Friday, 5 June 2026
ชัยวุฒิ_ธนาคมานุสรณ์

'ชัยวุฒิ' มั่นใจ!! 'ลุงป้อม' ยังมุ่งมั่นในอุดมการณ์ คนไทยต้องอยู่ดีกินดี แต่จากนี้ พปชร. คงไม่เกรงใจใคร พร้อมเล่นบทฝ่ายค้านใน-นอกสภา

(6 ก.ย.67) ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมใหญ่สามัญ กรณีที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ประกาศรีแบรนด์พรรคใหม่ ว่า "ไม่ถึงกับรีแบรนด์ ยังคงเป็นพรรค พปชร.เหมือนเดิม เพียงแต่เน้นอุดมการณ์ให้ชัดเจน และแนวทางการทำงานต่อไปที่เราจะต่อสู้ในอนาคต ทุกอย่างยังเหมือนเดิม"

ผู้สื่อข่าวถามว่า สมาชิกพร้อมรับกับการรีแบรนด์พรรคใหม่ครั้งนี้หรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "คนที่อยู่สู้กับพรรคมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำงานการเมืองต่อกับเรา มีอุดมการณ์ร่วมกัน ส่วนคนที่ไม่อยู่ถือว่าออกไปแล้ว ซึ่งมีความชัดเจน และตนไม่อยากจะพูดถึง ส่วนคนที่อยู่คือรักกัน ทำงานร่วมกันแน่นอน"

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้พรรคย้ำเรื่องของการไม่แตกแยก แต่ภาพที่ปรากฏออกมามันสวนทางกัน? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "เป็นธรรมดาของพรรคการเมือง มีคนหลายกลุ่มหลายฝ่ายอยู่ด้วยกันก็มีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้าง ตนว่าอย่ามองที่พรรคพลังประชารัฐเลย ทุกพรรคมีปัญหาแบบนี้ เพียงแต่ว่าแต่ละพรรคจะบริหารจัดการภายในพรรคอย่างไร ซึ่งของพรรคพลังประชารัฐที่เกิดปัญหาในครั้งนี้มันไม่ได้เกิดจากภายในพรรคอย่างเดียว แต่เกิดจากบุคคลภายนอกพรรคที่เข้ามาครอบงำ เข้ามาสั่งการด้วย จึงทำให้เกิดปัญหา"

เมื่อถามว่า คนที่ครอบงำเป็นคนจากพรรคอื่นใช่หรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "ดูจากการจัดตั้งรัฐบาลที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาสั่งการ ครอบงำ มีการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความแตกแยกในพรรค ถ้าภาษาการเมืองเขาเรียกว่าดูด หรืองูเห่า แบบนี้มันไม่ใช่ลูกผู้ชาย มันไม่ใช่กระบวนการทางการเมืองแบบตรงไปตรงมา ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับพรรคพลังประชารัฐ แต่เรื่องนี้ผ่านไปแล้วไม่อยากพูดถึง ตอนนี้เราเดินหน้าทำงานต่อไป"

เมื่อถามว่า กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ได้โหวตสวนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 ไม่ได้เป็นพฤติการณ์ให้ขับออกจากพรรคได้ใช่หรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "ยังไม่ถึงจุดนั้น ถ้าถึงจุดนั้นค่อยว่ากันอีกที และในพรรคเรายังไม่มีการพูดคุยถึงการขับ ไม่เป็นไร ใจเย็น ๆ"

เมื่อถามย้ำว่า ท่าทีขึงขังของ พล.อ.ประวิตร ในที่ประชุมใหญ่สามัญ เป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "ไม่ทราบ"

เมื่อถามว่า กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส อยากให้พรรคขับออกเพื่อจะไปร่วมงานกับพรรคอื่น แต่ดูเหมือน พรรค พปชร.พยายามดึงรั้งไว้? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "ไม่ทราบ เพราะยังไม่มีการพูดคุยกัน ตนว่าเรื่อง สส.ที่แยกตัวออกไป คงต้องดูสถานการณ์อีกทีว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ตอนนี้พรรคยังไม่มีท่าที เรื่องนี้ปล่อยให้ฝ่ายต่าง ๆ ทำหน้าที่กันต่อไป ยังไม่ถึงเวลาที่จะมาแตกหักกัน"

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่เกิดขึ้น มองว่าเป็นลักษณะการแก้แค้นของนายทักษิณ ชินวัตร กับ พล.อ.ประวิตร หรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "ไม่ทราบ ต้องไปถามท่าน ตนตอบแทนไม่ได้ แต่การเมืองอย่าพูดเรื่องแค้นหรือความโกรธเคืองอะไรกันเลย เพราะต่างคนต่างทำหน้าที่ และสถานการณ์การเมืองมันเปลี่ยนไปตลอด อย่างวันหนึ่งเห็นหรือไม่ว่าคนที่ไม่ถูกกันยังกลับมารักกันเลย ผลประโยชน์ลงตัวก็ทำงานด้วยกันได้"

เมื่อถามว่า แสดงว่าถ้ามีโอกาสเคลียร์ใจคงจะสามารถกลับมาทำงานร่วมกันได้ใช่หรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "ไม่ทราบ"

เมื่อถามอีกว่าที่พรรคพปชร.เป็นแบบนี้ เป็นเพราะ พล.อ.ประวิตร เสื่อมการปกครองใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "ไม่ทราบ ดูกันเองแล้วกันว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ตนว่า พล.อ.ประวิตร ยังเป็น คนเดิม มีความมุ่งมั่นตั้งใจ มีพลังที่จะทำงานขับเคลื่อนการเมืองต่อไป ใครจะอยู่ใครจะไปเป็นเรื่องของคนภายนอก ไปบังคับเขาไม่ได้ แต่ตนเชื่อว่าอุดมการณ์หลักของพรรคในการที่จะทำงานเพื่อประชาชนให้อยู่ดีกินดี เศรษฐกิจทันสมัยขึ้น ปกป้องสถาบัน ทำให้บ้านเมืองมั่นคง เป็นแนวทางหลักของพรรคที่จะทำงานต่อไปแน่นอน"

