่ที่ทหารควรจะทำคือปกป้องประเทศเลย 

เพื่อนส้มก็เอาแต่วิจารณ์ แล้วมีข้อเสนอดี ๆ บ้างหรือเปล่า พรรคส้มมีนโยบายยังไงให้ทหารป้องกันประเทศได้ดีล่ะ?
ส้มตอบ – ก็ต้องให้ทหารเกณฑ์เลิกถางหญ้า ซักผ้า เลี้ยงไก่ แล้วมาฝึกทหารจริงๆ สักที ต้องเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการ เพื่อดึงดูดให้คนมาสมัครเป็นทหารเกณฑ์เยอะๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งเกณฑ์ทหารแบบบังคับกัน

แล้วเรื่องอาวุธมีนโยบายหรือเปล่า ล่าสุดกับกัมพูชาก็ดูเป็นเรื่องสำคัญอยู่นะ เราอ่ะ เคยไปตัดงบอาวุธเขาไม่ใช่หรอ?
ส้มตอบ - ก็ตอนที่ตัดมันมีโควิด ก็เลยต้องเสนอให้โยกเงินไปช่วยโควิดก่อน แต่หลังจากนั้นก็สนับสนุนซื้ออาวุธฉ่ำ ทั้งเครื่องบินกริพเพน เรือฟริเกต หรือว่าโดรน เพราะพวกนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นในการรบของกองทัพจริงๆ 

เออจะว่าไปก็คุ้น ๆ ว่าอภิปรายให้ซื้ออาวุธเยอะอยู่ แต่แค่เสนอให้ซื้ออาวุธ มันก็ไม่ได้ต่างจากพรรคอื่นหรือเปล่า?
ส้มตอบ – เมื่อก่อนเราซื้ออาวุธแบบซื้อแล้วจบใช่ไหม แต่นโยบายของเราจะให้ซื้ออาวุธแบบใหม่ คือซื้อแล้วบังคับให้ต่างชาติต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เราด้วย เราจะได้ทำอาวุธเองเป็น ถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้วเขาไม่ขายอาวุธให้ เราจะได้พึ่งตัวเองได้

ฟังดูดี แล้วมีนโยบายอะไรอีก?
ส้มตอบ - ใช้เทคโนโลยีช่วยตรวจตราลาดตระเวน ทหารจะได้ไม่ต้องมาเหยียบทุ่นระเบิดอีก ติดตั้งระบบต่อต้านโดรน ฮุนเซนจะได้ไม่เอาโดรนมาบินเล่นในประเทศเรา

ฟังดูเหมือนเพื่อนส้ม จริงๆ ก็ไม่ได้เกลียดทหารนี่นา ขอสรุปอีกที “ทหารมีไว้ทำไม” ?
ส้มตอบ – มีไว้ป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนก็สนับสนุนภารกิจป้องกันประเทศอย่างเต็มที่ ถ้าการเมืองและทหารจับมือกันก็ไม่มีใครเอาลง ฮุนเซน ก็ทำอะไรไม่ได้ ฮุนมาเนต อย่าหวังเลย

ทั้งนี้ ในโพสต์ดังกล่าว ยังย้ำด้วยว่า ทหารมีไว้สู้รบป้องกันประเทศ และพรรคประชาชนมีนโยบายมากมายเพื่อให้ทหารป้องกันประเทศได้สบายขึ้น เพิ่มสวัสดิการทหารเกณฑ์ ชีวิตทหารจะได้ดีขึ้น มีคนสมัครมากขึ้น และไม่ต้องเกณฑ์ทหารแบบบังคับส่วนในด้าน และในด้านการซื้ออาวุธ จะบังคับคนขายอาวุธให้ถ่ายทอดเทคโนโลยี ให้ด้วย พร้อมกับจะซื้อใช้เทคโนโลยีช่วยลาดตระเวน ทหารจะได้เสี่ยงเหยียบทุ่นระเบิดน้อยลง

ที่มา : https://www.facebook.com/share/v/18BCUS2Mqk/

ทหารมีไว้ทำไม? ฟังคำตอบจากสมรภูมิจริง ‘พล.ท.กนก’ ชี้ถ้าไร้รั้วของชาติ ไทยเสี่ยงเสียเอกราชชายแดน

วันที่ 28 ม.ค. 69 ที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม :วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม

โดยช่วงหนึ่ง พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุงสุรนารี กล่าวว่า คำถามที่หลายคนพูดกันว่าทหารมีไว้ทำไม ตนอยากจะถามว่าเคยได้ยินคำว่าว่าประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้วหรือไม่ หน้าที่ของทหารคือป้องกันประเทศ และปกป้องแผ่นดินไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกราน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาถ้าไม่มีการสู้รบก็จะไม่เห็นว่าทหารนั้นทำหน้าที่อย่างไร แต่เราทุกคนก็เห็นหน้าที่ของทหารจากการสู้รบครั้งที่ 1 ทำให้เรารู้ว่าพื้นที่ที่บางส่วนที่อยู่ชายแดนของเรานั้นเป็นอย่างไร เช่น บริเวณพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะเป็นภูเขา ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะเป็นพื้นที่ราบและในชายแดนจันทบุรี ตราดจะมีพื้นที่เป็นลำน้ำสลับกับภูเขา ในส่วนการสู้รบในพื้นพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 นั้น ก็ดำเนินการที่จะผลักดันทหารกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยรวมทั้งประชาชนบางส่วนในแต่ละพื้นที่ซึ่งรวมทั้งหมด 11 จุด

