Friday, 5 June 2026
ครม

‘ภูมิธรรม’ ปัดกระแสข่าวไม่เอา ‘วงษ์สุวรรณ’ ร่วมครม. ยกให้ ‘อุ๊งอิ๊ง’ เป็นผู้ดำเนินการ ตัดสินใจ ใครได้นั่งเก้าอี้

(18 ส.ค.67) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเท็จจริงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการปรับครม.ครั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุว่าจะต้องไม่มีคนในตระกูลวงษ์สุวรรณ นายภูมิธรรม กล่าวว่า นายกฯพูดไปหมดแล้ว ส่วนกระแสข่าวดังกล่าวตนไม่เคยได้ยินและไม่มี และนายกฯก็ได้พูดชัดเจนไปหมดแล้ว วันนี้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ แล้ว ก็ขอให้ท่านเป็นผู้ดำเนินการ และทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามกระบวนการ ยืนยันว่าไม่มีผู้จัดการรัฐบาล วันนี้นายกฯเป็นตัวหลัก ส่วนตัวก็ให้กำลังใจอย่างเต็มที่ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล วันนี้ขอว่าให้เป็นวันของนายกรัฐมนตรีและเป็นเรื่องของท่านไม่ว่าจะการให้สัมภาษณ์หรือเรื่องราวต่าง ๆ ถือเป็นวันของท่าน และคงต้องรอให้พ้นจากวันนี้ไปรอให้ท่านนายกฯ ดำเนินการตัดสินใจต่าง ๆ แล้วค่อยว่ากันว่ากัน ส่วนโผครม. เสร็จหรือยังใครจะไปรู้ ต้องไปถามนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า โดยขั้นตอนอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 ส.ค. ยังคงดำรงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯอยู่ใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ในวันที่ 20 ส.ค.เรายังทำหน้าที่รักษาการอยู่ เพราะทั้งหมดยังต้องเป็นไปตามขั้นตอน แม้วันนี้จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯ ลงมาแล้ว แต่ก็ยังมีขั้นตอนในการถวายสัตย์ปฏิญาณ การแต่งตั้งครม.ยังมีอีกหลายอย่าง และขณะนี้ยังไม่มีการหารืออย่างเป็นทางการใด ๆ ทั้งสิ้น จากนี้ไปเป็นหน้าที่นายกฯคนใหม่ ส่วนจะมอบหมายใครเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อถามว่า โควตารัฐมนตรียังเป็นสัดส่วนเดิมหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ทราบ เรื่องนี้อยู่ที่นายกฯตัดสินใจ

‘อ.เจษฎา’ ชี้!! ตลาดหุ้นยุค ‘อุ๊งอิ๊ง’ พุ่งขึ้นแรงมาก สูงสุดในรอบ 6 เดือน มอง!! เป็นฝีมือของ ‘ทักษิณ’ เพราะ ‘นายกฯ’ ยังไม่ได้เริ่มทำงาน

(7 ก.ย.67) รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีดังกล่าวว่า ระบุว่า …

โอ้..ตลาดหุ้นยุค ครม. คุณอุ๊งอิ๊ง พุ่งแรงมากครับ ! ตอนนี้ SET ขึ้นไปทะลุ 1400 และขึ้นไปสูงสุดในรอบ 6 เดือนแล้ว 

คนละเรื่องกับ ครม. ยุคคุณเศรษฐา เลยที่มีแต่ตกเอา ตกเอา จนมาถึงก้นหลุม  ก่อนจะเด้งขึ้นหลังจากมีนายกฯ คนใหม่

ซึ่งก็คงไม่ใช่ฝีมือคุณอุ๊ง โดยตรง เพราะยังไม่เริ่มทำงานอะไร .. แต่น่าจะเป็นฝีมือคุณพ่อ กับการแสดงวิสัยทัศน์ มากกว่ามั้งครับ ฮ่าๆๆ 

วิเคราะห์!! ‘ฮุนเซน’ เพลี่ยงพล้ำ หรือ ตามบท เกิดอะไรขึ้น!! ทำไม?? ถึงทำแบบนี้

(29 มิ.ย. 68) ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายๆคนจะได้เห็นข่าวในสื่อออนไลน์ที่ฮุนเซนออกมา Live รัวๆต่อว่าตระกูลชินวัตรและนายทักษิณต่างๆนานา  วันนี้เอย่าจะมานั่งวิเคราะห์กันชอตต่อชอตถึงสิ่งที่ฮุนเซนทำนั้น  เกิดอะไรขึ้นทำไมฮุนเซนถึงทำแบบนี้