ผู้สื่อข่าวถามว่า สมาชิกพรรคพร้อมที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านหรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า "รอดูต่อไปแล้วกัน การที่เราประชุมพรรควันนี้แสดงว่าเราพร้อม มีการตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และยืนยันกับสมาชิกพรรคว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนการตรวจสอบรัฐบาลมีหลายช่องทางอยู่แล้ว ทั้งในสภาผ่านการอภิปราย เราจะทำให้เต็มที่ และการตรวจสอบด้านกฎหมาย ใครทำผิด ใครทำทุจริต เราก็ว่าไป เราจะทำเต็มที่ ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว เพราะไม่ได้อยู่ร่วมกัน ก็ไม่ต้องเกรงใจกัน ทำให้เต็มที่ เมื่อก่อนเกรงใจกัน แต่ตอนนี้ไม่ต้องเกรงใจกันแล้ว" 

เมื่อถามว่า พร้อมทำงานร่วมกับพรรคประชาชน ใช่หรือไม่? นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การจะทำงานร่วมกันในส่วนของพรรคฝ่ายค้านก็เป็นไปตามกติกาประชาธิปไตย ส่วนจะทำงานร่วมกันแบบไหนต้องมีการพูดคุยกัน อย่างน้อย ๆ การอภิปรายในสภาต้องมาคุยเรื่องเวลาที่ต้องมาแบ่งเวลากัน ส่วนการลงมติก็เป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่มีทิศทางอยู่แล้วว่าจะอย่างไร คงไม่จำเป็นต้องตามกันทุกเรื่อง"

‘ชัยวุฒิ’ ลั่น ‘พปชร.’ พร้อมเป็นความหวังให้คนไม่เอา 'ส้ม-แดง' ชู 3 กรอบประเด็นตรวจสอบ มั่นใจ!! ทำหน้าที่ฝ่ายค้านแบบเต็มที่

(10 ก.ย. 67) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์กับรายการ 'สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง' ทางช่องยูทูบ 'แนวหน้าออนไลน์' ในประเด็นพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ไปต่อในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ว่า รู้สึกสนุกขึ้น เพราะเป็นฝ่ายรัฐบาลบางครั้งก็ทำอะไรไม่ได้เต็มที่ เห็นอะไรที่ขัดใจหรือไม่ถูกต้อง คราวนี้จะได้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพราะตนก็มีข้อมูลอยู่ไม่น้อย แต่ไม่มีคำว่ามือใหม่ ตนเชื่อว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทุกคนพร้อมทำหน้าที่ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าได้คุยกับ สส. ในพรรคหรือไม่? เรื่องนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว คนที่อยู่ก็คืออยู่ พร้อมเป็นฝ่ายค้าน ส่วนคนที่ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน กลัวเสียผลประโยชน์ ถูกดูดไปก็ไปกันหมดแล้ว เหลือแต่คนที่เป็นเนื้อแท้พร้อมจะทำงาน ส่วนเรื่องการทำงานฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชน เบื้องต้นมีการคุยกัน เริ่มจากรัฐบาลแถลงนโยบายก็จะขอแบ่งเวลาอภิปราย ส่วนจะพูดประเด็นใดบ้างคงต้องหารือกัน ซึ่งหลังจากนี้ทางสภาก็คงจะมีเจ้าหน้าที่มาประสานการพูดคุยกันของวิปฝ่ายค้านต่อไป แต่ตนเข้าใจว่าขณะนี้คงรอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่กันก่อน

“ยังไม่มีการตั้งวิปฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ คือปกติเจ้าหน้าที่สภาเขาจะมานัดประชุมเรื่องเกี่ยวกับการเตรียมงานของฝ่ายค้าน เพราะอย่างวิปรัฐบาลเขามีสำนักงานเลขาธิการนายกฯ หรือ ครม. เป็นคนจัดประชุมวิปรัฐบาล แต่ขอฝ่ายค้านทางสภาจะเป็นคนจัด ณ วันนี้อาจจะยังไม่ลงตัว ยังไม่เป็นทางการเท่าไร ไม่เป็นไร ทำงานได้ไม่ต้องห่วง” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อไปว่า พรรคพลังประชารัฐจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ ทำงานแยกตัวกับพรรคประชาชนหรือไม่ จริง ๆ ฝ่ายค้านคืออิสระอยู่แล้ว แต่ก็ต้องคุยกัน ต้องประสานงานการแบ่งเวลาอภิปราย การลงมติว่าจะไปในทิศทางใด ส่วนการตรวจสอบรัฐบาลในการแถลงนโยบาย ประเด็นที่จะตรวจสอบ...

1.เรื่องที่พูดแล้วไม่ได้ทำ ทั้งที่เป็นนโยบายของพรรคการเมือง หรือนโยบายที่ประชาชนคาดหวัง เช่น ราคาพลังงานที่บอกว่าค่าน้ำมันและก๊าซต้องถูกลงทำไมยังทำไม่สำเร็จ หรือดิจิทัลวอลเล็ตเหตุใดยังไม่สำเร็จเสียที เป็นต้น

2.ความพร้อมของรัฐบาล ตัวบุคคลมีความเหมาะสมสามารถทำงานได้หรือไม่ เพราะอย่างที่ทราบว่ามีปัญหาและประชาชนก็รู้อยู่ 

3.ความผิดปกติของรัฐบาล ที่มีเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ 

ส่วนคำถามว่า จะได้เห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรค อภิปรายในสภาหรือไม่ ต้องบอกว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ถนัดเรื่องอภิปราย แต่ถนัดเรื่องประสานงาน วางแผน หรือทำงานด้านยุทธศาสตร์มากกว่า 

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประวิตร คงไม่ต่างจากเดิม คือการสนับสนุนสมาชิกพรรคให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ และช่วยประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ ให้พรรคเดินไปข้างหน้า แต่ที่จะเข้มข้นขึ้นคือการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ตนก็ขอใช้คำว่าไม่ต้องเกรงใจกัน คือมีอะไรก็พูดกันตรง ๆ เลย ส่วนที่มีการพูดกันว่า การทำงานของพรรคพลังประชารัฐอยู่นอกสภาเสียเยอะ ก็ต้องยอมรับความจริงก่อนว่าจำนวน สส. ในสภามีไม่มาก คือแบ่งคนละครึ่งกับ สส. ฝ่ายของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เฉลี่ยฝ่ายละ 20 คน คงไม่สามารถล้มรัฐบาลหรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้

