Friday, 5 June 2026
ก๊าซธรรมชาติ

‘ดร.คงกระพัน’ ซีอีโอ ปตท. โชว์วิสัยทัศน์บนเวที Gastech 2025 ตอกย้ำบทบาทก๊าซธรรมชาติ-ลดก๊าซเรือนกระจก สู่การเติบโตยั่งยืน

เมื่อวันที่ (9 ก.ย. 68) ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) ร่วมเวทีเสวนาในงาน 'Gastech 2025' สุดยอดงานประชุมวิชาการและจัดแสดงนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว พลังงานไฮโดรเจน เทคโนโลยีภูมิอากาศ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดงานหนึ่งของโลก ณ  Fiera Milano เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี 

โดย ดร.คงกระพัน เสวนาในหัวข้อ Energy security through transformation: A vital force for progress in a rapidly changing world ร่วมกับผู้บริหารบริษัทพลังงานและเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้แก่ Mr. Jack Fusco, President & CEO บริษัท Cheniere Energy, Mr. Musabbeh Al Kaabi, CEO Upstream บริษัท ADNOC, Mr. Lorenzo Simonelli, Chairman, President & CEO บริษัท Baker Hughes และ Mr. Takayuki Ueda, President & CEO บริษัท INPEX

ดร.คงกระพัน นำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางพลังงาน ทั้งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยว่า ก๊าซธรรมชาติ ถือเป็น ‘Destination Fuel’ มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาด โดยดำเนินการควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่มีความเสถียรต่อระบบพลังงาน และเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่น ซึ่งขณะนี้หลายภูมิภาคทั่วโลกให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เนื่องจาก LNG สามารถทำการส่งมอบได้ทั่วโลก ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงพลังงาน รวมทั้งมีกลไกการซื้อขายในรูปแบบสัญญาระยะยาว (Long-term contract) และตลาดจร (Spot Market) ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างความมั่นคงทางพลังงานแก่หลายพื้นที่
         
“ทิศทางพลังงานโลกต้องตอบโจทย์ Energy Trilemma ทั้งความมั่นคง การเข้าถึง และความยั่งยืน ขณะที่อาเซียนกำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำเข้า LNG สุทธิในปี 2032 ซึ่งไทยมีศักยภาพพัฒนาเป็นศูนย์กลางก๊าซธรรมชาติของภูมิภาค” ดร.คงกระพัน กล่าว          

นอกจากนี้ ยังกล่าวเสริมว่า จากปัจจัยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของแต่ละประเทศ ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถร่วมมือในการจัดหา LNG เชิงกลยุทธ์ในภูมิภาค ตลอดจนร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สร้างกลไกราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมทั้งสร้างความร่วมมือด้านเทคโนโลยีเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อให้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่แข่งขันในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

อนึ่ง งาน Gastech 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 - 12 กันยายน 2568 ณ สาธารณรัฐอิตาลี ภายใต้ธีม “Powering a sustainable energy future” เป็นเวทีสำคัญที่รวมตัวบุคคลสำคัญจากภาครัฐ ภาคเอกชน บริษัทพลังงานชั้นนำ นักลงทุน และนักนวัตกรรม เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดและผลักดันวิถีพลังงานที่ยั่งยืน ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันต่อเป้าหมายการลดคาร์บอนทั่วโลก 

ทั้งนี้ในปีหน้า (พ.ศ. 2569) ปตท. และบริษัทในกลุ่ม มุ่งมั่นในการสนับสนุนโอกาสของประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าไบเทคบางนา ระหว่างวันที่ 15 – 18 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ เพื่อร่วมผลักดันอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศในเวทีระดับโลก ด้วยจำนวนผู้เข้าร่วมงานกว่า 50,000 คน ผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 ราย และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,000 ท่านจากทั่วโลก เป็นการร่วมกันสร้างความก้าวหน้าในการพัฒนา Ecosystem ด้านพลังงานของไทยที่มั่นคง ยั่งยืน รองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ค้นพบครั้งใหญ่!! ‘เอนี’ เจอแหล่งก๊าซใหม่นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย สำรองสูงกว่า 5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ค้นพบก๊าซใหญ่ใกล้แหล่งเดิม เร่งพัฒนาผลิตปี 2571 ดันกำลังผลิตขึ้นแตะ 2 พันล้านต่อวัน

