Friday, 5 June 2026
ตลาดหลักทรัพย์

หาก Bitkub อยากทะยานสู่ IPO ไทย-ฮ่องกง ต้องเคลียร์แฟ้มคดี-ธงแดง ก.ล.ต. ให้ไม่เหลือเงา แปลงภาพลักษณ์จาก “เว็บเทรดคริปโต” สุดฮอต เป็น “สถาบันโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล”

Bitkub เคยประกาศชัดในจดหมายผู้ถือหุ้นปี 2024 ว่า… “เราอยู่ในเส้นทางที่จะเป็นบริษัทเทคไทยแท้รายแรกที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ไทย… Bitkub Exchange will be a public company by the end of 2025.”  

แต่ปลายปี 2025 ข่าวเริ่มเปลี่ยนโทน มีรายงานว่า Bitkub กำลังพิจารณาเลื่อนเป้าไปมอง IPO ที่ฮ่องกง วงเงินราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2026 แทนการลิสต์ในไทยเพียว ๆ ส่วนหนึ่งเพราะตลาดหุ้นไทยซบเซา ดัชนี SET ติดลบทั้งปี และเม็ดเงินต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง  

ไม่ว่าท้ายที่สุด Bitkub จะ “เข้าตลาด” ที่ไหน SET ในไทย, HKEX ที่ฮ่องกง หรือทั้งสองแห่ง สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้คือ “ด่านอุปสรรค” ที่ต้องเคลียร์ให้จบก่อนเคาะ IPO  

TST BIZ สรุปเป็น 5 โจทย์ใหญ่ที่ Bitkub ต้องผ่าฟันให้ได้ ถ้าอยากยืนในตลาดหลักทรัพย์ในฐานะ “สถาบันการเงินดิจิทัล” ไม่ใช่แค่เว็บเทรดคริปโตของคนรุ่นใหม่  

1. เคลียร์แฟ้มคดี-คำสั่ง ก.ล.ต. ให้กลายเป็นบทเรียน ไม่ใช่เงื่อนไขค้างคา

ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา Bitkub ถูกจับตาอย่างหนักจากฝั่งกำกับดูแล ตัวอย่างเคสสำคัญที่ “ติดประวัติ” อยู่ในระบบของ ก.ล.ต. และเป็นจุดที่นักลงทุนสถาบันต้องถามเสมอว่า “ตอนนี้แก้เกมอย่างไรแล้วบ้าง” คือ…

1.1 กรณี KUB Coin และคณะกรรมการคัดเลือก  

ปี 2565 คณะกรรมการเปรียบเทียบปรับมีคำสั่งให้ Bitkub Online และคณะกรรมการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัล ชำระค่าปรับในคดีการนำ KUB Coin เข้าซื้อขายบนแพลตฟอร์ม เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และกระบวนการที่กำหนดในการคัดเลือกโทเคนอย่างเหมาะสม

แม้บริษัทจะชำระค่าปรับและออกประกาศชี้แจง แต่ในมุม “ตลาดทุน” นี่คือสัญญาณว่าระบบการคัดเลือกสินทรัพย์-การกำกับภายในยังต้องยกระดับอีกหลายขั้นก่อนจะเป็นบริษัทจดทะเบียนได้อย่างสบายใจ  

1.2 Insider trading ของผู้บริหารระดับ CTO  

ก.ล.ต. เคยมีคำสั่งลงโทษอดีต Chief Technology Officer (CTO) ของ Bitkub จากกรณี “ใช้ข้อมูลภายในซื้อขาย KUB” ในช่วงที่มีการเจรจาดีลขายหุ้นให้กลุ่ม SCBX โดยมีโทษปรับ และห้ามดำรงตำแหน่งผู้บริหารในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลช่วงเวลาหนึ่ง  

เคสลักษณะนี้เป็น “ธงแดง” ในสายตานักลงทุนสถาบัน เพราะสะท้อนวัฒนธรรมองค์กรและการควบคุมการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Information Control) ยังไม่แข็งแรงพอ  