โดยการทำงานนอกสภา หมายถึงการที่ประชาชนหรือกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล รวมถึงมีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตต่าง ๆ อาจส่งข้อมูลมาที่พรรค เพราะคาดหวังให้พรรคพลังประชารัฐนำไปดำเนินการต่อให้ หากไม่มีใครดำเนินการก็จะถูกปล่อยค้างอยู่อย่างนั้น ก็ต้องมีคนนำไปดำเนินการให้ถึงที่สุด แต่คงไม่ต้องถึงกับตั้งทีมรับเรื่องร้องเรียนขึ้นมา เพราะในพรรครู้กันอยู่แล้วว่าใครทำหน้าที่นี้บ้าง

ส่วนที่มีการตั้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน มือกฎหมายมาเป็นเลขาธิการพรรคคนล่าสุด มีคำถามว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะทำอะไรหรือไม่ ก็เป็นอย่างที่คิด คือพรรคพลังประชารัฐจะมีบทบาทขับเคลื่อนเรื่องกฎหมายเยอะ อีกอย่างนายไพบูลย์ก็เป็นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่คณะกรรมการบริหารพรรคให้ความนับถือ การทำงานก็จะราบรื่นและต่อเนื่อง ตนมองว่าเป็นผลดีต่อพรรค ส่วนนายไพบูลย์จะไปผนึกกำลังกับสมาชิกพรรคอย่าง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ หรือไม่ ก็พูดคุยกันอยู่ แต่เชื่อว่าต่างคนต่างทำหน้าที่ ไม่ถึงกับต้องมาประชุมหรือประสานกัน ใครเห็นปัญหาก็ว่าไป

โดยตนก็เป็นห่วงรัฐบาล เพราะแม้จะเป็นรัฐบาลต่อเนื่อง มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำเหมือนเดิมต่อมาจากนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามีหลายอย่างประชาชนผิดหวังมาจากรัฐบาลชุดก่อน จึงคาดหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่นำโดยนายกฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะทำให้ดีขึ้น แต่เท่าที่ดูก็ยังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนว่าจะดีขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันหนักกว่าเดิมเพราะมีเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดอารมณ์คน

“ทั้งการดูด สส. ไป การเอาพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งความรู้สึกของคนกลุ่มหนึ่งก็ไม่เห็นด้วยมาร่วม และที่หนักกว่านั้นก็คือปัญหาเรื่องจริยธรรม ซึ่งมันทำให้นักการเมืองหลายคนไม่สามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ แต่รัฐบาลนี้ก็ไปเลี่ยงกฎหมาย เลี่ยงรัฐธรรมนูญด้วยการใช้นอมินี ใช้ตัวแทนมาทำหน้าที่แทน ซึ่งอันนี้มันทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ไว้วางใจ ไม่สบายใจกับสิ่งที่รัฐบาลทำ คือพอมันเริ่มต้นไม่ดี ผมว่าการเดินหน้าให้มันได้ใจประชาชนมันก็เป็นไปได้ยาก” นายชัยวุฒิ ระบุ

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า ส่วนคำถามว่าพรรคพลังประชารัฐจะมีทีเด็ดอะไรหรือไม่ เพราะสังคมก็จับตาดูอยู่ ก็ต้องรอดูกันไปก่อน คงจะเป็นการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นหลักในการรวบรวมกลุ่มต่าง ๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลมาช่วยกันทำงานเพื่อตรวจสอบรัฐบาล และแก้ปัญหาให้ประชาชน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า สีส้มกับสีแดงเคยอยู่ด้วยกันมาก่อน หรือมาจากไข่ใบเดียวกัน จึงอาจไม่ได้ค้านกันทุกเรื่อง บางเรื่องที่เห็นด้วยเหมือนกันก็ไม่ได้ค้าน แต่พรรคพลังประชารัฐไม่ได้มาจากไข่ใบเดียวกับส้มหรือแดง ชัดเจนว่าตรงข้ามกันแน่นอนเรื่องอุดมการณ์ และการทำงาน

อย่างพรรคการเมืองสีส้ม เวลาค้านก็เหมือนนักมวยเต้นฟุตเวิร์กวน ๆ แล้วออกหมัดแย็บ แต่ไม่มีหมัดน็อก อย่างเรื่องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรื่องชั้น 14 ไม่มีการพูดถึง ในขณะที่พูดเรื่องทหารไม่ยุติธรรมบ้าง นักการเมืองเก่าไม่ดีบ้าง มันสะท้อนเรื่องการมีอยู่จริงของดีลลับระหว่างส้มกับแดง จึงต้องมีพรรคพลังประชารัฐเป็นหลักในการต่อสู้จริง ๆ ไม่มีดีลลับ ตนมองว่าเรื่องนี้เป็นความคาดหวังของประชาชนที่ไม่ไว้วางใจทั้งพรรคส้มและนายทักษิณ ซึ่งพลังนี้กำลังก่อตัวขึ้น 

“วันนี้คนมีส้ม-แดง และคนที่ไม่เอาส้มกับแดง แล้วผมเชื่อว่าส้มกับแดงเขาแตะมือกัน เพราะผมก็เคยวิเคราะห์การเมืองว่าถ้ารัฐบาลนี้มีปัญหามาก โดนร้องเรียน ไปไม่รอด เขายุบสภาปุ๊บ! เลือกตั้งรอบหน้าผมก็มีความเชื่อว่าส้มกับแดงพร้อมจะรวมกันแน่นอน ถามว่าส้มจะรวมกับพลังประชารัฐไหม? เป็นไปไม่ได้เพราะเราปกป้องสถาบันฯ จะรวมกับส้มได้อย่างไร และแดงก็ชัดเจนกับเราแล้วว่าไม่เอากัน มันก็เห็นอยู่แล้ว รัฐบาลหน้าหลังเลือกตั้งก็คือเป็นส้มกับแดงรวมกัน ซึ่งเขาก็พร้อมจะยุบสภาเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการเมืองอย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิ กล่าว

‘ชัยวุฒิ พปชร.’ ชี้!! งบเยียวยาน้ำท่วม 3 พันล้าน ไม่เพียงพอ อย่าประเมินความทุกข์ ปชช. ต่ำ แนะ!! จ่ายครัวเรือนละ 1 หมื่น

(19 ก.ย. 67) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดหนองคายร่วมกับคณะกรรมการบริหาร และ สส.พรรคพลังประชารัฐ เพื่อมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัยว่า…