เอนี (Eni) กลุ่มบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอิตาลี แถลงวันนี้ (20 เม.ย.) ว่า บริษัทได้ค้นพบแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ในแปลงสำรวจกานัล (Ganal) นอกชายฝั่งอินโดนีเซีย โดยเบื้องต้นคาดว่า แหล่งดังกล่าวมีปริมาณสำรองก๊าซสูงถึง 5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และมีคอนเดนเสทอีกราว 300 ล้านบาร์เรล

แถลงการณ์ระบุว่า แหล่งก๊าซแห่งใหม่นี้พบที่หลุมสำรวจเกลีกา-1 (Geliga-1) ซึ่งขุดเจาะลึกลงไปราว 5,100 เมตร ในบริเวณที่มีระดับน้ำทะเลลึกประมาณ 2,000 เมตร โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ติดกับแหล่งก๊าซกูลา (Gula) ที่ค้นพบไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีปริมาณก๊าซสำรองประเมินไว้ที่ 2 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

ขณะนี้ เอนีกำลังประเมินแนวทางเร่งรัดการพัฒนาโครงการ เนื่องจากพื้นที่ขุดเจาะอยู่ใกล้กับโครงสร้างพื้นฐานเดิมและโครงการที่อยู่ในแผนงาน ซึ่งจะช่วยให้โครงข่ายเกื้อกูลกัน ทั้งยังร่นระยะเวลาในการส่งก๊าซออกจำหน่ายเชิงพาณิชย์ และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อช่วยเร่งรัดการพัฒนาโครงการนี้แล้ว โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ภายในปี 2571

บาห์ลิลระบุเพิ่มเติมว่า การค้นพบครั้งนี้อาจช่วยดันกำลังการผลิตก๊าซในอินโดนีเซียของเอนีให้เพิ่มขึ้นแตะ 2,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวันภายในปี 2571 จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตราว 700 ล้านลูกบาศก์ฟุตมาตรฐานต่อวัน

ที่มา :  สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ปตท.สผ. ลุยผลิตก๊าซ!! เพิ่มกำลังผลิตถึง 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุต รายได้รัฐไตรมาส 1 กว่า 7,300 ล้านบาท หนุนเสถียรภาพพลังงานในประเทศ ลงทุนโครงการใหม่ในมาเลเซียปี 2571

ปตท.สผ. แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569
เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานในประเทศ

กรุงเทพฯ, 30 เมษายน 2569 – ปตท.สผ. เผยความคืบหน้าการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 เพิ่มอัตราการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการในประเทศในระดับสูงสุด รองรับการใช้พลังงานและช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนของพลังงานโลก โดยไตรมาส 1 บริษัทสามารถนำส่งรายได้จากการดำเนินงานให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น การดำเนินงานของ ปตท.สผ. จึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพลังงานในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการใช้พลังงานของประชาชนและอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากวิกฤตพลังงานโลก โดยในระยะที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มกำลังผลิตก๊าซธรรมชาติเต็มศักยภาพ สู่ระดับการผลิตที่ประมาณ 2,720 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติต่อวันตามสัญญา (Daily Contractual Quantity หรือ DCQ)  ที่ประมาณ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นนั้นโดยหลักมาจากโครงการอาทิตย์ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย บี 17-01 โครงการคอนแทร็ค 4  และโครงการจี 2/61  ซึ่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า เพื่อเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย 

นอกจากนี้ ยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์ดังกล่าว ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากอ่าวไทยยังมีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ เช่น พลาสติก วัสดุสังเคราะห์ เส้นใยสังเคราะห์ บรรจุภัณฑ์ ปุ๋ย วัสดุก่อสร้าง และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยต่อยอดและขับเคลื่อนห่วงโซ่คุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย 

“ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความเป็นอยู่ของประชาชนในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ดังนั้น การบริหารจัดการแหล่งพลังงานภายในประเทศให้มีเสถียรภาพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปตท.สผ. จึงได้เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งภายในประเทศขึ้นในระดับสูงสุด เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการบรรเทาผลกระทบด้านพลังงาน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ นอกจากนี้  การผลิตก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ยังสามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับภาครัฐ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศด้านต่าง ๆ อีกด้วย”  นายมนตรีกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินงานในต่างประเทศ ปตท.สผ. ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเริ่มการพัฒนาแหล่งซีรุง และแหล่งเชนด้า ในโครงการมาเลเซีย เอสเค405บี นับเป็นโครงการแรกในประเทศมาเลเซียซึ่งบริษัทผลักดันเข้าสู่ระยะพัฒนา (Development phase) หลังจากที่ได้สำรวจพบแหล่งปิโตรเลียมหลายแหล่งในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าจะเริ่มการผลิตน้ำมันดิบได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

