Friday, 5 June 2026
ซ้อมรบ

'สหรัฐฯ-เกาหลีใต้' เดินหน้า 'ซ้อมรบ' ตามแผน เมินเสียงประท้วงเดือดนับหมื่นกลางกรุงโซล

กองกำลังร่วมเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เปิดการซ้อมรบร่วมประจำปีตามกำหนดแผนเดิมเมื่อวันอังคาร (16 ส.ค.) เพียง 3 วันหลังจากที่นักเคลื่อนไหวหัวเสรีนิยมในกรุงโซลออกมาชุมนุมประท้วงนับหมื่นคน เพื่อแสดงออกถึงการ 'ไม่เอาสงคราม'

ปฏิบัติการฝึกร่วมเพื่อจัดการวิกฤต (crisis-management drill) ที่มุ่งตระเตรียมแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ขั้นวิกฤตก่อนที่สงครามจะปะทุ จะกินระยะเวลารวม 4 วัน ก่อนที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้จะเริ่มการซ้อมรบภายใต้รหัส 'อุลชิ ฟรีดอม ชิลด์' (Ulchi Freedom Shield : UFS) ซึ่งถือเป็นการฝึกในช่วงฤดูร้อนที่จะมีการซ้อมเคลื่อนกำลังพลเข้าโจมตีด้วย (field maneuvers) ด้วย

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ (JCS) แถลงเมื่อวันอังคาร (16 ส.ค.) ว่า การฝึก UFS นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันตนเอง และเป็นการซ้อมรบร่วมระหว่างเกาหลีใต้กับสหรัฐฯ ที่จัดเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 22 ส.ค. ไปจนถึง 1 ก.ย.

เกาหลีเหนือออกมา 'ประณาม' การฝึกยุทธวิธีครั้งนี้ว่าเป็นแผนซ้อมรุกรานโสมแดง

JCS ย้ำในแถลงการณ์เมื่อวันอังคาร (16 ส.ค.) ว่า ปฏิบัติการฝึกครั้งนี้จะมีการซ้อมเคลื่อนพลโจมตีด้วย เพื่อประเมินความสามารถในการปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการควบคุมปฏิบัติการของทหารเกาหลีใต้ในช่วงสงคราม (wartime operational control) จากวอชิงตันไปสู่มือโซล

ทั้งนี้ การควบคุมปฏิบัติการของทหารเกาหลีใต้ถูกมอบให้เป็นหน้าที่ของกองบัญชาการยูเอ็นที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ หลังจากที่สงครามเกาหลีปะทุขึ้นเมื่อช่วงปี 1950-53 โดยเกาหลีใต้เพิ่งจะได้รับอำนาจควบคุมปฏิบัติการทางทหารของตนเองในยามสันติ (peacetime operational control) เมื่อปี 1994

นักเคลื่อนไหวเสรีนิยมในเกาหลีใต้หลายพันคนออกมารวมตัวประท้วงที่กรุงโซลเมื่อวันเสาร์ที่ 13 ส.ค. ก่อนจะถึงวันครบรอบ 77 ปีการปลดปล่อยคาบสมุทรเกาหลี โดยผู้ประท้วงเหล่านี้ต่างป่าวร้องสโลแกนต่อต้านสหรัฐฯ เช่น 'สลายกลุ่มพันธมิตรเกาหลี-สหรัฐฯ' และ 'แผ่นดินนี้ไม่ใช่ฐานก่อสงครามของอเมริกา'

กลุ่มนักเคลื่อนไหวยังได้ชูแผ่นป้ายและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ เช่น 'ไม่เอาการซ้อมรบ, ไม่เอาสหรัฐฯ' และ 'ไม่เอาความร่วมมือทางทหารเกาหลี-สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น'

'นาโต้' เดินหน้าแผนซ้อมรบนิวเคลียร์ ไม่หวั่น!! แม้ต้องเผชิญหน้า 'รัสเซีย' โดยตรง

นาโต้ยืนยันเดินหน้าตามแผน สำหรับการซ้อมรบนิวเคลียร์ประจำปี แม้ว่าความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลายระหว่างรัสเซียกับยูเครน โหมกระพือความกังวลจะเกิดการเผชิญหน้าโดยตรงและครั้งหายนะระหว่างมอสโกกับกลุ่มพันธมิตรทหารตะวันตกแห่งนี้