วันนี้ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยที่จังหวัดหนองคาย พบว่า ความช่วยเหลือของรัฐบาลยังมาถึงประชาชนได้ล่าช้า โดยเฉพาะเงินงบประมาณที่รัฐบาลเพิ่งอนุมัติมา 3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนกว่า 50 จังหวัดไม่น่าจะเพียงพอ  

“งบประมาณ 3,000 ล้านบาท ยังน้อยกว่างบประมาณในโครงการซอฟต์พาวเวอร์ งบประมาณกว่า 5,000 ล้าน ยังทำประโยชน์ไม่ได้ เหมือนเอาเงินไปละลายน้ำแต่ความเดือดร้อนของประชาชนกับตีค่าแค่เงิน 3,000 ล้าน จะไปช่วยอะไรชาวบ้านทั้งประเทศได้พออย่างไร ผมมองว่ารัฐบาลต้องอนุมัติงบประมาณมาเพิ่ม อย่างน้อย 30,000-40,000 ล้านบาท เพื่อการเยียวยาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน การที่รัฐบาลจะให้ครัวเรือนละ 5,000 บาท มันไม่เพียงพอ ขนาดโครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังให้คนละ 10,000 บาท อย่างน้อย ก็ต้องให้ครัวเรือนละ 10,000 บาท รัฐบาลต้องเพิ่มการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้มากกว่านี้” นายชัยวุฒิ กล่าว

‘ชัยวุฒิ’ ยัน พปชร. กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง ปมคลิปเสียงคล้ายคนของพรรคตบทรัพย์ ‘บอสพอล’

(15 ต.ค. 67) ‘ชัยวุฒิ’ เผย ‘บิ๊กป้อม’ ทราบปมนักการเมืองเรียกรับผลประโยชน์แล้ว ขอความเป็นธรรม รอการตรวจสอบว่าเป็นใคร ยัน พลังประชารัฐไม่เกี่ยว  ย้ำคลิปเสียงคล้าย ‘สามารถ’ ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนเป็นเรื่องในอดีตก่อนเข้ามาอยู่พรรคหรือไม่ เพราะเคยถูกขับออก 

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 67 ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ  นายชัยวุฒิ  ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคลิปเสียงนักการเมืองเรียกรับผลประโยชน์จากผู้บริหาร ดิ ไอคอน ว่า พรรคพลังประชารัฐเราก็มีความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าวนี้ ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียหายทุกคน และขอให้ทุกคนได้รับเงินคืน รวมถึงผู้ที่กระทำความผิดต้องได้รับการลงโทษ 

เมื่อถามว่า มีการพาดพิงถึงคลิปเสียง ซึ่งมีการระบุว่าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า เราต้องตรวจสอบว่าเป็นเสียงใคร เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ทั้งจากคนที่อัดคลิป และคนที่ปล่อยคลิปออกมา สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องพิจารณาว่าคลิปเสียงดังกล่าวอยู่ในช่วงเวลาใด เป็นช่วงที่บุคคลดังกล่าวมีตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ หรือเป็นแค่บุคคลธรรมดาที่ไปหลอกลวง ต้มตุ๋น ซึ่งความผิดนั้นมีความแตกต่างกัน โดยจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2565  นายชัยวุฒิกล่าวว่า ต้องไปถามคุณพอลว่าได้จ่ายให้กับใครไปบ้าง วันนี้ต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน ตนเองไม่อยากให้มีการรีบฟันธงว่าใครถูกหรือผิด ต้องพิจารณาว่า ผู้บริหารของดิไอคอนกรุ๊ปจ่ายให้ใครไปบ้าง และบุคคลดังกล่าวได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการเอื้อประโยชน์หรือไม่อย่างไร 

นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า ตนเองเป็นห่วง เพราะว่ากฎหมายทั้งเรื่องของการขายตรง และการฉ้อโกงประชาชน มีมานาน โดยเจ้าหน้าที่จะต้องป้องกันและปราบปรามผู้ที่กระทำความผิด โดยเฉพาะเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นหลายปีก็น่าสงสัยผู้ที่มีอำนาจได้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ 

เมื่อถามว่า ได้มีการต่อสายไปยังคนในพรรคของเราหรือไม่ ว่าใช่คนในเสียงหรือไม่ นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า ตนเองไม่ทราบ เพราะยังไม่มีการพูดคุยกัน ขณะเดียวกันตนเองก็ไม่ทราบว่า ขณะนี้บุคคลดังกล่าวอยู่ประเทศไทยหรือต่างประเทศ

นายชัยวุฒิ  กล่าวต่อว่า นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐได้ไม่นาน และเคยถูกขับออกไปแล้ว 1 ครั้ง ก่อนจะกลับมาช่วยงานอีกครั้ง ซึ่งตนคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าจะใช่ช่วงหลังที่เข้ามาช่วยงานพรรค ส่วนในอดีตนายสามารถ ทำอะไรมาบ้าง เราไม่ทราบ เราต้องมีการตรวจสอบว่าทำผิดจริงหรือไม่ ก็ขอความเป็นธรรมให้เขาด้วย และขอความเป็นธรรมให้พรรคพลังประชารัฐด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค เป็นเรื่องส่วนบุคคล เป็นการกระทำที่ก่อนเข้ามาอยู่ที่พรรค 

เมื่อถามว่า เสียงที่ถูกปล่อยออกมาเป็นการถูกเอาคืนกรณียื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบนายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย นายชัยวุฒิกล่าวว่า การตรวจสอบนักการเมืองเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ใครทำไม่ดีต้องถูกลงโทษ การที่เราตรวจสอบพรรคเพื่อไทย หรือตรวจสอบนายทักษิณ เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากเขาทำไม่ถูกต้อง ก็เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องลงโทษหรือตัดสินเขา และยืนยันว่าไม่ใช่การแก้แค้นกัน ส่วนใครมาตรวจสอบนายสามารถ ก็เป็นหน้าที่ของทุกคนเช่นกัน 

เมื่อถามว่า พรรคพลังประชารัฐ จะมีการตรวจสอบเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า แน่นอน เราไม่ต้องการให้มีคนไม่ดีอยู่ในพรรคอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า  แม้ว่าช่วงเวลาที่นายสามารถ กระทำเรียกรับผลประโยชน์นั้นจะไม่ใช่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐแต่ ณ เวลานี้ บุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐจะออกมาตรการได้หรือไม่   นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า ก็ต้องตรวจสอบว่ามีความผิดมากน้อยแค่ไหน และจะต้องดำเนินการตามข้อบังคับ โดยขอรอดูข้อเท็จจริงก่อน 