ย้อนรอยกันก่อนว่าเรื่องราวทั้งหมดระหว่างกัมพูชากับไทยเริ่มตั้งแต่คุณแพรทองธารเข้ามาเก้าอี้นายกรัฐมนตรี  ฝั่งกัมพูชาก็เริ่มมีการส่งคนมาที่ปราสามตาเมือนธม และ ปราสาทตาควาย

จนกระทั่งกองทัพกัมพูชาเอากองทัพมาขุดสนามเพาะและนั่นคือจุดที่กองทัพสุดจะทนเพราะรุกล้ำอธิปไตยจนเกินเหตุ  จากนั้นเหตุการณ์เป็นเช่นไรก็อย่างืฝที่ทุกคนได้ตามข่าวมานั่นแล

แต่ที่น่าสงสารคืออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ฮุนเซนเปลี่ยนบทออกมา Live  ต่อว่าผู้นำรัฐบาลและครอบครัวอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อนจนเหมือนลืมไปว่าเฮ้ยนี่ญาติแกนะ

เอย่าในฐานะที่คลุกคลีตีโมงกับเรื่องพรรค์นี้มาพอสมควรวันนี้ก็จะมาวิเคราะห์ให้อ่านกันนะคะ

เริ่มว่าถ้าหากทะเลาะกันจริงเหตุผลก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับธุรกิจสีเทาหรือคาสิโนตามริมชายแดน อย่าลืมนะคะว่าฮุนเซนเก็บค่าเช่าที่ อารมณ์เหมือนเจ้าของตึกแถวบรรทัดทองนั่นละคะ ขายดีไหมไม่ใช่ปัญหาของเจ้าของตึกเพราะงั้นเรื่องนี้ที่มีคนบางคนวิเคราะห์ออกมาตีตกไปได้เลย  ส่วนข้ออื่นที่จะทะเลาะกันเอย่าพยายามคิดแล้วคิดอีกก็ยังหาไม่เจอ  ยกเว้นเสียแต่รู้ว่าครอบครัวฝั่งไทยกำลังเพลี่ยงพล้ำแล้วเลยเล่นบทตัดญาติเสียเลย

แต่อย่าลืมนะคะจนถึงวันนี้ฮุนเซนยังไม่ได้พูดอะไรที่คนไทยไม่รู้เลยออกมา  สิ่งที่ออกจากปากฮุนเซนวันนี้คือทุกเรื่องที่คนไทยทราบมาก่อนแล้ว  แต่เขาเอาทาพูดอีกทีในมุมเขาเองก็แค่นั้น  เพราะฉะนั้นเอย่ามองว่าฮุนเซนกำลังเพลี่ยงพล้ำไหม ไม่ใช่เลยแต่น่าจะเป็นสคริปต์ที่เตี๊ยมกันไว้แล้วกับฝั่งไทยเสียมากกว่า

มา ณ วันนี้เอย่าอยากให้ผู้อ่านลองมองนะคะ  เขาพยายามแซงชั่นไทยทุกอย่าง  แต่อย่าลืมว่าเขาอาจจะมีดีลประเทศอื่น supply ไว้และตระกูลฮุนได้ประโยชน์อยู่แล้วก็เป็นได้  นี่จึงเป็นแค่สถานการณ์เตะหมูเข้าปากหมาแบบเสียมิได้เสียด้วย

ในวันนี้เรื่องที่น่าจับตาก็คือ ผู้ที่พยายามสร้างบทเด่นขึ้นมาในช่วงนี้มากกว่าจนหลายคนอดสงสัยว่ารับงานใครมาหรือเปล่า  เพราะขนาดสงครามอิหร่าน อิสราเอล และอเมริกา ยังกลายเป็นปาหี่กองใหญ่ได้ ไฉนเลยงานนี้อาจจะมีมวยล้มต้มคนดูให้เคลิ้มไปกับสถานการณ์ก็เป็นได้เพราะดูเหมือนพยายามสร้างเงื่อนไขให้กองทัพยึดอำนาจเสียเหลือเกิน

แต่ไม่ต้องห่วงคะจากที่เอย่านำเสนอไปกองทัพก็รับรู้เช่นกันและยังยืนยันคำเดิมว่า

"คนไทยควรได้เรียนรู้และรับผลจากสิ่งที่คุณเลือกมา  เวลานี้ทหารขอทำงานตามขอบเขตของตนพอแล้ว ไม่ขอก้าวก่ายการเมืองอีก"

