Friday, 5 June 2026
ตุรกี

อินโดนีเซียเซ็นซื้อ ‘เครื่องบินขับไล่ KAAN’ จากตุรกี 48 ลำ เสริมเขี้ยวเล็บทัพฟ้า!! หลังเพิ่งซื้อ Rafale จากฝรั่งเศส 42 ลำ

(29 ก.ค. 68) กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเผยว่า ได้ลงนามสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่ KAAN จำนวน 48 ลำ จากตุรกี โดยพิธีลงนามเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระหว่างงานแสดงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนานาชาติที่นครอิสตันบูล ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการปรับปรุงยุทโธปกรณ์ของอินโดนีเซีย

ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียได้สั่งซื้อเครื่องบินรบราฟาเอล (Rafale) จากฝรั่งเศส 42 ลำ มูลค่า 8.1 พันล้านดอลลาร์ (ราว 297,000 ล้านบาท) ในปี 2022 และกำลังพิจารณาจัดซื้อเครื่องบิน J-10 ของจีน และ F-15EX ของสหรัฐฯ เพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของกองทัพอากาศ

สำหรับเครื่องบินรบ KAAN เป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ของตุรกีที่เพิ่งขึ้นบินครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว โดยใช้เครื่องยนต์ F-110 ที่ผลิตโดยบริษัท GE Aerospace ในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับ F-16 และคาดว่าจะเริ่มผลิตจำนวนมากในปี 2028 อย่างไรก็ตามทั้งอินโดนีเซียและตุรกียังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมูลค่าสัญญาหรือกำหนดส่งมอบ

นอกจากลงนามสัญญาซื้อเครื่องบินขับไล่ KAAN แล้ว อินโดนีเซียยังลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับอู่ต่อเรือ TAIS ของตุรกี เพื่อจัดซื้อเรือฟรีเกต Milgem Istif-class อีก 2 ลำ ซึ่งแสดงถึงความร่วมมือด้านกลาโหมที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างสองประเทศในอนาคต

‘แอร์โดอัน’ ยันตุรกียินดีเป็นเจ้าภาพ จัดประชุมสุดยอดผู้นำ ‘ยูเครน-รัสเซีย’

(13 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdogan) ของตุรกี เปิดเผยระหว่างการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนว่า ตุรกีพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดระดับผู้นำระหว่างยูเครนและรัสเซีย เพื่อผลักดันให้เกิดการเจรจาสันติภาพ

แถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีตุรกีระบุว่า ทั้งสองผู้นำยังได้หารือถึงความสัมพันธ์ทวิภาคี และประเด็นสำคัญทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยแอร์โดอันได้แสดงความพอใจต่อความคืบหน้าของการเจรจาโดยตรงระหว่างยูเครนกับรัสเซียในกรุงอิสตันบูล และหวังว่าจะได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการหยุดยิงในรอบการเจรจาต่อไป

แอร์โดอันยังเชื่อว่าการตั้งคณะทำงานด้านการทหาร มนุษยธรรม และการเมือง จะเป็นการปูทางสู่การประชุมระดับผู้นำ พร้อมย้ำสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน

นักเคลื่อนไหวตุรกี แฉ!! การปฏิบัติที่เลวร้าย ถูกบังคับ!! ‘จูบธงชาติอิสราเอล’ กดขี่ทารุณ

(5 ต.ค. 68) เออร์ซิน เชลิก นักเคลื่อนไหวชาวตุรกีซึ่งอยู่บนเรือ Global Sumud Flotilla เปิดเผยว่า กองกำลังอิสราเอลได้ทรมานเกรตา ธันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนอย่างรุนแรง หลังจากเรือถูกยึดในน่านน้ำสากล

เชลิกซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกควบคุมตัวและเพิ่งเดินทางถึงอิสตันบูลเมื่อวันเสาร์ (4 ต.ค. 68) ให้สัมภาษณ์กับ CNN Turk ว่า ธันเบิร์ก วัย 22 ปี ถูกทหารอิสราเอลปฏิบัติอย่างน่าหยามเกียรติในระหว่างการควบคุมตัว

“พวกเขาทรมานเกรตาอย่างหนักต่อหน้าต่อตาเรา” เชลิกกล่าว “พวกเขาข่มเหงเธอ เกรตาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ พวกเขาบังคับให้เธอคลานและจูบธงชาติอิสราเอล พวกเขาทำในสิ่งเดียวกับที่นาซีเคยทำ”

เชลิกระบุเพิ่มเติมว่า “พวกเขาแสดงเธอต่อสาธารณะ และเพราะเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง พวกเขาจึงตั้งใจพุ่งเป้าไปที่เธอโดยเฉพาะ”

‘สหรัฐฯ–G7’ กดดัน ‘ตุรกี’ หยุดซื้อพลังงานรัสเซีย ‘แอร์โดอัน’ ไม่สน!! ยืนกรานซื้อน้ำมันและก๊าซเครมลินต่อไป