เมื่อถามว่า หากมีมลทินจริงสามารถขับพ้นพรรคได้ใช่หรือไม่  นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า โดยหลักการคนที่ไม่ดี หรือไม่มีจริยธรรมหรือทุจริตต่อหน้าที่ ทำงานการเมืองไม่ได้อยู่แล้ว ก็ขอให้ความมั่นใจกับทุกคนว่าพรรคก็จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และเรื่องดังกล่าวนี้ และขอให้ข้อเท็จจริงนั้นยุติก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออย่าเบี่ยงประเด็น การติดสินบนหรือการเรียกรับผลประโยชน์มันมีอยู่ทุกวงการ แต่อยากให้ดูที่ข้อเท็จจริงว่าใครทำผิด หรือใครที่ปล่อยปละละเลยอย่างไร เมื่อมีคนมาร้องเรียนแล้ว  สคบ. หรือเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการ และหลอกลวงประชาชนมาเป็นเวลาระยะเวลาหลายปี ผู้ประกอบการเหล่าบอสต่างๆ มีความผิดจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ประชาชนได้คลายความวิตกกังวลและให้ความเชื่อมั่นกับกระบวนการยุติธรรมของเราต่อไป 

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ  ทราบเรื่องแล้วหรือยัง  นายชัยวุฒิ  กล่าวว่า ตนเองยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่คิดว่าท่านทราบอยู่แล้ว

เตรียมเปิดตัว "พรรครักชาติ" 10 ธ.ค. ประกาศนั่งหัวหน้าพรรค-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พร้อมดึงทัพอินฟลูเอนเซอร์ – คนดัง วางเกมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

ใกล้วันยุบสภา สมรภูมิการเมืองเริ่มคึกคักอีกครั้ง ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์ สามย่าน มิตรทาวน์ ซึ่งเป็นทำเลที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปพลุกพล่าน

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะผู้นำพรรคอย่างเต็มตัวของนายชัยวุฒิ หลังจากที่เคยเป็นแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ โดยมีรายงานยืนยันว่า นายชัยวุฒิจะดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรครักชาติ และจะลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 1 ซึ่งสะท้อนความมั่นใจในการนำทัพพรรคใหม่เข้าสู่การเลือกตั้ง

 

กลยุทธ์ดึงคนดัง-อินฟลูเอนเซอร์

 

ความน่าสนใจของการเปิดตัวพรรครักชาติในครั้งนี้ อยู่ที่กลยุทธ์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ทั้งผู้ที่อยู่ในแวดวงบันเทิง สื่อสารมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เข้าร่วมทีมอย่างคึกคัก ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และใช้ศักยภาพของสื่อสังคมออนไลน์ในการขับเคลื่อนงานการเมือง

รายชื่อบุคคลสำคัญที่เตรียมเข้าร่วมงานและรับตำแหน่งในพรรค อาทิ:

 

นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เตรียมเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

นายทัศนัย ทองมี (กอล์ฟ) ผู้ประกาศข่าว จะเข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร (ขิง) Miss Fabulous Thailand 2022 และอดีตผู้ประกวดมิสยูนิเวอร์ส

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) นักแสดง

นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังและเจ้าของเพจ "สะบัดแปรง" ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก จะมาร่วมสร้างสีสันในงานเปิดตัว

 

การผนึกกำลังระหว่างนักการเมืองผู้มีประสบการณ์อย่างนายชัยวุฒิ กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานเสียงบนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่พรรครักชาติพยายามจะก้าวข้ามวิธีการหาเสียงแบบดั้งเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัลและบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนรุ่นใหม่ในสังคม

 

การเปิดตัวพรรคในครั้งนี้ จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางตำแหน่งของพรรคที่จะเข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของขั้วอำนาจและสมการการเมืองหลังการเลือกตั้งในอนาคต

วิเคราะห์การจัดทัพ "พรรครักชาติ" ภายใต้การนำของ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ สัญญาณถึงการแตกตัวครั้งใหญ่ ขั้วอนุรักษ์นิยมวางหมาก สู้ศึกเลือกตั้ง

จับตา 'พรรครักชาติ' ของ 'ชัยวุฒิ' กับกลยุทธ์ 'อินฟลูเอนเซอร์-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1' สัญญาณชัดการแตกตัวของขั้ว พปชร. และการจัดทัพใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อวางหมากยึดพื้นที่คะแนนเสียงในเมือง

การก่อตั้งพรรคใหม่: การปรับภูมิทัศน์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

การประกาศเปิดตัว "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคและลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ด้วยตนเองนั้น ถือเป็น สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการจัดทัพทางการเมืองครั้งใหม่ ในฝั่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเก่า

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแยกตัวของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะความไม่ลงรอยและทางตันในการบริหารจัดการอำนาจ ภายในพรรค พปชร. หรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ที่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางการนำพรรคและโอกาสในการช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การที่นายชัยวุฒิ ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติของการสื่อสารและการประสานงานอำนาจ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ด้วยตนเอง บ่งชี้ว่าทางเดินในโครงสร้างเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของเขาอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ "อินฟลูเอนเซอร์" กับการเข้าถึงฐานเสียงใหม่

สิ่งที่ทำให้ "พรรครักชาติ" แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ยุทธศาสตร์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางตัวนายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าวเป็นรองหัวหน้าพรรค และนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ไปจนถึงการรวมกลุ่มคนดังในวงการบันเทิงและความงาม เช่น นัท นิสามณี และ ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร

การใช้กลยุทธ์นี้มีความหมายในเชิงการตลาดการเมืองสูง:

1.  ขยายการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว (Mass Reach): อินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีฐานผู้ติดตามจำนวนมหาศาลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยให้พรรคสามารถสร้างการรับรู้และส่งสารทางการเมืองไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกการเมืองแบบเดิม
2.  การลดกำแพงการเมือง: การนำบุคคลที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์ทางการเมืองจ๋าเข้ามาเป็นแกนนำ ช่วยลดทัศนคติเชิงลบและความรู้สึกแปลกแยกของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเมืองแบบเก่า ทำให้พรรครักชาติสามารถปรากฏตัวในฐานะ "พรรคทางเลือกที่มีสีสัน"
3.  การหาเสียงต้นทุนต่ำ: การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีทักษะในการสร้างคอนเทนต์และการสื่อสารแบบใหม่ ทำให้การหาเสียงมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าการใช้สื่อดั้งเดิมหรือการจัดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่