ครม.ไฟเขียวเยียวยาทหาร 10 ล้าน ประชาชน 8 ล้าน ‘ภูมิธรรม’ ย้ำขอคนไทยสามัคคี ก้าวผ่านสองวิกฤติไปด้วยกัน

(5 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุว่า รัฐบาลเห็นชอบจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยให้ทหารรายละ 10 ล้านบาท และประชาชนรายละ 8 ล้านบาท พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลยึดแนวทางสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศในการแก้ปัญหาความมั่นคง

นายภูมิธรรมระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ปะทะที่ชายแดนได้ยุติลงในเบื้องต้น และอยู่ระหว่างการเข้าสู่กระบวนการเจรจาโดยใช้กลไก GBC ระหว่างไทย-กัมพูชา รัฐบาลแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทุกครอบครัว และจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบือนข้อมูลที่กระทบความมั่นคง

ขณะเดียวกัน ครม.ยังหารือถึงวิกฤตเศรษฐกิจจากการที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีสินค้าจากไทยเป็น 19% โดยรัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการอย่างรอบคอบ โดยร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน และยังมองว่านี่เป็นโอกาสให้ไทยพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันในเวทีโลก พร้อมเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย เช่น พักหนี้ ซอฟต์โลน และส่งเสริมการใช้สินค้าในประเทศ

ท้ายสุด นายภูมิธรรมเรียกร้องให้คนไทยทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ก้าวข้ามสองวิกฤติไปด้วยกัน ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยย้ำว่า "ความสามัคคีของคนไทย คือพลังขับเคลื่อนประเทศ" และถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเดินหน้าไปสู่จุดหมายเดียวกัน เพื่อสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

‘อนุทิน’ ตั้งทีมเศรษฐกิจใหม่ สู้เศรษฐกิจย่ำแย่ ภารกิจสุดโหด รับศึกรอบด้าน เข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ภารกิจทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ วัดฝีมือระยะสั้น

(21 ก.ย. 68) ภารกิจเข็นครก แบกหิน ขึ้นภูเขา ของทีมเศรษฐกิจประเทศไทยชุดใหม่ ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมดึงคนนอก มานั่งคุมกระทรวงสำคัญ สำหรับกระทรวงหลักที่ดูแลเศรษฐกิจ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดูแลกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ดูแลกระทรวงพาณิชย์ นายธนากร วังบุญคงชนะ ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยรายงานสถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำปี 2567 ว่าสถานการณ์ความยากจนของไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ในปี 2567 พบว่าจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นเป็น 3.43 ล้านคน หรือคิดเป็น 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 3.41% และเส้นความยากจนปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน

ด้านแรงงานในภาคเกษตรมีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 45.49% ของคนจนทั้งหมด สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรที่ต้องพึ่งพารายได้จากการผลิต ซึ่งมีความผันผวนสูงตามสภาพอากาศและราคาสินค้าเกษตรที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้ครัวเรือนเกษตรจำนวนมากยังคงตกอยู่ในภาวะยากจนเมื่อเศรษฐกิจภาคเกษตรชะลอตัว

สถานการณ์ดังกล่าวยังเห็นได้ชัดในกลุ่มคนเปราะบางต่อความยากจน ซึ่งมีจำนวนคนจนเพิ่มสูงขึ้นในทุกระดับความรุนแรง โดยกลุ่ม “คนจนมาก” เพิ่มขึ้นเป็น 8.79 แสนคน และกลุ่ม “คนจนน้อย” เพิ่มขึ้นเป็น 2.55 ล้านคน

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงมุมมองต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับการทำงานของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่การแข่งขันระดับโลกด้านเทคโนโลยี พลังงาน และสิ่งแวดล้อมทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวัง คือ การที่รัฐบาลทำงานอย่างมีเอกภาพ วางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นำ 5 ข้อเสนอเร่งด่วนที่ ส.อ.ท. ได้นำเสนอไว้จากการหารือที่ผ่านมา นำไปปรับเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่

1. การเตรียมความพร้อมรับมือมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า ซึ่งจะต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด
2. การส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของ SMEs โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นด้วยการกำหนดมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และมีนโยบายซอฟต์โลน ดอกเบี้ยต่ำ 
3. การปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยในระยะสั้น มุ่งหวังให้มีการลดค่าไฟให้แก่ประชาชน และลดต้นทุนค่าพลังงานให้แก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้
4. การรับมือผลกระทบจากปัญหาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงคมนาคม เร่งเจรจาปัญหาเพื่อหาข้อยุติโดยเร็ว หามาตรการช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากช่วงการปิดด่านในระยะเร่งด่วน ระยะสั้นและระยะยาว
5. การบริหารจัดการผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่ง ส.อ.ท. ได้สะท้อนความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทย โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ในการแก้ปัญหาปม ‘เงินไม่รู้ที่มา ทะลักเข้าไทยทุกเดือนจำนวนมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา’ ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย

ซึ่งเศรษฐกิจโลกเอง ก็ยังไม่ฟื้นตัวดีมากนัก โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ สถานการณ์ล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 กันยายน ส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับ 4.00%-4.25% เป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน ตามที่ตลาดคาด ด้วยมติไม่เอกฉันท์

“ธนาคารกลางญี่ปุ่น” มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.5% หลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการประกาศลาออกของนายกฯ อิชิบะ และภาษีสหรัฐ วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 10.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากนายกรัฐมนตรีชิเกรุ อิชิบะ ประกาศลาออกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา

2 ประเทศใหญ่ ลด และคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังย่ำแย่ ต้องการการกระตุ้นด้านการลงทุน จากเอกชน เพื่อพยุงเศรษฐกิจ 

‘ทั้งเข็นครก ทั้งแบกหิน ขึ้นภูเขา’ คำนี้คงไม่เกินเลยนัก เพราะมีระยะเวลาให้ทำงานสั้นๆ เพียง 4 เดือน (ตามที่มีข่าวก่อนโหวตนายกรัฐมนตรี) จะทำได้แค่ไหนกัน อย่างน้อยก็เอาใจช่วยให้ประครองเศรษฐกิจไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่านี้ วัดฝีมือการบริหารทีมประเทศไทยระยะสั้น ของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

ครม.เศรษฐกิจไฟเขียว เชื่อมร้านค้า “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านให้ใช้น้อย เตรียมชงเฟส 2 เข้า ครม. ต้น ธ.ค.นี้

(25 พ.ย. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งที่ 5/2568 มีมติเห็นชอบมาตรการใหม่ เชื่อมร้านค้าที่อยู่ในโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อแก้ปัญหาผู้ถือบัตรมีร้านค้าให้เลือกใช้น้อย พร้อมช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงมากขึ้นให้ร้านค้าในระบบ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งพัฒนาระบบเชื่อมต่อและโครงสร้างหลังบ้านให้ใช้งานได้จริงทั่วประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุว่า ปัจจุบันโครงการคนละครึ่งพลัสมีร้านค้าเข้าร่วมราว 980,000 ร้านค้า กระจายอยู่ทั่วประเทศ และผ่านการคัดกรองมาตรฐานแล้ว เมื่อเชื่อมร้านค้าเหล่านี้เข้ากับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายความว่า ร้านค้าจะไม่ได้ขายเฉพาะลูกค้าในโครงการคนละครึ่งพลัสเท่านั้น แต่ยังขายให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการได้ด้วย ช่วยเพิ่มยอดขายต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ถือบัตรก็มีตัวเลือกใช้สิทธิมากขึ้น

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัสได้รับความนิยมสูง และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤศจิกายน เวลา 23.50 น. มีร้านค้าเข้าร่วมแล้ว 968,692 ร้านค้า ผู้ใช้สิทธิ์ 1,652,014 คน และก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 54,132 ล้านบาท พร้อมเชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการเพิ่มเติมได้ถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้

สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” โฆษกประจำสำนักนายกฯ มั่นใจว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในช่วงต้นเดือนธันวาคม แม้จะมีการยุบสภาก่อนกำหนดก็ยังสามารถเสนอได้ทัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาวงเงินที่จะใช้ในโครงการ ควบคู่กับงบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยรัฐบาลตั้งเป้าชัดว่าจะใช้มาตรการนี้ทั้งเพื่อช่วยประชาชนฐานราก และพยุงรายได้ร้านค้ารายย่อยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ไฟเขียวแรงงาน!! ครม.เห็นชอบยืดต่อใบอนุญาตแรงงาน 3 สัญชาติ “ลาว-เมียนมา-เวียดนาม” มากกว่า 3.7 แสนคนได้รับผล สกัดแรงงานผิดกฎหมาย-ลดผลกระทบเศรษฐกิจ

ครม.ไฟเขียวขยายเวลาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ “ลาว -เมียนมา- เวียดนาม” กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึง 31 มี.ค.69 หวั่นกระทบระบบเศรษฐกิจประเทศ

วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม กว่า 3.7 แสนคน ออกไปถึงวันที่ 31 มี.ค.2569จากเดิมที่สิ้นสุดในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อไม่ให้แรงงานกลุ่มนี้ หลุดออกจากระบบ กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย รวมทั้งไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและแรงงานของประเทศ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