1.3 คดี Volume เทียม-การดูแลทรัพย์สินลูกค้า

- มีกรณีที่ ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับ Bitkub Online กรณีสร้างราคาหรือสร้างปริมาณซื้อขายเทียมในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลบางรายการ  

- มีกรณี “ไม่เก็บทรัพย์สินดิจิทัลของลูกค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด” เป็นจำนวนวันหนึ่ง จึงถูกบันทึกเป็นอีกหนึ่งคดีบังคับใช้ทางกฎหมาย

ในเชิงภาพลักษณ์ สิ่งเหล่านี้สะสมเป็น “คำถามใหญ่” ว่า…

ระบบกำกับภายใน (internal control), การแยกทรัพย์สินลูกค้า, การจัดการความเสี่ยง ดีกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของ ก.ล.ต. แล้วหรือยัง และดีกว่าคู่แข่งในต่างประเทศหรือไม่  

2. บาดแผลดีล SCBX: สะท้อนว่า “เรื่องกับ ก.ล.ต.” ยังเป็นจุดอ่อนไม่จบ

ดีลที่เคยถูกพูดถึงอย่างมากในตลาดไทยคือ การที่ SCB X (SCBX) จะเข้าซื้อหุ้น 51% ใน Bitkub Online มูลค่าประมาณ 17,850 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ Bitkub กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสถาบันการเงินใหญ่สุดของประเทศ แต่ในเดือนสิงหาคม 2565 ทั้งสองฝ่ายประกาศยุติธุรกรรม โดย SCBX ระบุชัดว่า ระหว่างการทำ Due Diligence พบว่า Bitkub “ยังอยู่ระหว่างแก้ไขประเด็นตามข้อเสนอแนะและคำสั่งของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ไม่แน่ชัดเรื่องระยะเวลาการแก้ไข” จึงตกลงยุติดีลร่วมกัน

สำหรับตลาดทุน เรื่องนี้ตีความได้ 2 ชั้นคือ 

1) Bitkub มีศักยภาพและโอกาส - ถึงขนาดธนาคารใหญ่สนใจลงทุน  

2) แต่ประเด็นด้านกำกับดูแล (Regulatory & Compliance) ยังไม่ “เคลียร์” พอ สำหรับผู้เล่นระดับธนาคารพาณิชย์  

ก่อน IPO ไม่ว่าที่ไทยหรือฮ่องกง Bitkub จึงต้องแสดงให้เห็นว่า…
- ประเด็นที่ ก.ล.ต. เคยสั่งให้แก้ไข ปิดจบแล้วอย่างไร  
- โครงสร้าง compliance, risk, internal audit และการทำงานกับหน่วยงานรัฐ ยกระดับจากยุคก่อนดีล SCBX ขนาดไหน  

3. พิสูจน์ให้ได้ว่า “กำไร-รายได้” ไม่ได้พึ่งแต่รอบกระทิงคริปโต

จดหมายผู้ถือหุ้นของ Bitkub ระบุเองว่า กลยุทธ์ตลอด 2020-2024 คือเดินจากยุค “Wartime-Blitzscaling-Peacetime” สร้างโมเดลธุรกิจและกำไร ขยายองค์กร แล้วค่อยหันมาเน้นความยั่งยืนในระยะยาว

แต่ความท้าทายของธุรกิจเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลคือ

- รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจาก ค่าธรรมเนียมซื้อขาย (trading fee)  

- Volume ผูกกับ วัฏจักรราคา Bitcoin / ตลาดคริปโตโลก สูงมาก  

- หลังเคส Terra-FTX-Celsius ทั่วโลกจับตาเรื่องความเสี่ยงระบบและความโปร่งใสเพิ่มขึ้นอย่างหนัก