นัยยะต่อสมการทางการเมือง: การแย่งชิงฐานคะแนน

การถือกำเนิดของพรรครักชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งหมด:

- แย่งชิงฐานเสียง พปชร./รทสช.: พรรครักชาติจะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในการแย่งชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองและกลุ่มคนชั้นกลางที่มีทัศนคติอนุรักษ์นิยมปานกลางถึงอ่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเดิมเริ่มอ่อนแรงลง

- การกระจายคะแนนเสียง (Fragmentation): การแตกตัวของพรรคในขั้วเดียวกันนี้จะทำให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกไปหลายพรรคมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (Hung Parliament) และส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในอนาคตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- การทดสอบอำนาจของนายชัยวุฒิ: การลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ถือเป็นการรับประกันที่นั่งในสภาของนายชัยวุฒิเอง และเป็นการประกาศความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างชัดเจนว่าสามารถนำพาพรรคใหม่เข้าสภาได้สำเร็จ

ความท้าทายที่พรรครักชาติและกลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องเผชิญ

แม้จะมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ แต่พรรครักชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

1.  ความคงเส้นคงวาของอุดมการณ์: พรรคจะต้องแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของ อุดมการณ์หลัก ว่าแตกต่างจากพรรคในขั้วอำนาจเก่าอย่างไร และจะบริหารจัดการความคาดหวังของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาร่วมงานอย่างไร

2.  การสร้างเครือข่ายระดับพื้นที่: แม้จะมีพลังในโลกออนไลน์ แต่พรรคการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี เครือข่าย ส.ส.เขต ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพรรคใหม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างความเชื่อมั่นในระดับพื้นที่

3.  การสร้างความน่าเชื่อถือ: นายชัยวุฒิและคณะกรรมการบริหารพรรคต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคนี้เป็นมากกว่าการรวมตัวกันของผู้มีชื่อเสียง แต่มี นโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง

การปรากฏตัวของพรรครักชาติจึงถือเป็น จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่ถูกนำมาใส่ในสมการการเมืองไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความซับซ้อนของการแข่งขัน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวของขั้วอนุรักษ์นิยมที่พยายามจะหาช่องทางใหม่เพื่อรักษาอิทธิพลทางการเมืองในยุคดิจิทัลไว้ให้ได้

ผนึกอินฟลูฯ - คนดังเปิดตัว “พรรครักชาติ” ย้ำจุดยืนทำการเมืองยุคใหม่ “ไร้เจ้าของ” ปราศจากกลุ่มทุน "ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ใคร" หวังพลังคนรุ่นใหม่เปลี่ยนประเทศ

เปิดตัวพรรครักชาติ ‘ชัยวุฒิ’ นั่งหัวหน้าพรรค ย้ำ เป็นพรรคไร้กลุ่มทุน “ไม่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ใคร” ลั่น พร้อมเป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ ชี้ที่ผ่านมาการเมืองวนเวียนอยู่กับกลุ่มคนไม่กี่ตระกูล จวกอดีตรัฐบาลทำให้เกิดสงครามกับกัมพูชา ซัด “หัวหน้าพรรคขายฝัน” ไม่กล้าแตะ แต่บอกให้กองทัพรบเบา ๆ ลั่นแรง “ไม่รู้เรื่องอย่าเสือก ปล่อยเขาทำหน้าที่ไป”

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ พรรครักชาติ นำโดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดงานเปิดตัวพรรคและกรรมการบริหารพรรค ภายใต้สโลแกน “เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” โดยมีเหล่าบรรดาศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมงาน เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองแบบใหม่ ๆ โดยภายในงานมีการปล่อยขบวนรถตุ๊กตุ๊ก วิ่งบนถนนพญาไทไปจนถึงแยกปทุมวัน และวนกลับมาที่สามย่าน มิตรทาวน์ โปรโมตพรรคและสมาชิกของพรรค

นายชัยวุฒิ ขึ้นเวที โดยหยิบไข่ต้มขึ้นมา พร้อมระบุว่า ไข่ต้มเป็นอาหารที่ไม่มีชนชั้น ประชาชนจะรวยจะจนกินได้หมด มีโปรตีนรสชาติอร่อย และที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์ของความพอเพียง ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองควรจะมีคือความพอเพียง

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ปัญหาของเมืองไทยคือการเมือง พร้อมถามว่าเบื่อการเมืองหรือไม่ ที่วนอยู่แต่ในอ่าง วนเวียนไปกับคนเดิม ๆ แต่ประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ โดยเศรษฐกิจถดถอยและพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ซึ่งตนลงเล่นการเมือง เลือกตั้งครั้งแรก เป็น สส. สิงห์บุรี เมื่อปี 2544 เป็นเด็กคนรุ่นใหม่ มีความฝัน และมีความคิดที่อยากเป็นน้ำดี เข้ามาทำงานการเมือง มาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และทำงานการเมืองมา 24 ปี มีทั้งสอบตกบ้าง สอบได้บ้าง โดนตัดสิทธิทางการเมืองก็เคย ซึ่ง 24 ปีก่อน บางพรรคเอาพ่อมาเป็นนายกฯ เมื่อพ่อไปไม่ได้ ก็เอาน้องสาวมาเป็นนายกฯ และวันนี้ 24 ปีผ่านไป ก็เอาลูกสาวมาเป็นนายกฯ และก็ไปไม่ได้แล้ว ปีต่อไปคงเอาหลานมา การเมืองก็จะวนเวียนอยู่กับตระกูลการเมืองแบบนี้

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ไม่ใช่แค่ตระกูลนี้ ซึ่งทุกพรรคมีเจ้าของ มีกลุ่มทุนทุกตระกูล และดูแลกันเป็นอย่างดีมาตลอด 24 ปี วนเวียนอยู่กับคนเดิม ๆ แต่ไม่มีโอกาสให้คนใหม่ ๆ หรือคนเก่ง ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศนี้เลย หนำซ้ำมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่มาอีก แต่ก็มาจากคนนามสกุลเดิม อาอยู่อีกพรรคหนึ่ง หลานทำพรรคใหม่ และโดนยุบไปแล้ว 2 รอบ หากถามว่านโยบายที่มีทำได้หรือไม่ เป็นเพียงแค่พรรคขายฝัน อยากเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ แต่ด่าทุกสิ่ง โจมตีทุกอย่าง สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในแผ่นดิน