"นี่คือการฝึกฝนเป็นประจำ ซึ่งจัดขึ้นในทุกๆ ปี เพื่อคงไว้ซึ่งการป้องปราม ที่ปลอดภัย มั่นคงและมีประสิทธิภาพ" เยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร (11 ต.ค.) การซ้อมรบทางนิวเคลียร์ 'Steadfast Noon' จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้า ปกติแล้วจะเป็นการฝึกฝนของอากาศยานหลายสิบลำจากบรรดาชาติสมาชิกและมีการฝึกฝนภารกิจโจมตีทางนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้ว เครื่องบินเหล่านั้นจะไม่ติดตั้งหัวรบกระสุนจริง

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ เตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่ารัสเซียกับตะวันตก กำลังเผชิญความเสี่ยงใหญ่หลวงของ 'วันสิ้นโลกจากนิวเคลียร์' มากกว่าช่วงเวลาไหนๆ นับตั้งแต่วิกฤตขีปนาวุธคิวบาเมื่อ 40 ปีก่อน หลังจากประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ประกาศว่ามอสโกจะให้ทุกหนทางที่มี ปกป้องประชาชนและดินแดนของตนเอง ถ้อยแถลงที่ทางวอชิงตันและพันธมิตรนาโต้มองว่าเป็นการขู่ใช้อาวุธนิวเคลียร์

เมื่อถามว่าสมาชิก 30 ชาติของนาโต้ ได้มีการหารือกันหรือไม่ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่การซ้อมรบ Steadfast Noon จะก่อการคำนวณพลาด ท่ามกลางความตึงเครียดขั้นสูงกับรัสเซีย ทาง สโตลเทนเบร์ก ปฏิเสธความกังวลเหล่านั้น "เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่ต้องหนักแน่น และต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นาโต้ อยู่ที่นี่เพื่อปกป้องและป้องกันพันธมิตรทั้งหมด และนี่เป็นการซ้อมรบที่วางแผนกันมานานแล้ว จริงๆแล้วเป็นแผนที่วางเอาไว้ก่อนรัสเซียรุกรานยูเครน"

เลขาธิการนาโต้บอกว่ามันจะกลายเป็นการ 'ส่งสารที่ผิดอย่างมหันต์' หากว่านาโต้ยกเลิกการซ้อมรบนิวเคลียร์เพราะวิกฤตยูเครน "เราจำเป็นต้องตระหนักว่าความมั่นคงของนาโต้ พฤติกรรมที่หนักแน่น ความเข้มแข็งทางทหารของเรา คือหนทางที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย เราอยู่ที่นี่เพื่อพิทักษ์สันติภาพ เพื่อขัดขวางสถานการณ์ที่ลุกลาม และป้องกันการโจมตีใดๆ ใส่ประเทศพันธมิตรของนาโต้"

‘เกาหลีใต้’ ฮึ่ม!! ซ้อมรบด้วยกระสุนจริงตอบโต้ ‘เกาหลีเหนือ’ หลังรัวยิงปืนใหญ่ กว่า 60 นัด ใกล้ชายแดนพิพาททางทะเล

เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 67 สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลียังคงตึงเครียด ล่าสุด เสนาธิการทหารร่วมของเกาหลีใต้ แถลงอ้างว่า กองทัพเกาหลีเหนือได้ยิงปืนใหญ่มากกว่า 60 นัด ใกล้กับเกาะยอนพยองขึ้นอีกเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา 1 วันหลังจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างซ้อมรบด้วยกระสุนจริงใกล้กับชายแดนทางทะเลที่มีข้อโต้แย้งกัน

“กองกำลังเกาหลีเหนือได้ทำการยิงปืนใหญ่มากกว่า 60 นัด จากพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะยอนพยองระหว่างเวลาประมาณ 16.00-17.00 น. ของวันนี้” เสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้ระบุ พร้อมเตือนเกาหลีเหนือให้หยุดการกระทำดังกล่าวที่คุกคามสันติภาพ และเพิ่มความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

การยิงปืนใหญ่ครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือ ดำเนินมาต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยิงปืนใหญ่ราว 200 นัด ในการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงใกล้กับชายแดนทางตะวันตก ของเกาะยอนพยองและเกาะแบงยอง ซึ่งจุดความตื่นตระหนกให้กับผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะดังกล่าว ที่ต้องหาที่หลบภัยเพื่อความปลอดภัย และทำให้กองทัพเกาหลีใต้ทำการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงเป็นการตอบโต้