แม้ Bitkub จะพยายามขยาย S-curve ใหม่ ๆ ทั้ง…
- ICO portal  
- Bitkub Chain, NFT, Loyalty Point, Web3, Masterclass, Bitkub Summit, AI Solution ฯลฯ  

แต่ในมุมของนักลงทุนตลาดหลักทรัพย์ โจทย์คือ…
1) งบกำไร-ขาดทุนใน 3-5 ปีข้างหน้า เสถียร แค่ไหนถ้า Crypto winter กลับมาอีก  
2) สัดส่วนรายได้จาก “บริการที่ไม่ผูกกับราคาคริปโตโดยตรง” โตขึ้นจริงหรือยัง  

ถ้า Bitkub อยากได้ valuation แบบ “บริษัทเทค-โครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล” ไม่ใช่แค่ “โบรกเกอร์ฟีผันผวนตามราคาเหรียญ” ประเด็นนี้ต้องตอบให้ชัดมากก่อน IPO

4. เลือกสนามให้เหมาะ: ตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา vs ฮ่องกงที่อยากเป็น Digital-Asset Hub

ตอนแรก Bitkub พูดชัดว่าตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ไทยภายในสิ้นปี 2025 และยืนยันว่าผ่านเกณฑ์ IFRS, profit test, market cap test แล้วในเชิงหลักการ แต่ปี 2025 กลายเป็นปีที่ ตลาดหุ้นไทย underperform หนัก

- SET ดัชนีร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบหลายปี  
- บริษัทไทยที่เข้าตลาดใหม่ได้ valuation ไม่หวือหวา  
- นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิอย่างต่อเนื่องทั้งปี 

ในขณะที่ฮ่องกงกำลัง “เร่งสร้างภาพ” ว่าเป็น ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลในเอเชีย และเปิดกว้างต่อธุรกิจคริปโตมากกว่าหลายตลาด ทำให้มีข่าวว่า Bitkub กำลังพิจารณา IPO ที่ฮ่องกง วงเงินราว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 แทน หรือควบคู่กับไทย  

แปลว่าก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ Bitkub ต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องนี้ให้ตัวเองและผู้ถือหุ้นได้ก่อน…

1) ลิสต์ที่ไหนได้ “มูลค่าเหมาะสม” ที่สุด - valuation, demand, liquidity  

2) กติกาดิจิทัลแอสเส็ตของแต่ละตลาด (ไทย vs ฮ่องกง) ตรงกับโมเดลธุรกิจและความเสี่ยงที่บริษัทรับได้มากกว่ากัน  

3) ในระยะยาว Bitkub อยากถูกมองเป็น
- “Tech จากไทยที่เติบโตในระดับภูมิภาค” หรือ
- “Exchange ไทยที่ใหญ่สุดเฉพาะในประเทศ”

คำตอบตรงนี้จะกำหนดทั้งโครงสร้างกลุ่มบริษัท การย้ายสำนักงานใหญ่บางส่วน การตั้งบอร์ด และการวางเกมระดมทุนรอบต่อ ๆ ไป  

5. จากเว็บเทรดสู่ “สถาบัน” - เกมภาพลักษณ์และธรรมาภิบาลรอบใหม่

Bitkub ใช้เวลาหลายปีสร้างชื่อในฐานะ  
- เว็บเทรดคริปโตอันดับต้น ๆ ของไทย  
- เคยถูกพูดถึงในฐานะยูนิคอร์นดิจิทัลของไทย  
- ได้รางวัลบริษัทน่าทำงานด้วย / ด้าน Digital Excellence / Customer Experience / Contact Center อีกจำนวนมากในปี 2023-2024  

ฝั่งผลิตภัณฑ์ก็ออก Proof of Reserve, ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย (Passkey, NFC verification), บริการลูกค้า 24/7 ฯลฯ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเชิงเทคนิคมากขึ้น แต่การจะ “เข้าตลาดหลักทรัพย์” โดยเฉพาะในฐานะธุรกิจการเงิน-เทคโนโลยี สิ่งที่นักลงทุนมองหาเพิ่มจากเดิมคือ…