“มองฟ้าก็ด่าฟ้า มองแผ่นดินก็ด่าแผ่นดิน มองทหารก็ด่าทหาร ไอ้คนที่พูดว่า ทหารมีไว้ทำไม รบไปก็แพ้ ตอนนี้ไปอยู่ไหน มันเคยช่วยอะไรบ้างหรือไม่” นายชัยวุฒิ กล่าว

นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนพูดแล้วเลือดรักชาติมันขึ้น เพราะที่หนักกว่า คือทุกวันนี้เขารบกันอยู่ แต่หัวหน้าพรรคขายฝันก็มาพูดว่าให้รบกันเบา ๆ หน่อย เกรงใจเขมร ซึ่งหาก “ไม่รู้เรื่องก็อย่าเสือก ให้ทหารเขาทำหน้าที่ไป”

อีกทั้งการเมืองในทุกวันนี้ก็วนเวียนอยู่แต่เดิม ๆ ผลัดกันเกาหลัง รัฐบาลที่แล้วนายกฯ พ่อ นายกฯ ลูกมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับฮุน เซน ทำให้ประเทศพังพินาศเข้าสู่สงครามกับกัมพูชา ซึ่งพรรคขายฝัน เคยโจมตีหรือเคยพูดเรื่องนี้หรือไม่ ก็ไม่เคย ด่าทุกคน แต่ไม่เคยด่าพ่อลูกคู่นี้ และวันนี้บอก “มีเราไม่มีเทา” แล้วจะทำยังไงให้ไม่มีเทา เพราะคุณเพิ่งโหวตให้คนที่เป็นสีเทามาเป็นรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ คุณไม่พูดความจริง เพราะคุณก็รู้ว่า เทาเข้ามาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เข้ามาพร้อมพ่อลูกที่จะเปิดกาสิโนเพื่อเอาทุนเทาเข้ามา แต่ก็ไม่เคยโจมตีหรือไม่เคยพูดถึง เพราะสุดท้ายก็เป็นกลุ่มการเมืองนามสกุลเดียวกัน ตระกูลก็ผูกพันกันวนเวียนอยู่ในกลุ่มการเมืองไม่กี่กลุ่ม

นายชัยวุฒิ ระบุอีกว่า ตอนนี้ได้รัฐบาลใหม่แล้ว ดูหน้าไปก็คือคนเก่าที่อยู่กับนักการเมืองคนที่ติดคุก ก็อยู่ด้วยกันมาก่อนทั้งนั้น เมื่อทะเลาะกันก็แยกออกมา วนเวียนอยู่ไม่กี่ตระกูล สุดท้ายประเทศก็ถอยหลัง ประชาชนก็สิ้นหวัง หากอยากมีพรรคการเมืองดี ๆ ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ แต่พวกเราไม่สิ้นหวัง พวกเราเชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ ที่มีความรักชาติอยากเห็นบ้านเมืองเจริญก้าวหน้า ที่มีความรักชาติ อยากเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า อยากเห็นพี่น้องอยู่กินดีกว่าทุกวันนี้ และตนก็เชื่อมั่นในพลังคนรุ่นใหม่ เพราะหลาย ๆ คนก็อยากให้เข้ามาทำงานการเมือง โดยให้ตนเข้ามาเป็นสะพาน เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองประเทศนี้ ให้โอกาสที่ดีกับพี่น้องคนไทยในอนาคต

วันนี้พวกเราจึงรวมกันเป็นพรรครักชาติขึ้นมา ซึ่งตนได้คุยกับ สส. และผู้ใหญ่หลายคน ก็ค่อนข้างที่จะปรามาสพวกเรา เจอแต่คำถามว่าทำงานการเมืองมีทุนหรือไม่ หรือมีกลุ่มทุนหนุนหลังหรือไม่ ตนก็บอกว่าถ้ามีก็ต้องเกรงใจกลุ่มทุนหนุนหลัง เราก็ต้องเกรงใจ และเราจะทำเพื่อประชาชนได้อย่างไร

มีคนมาถามว่าพรรครักชาติจะได้ สส. กี่คน หรือมี สส. เก่ามาอยู่ด้วยหรือไม่ เมื่อชวนมา ก็จะถามว่าจะให้เท่าไหร่ หากทำแบบนี้ก็จะทำการเมืองทุจริตคอร์รัปชัน เอาเงินมาซื้อประเทศไทย ซึ่งการเมืองแบบนี้มันไปไม่ได้ รวมทั้งมีมาถามว่าหรือมีบ้านใหญ่หรือไม่ หากกลุ่มการเมืองมารวมกลุ่มกันต่อรองผลประโยชน์ ทำธุรกิจสีเทา ไม่คำนึงประชาชน ตนก็ไม่เอา

“เราอยากมีพรรคการเมืองที่เป็นของคนรุ่นใหม่จริง ๆ คนที่ไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตัว คนที่เงินซื้อไม่ได้ วันนี้เราจึงมารวมกัน และก้าวไปด้วยกัน เป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจที่จะมาทำการเมืองร่วมกัน ผมเชื่อว่าพลังของคนรุ่นใหม่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองนี้ให้ดีขึ้น เปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้เจริญก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างแน่นอน” นายชัยวุฒิ กล่าว

จากนั้น พรรครักชาติ ได้มีการเปิดตัว The New Political Start-up โดยให้สมาชิกพรรค ได้พูดถึงแนวคิดการทำงานการเมืองแบบใหม่ ไร้คอร์รัปชัน ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต

'ชัยวุฒิ' ซัด! พรรคประชาชนมุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่สนใจอธิปไตยปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 14 ธันวาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวกรณีที่ผู้นำพรรคประชาชนทั้งอดีตและปัจจุบัน แถลงข่าวขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ว่า ตนรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กำลังเผชิญกับความเดือดร้อน และความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ประชาชนเป็นห่วงเรื่องสงคราม และความมั่นคงของประเทศ