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่ยังมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับช้อน อาทิ ช่องอานม้า, เนิน 677, เนิน 500, เนิน 350, ปราสาทตาควาย โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ที่มีการเผชิญหน้ากันจนเกิดการกระทบกระทั่ง และเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 2 ซึ่งใช้เวลาในการรบมากกว่ารอบแรก และรบต่อเนื่องหลายในหลายพื้นที่ เราสามารถยึดได้หลายพื้นที่และสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกไปได้

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ของทัพภาคที่ 2 เราได้คุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่บนภูเขาได้ กัมพูชาลงไปอยู่ในพื้นที่ราบ แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังเผชิญหน้ากันอยู่ นี้คือคำตอบที่ชี้บอกได้ว่า กัมพูชากับไทยแต่ยังแต่ยังมีการสู้รบรอบที่ 3 เพราะในบางพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลังออกไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 คือพยายามที่จะผลักดันให้กับกัมพูชาออกไป แต่หากไม่มีการผลักดัน ปัญหาเหยียบทุ่นระเบิดทหารไทยขาขาด ปัญหาทหารกัมพูชามาลาดตระเวนยั่วยุเพื่อที่จะยึดพื้นที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีการเกิดขึ้นมาอีก

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง จะเป็นภาพและคำตอบให้ประชาชนได้รับทราบและรับรู้ว่าได้ว่าทหารมีไว้ทำไม แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ลองมองกลับไปว่าทหารคือใคร ทหารก็คือประชาชนแต่ได้เข้ารับการฝึกทางด้านยุทธวิธีทางด้านการทหารตามลำดับขั้นตามรูปแบแบหน่วย ที่ฝึกหลายด้านผสมผสานเพื่อทำการรบ การรบในพื้นที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องใช้ทหารที่ฝึกออกมาในรูปแบบชำนาญการ อยากให้ลองนึกดูว่าทหารที่จะเข้าทำการตีบังเกอร์ของอีกฝ่ายที่เป็นพื้นพื้นที่มั่นนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเสี่ยงชีวิต อีกทั้ง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นก็จะพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จคือการผลักดันกัมพูชาออกไปยึดที่หมายให้ได้โดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้จึงย้ำให้เห็นได้ว่า นี้คือหน้าที่ของทหาร

เมื่อถามว่านโยบายพรรคการเมืองใด ที่เหมาะสมกับทางด้านกองทัพในช่วงเวลานี้ พล.กนกกล่าวว่า ทางด้านนักการเมืองอาจจะมีความรู้ความสามารถในด้านอื่น แต่อาจจะไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของกองทัพและทหาร แม้กระทั่งการที่จะเข้าเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับการทำงานของกองทัพ บางส่วนเห็นว่ายังทำไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันว่ากองทัพต้องการ สิ่งที่กองทัพได้ใช้ไปในการสู้รบ 2 ครั้งรัฐบาลต้องเติมเต็มในการที่จะสู้รบหากเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 3

พล.ท.กนก กล่าวว่า ในเรื่องของการเติมเต็มในสิ่งที่ใช้ไปนั้น ในการรบเราที่เร่าใช้ก็ส่วนมากคือในด้านของกระสุนซึ่งต้องมีการเติมเต็มเข้ามาทดแทน อีกทั้ง กัมพูชาได้มีการพัฒนาอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อจะต่อสู้ เช่น อาวุธที่จะต่อสู้กับเครื่องบินรบ F-16 ฉะนั้นเราต้องคิดกันต่อว่า เราจะมีอาวุธอะไรไปสู้รบกับเขาอีก ไม่ใช่ที่จะใช้รูปแบบเดิมเพราะฝั่งตรงข้ามก็พัฒนาเช่นกัน หากจะถามว่าหลังจากนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะมีการสู้รบหรือไม่ ขอตอบว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มี แต่จะให้ดูความพร้อมของกัมพูชาว่ากัมพูชามีความพร้อมขนาดไหน ซึ่งต้องเปรียบเทียบจากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง

พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า กรณีที่กัมพูชามีการขุดดูเลตที่พื้นที่ตราดนั้น เป็นการขุดคูเลตในรูปแบบซิกแซก โดยเป็นลักษณะการขุดเป็นร่องซึ่งจะทำเป็นคูเลตทางยุทธวิธี สำหรับในส่วนบังเกอร์ของทหารกัมพูชาที่มีภาพออกมานั้น มีลักษณะแผ่นปูนสามเหลี่ยมมีการวางอยู่บริเวณแนวชายแดนตรงข้ามเนิน 350 ซึ่งมีระยะห่างจากชายแดนไทยออกมา 1 กิโลเมตร ซึ่งจากที่เราเห็นว่าเป็นแผ่นปูนก็แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งหากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการนำดินมากลบในพื้นที่เพื่อเป็นที่กำบัง

พล.ท.กนก กล่าวย้ำว่า นี้เป็นสัญญาณว่าทางกัมพูชายังไม่พร้อมที่จะกับไทย และรัฐบาลใหม่หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว อยากจะให้มีการทำความเข้าใจกับกองทัพ และสามารถสนับสนุนกองทัพให้มีความพร้อมในการที่จะป้องกันประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจการทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน และรักษาแผ่นดินให้รุ่นต่อไปได้

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top