Friday, 5 June 2026
การเมืองระหว่างประเทศ

'จีน - อาร์เจนตินา' ท้าชนอังกฤษที่หมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ยุทธศาสตร์ 'หนามยอก-หนามบ่ง' จากพญามังกร 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีน และ อังกฤษ ยังคงเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อสำนักข่าว CCTV ของจีนได้รายงานข่าวการเซ็นข้อตกลงร่วมกันครั้งสำคัญในช่วงการพบปะกันระหว่าง 'สี จิ้นผิง' ผู้นำจีน และ 'อัลเบอโต เฟอร์นานเดซ' ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา ที่เดินทางไปร่วมพิธีเปิดงานกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่นครปักกิ่ง 

โดยทางอาร์เจนตินาจะเข้าร่วมขบวนเป็นส่วนหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจกต์ Belt and Road Initiatives (BRI) ของจีน แผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมต่อเส้นทางเศรษฐกิจจากจีนออกไปทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งจีน และ อาร์เจนตินา แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลจีนยังทำข้อตกลงกับทางอาร์เจนตินาในการสนับสนุนการอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่าง อาร์เจนตินา และอังกฤษมานานถึง 40 ปี ที่ในปัจจุบันทางอังกฤษได้ครอบครองอยู่ โดยทางจีนยังต้องการให้รัฐบาลอาร์เจนตินาออกมาประกาศอธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบในเขตหมู่เกาะฟอล์กแลนด์อีกด้วย

ส่วนรัฐบาลอาร์เจนตินา ก็จะสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” อย่างเต็มที่ รวมถึงการยอมรับไต้หวันว่าเป็นส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น 

'รมว.ตปท.เวเนฯ' ประณามสหรัฐฯ ปมยึดแอร์ฟอร์ซวันแห่งเวเนฯ เพิ่มรอยร้าวความสัมพันธ์ 'สหรัฐฯ-เวเนฯ' ให้ลึกยิ่งขี้น

(3 ก.ย.67) นายอีวาน กิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวเนซุเอลา กล่าวว่า เวเนซุเอลา ประณามการยึดเครื่องบินดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ สหรัฐฯ ใช้มาตรการกดดัน บังคับใช้ฝ่ายเดียวและผิดกฎหมายไปทั่วโลก

ข้อโต้แย้งของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ว่าการขายและการส่งออกเครื่องบินดังกล่าวถือเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ไม่น่าจะมีน้ำหนักมากนักกับประธานาธิบดีมาดูโร ซึ่งกล่าวหาสหรัฐฯ เสมอว่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศ

การตรวจยึดเครื่องบินเกิดขึ้นในสาธารณรัฐโดมินิกันและส่งกลับมาที่สำนักงานของกระทรวงยุติธรรมในรัฐฟลอริดา ยังไม่ชัดเจนว่าเครื่องบินลำดังกล่าวลงจอดที่สาธารณรัฐโดมินิกันได้อย่างไรและเมื่อใด ข้อมูลการติดตามระบุว่าเครื่องบินออกจากสนามบินลาอิซาเบลา ใกล้กับกรุงซานโตโดมิงโก เมื่อวันจันทร์ (2 ก.ย.67) และถึงสนามบินในรัฐฟลอริดา 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่นายมาดูโร ประกาศว่าชนะการเลือกตั้ง ขณะที่ ฝ่ายค้าน อ้างว่า ชนะการเลือกตั้งเช่นกัน เนื่องจาก มีบันทึกการลงคะแนน ทำให้เกิดเหตุการณ์ประท้วงวุ่นวาย มีผู้เสียชีวิตหลายสิบรายและมีคนถูกจับกุมมากกว่า 2,400 คน

ความเคลื่อนไหวของเวเนซุเอลา หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยึดเครื่องบิน Falcon 900 EX  ของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา อ้างว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรและกฎหมายควบคุมการส่งออก ซื้อมาอย่างผิดกฎหมายด้วยราคา 13 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (9.8 ล้านปอนด์) และลักลอบนำออกนอกประเทศ

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลายิ่งตึงเครียดมากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า เครื่องบินลำนี้เทียบเท่ากับเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วันของเวเนซุเอลา และเคยถ่ายภาพเครื่องบินลำนี้ในระหว่างการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของนายมาดูโรด้วย

‘ดร.อาร์ม’ ชี้ ยุคโลกาภิวัตน์ไม่หวนกลับมาแล้ว นี่คือโจทย์ใหม่ของไทยบนการเมืองโลก

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 67) สำนักข่าว TNN ได้มีการจัดสัมมนาในหัวข้อ ‘ปลดล็อกกับดัก: การปรับจุดยืนไทย ในโลกที่แบ่งขั้ว’ ซึ่งการจัดงานสัมมนาที่ได้มีการเชิญนักวิชาการไทยจากหลากหลายสาขาและภูมิภาคมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า ประเทศไทยควรมีการดำเนินนโยบายอย่างไรเพื่อสร้างความเข้มแข็งและให้ผลประโยชน์กับเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศชาติได้