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคประชาชน รวมถึงเครือข่าย NGO ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา ออกมามีบทบาทในการช่วยสื่อสาร และทำความเข้าใจกับสหรัฐ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันสหรัฐอาจยังไม่เข้าใจปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด ว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจที่จะยุติความขัดแย้ง มีการบุกรุกอธิปไตยของประเทศไทย โจมตีทหารไทยก่อน และมีการวางทุ่นระเบิด จนทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

"พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของไทย จึงเรียกร้องให้พรรคประชาชนแสดงบทบาทตามหน้าที่ เพื่อยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในสถานการณ์เช่นนี้ วันนี้มีพี่น้องประชาชนเสียใจ ที่พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ ไม่ปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย"

เป็นสะพานให้คนรุ่นใหม่ เปิดประวัติ 'อ.เจษฏ์-ชัยวุฒิ' คู่แคนดิเดตนายกฯ 'พรรครักชาติ' "ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง" อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ ที่รักชาติ

เปิดประวัติ “อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” คู่แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ จัดเต็ม! DNA ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติยื่นชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 คน ได้แก่ รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นลำดับที่ 1 (เป็น “แคนดิเดตคนนอก” และไม่ได้ลงปาร์ตี้ลิสต์) และ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค เป็นลำดับที่ 2 (พร้อมลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับ 1) โดยเปิดความคิดชัดว่า “รักชาติ...ไม่ใช่แค่คำพูด“ พร้อมวลีชุดใหญ่ “ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง” และพูดถึงโจทย์ “การเมืองโฉด–ข้าราชการชั่ว–ทุนสามานย์” ที่ต้องจัดการให้ได้ 

“อ.เจษฎ์–ชัยวุฒิ” จับคู่เพื่อความลงตัวในความหมายของคำว่า ‘รักชาติ’ ประกอบเป็น “พรรครุ่นใหม่” แบบที่มีทั้ง หลักคิด (ideology) และ เครื่องมือ (operating system) อยู่ในพรรคไปพร้อมๆ กัน

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก : รักชาติแบบ “ยึดกติกา–คุมเกมด้วยนิติรัฐ”

ประวัติการศึกษา (รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก) 
- นิติศาสตร์บัณฑิต (LL.B.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- Juridical Science Master (JSM), Stanford University
- Juridical Science Doctor (JSD), Stanford University
- หลักสูตรผู้บริหาร/ธรรมาภิบาล: Director Certification Program (DCP) รุ่น 127 และ Director Accreditation Program (DAP)

อ.เจษฎ์ คือ “นักวิชาการกฎหมายระดับประเทศ” และ “ผู้เชี่ยวชาญรัฐธรรมนูญ/ทรัพย์สินทางปัญญา”  

แต่แก่นที่น่าสนใจคือ อ.เจษฎ์ถูกวางให้เป็น ‘ผู้คุมมาตรฐานความชอบธรรม’ ของพรรค มากกว่าคนหาเสียงแบบนักการเมือง

สายรัฐธรรมนูญ/ปฏิรูป/ต่อต้านทุจริต: มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และเกี่ยวข้องงานปฏิรูปด้านปราบปรามทุจริต—นี่ทำให้ “รักชาติ” ในแบบเขา ถูกผูกกับคำว่า “กติกา” ไม่ใช่แค่อารมณ์ร่วม

สายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไม่ค่อยถูกหยิบมาเล่า: ถ้าพรรคจะ “รักชาติของคนรุ่นใหม่” จริง ๆ IP คือสนามที่เข้ากับยุคครีเอเตอร์–สตาร์ทอัพ–ซอฟต์พาวเวอร์ที่สุด เพราะมันคือ “การคุ้มครองมูลค่าที่คนไทยสร้าง” ตั้งแต่แบรนด์ เพลง ดีไซน์ นวัตกรรม ไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแคนดิเดตลำดับ 1 แบบไม่สังกัดพรรค โดยพรรครักชาติ “ดูที่ความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์” พรรคอยากให้ “รักชาติ” ถูกตีความเป็น มาตรฐานคุณธรรม+ความสามารถ มากกว่า โควตาพรรค/บ้านใหญ่/นายทุน

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รักชาติแบบ “โครงสร้างพื้นฐาน–อธิปไตยดิจิทัล” และทักษะการสร้าง “ระบบ” มากกว่า “สโลแกน”

ประวัติการศึกษา (นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์)

- ระดับมัธยม: โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
- ปริญญาตรี: วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ปริญญาโท: วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต (วิศวกรรมอุตสาหการ) University of Southern California (USC)
- ปริญญาโท: ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ชัยวุฒิในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เศรษฐกิจ และสังคม เส้นทางการเมืองหลายพรรค เข้าสู่การเมืองตั้งแต่ปี 2544 แต่สิ่งที่ทำให้ชัยวุฒิ กลายเป็น “แกนสร้างพรรค” คือ เขาเป็นนักการเมืองสายระบบ—คุ้นกับเครื่องมือรัฐ, งบประมาณ, โครงสร้างพื้นฐาน และงานที่ต้องใช้การจัดการจริง

มุมที่มักไม่ถูกเล่า: ถ้า “รักชาติ” จะเป็นของคนรุ่นใหม่ มันต้องลงไปอยู่ในเรื่อง ข้อมูล–ไซเบอร์–แพลตฟอร์ม–การหลอกลวงออนไลน์–การคุ้มครองผู้บริโภคดิจิทัล–อุตสาหกรรมเทค ซึ่งเป็นสนามที่ “รัฐต้องทำเป็น” ไม่ใช่แค่พูดเก่ง และนี่คือพื้นที่ที่ชัยวุฒิถูกวางให้เป็นคน “ทำให้เกิดระบบ” มากกว่าคน “ทำให้เกิดอารมณ์ร่วม”

สูตรผสม 2 แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ คือ หลักคิดเข้ม + ระบบทำงานจริง = อีกทางเลือกคนรุ่นใหม่ รักชาติ

นี่คือ “พรรครุ่นใหม่” แบบที่ไม่ยึดติดกับสูตรการเมืองไทยดั้งเดิมที่มักเริ่มจาก “ทุน–บ้านใหญ่–เครือข่ายหัวคะแนน” โดยวาทกรรม “ไม่ง้อนายทุน” เน้นย้ำ ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง และมี จุดยืนต่อ “การเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหาให้ประเทศไทย” ในแนวทางที่มาจากคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top