รมว.แรงงาน ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ มติครม.ยังได้ให้มีการขยายระยะเวลาในส่วนของการจัดทำหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและตรวจลงตรา (วีซ่า) จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นสิ้นสุดในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะส่งผลให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวจะได้รับการผ่อนผัน เมื่อประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้

ทั้งนี้ ในระหว่างนี้นายจ้างที่มีแรงงานทั้ง 3 สัญชาติในสังกัดและผู้ประกอบการสามารถติดตามข่าวสาร ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงแรงงาน www.mol.go.th เว็บไซต์กรมการจัดหางาน www.doe.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร.1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ครม.ลุยลดพลังงาน!! สั่ง WFH เต็มรูปแบบเร่งลดใช้ไฟ ถอดสูทประชุมปรับแอร์ 26 องศาฯ ระงับเดินทางต่างประเทศ ยกเว้นภารกิจจำเป็น เป้าประหยัดพลังงาน ลดใช้พลังงานลง 5%

(10 มี.ค. 69) คณะรัฐมนตรี เห็นชอบมาตรการรับมือวิกฤตพลังงานด้วยการดำเนินงาน Work from Home (WFH) เต็มรูปแบบสำหรับข้าราชการทั่วประเทศ พร้อมระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อสกัดผลกระทบราคาพลังงานโลกผันผวน จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุในแถลงการณ์ว่า "ทุกหน่วยงานราชการต้องปรับรูปแบบการทำงานเป็น WFH ทันทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ขณะที่หน่วยงานที่บริการประชาชนโดยตรงจึงยังต้องดำเนินการตามปกติ" พร้อมมาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การถอดสูทในที่ประชุม การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า

รัฐบาลสั่งระงับการเดินทางไปต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐ ยกเว้นภารกิจสำคัญและจำเป็นเท่านั้น เพื่อคุมค่าใช้จ่ายและลดการใช้พลังงานในช่วงวิกฤต โดยเน้นการประหยัดพลังงานในหน่วยงาน และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในที่ประชุม

สำหรับสถานการณ์พลังงานไทย น้ำมันสำเร็จรูปใช้งานเฉลี่ย 3.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องพึ่งพานำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ โดยมีปริมาณสำรองน้ำมันรวม 8,055 ล้านลิตร ซึ่งสามารถรองรับความต้องการใช้ได้ระดับหนึ่ง ขณะเดียวกัน มีการวางมาตรการลดการใช้พลังงานในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

เป้าหมายลดการใช้พลังงานทั้งน้ำมันและไฟฟ้าลงประมาณ 5% ซึ่งจะลดการใช้น้ำมันลงประมาณ 330,000 ลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10.45 ล้านบาท และประหยัดไฟฟ้าได้ 31 ล้านหน่วยต่อเดือน รัฐบาลตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงานและต้นแบบการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ที่มา : https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/147926

ครม.แต่งตั้งที่ปรึกษา แต่งตั้ง 'วันมูหะมัดนอร์' 'เพิ่มพูน ชิดชอบ' และ 'อรรถพล' ดำรงตำแหน่งใหม่ มติที่ประชุม 6 เม.ย. 69

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง 3 ราย ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ตามข้อเสนอของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

บุคคลที่ได้รับแต่งตั้ง ได้แก่ 'วันมูหะมัดนอร์ มะทา', 'พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ' และ 'อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์' นับเป็นการเติมทีมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในช่วงเวลาสำคัญ

การแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงความต้องการเสริมความเข้มแข็งและประสบการณ์ในการทำงานของรัฐบาล โดยตำแหน่งที่ปรึกษามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจและนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ที่มา : https://shorturl.asia/ShZeD

ครม.แต่งตั้งโฆษก เห็นชอบแต่งตั้ง 'รัชดา' ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ สื่อสารนโยบายและงานรัฐบาล มีผลตั้งแต่ 6 เม.ย. 2569

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง "รัชดา ธนาดิเรก" ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่สื่อสารนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลต่อสาธารณะ

การแต่งตั้งครั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลกับประชาชนโดยตรง ทำให้ประชาชนเข้าใจนโยบายและขั้นตอนการทำงานของรัฐบาลได้ชัดเจนมากขึ้น

การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความชัดเจนและการสื่อสารนโยบายสาธารณะของรัฐบาลในช่วงเวลาที่มีความท้าทายทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ที่มา : https://shorturl.asia/gy9UQ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top