โดย ‘ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร’ ผ.อ. ศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความคิดเห็นว่า ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ทั่วโลกอยู่ในช่วงโลกาภิวัตน์ หรือ โลกที่ไร้พรมแดน ทว่าไม่กี่ปีมานี้ โลกเหมือนจะเข้าสู่ Deglobalization และกำลังถูกตอกฝาโลงด้วยสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลก และประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่กำลังได้รับผลกระทบ Supply Chain ที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในขณะนี้ 

“ก็จริง ๆ แล้วเนี่ย สมัยก่อนพูดกันนะครับว่าเป็นเทรนด์ของโลกว่าเป็นยุคที่ไม่มีสงคราม ยุคของความซิงลี้ ผู้คนค้าขาย ผู้คนที่เรียกกันว่า… เป็นมิตรต่อกันและกัน แต่ตั้งแต่สงครามการค้าของทรัมป์ตั้งแต่ปี 2017 ตามมาด้วยวิกฤตโควิด 19 ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนของ Supply Chain ทั่วโลก แล้วก็มา ‘ตอกฝาโลง’ โลกาภิวัตน์ด้วยสงครามยูเครน ซึ่งเราบอกว่าทำให้ความไม่ไว้วางใจระหว่างมหาอำนาจเนี่ยสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ตอนนี้ผมคิดว่าบรรดานักวิชาการในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลกต่างเห็นตรงกันว่าเป็นยุค Deglobalization คือเป็นยุคที่โลกาภิวัตน์ไม่หวนกลับมาแล้ว”

“แต่ว่าจริงๆ แล้ว หลายคนบอกว่า มันกำลังเกิดห่วงโซ่การค้าโลกแตกเป็น 2 ห่วงโซ่ ก็คือ ห่วงโซ่สหรัฐฯ เชื่อมโลก แล้วก็พยายามที่จะสกัดขัดขวางจีน และห่วงโซ่จีนเชื่อมโลก ซึ่งก็พยายามสกัดขัดขวางสหรัฐฯ อันนี้เลยเป็นโจทย์ใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะว่าในอดีต เราถามตลอดว่า เราจะเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain อย่างไร แต่วันนี้ต้องพูดกันตามตรงนะครับว่า Global Supply Chain กำลังปั่นป่วนมากครับ”

อย่างไรก็ตาม ศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ยุคแห่งสงครามเย็น แต่เป็นยุคสงครามร้อนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วโลก พร้อมกันนั้น ประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบมากมายต่อการขับเคี่ยวกันทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจ ดังนั้นงานสัมมนาครั้งนี้จึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างจุดยืนที่เป็นประโยชน์ท่ามกลางความร้อนระอุของโลกยุคนี้

‘สุรัชนี’ ชี้ ควรยึดประโยชน์ของไทยเป็นที่ตั้ง แนะ ไทยสามารถร่วมมือกับประเทศอื่นนอกจากมหาอำนาจ

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าว TNN ได้มีการจัดสัมมนาในหัวข้อ ‘ปลดล็อกกับดัก: การปรับจุดยืนไทย ในโลกที่แบ่งขั้ว’ ซึ่งการจัดงานสัมมนาที่ได้มีการเชิญนักวิชาการไทยจากหลากหลายสาขาและภูมิภาคมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า ประเทศไทยควรมีการดำเนินนโยบายอย่างไรเพื่อสร้างความเข้มแข็งและให้ผลประโยชน์กับเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศชาติได้

‘ผศ.ดร. สุรัชนี ศรีใย’ นักวิจัยอาคันตุกะ สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ และเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ได้รับเชิญไปสัมมนางานดังกล่าว มีความเห็นว่า ประเทศไทยจะต้องตอบตนเองให้ได้ก่อนว่าต้องการผลประโยชน์ของชาติแบบใด นโยบายแบบใด ที่น่าจะสามารถให้ประโยชน์กับทุกคนในประเทศส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงเฉพาะคนบางกลุ่มเท่านั้น และยังเสริมว่า ประเทศไทยสามารถทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศมหาอำนาจที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นตลาดอื่นๆ ทางเศรษฐกิจได้ เช่น อาเซียนและประเทศในกลุ่ม EU เป็นต้น 

“คิดว่าไทยต้องเริ่มจากการ Identify ความต้องการของตนเองก่อนว่าผลประโยชน์ของชาติไทยมันคืออะไร ซึ่งอันนี้ขีดเส้นใต้เยอะมากว่าหมายถึง ‘ผลประโยชน์ของคนไทย’ ส่วนใหญ่นะคะว่า การที่ประเทศจะบริหารความสัมพันธ์ระหว่างไทยเองกับประเทศที่เป็นมหาอำนาจนี้น่ะค่ะ มันจะส่งผลประโยชน์ต่อคนไทยยังไง เมื่อไปจากจุดนั้นแล้ว เราก็จะสามารถนึกได้นอกกรอบว่า เราจะสามารถบริหารความสัมพันธ์เหล่านี้ยังไงได้บ้างนะคะ นี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่เราจะต้องเริ่มก่อน หลังจากนั้นเราก็จะสามารถที่จะเลือกได้ว่า เราจะไปสู่ผลประโยชน์เหล่านั้นเนี่ย โดยการที่จะทำงานร่วมกับมหาอำนาจไหน? หรือเราไม่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับมหาอำนาจอย่างเดียวค่ะ เราสามารถที่จะนึกถึงตัวละครอื่นๆ อย่างเช่น ทำงานผ่านกรอบอาเซียน ทำงานร่วมกับ EU ก็ได้ หรือแม้กระทั่งกับประเทศอื่นๆ ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นตลาดอื่นๆ ที่ไทยจะสามารถ Explore ได้ค่ะ” 