ในด้านการดำเนินงานเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเล ภายใต้แนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) นั้น ปตท.สผ. ได้ร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดสร้างลานประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life เพื่อเป็นแหล่งปะการังเทียมและจุดดำน้ำแห่งใหม่ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประกอบด้วยประติมากรรมรูปสัตว์ทะเลหายาก จำนวน 9 ชิ้น และปะการังเทียมรูปแบบอื่น ๆ รวมทั้งหมด 93 ชิ้น บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ลานประติมากรรมใต้ทะเลดังกล่าว นอกจากจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและเพิ่มความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย 

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 78,841 ล้านบาท (เทียบเท่า 2,491 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 553,369 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นของโครงการในประเทศ รวมถึงโครงการใหม่ที่เข้าร่วมลงทุนระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 46.02 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ส่งผลให้ไตรมาส 1 นี้ บริษัทมีกำไรสุทธิ 11,835 ล้านบาท (เทียบเท่า 376 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

นำส่งรายได้ให้กับรัฐกว่า 7,300 ล้านบาท เพื่อพัฒนาประเทศ 
จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ ในไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวนกว่า 7,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 และจี 2/61 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

ไทยลุยจัดหาก๊าซใหม่!! กาตาร์หยุดส่งก๊าซ 3-5 ปี เจรจาซื้อ LNG สหรัฐฯ 15 ปี ลงนามสัญญาฉุกเฉินเสริมแหล่ง กระจายความเสี่ยงลดพึ่งตะวันออกกลาง

ยุคก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของตะวันออกกลางกำลังจะสิ้นสุดลงแล้วหรือ?

กาตาร์เป็นผู้จัดหาก๊าซให้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานหลายทศวรรษ

อิหร่านทำลายกำลังการผลิตไปแล้ว 17%

ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเจรจาฉุกเฉินกับ Venture Global เพื่อทำข้อตกลงซื้อก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ เป็นระยะเวลา 15 ปี

ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนใหญ่ของแหล่งก๊าซที่นำเข้ามาจากกาตาร์และช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะนี้แหล่งก๊าซดังกล่าวหยุดชะงักไป 3-5 ปีแล้ว

การปรับโครงสร้างฉุกเฉินของประเทศไทย:

- Venture Global (สหรัฐฯ) เร่งการเจรจา SPA ระยะยาว 15 ปีขึ้นไป กำลังดำเนินการอยู่

- การเจรจาจัดหาจากมาเลเซียกำลังดำเนินอยู่

- สัญญา Glenfarne Alaska LNG 2 ล้านตันต่อปี ระยะยาว 20 ปี (ลงนามปี 2025)

- Engie + Gulf Development ลงนามข้อตกลง 15 ปี มกราคม 2026

ข้อตกลงทั้งหมดนี้เป็นการทดแทนอุปทานที่หายไปหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์โดยตรง

เหตุใดจึงต้องเลือก Venture Global:

ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2026 แล้ว

ลงนามข้อตกลงกับ Vitol และ TotalEnergies ในเดือนนี้แล้ว มีเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำกำลังแล่นไปจีนแล้ว

ข้อตกลงระยะยาวกับ PTT ทำให้มีผู้รับซื้อหลักอีกรายใน Plaquemines เป็นเวลา 15 ปี โดยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากหลุยเซียน่าไปยังกรุงเทพฯ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้นทั่วเอเชีย:

- ไทย → ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ

- เกาหลีใต้ → การจัดหาจากพอร์ตโฟลิโอของ BP

- จีน → ยอมรับ LNG จากสหรัฐฯ แม้จะมีภาษี 25%

- ญี่ปุ่นและไต้หวันกำลังเร่งทำสัญญาที่ไม่เกี่ยวข้องกับ Hormu

การกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG จากตะวันออกกลางเป็นความปรารถนาที่วางไว้ 10 ปี ก่อนเกิดสงคราม

แต่กลายเป็นภาวะฉุกเฉิน 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 

https://x.com/i/status/2059402475451322677


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top