- โครงสร้างบอร์ดที่มี กรรมการอิสระแข็งแรง  
- คณะกรรมการตรวจสอบ-บริหารความเสี่ยง-บรรษัทภิบาล ที่ทำงานจริงจัง  
- นโยบาย ESG, การจัดการข้อมูลลูกค้า, Cybersecurity, Data Privacy ที่เทียบชั้นสถาบันการเงิน  
- การสื่อสารกับสาธารณะที่บาลานซ์ดีระหว่าง “สตอรีแรง” กับ “ตัวเลขและความเสี่ยงจริง”

พูดง่าย ๆ คือ Bitkub ต้อง “รีแบรนด์ภาพในหัวนักลงทุน” จาก เว็บเทรดคริปโต-สตาร์ตอัปที่สตอรีแรง  
ให้กลายเป็นสถาบันโครงสร้างพื้นฐานการเงินดิจิทัล ที่มีธรรมาภิบาลและระบบควบคุมความเสี่ยงระดับบริษัทจดทะเบียน

THRE ลุยโฮลดิ้งส์ ตั้งโฮลดิ้งส์เพิ่มศักยภาพ เทนเดอร์แลกหุ้น 1 ต่อ 1 เล็งเข้าเทรดปลายปี 69 ขยายธุรกิจพร้อมเสริมแข่งขันสากล

THRE ตั้ง “โฮลดิ้งส์” เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

เทนเดอร์แลกหุ้น 1 : 1 ปักหมุดเข้าเทรดปลายปีนี้ 

ไทยรับประกันภัยต่อ ปรับโครงสร้างสู่ “โฮลดิ้งส์ คอมพานี” เพิ่มความคล่องตัวด้านการลงทุนและขยายธุรกิจ อัพศักยภาพการแข่งขันเทียบชั้นระดับสากล เตรียมออกขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น เทนเดอร์แลกหุ้น THRE อัตรา 1 : 1 ตามแผนทำคำเสนอซื้อทั้งหมด เล็งชงขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น 28 เมษายนนี้ คาดเข้าเทรดแทนหลักทรัพย์เดิมภายในปลายปี 69

นายโอฬาร วงศ์สุรพิเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือ THRE ผู้ให้บริการด้านการรับประกันภัยต่อ (Professional Reinsurer) ครอบคลุมทั้งการรับประกันภัยทรัพย์สิน อุบัติเหตุ วิศวกรรม ภัยทางทะเลและการขนส่งสินค้า ภายในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 มีมติอนุมัติปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทให้เป็นรูปแบบการประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ภายใต้ชื่อ บริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ THREH เพื่อทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ THRE

โดยบริษัท ไทยรี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน 4,215 ล้านหุ้น ราคาซื้อขายครั้งหลังสุด 0.42 บาทต่อหุ้น (เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569) เพื่อแลกหุ้นของ THRE ในอัตรา 1 หุ้นสามัญของ THRE ต่อ 1 หุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์ กำหนดระยะเวลาการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ช่วงเดือน ตุลาคม 2569 – ธันวาคม 2569 ระหว่างเวลา 09.00 – 16.00 น. ทุกวันทำการ รวมทั้งสิ้น 45 วันทำการ ซึ่งภายหลังการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เสร็จสิ้น บริษัทโฮลดิ้งส์จะดำเนินการยื่นขอนำหุ้นสามัญของบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ และขอเพิกถอนหุ้น THRE ออกจากตลาดหลักทรัพย์ ช่วงปลายปี 2569 หลังจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์แล้วเสร็จ

“การปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระดับภูมิภาคและสากล ควบคู่ไปกับเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุน และขยายธุรกิจ รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นของโครงสร้างการจัดการขององค์กรในระยะยาว” นายโอฬาร กล่าว