จีน-รัสเซีย-อิหร่าน ประกาศซ้อมรบทางทะเล ยกระดับความร่วมมือทางทหาร กระชับอำนาจในอ่าวเปอร์เซีย

(11 มี.ค. 68) สำนักข่าว Sputnik รายงานว่า กระทรวงกลาโหมจีนประกาศว่า จีน, รัสเซีย และอิหร่าน จะร่วมกันซ้อมรบทางทะเลบริเวณน่านน้ำใกล้ท่าเรือจาบาฮาร์ของอิหร่าน ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้

แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่ การเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล การต่อต้านภัยคุกคามทางยุทธศาสตร์ และการประสานงานทางทหาร ระหว่างกองทัพเรือของทั้งสามประเทศ ซึ่งถือเป็นการขยายความร่วมมือทางทหารที่สำคัญ

การซ้อมรบระหว่าง จีน-รัสเซีย-อิหร่าน เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศที่มีความตึงเครียด โดยก่อนหน้านี้ รัสเซียเพิ่งเสร็จสิ้นการซ้อมรบครั้งใหญ่ "Ocean-2024" ในทะเลญี่ปุ่นร่วมกับจีน ขณะที่จีนและอิหร่านก็กำลังพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์มองว่าการซ้อมรบครั้งนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงชาติตะวันตกว่า พันธมิตรฝั่งตะวันออกกำลังแข็งแกร่งขึ้น และพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริเวณอ่าวเปอร์เซียและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและการทหาร

ทั้งนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับรูปแบบการซ้อมรบ รวมถึงจำนวนกองกำลังและยุทโธปกรณ์ที่เข้าร่วม ยังคงต้องรอติดตามจากแถลงการณ์เพิ่มเติมของทั้งสามประเทศ

จีน-ไทย เตรียมซ้อมรบทางทะเล ปลายมีนาคมนี้ ยกระดับความร่วมมือทางทหาร เสริมศักยภาพป้องกันภัยคุกคาม

(24 มี.ค. 68) กระทรวงกลาโหมของจีนได้เปิดเผยในวันนี้ว่า จีนและไทยกำลังเตรียมจัดการซ้อมรบทางทะเลร่วมกันใกล้กับเมืองจ้านเจียง ในมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีน ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนนี้

การซ้อมรบดังกล่าวจะเป็นการฝึกฝนร่วมกันระหว่างกองทัพเรือของทั้งสองประเทศ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและการป้องกันภัยคุกคามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันในภาวะสงครามทางทะเลและการจัดการกับภัยคุกคามทางทะเลในอนาคต

กระทรวงกลาโหมจีนระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้จะมีการฝึกปฏิบัติทางยุทธวิธี การฝึกซ้อมการป้องกันภัยคุกคามจากเรือดำน้ำ การป้องกันจากการโจมตีทางอากาศ รวมถึงการฝึกการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในสถานการณ์ฉุกเฉิน

และครั้งนี้ถือเป็นการขยายความร่วมมือด้านการทหารระหว่างจีนและไทย ซึ่งทั้งสองประเทศต่างมองว่าความมั่นคงในภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญ การฝึกซ้อมร่วมกันจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในด้านยุทธศาสตร์และปฏิบัติการร่วมในสถานการณ์จริง

ทั้งนี้ การฝึกซ้อมครั้งนี้มีความสำคัญในการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างจีนและไทย โดยเฉพาะในด้านการทหารและการรักษาความสงบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การซ้อมรบทางทะเลร่วมกันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีทางทหาร พร้อมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

‘จีน-ไทย’ เตรียมซ้อมรบทางอากาศในไทย เพื่อเสริมทักษะยุทธวิธีและความร่วมมือของกองทัพ

(15 ก.ย. 68) กระทรวงกลาโหมจีน (MND) แถลงว่า จีนและไทยเตรียมจัดการฝึกทางอากาศร่วมกันในประเทศไทยภายในเดือนกันยายนนี้ โดยจีนจะส่งเครื่องบินหลากหลายประเภทพร้อมกำลังป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นเข้าร่วมการฝึก

โดยการฝึกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทักษะเชิงเทคนิคและยุทธวิธีของกำลังพล ทั้งยังเป็นการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสองกองทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมจีนระบุเพิ่มเติมว่า การซ้อมรบครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน พร้อมทั้งยกระดับการทำงานร่วมกันเชิงปฏิบัติของกองทัพจีนและกองทัพไทยในอนาคต

‘Zapad 2025’ การซ้อมรบใหญ่ระหว่าง รัสเซีย–เบลารุส เกมท้าทายอำนาจ - เสถียรภาพ NATO ในยุโรปตะวันออก

(22 ก.ย. 68) การซ้อมรบร่วมระหว่างรัสเซียและเบลารุสภายใต้รหัส “ซาปัด 2025” «Запад 2025»” ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวางจากประชาคมโลก เนื่องจากเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่ยังคงทวีความร้อนแรงต่อเนื่องจากสงครามในยูเครน แม้ว่ารัสเซียและเบลารุสจะระบุว่าเป็นเพียงการฝึกเพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการป้องกัน แต่ขนาดของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และการจำลองสถานการณ์เชิงรุก เช่น การยึดพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านและชาติตะวันตกมองว่าการซ้อมรบครั้งนี้มีนัยทางยุทธศาสตร์เกินกว่าการฝึกปกติ ในบริบทดังกล่าวการซ้อมรบซาปัด 2025 ไม่เพียงสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างรัสเซียและเบลารุส หากยังชี้ให้เห็นถึงพลวัตความมั่นคงในยุโรปที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ กล่าวคือ เมื่อรัสเซียใช้การแสดงแสนยานุภาพเพื่อยืนยันบทบาทของตนในภูมิภาคย่อมกระตุ้นให้ประเทศสมาชิกนาโต โดยเฉพาะโปแลนด์และรัฐบอลติก ต้องเสริมกำลังตอบโต้ ผลลัพธ์คือความตึงเครียดที่อาจขยายวงกว้างจนกระทบต่อเสถียรภาพของยุโรปทั้งทวีป

การซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ของรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 มีชื่อว่า “ซาปัด «Запад 2025»” ซึ่งหมายถึง “ตะวันตก” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 16 กันยายน ค.ศ. 2025 ในพื้นที่ของทั้งสองประเทศ รวมถึงใกล้พรมแดนโปแลนด์และน่านน้ำทะเลบอลติกและทะเลแบเรนตส์ โดยมีการกระจายการฝึกในศูนย์ฝึก 41 แห่ง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ปรากฏตัวในเครื่องแบบทหารในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดและระบุว่ามีกำลังพลเข้าร่วมราว 100,000 นาย พร้อมยุทโธปกรณ์นับหมื่นรายการ รวมถึงเครื่องบิน 33 ลำ และเรือรบ 247 ลำ ขณะเดียวกันเบลารุสเปิดเผยว่ามีกำลังพลเเพียง 7,000 นายเข้าร่วมในพื้นที่ของตน การซ้อมรบครั้งนี้มีผู้แทนจาก 25 ประเทศเข้าร่วม โดย 16 ประเทศส่งผู้แทนเข้าสังเกตการณ์ อาทิ อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก และมาลี จุดประสงค์หลักตามคำกล่าวของปูติน คือการฝึกซ้อมเพื่อป้องกันและขับไล่การรุกรานที่อาจเกิดขึ้นกับ “ยูเนียนสเตต” (Union State) หรือพันธมิตรระหว่างรัสเซียและเบลารุส และจุดยุทธศาสตร์ "ฉนวนซูวาลกี" ระหว่างโปแลนด์-ลิทัวเนียซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับภูมิภาคคาลินินกราดของรัสเซีย ไฮไลต์ของการฝึกที่น่าจับตาได้แก่ แผนฝึกการประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของเบลารุสและการซ้อมยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่"เซอร์คอน" (Zircon) จากเรือฟริเกตของรัสเซียในทะเลแบเรนตส์โดยถือเป็นการแสดงศักยภาพยุทโธปกรณ์ทางเรือขั้นสูงและเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลต่อประเทศแถบยุโรปและนาโต