(6 ต.ค. 68) สหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ G7 กำลังเพิ่มแรงกดดันให้ตุรกีหยุดนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากรัสเซีย โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงขั้นกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีเรเจป ทายยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) ระหว่างพบกันที่ทำเนียบขาว แต่ก็ตามมาด้วยเงื่อนไขสำคัญ คือขอให้ตุรกีเลิกพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย อย่างไรก็ตาม ตุรกีก็ยังคงไม่แสดงท่าทีตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้

ความจริงแล้ว ตุรกีเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียในระดับสูงมาก โดยปีที่ผ่านมา 66% ของน้ำมันนำเข้าและ 41% ของก๊าซธรรมชาติมาจากรัสเซีย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงการที่ตุรกีได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง หลังรัสเซียถูกสหภาพยุโรปคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน การหยุดซื้อพลังงานจากรัสเซียจึงเสี่ยงต่อทั้งความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนทางเศรษฐกิจของตุรกี

ถึงอย่างนั้น แอร์โดอันก็กำลังใช้กลยุทธ์ “กระจายความเสี่ยง” โดยรัฐวิสาหกิจ BOTAS เพิ่งลงนามสัญญาระยะยาวกับบริษัท Mercuria ของสหรัฐฯ และ Woodside Energy ของออสเตรเลีย รวมทั้งมีข้อตกลงกับอียิปต์ แอลจีเรีย กาตาร์ และไนจีเรีย เพื่อเพิ่มสัดส่วนก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและพลังงานในประเทศ แม้ปัจจุบันเชื้อเพลิงฟอสซิลยังครองสัดส่วนกว่า 80%

นอกจากน้ำมันและก๊าซ ตุรกียังพึ่งพารัสเซียในด้านพลังงานอื่น เช่น เหมาถ่านหินลิกไนต์ (Lignite) กว่า 40% และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Akkuyu ที่รัสเซียเป็นผู้สร้าง แม้โครงการล่าช้าเพราะถูกคว่ำบาตร แต่คาดว่าจะเปิดเดินเครื่องบางส่วนได้ในปีหน้า ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตุรกีกำลังเดินเกม “สมดุล” ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในราคาที่คุ้มค่า และแรงกดดันจากชาติตะวันตกที่ต้องการบีบให้แยกห่างจากรัสเซีย

“ตุรกี” ลุยรถไฟเชื่อมซาอุฯ !! ถกเส้นทางรถไฟฮิญาซเก่า ขยายเส้นทางถึงโอมานเลี่ยงฮอร์มุซ เชื่อมชายแดนตุรกี-อาเลปโป-ดามัสกัส สร้างทางเลือกใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

(Sputnik) — ทางการตุรกีกำลังหารือกับซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสายหนึ่ง ซึ่งโดยหลักแล้วจะเดินตามแนวทางรถไฟฮิญาซเดิม โดยมีแผนว่าเส้นทางใหม่นี้อาจขยายต่อไปถึงโอมาน และทำหน้าที่เป็นทางเลือกแทนช่องแคบฮอร์มุซ นายอับดุลกาดีร์ อูราโลกลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของตุรกี กล่าวเมื่อวันพุธ

“ในระยะแรก จำเป็นต้องสร้างเส้นทางจากชายแดนตุรกีไปยังเมืองอาเลปโปในซีเรีย จากตรงนั้นไปยังดามัสกัสมีช่วงเส้นทางที่สร้างไว้แล้ว ... แต่ช่วงจากชายแดนจอร์แดนไปยังซาอุดีอาระเบียยังไม่มีทางรถไฟ ขณะนี้เรากำลังหารือกับฝ่ายซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับเส้นทางว่า จะให้เส้นทางเบนไปยังกรุงริยาด หรือจะนำไปยังภูมิภาคฮิญาซ โดยเป้าหมายสุดท้ายคือการสร้างเส้นทางไปถึงโอมาน โดยแท้จริงแล้ว เรากำลังพูดถึงการเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ” อูราโลกลูกล่าวกับสำนักข่าว Anadolu

ภูมิภาคฮิญาซทางตะวันตกของซาอุดีอาระเบียมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงระหว่างนครเมกกะและนครเมดินาอยู่แล้ว

เมื่อเดือนมีนาคม อูราโลกลูระบุว่า อังการากำลังหารือกับดามัสกัสเกี่ยวกับการฟื้นฟูช่วงหนึ่งของทางรถไฟฮิญาซ ซึ่งในอดีตเคยเชื่อมต่อทั้งสองประเทศเข้าด้วยกัน

ทางรถไฟฮิญาซถูกสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิออตโตมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรองรับการเดินทางของผู้แสวงบุญไปยังนครเมกกะและนครเมดินา ปัจจุบันเหลือเพียงบางช่วงของเส้นทางที่ยังเปิดใช้งานอยู่ในจอร์แดนและซาอุดีอาระเบีย

ที่มา : Sputnik


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top