นายโอฬาร กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากบริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมีแผนจะโอนขายหุ้นบริษัท บลูเวนเจอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BVG ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ที่ปัจจุบันถือหุ้นอยู่จำนวน 292,499,980 หุ้น หรือ 65% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด โดยจะแบ่งการซื้อขายออกเป็น 2 งวด ประกอบด้วย งวดแรก จำนวน 157,500,000 หุ้น หรือ 35% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งคาดว่า จะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือนนับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  และงวดที่ 2 จำนวน 134,999,980 หุ้น หรือ 30% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด ซึ่งอาจจะดำเนินการซื้อขายหุ้นในครั้งเดียว หรือทยอยดำเนินการซื้อขายหุ้น คาดจะดำเนินการโอนหุ้นแล้วเสร็จภายใน 5 ปี นับจากวันที่บริษัทโฮลดิ้งส์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ 

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมนำเรื่องการปรับโครงสร้างการถือหุ้น และการจัดการของบริษัทฯ เสนอขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมวิคเตอร์คลับ อาคารสารทรสเเควร์ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและมีสิทธิออกเสียง

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท บียอนด์ ไออาร์ จำกัด (ในนาม บมจ.ไทยรับประกันภัยต่อ)

BLC ลุยโตเข้ม!! ตั้งเป้า EBITDA พุ่งทะลุ 563 ล้านบาท วางโรดแม็ปยาสามัญ 2 รายการต่อปี ต่อยอดสมุนไพร-ขยายฐานลูกค้า 5% รายปี ยกระดับธรรมาภิบาล-ลดก๊าซเรือนกระจก

BLC เข้าร่วม Jump+ ตั้งเป้า ปี 71 หนุน EBITDA โตทะลุ 563 ล้านบาท

วางโรดแม็ป 3 ปีจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ และผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 รายการต่อปี

รุกขยายฐานโรงพยาบาล - ร้านขายยา ตั้งเป้าโตต่อเนื่องปีละ 5%

‘บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC’ ประกาศแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (Jump+ Plan) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในระยะ 3 ปี (2569-2571) ยกระดับองค์กรสร้างการเติบโตผ่าน 3 มิติหลัก ด้านแผนธุรกิจ แผนธรรมาภิบาล และแผนสภาพภูมิอากาศ วางเป้าหมาย EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 มุ่งสร้างนวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์ ตั้งเป้าวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ปีละ 2 รายการ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรปีละ 1 รายการ เตรียมขยายฐานลูกค้าโรงพยาบาลและร้านขายยา เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% พร้อมยกระดับการกำกับดูแลกิจการที่ดี ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และเครื่องมือแพทย์และอื่นๆ เปิดเผยว่า BLC เข้าร่วมโครงการแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท หรือ Jump+ ซึ่งเป็นโครงการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น เพื่อมุ่งยกระดับการดำเนินงานและการเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย BLC ตั้งเป้าหมายการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เติบโตทะลุ 563 ล้านบาท ภายในปี 2571 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของธุรกิจหลัก และความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ อย่างแท้จริง โดย BLC ได้วางแผนการเติบโตตามแผน Jump+ ผ่าน 3 มิติหลัก ดังนี้