โดยการยิงทดสอบขีปนาวุธ Zircon (3M22) ถูกดำเนินการจากเรือฟริเกตชั้น Admiral Gorshkov ในทะเลแบเรนตส์ ขีปนาวุธชนิดนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 9 มัค (9,800–11,000 กม./ชั่วโมง) และระยะยิงประมาณ 1,000 กม. จุดเด่นของ Zircon คือความสามารถในการหลบหลีกระบบป้องกันขีปนาวุธของฝ่ายตรงข้าม มีคุณสมบัติเคลื่อนที่ในชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เกิดพลาสมาแปรสภาพซึ่งรบกวนคลื่นเรดาร์และป้องกันการตรวจจับ ขีปนาวุธ Zircon สามารถติดหัวรบธรรมดาหรือหัวรบนิวเคลียร์ ใช้โจมตีเป้าหมายทั้งบนบกและในทะเล โดยเฉพาะการต่อต้านเรือบรรทุกเครื่องบิน ขีปนาวุธ Zircon จึงถือเป็นหนึ่งในยุทโธปกรณ์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนสมดุลพลังของการรบทางทะเลในศตวรรษที่ 21

การซ้อมรบนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดกับนาโต โดยเปิดฉากเพียงสองวันหลังจากโปแลนด์ยิงโดรนรัสเซียที่ล้ำเข้าน่านฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาติตะวันตกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยโปแลนด์เชื่อว่าการฝึกครั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการยึด “ช่องแคบซูวาลกี” (Suwalki Gap) จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโปแลนด์และนาโตโดยช่องแคบซูวาลกีถือเป็น “จุดอ่อนที่สุด” ของ NATO ในยุโรปตะวันออก หากเกิดความขัดแย้งรัสเซียสามารถใช้กำลังทหารจาก คาลินินกราดและเบลารุสโจมตีปิดล้อมทำให้รัฐบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย) ถูกตัดขาดจากการสนับสนุนทางบกของ NATO สำหรับรัสเซียหากสามารถควบคุมช่องแคบนี้ได้จะเปิดทางเชื่อมต่อทางบกโดยตรงระหว่างคาลินินกราดกับเบลารุสซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญ ช่องแคบซูวาลกีเป็นเส้นเลือดหลักของการส่งกำลังบำรุงจากยุโรปตะวันตกไปยังรัฐบอลติกการขู่โจมตีหรือกดดันบริเวณนี้เท่ากับเป็นการ ท้าทายความมั่นคงของ NATO โดยตรง รัสเซียใช้การซ้อมรบ เช่น “Zapad Exercises” ที่เบลารุสและรัสเซียจัดการเคลื่อนไหวกำลังใกล้ซูวาลกีเพื่อส่งสัญญาณว่าหากเกิดสงครามจริง NATO จะปกป้องรัฐบอลติกได้ยาก การซ้อมรรบดังกล่าวสร้างความกังวลต่อ NATO และประเทศเพื่อนบ้านเนื่องจากมีการทดสอบยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เช่น จรวด Oreshnik ที่อาจมีศักยภาพนิวเคลียร์และการใช้โดรนกับเครื่องบินทิ้งระเบิด ขณะที่ทางการรัสเซียและเบลารุสอธิบายว่าเป็นการฝึกตอบโต้ภัยคุกคามและรักษา “ความสมบูรณ์ของรัฐสหภาพ” (Union State) นอกจากนี้ยังมีประเทศคู่มิตรอย่างอินเดียและอิหร่านเข้าร่วมหรือส่งผู้สังเกตการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางทหารที่กว้างขึ้น ขณะที่ฝ่ายตะวันตกมองว่าเป็นการแสดงแสนยานุภาพและเพิ่มแรงกดดันต่อยุโรปตะวันออก

ประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ ลูคาเชนโก แห่งเบลารุส ยืนยันว่ามีการเคลื่อนย้ายหัวรบนิวเคลียร์จำนวนหนึ่งจากรัสเซียมาประจำการในเบลารุสแล้ว และการฝึกซ้อมคือเพื่อสร้างศักยภาพในการตอบโต้โดยทันทีหากถูกโจมตี แผนฝึกแบ่งเป็นสองระยะระหว่างดินแดนรัสเซียและเบลารุส โดยมีการจำลองสถานการณ์การใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์โจมตีเป้าหมายในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลาง ทั้งนี้เบลารุสได้เน้นย้ำว่าการฝึกนี้เป็น “มาตรการเชิงรุก” เพื่อเพิ่มศักยภาพตอบโต้และขยายขอบเขตการคุ้มครองอธิปไตยของสหภาพรัสเซียและเบลารุส การซ้อมรบและแผนประจำการนิวเคลียร์ในเบลารุสถือเป็นการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศข้างเคียงและนาโต ตอกย้ำศักยภาพเกมรุกและการป้องปรามนิวเคลียร์ในภูมิภาคยุโรป สังคมยุโรปและนาโตแสดงความกังวลต่อการประจำการอาวุธนิวเคลียร์แบบนี้เพราะเป็นการขยายจุดยุทธศาสตร์และเพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก

ท่าทีของชาติพันธมิตรของรัสเซียต่อการซ้อมรบครั้งนี้
- จีนไม่ได้ส่งกำลังพลเข้าร่วมการซ้อมรบทางบก “Zapad 2025” กับรัสเซียและเบลารุสโดยตรง แต่ในปี 2025 นี้ จีนมีบทบาทสำคัญในความร่วมมือทางทหารกับรัสเซียผ่านการฝึกซ้อมรบร่วมทางทะเลภายใต้ชื่อ “Joint Sea-2025” และ “Maritime Interaction 2025” บริเวณทะเลญี่ปุ่นและญี่ปุ่น-วลาดิวอสต็อก กองทัพเรือจีนร่วมซ้อมรบกับรัสเซียในทะเลญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมาโดยเน้นความร่วมมือในด้านการต่อต้านเรือดำน้ำ ป้องกันทางอากาศ การช่วยชีวิตเรือดำน้ำ และการตอบสนองต่อภัยคุกคามทางทะเลร่วมกับรัสเซีย การซ้อมรบทางทะเลดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความมั่นคงภูมิภาค และตอกย้ำพันธมิตรระหว่างสองประเทศ. จีนเน้นย้ำว่าไม่มีเป้าหมายต่อต้านประเทศใดโดยเฉพาะเป็นการขยายความร่วมมือด้านทหารและเสถียรภาพระหว่างชาติพันธมิตร ความร่วมมือทางทหารของจีนกับรัสเซียมีความลึกซึ้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจีนยังช่วยสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจให้รัสเซียท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรจากตะวันตกหลังสงครามยูเครน จีนประกาศขยายความสัมพันธ์ทางทหารกับต่างชาติ พร้อมประณามการใช้อำนาจอย่างไร้หลักการในเวทีระหว่างประเทศ จีนจึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ควบคู่กับรัสเซียผ่านความร่วมมือทางทะเลในปี 2025 แม้จะไม่เข้าร่วมซ้อมรบภาคพื้นดิน “Zapad 2025” โดยตรง

- อินเดีย ส่งทหาร 65 นายเข้าร่วมการซ้อมรบ พร้อมยืนยันผ่านกระทรวงกลาโหมว่าเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือและความไว้ใจระดับทวิภาคีกับรัสเซีย อินเดียยืนยันความสัมพันธ์อันใกล้ชิดกับรัสเซียแม้จะเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป ระบุชัดว่าการเข้าร่วมซ้อมรบเป็นมาตรการรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไม่ใช่เลือกข้างในความขัดแย้ง

- อิหร่านร่วมซ้อมรบทั้งในรัสเซียและจัดซ้อมรบทางทะเลกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงความไว้วางใจและเสริมสร้างศักยภาพกองทัพร่วม ผู้นำอิหร่านเน้นย้ำเป้าหมายประสานและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับรัสเซีย เพื่อตั้งรับแรงกดดันจากนาโตและสหรัฐ

- บังกลาเทศ บูร์กินาฟาโซ คองโก มาลี ทั้ง 4 ประเทศมีท่าทีเชิงสัญลักษณ์ในการส่งทหารเข้าร่วมการซ้อมรบ แสดงการยอมรับรัสเซียในเครือข่ายพันธมิตรทางทหาร การเข้าร่วม "Zapad 2025" ถือเป็นเวทีสร้างสัมพันธภาพกับมหาอำนาจและยกระดับศักยภาพกองทัพประเทศตนเองด้วยเทคโนโลยีและยุทธวิธีของรัสเซีย ผู้นำบางประเทศ เช่น บูร์กินาฟาโซและมาลี มองว่านี่เป็นโอกาสยกระดับกองทัพท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงภายในและเพื่อสร้างพันธมิตรต่างชาติที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทุกประเทศที่กล่าวมานี้ล้วนให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับรัสเซีย ทั้งในฐานะพันธมิตรและในมิติการปรับปรุงขีดความสามารถทางทหารของรัฐ

ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ นาโตและสหรัฐฯ มีท่าทีกังวลและตอบโต้การซ้อมรบรัสเซีย-เบลารุส "Zapad 2025" อย่างจริงจังโดยมองว่าเป็นการแสดงกำลังที่เพิ่มความตึงเครียดในยุโรปตะวันออก และเป็นภัยต่อความมั่นคงภูมิภาค โดยมีท่าทีและการตอบโต้ดังนี้

- รัฐบาลโปแลนได้ตอบโต้โดยประกาศปิดพรมแดนติดเบลารุสอย่างไม่มีกำหนด โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงท่ามกลางการซ้อมรบที่ถูกมองว่า “ก้าวร้าว” และปัญหาสงครามลูกผสมจากการผลักดันผู้อพยพผิดกฎหมายเข้าสู่ยุโรป พร้อมกันนี้ยังสั่งตรึงกำลังทหารกว่า 40,000 นายไว้ตามแนวชายแดนและขอให้ NATO ช่วยเสริมกำลังป้องกันทางอากาศนอกจากนี้การปิดพรมแดนยังกระทบเส้นทางการค้าสำคัญของจีนเข้าสู่ยุโรป จนโปแลนด์ต้องอธิบายต่อจีนว่าประเด็นด้านความมั่นคงมีความสำคัญเหนือกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในสถานการณ์ปัจจุบัน

- นาโตจัดการซ้อมรบแสดงแสนยานุภาพทางทหารในโปแลนด์ ภายใต้รหัส "Iron Gate" และ "Iron Defender" เพื่อเตรียมปกป้องอธิปไตยชาติสมาชิก โดยมีกองทัพสหรัฐฯร่วมส่งกำลังเช่น รถถัง เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขับไล่ ตอบรับการโจมตีโดรนรัสเซียที่เข้าล้ำเขตน่านฟ้าโปแลนด์-โรมาเนียด้วยการประชุมมาตรา 4 เพื่อเสริมกำลังทหารและอาวุธตรึงชายแดน นอกจากนี้ยังได้ส่งตัวแทนจากตุรกีและฮังการี เข้าชมการซ้อมรบ "Zapad 2025" พร้อมตัวแทนจากสหรัฐฯและประเทศอื่น ๆ รวม 23 ประเทศ เพื่อเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

- สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง 2 คน เข้าร่วมชมซ้อมรบร่วมกับรัสเซียและเบลารุสที่เมืองโบริซอฟแสดงถึงความพยายามรักษาช่องทางการสื่อสารแม้สถานการณ์ความสัมพันธ์โดยรวมตึงเครียด นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังได้สนับสนุนกองกำลังนาโตและโปแลนด์โดยส่งเครื่องบินรบเข้าปกป้องน่านฟ้าและเตรียมส่งอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ให้ยูเครนเพื่อรับมือกับรัสเซีย และยังแสดงความกังวลว่าการซ้อมรบขนาดใหญ่ซึ่งรวมถึงการฝึกใช้อาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกเป็นการส่งสัญญาณเตือนความขัดแย้งที่อาจลุกลามเป็นสงครามได้  โดยสรุป 
ท่าทีของนาโตและสหรัฐฯ ต่อการซ้อมรบ "Zapad 2025" คือ การเตรียมพร้อมตอบโต้และเสริมกำลังทหารในภูมิภาคอย่างเข้มข้นเพื่อปกป้องพันธมิตรและรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ

บทสรุป การซ้อมรบ “Zapad 2025” ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมใหญ่ระหว่างรัสเซียและเบลารุสในปี 2025 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะท้อนถึงความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกอย่างชัดเจน การซ้อมรบใช้กำลังทหารกว่าแสนคน พร้อมปฏิบัติการยิงขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง รวมถึงการประจำการอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธวิธีที่เบลารุสเป็นเครื่องมือสร้างความพร้อมตอบโต้ภัยคุกคาม ประเทศพันธมิตรหลายชาติ เช่น อินเดีย อิหร่าน บังกลาเทศ และชาติแอฟริกาต่างเข้าร่วมแสดงท่าทีสนับสนุน หรือใช้เวทีนี้สร้างความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย 