มิติที่ 1 แผนธุรกิจและการเติบโต (Business Plan) บริษัทฯ วางเป้าหมายการเติบโตด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด (Marketing Strategy) ที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกมิติ ผ่านการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสามัญใหม่ (New Generic Drugs) อย่างน้อย 2 รายการต่อปี และผลิตภัณฑ์สมุนไพรนวัตกรรมอย่างน้อย 1 รายการต่อปี ควบคู่การการขยายฐานลูกค้า ช่องทางโรงพยาบาล (ETH) และร้านขายยา (OTC) เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ 5% ต่อปี ตลอดจนพัฒนา E-commerce ผ่าน Social Media และจัดตั้งทีมกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) ให้กับบริษัทข้ามชาติ รวมถึงลงทุนในระบบ AI เพื่อบริหารจัดการข้อมูลภายใน (Internal Data Management) และลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตผ่านกลยุทธ์แผนการผลิต (Production Strategy) โดย BLC ลงทุนสร้างอาคารผลิตใหม่ (New Plant) ที่ทันสมัยเพื่อรองรับการเติบโตระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พร้อมจัดซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิมที่มีประสิทธิภาพลดลงและรองรับสินค้าใหม่ และเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Asset Utilization) เพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมทั้ง การบริหารความเสี่ยงด้านธุรกิจ ด้วยการทำรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Report) และใช้ข้อมูลมูลค่าการตลาด (IQVIA) ในการวางแผน และบริหารจัดการผ่านรายงานความเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ และการทำ Sales Forecast โดยผู้บริหารระดับสูง

มิติที่ 2 แผนด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) บริษัทฯ มุ่งยกระดับแผนธรรมาภิบาล สร้างความโปร่งใส และการถ่วงดุลอำนวจ เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน ผ่านความเป็นอิสระของกรรมการ โดยมีแผนปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการให้มีกรรมการอิสระมากกว่า 50% ภายในปี 2571 (ปัจจุบันอยู่ที่ 4:3 และประธานเป็นกรรมการอิสระแล้ว) โดยใช้ Board Skill Matrix ในการสรรหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอชื่อบุคคลรวมถึงการค้นหาผ่านฐานข้อมูล IOD รวมทั้งการต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชัน ซึ่งมีเป้าหมายในการได้รับการรับรองสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) ภายในปี 2571 และสร้างความมั่นคงสารสนเทศ (Cybersecurity) มีเป้าหมายได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 27001:2022 ภายในปี 2570

มิติที่ 3 แผนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Plan) บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทของโรงงานอุตสาหกรรมต่อภาวะโลกร้อน และกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ผ่านแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 & 2) โดยตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับฐานปี 2566 ที่ 2,884 tCO2​e ซึ่งมีเป้าหมายภายในปี 2571 บริษัทฯ จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ปริมาณ 1,204 tCO2e รวมทั้งแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาด ผ่าน Solar Farm Phase 2 ซึ่งบริษัทฯ ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1.5 MW และเริ่มจ่ายไฟตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา คาดว่าช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากภาครัฐได้ 40% ขณะที่ในไตรมาส 4/2569 ได้เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop ขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตที่ก่อสร้างใหม่ คาดว่าลดการใช้ไฟฟ้าได้ 15% นอกจากนี้ BLC ได้ปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ (Secondary Packaging) ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการอนุรักษ์พลังงานเพื่อลดการใช้พลังงานต่อหน่วยผลิตลง 0.5% ต่อปี

“การเข้าร่วม Jump+ ถือเป็นการยกระดับการดำเนินงานเชิงโครงสร้างในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ เพื่อผลักดันการเติบโตของบริษัทฯ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าของบริษัทฯ และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ BLC ยังได้รับการจัดอันดับ SET ESG Ratings ในระดับ A และได้รับคะแนน CG Report ระดับ 5 ดาว (ดีเลิศ) ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญในการดำเนินตามแผน JUMP+ ต่อไป” ภก.สุวิทย์ กล่าว

เกี่ยวกับ บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC

บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Healthcare Solutions) ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการจัดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ของบริษัทแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยาแผนปัจจุบัน (ยาสามัญและยาสามัญใหม่), ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์ยาสสำหรับสัตว์, เครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่นๆ โดยมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี พร้อมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพให้แก่คนไทย ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์โดย บริษัท เอ็ม ที มัลติมีเดีย จำกัด (ในนาม บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC)

ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: : อรอนงค์ ภัทรเวชกุล (ฟ้า)

โทร:  099-194-6597, 086-801-8888

E-mail: [email protected]


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top