ขณะที่จีนมีบทบาทสำคัญในการซ้อมรบร่วมทางทะเลกับรัสเซีย ตอกย้ำพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ในขณะเดียวกัน นาโตและสหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการเสริมกำลังในโปแลนด์และภูมิภาคใกล้เคียง เตรียมพร้อมรับมือความตึงเครียดและภัยคุกคาม พร้อมส่งตัวแทนติดตามซ้อมรบอย่างใกล้ชิด ทั้งยังสนับสนุนยูเครนด้วยอาวุธขั้นสูง ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนภาพความขัดแย้งและการแข่งขันทางทหารที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยรวม การซ้อมรบ “Zapad 2025” ไม่เพียงเป็นการฝึกทหารและแสดงศักยภาพทางทหารของรัสเซียและพันธมิตรแต่ยังเป็นสัญญาณทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของยุโรปและระบบระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง

‘รัสเซีย’ ซ้อมยิง!! ขีปนาวุธข้ามทวีป ‘Yars’ พิสัย 12,000 กม. โชว์แสนยานุภาพนิวเคลียร์

(23 ต.ค. 68) รัสเซียได้จัดการซ้อมรบด้วยระบบขีปนาวุธข้ามทวีป Yars (InterContinental Ballistic Missile - ICBM) ที่สามารถติด หัวรบนิวเคลียร์ได้

ขีปนาวุธดังกล่าว ถูกปล่อยออกจากฐานทัพปฏิบัติการเพลเซตสค์ (Plesetsk Cosmodrome) ไปยังไปยังสนามฝึกคูรา (Kura) ในคัมชัตกา (Kamchatka) ซึ่งเป็นทิศทางมุ่งสู่สหรัฐอเมริกา! โดยมีระยะทาง 6,000 กิโลเมตร (3,700 ไมล์) ขีปนาวุธประเภทนี้สามารถยิงได้ไกลสุด 12,000 กิโลเมตร (7,400 ไมล์)

หยุดป่วนซ้อมรบทางทหาร ยันจีนซ้อมรบตามปกติไม่ได้หาเรื่อง ลั่นไม่รับคำประท้วงจากญี่ปุ่น เตือนอย่าปล่อยข่าวบิดเบือนความจริง

(8 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาเตือนญี่ปุ่นอย่างแข็งกร้าว ให้ “ยุติทันที” กับการเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายและรบกวนการฝึกซ้อมทางทหารตามปกติของจีน พร้อมตำหนิโตเกียวว่ากำลังกุข่าวและเล่นการเมือง หลังรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ชินจิโร โคอิซูมิ แถลงข่าวด่วนในช่วงเช้ามืด อ้างกรณีเรดาร์ของจีนส่องใส่เครื่องบินญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งที่เป็น “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางทะเลและทางอากาศที่ใหญ่ที่สุด” ไม่ใช่การฝึกของกองทัพจีน แต่คือการที่เครื่องบินรบญี่ปุ่นบินสอดแนมประชิด และเข้ามารบกวนการปฏิบัติการตามปกติของจีนถี่ครั้ง จีนจึงไม่อาจยอมรับคำประท้วงจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้

ทางการจีนเผยด้วยว่า ได้ปฏิเสธ “การประท้วง” ของญี่ปุ่นทันทีที่เกิดเหตุ ทั้งในจุดปฏิบัติการภาคสนาม รวมถึงได้ยื่นหนังสือ “คัดค้านกลับ” อย่างเป็นทางการทั้งที่กรุงปักกิ่งและกรุงโตเกียว เพื่อย้ำจุดยืนว่าจีนกำลังทำภารกิจทางทหารตามสิทธิและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสร้างความตึงเครียด

นอกจากนี้ จีนยังกล่าวว่าญี่ปุ่นว่ากำลัง “ปั่นกระแส” เรื่องที่เรียกว่า “การส่องเรดาร์ใส่เครื่องบินญี่ปุ่น” เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สถานการณ์ดูรุนแรงเกินจริง และหวังใช้ประเด็นนี้สร้างความหวาดระแวงต่อจีนในสายตาประชาคมโลก พร้อมย้ำว่าจีนคัดค้านการใส่ร้ายและการเล่นการเมืองในทุกมิติ และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นกลับมาดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค


ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top