อย่างไรก็ตาม ศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ยุคแห่งสงครามเย็น แต่เป็นยุคสงครามร้อนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วโลก พร้อมกันนั้น ประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบมากมายต่อการขับเคี่ยวกันทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจ ดังนั้นงานสัมมนาครั้งนี้จึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างจุดยืนที่เป็นประโยชน์ท่ามกลางความร้อนระอุของโลกยุคนี้

'ดุลยภาค' ชี้ โลกกำลังเข้าสู่การแบ่งขั้วมหาอำนาจที่ชัดเจน ย้ำ!! ประเทศไทยควรวางตัวเป็นกลางอย่างสร้างสรรค์

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าว TNN ได้มีการจัดสัมมนาในหัวข้อ ‘ปลดล็อกกับดัก: การปรับจุดยืนไทย ในโลกที่แบ่งขั้ว’ ซึ่งการจัดงานสัมมนาที่ได้มีการเชิญนักวิชาการไทยจากหลากหลายสาขาและภูมิภาคมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่า ประเทศไทยควรมีการดำเนินนโยบายอย่างไรเพื่อสร้างความเข้มแข็งและให้ผลประโยชน์กับเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศชาติได้

‘รศ.ดร. ดุลยภาค ปรีชารัชช’ จาก สถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ได้เข้าร่วมสัมมนาดังกล่าว ได้มีความคิดเห็นว่า ประเทศไทยเหมาะที่จะดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยการเป็นกลางอย่างยืดหยุ่นและสร้างสรรค์มากกว่า และเน้นยึดหลักความถูกต้องและกฎกติการะหว่างประเทศเป็นตัวนำ พร้อมกับเลือกดำเนินงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นการถาวร อย่างเช่น ประเทศไทยโยกเข้าหาสหรัฐอเมริกาในเรื่องการทหาร และ โยกเข้าหาจีนในเรื่องของการค้าและเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปิดกั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป รวมไปถึงขณะเดียวกันก็ให้ประเทศไทยหันมาเสริมสร้างแกนนอก ซึ่งหมายถึง การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจนอกประเทศไทยด้วย

“ผมคิดว่าเราน่าจะดำเนินนโยบายเป็นกลางแบบยืดหยุ่น นั่นก็คือ เราไม่ประกาศว่าเราฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เนื่องจากยังไม่ได้มีแรงบีบคั้นทางยุทธศาสตร์อย่างรุนแรงที่ถึงขนาดประเทศไทยต้องเลือกข้างนะครับ เพราะฉะนั้นเราน่าจะยึดประเด็น ยึดความถูกต้อง ยึดกฎกติกา บรรทัดฐานระหว่างประเทศเป็นตัวนำ มหาอำนาจชาติใดทำเหมาะไม่เหมา จะต้องมีการประณามหรือยังไง แล้วก็ปฏิบัติไปตามความเหมาะสมบนหลักการแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันในบางครั้ง ในบางประเด็น เราอาจจะต้องโยกเข้าหาสหรัฐฯ หรือจีนบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะฝักใฝ่ประเทศเหล่านั้นเป็นการถาวร ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของการซ้อมรบ พันธมิตรทางทหาร พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ กำลังทหารของสหรัฐอเมริกายังมีความสำคัญอยู่ เพราะฉะนั้น ไทยก็น่าจะเอนเข้าหาสหรัฐฯ หรือว่าระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพอากาศ เครื่องบินรบต่าง ๆ เราก็ต้องเน้นสหรัฐอเมริกา แล้วก็จีนก็เข้ามาตาม จีนอยากจะถ่วงดุลกับสหรัฐฯ ก็เข้ามาบริหารความสัมพันธ์ดู แต่ในมิติของการค้าชายแดน ในมิติของการลงทุน การท่องเที่ยวต่างๆ เนี่ย อิทธิพลจีนน่าจะมีอยู่สูงกว่าอย่างชัดเจน เราก็ต้องโยกเข้าหาจีนไปโดยปริยาย แต่เราก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะปิดโอกาสนี้สำหรับสหรัฐอเมริกาหรือประเทศอื่นๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ความเป็นกลางแบบยืดหยุ่น แบบสร้างสรรค์น่าจะเหมาะสมกับไทยนะครับ”

“แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คิดว่า ประเทศไทยน่าจะเสริมสร้างแกนนอก เสริมสร้างแกนนอกก็คือ ให้เราไปมองดูพื้นที่นอกประเทศไทยว่า ส่วนไหนจะเป็นอิทธิพล เขตไหนเป็นอิทธิพลของเรา เหนือ, ใต้, ออก, ตก อย่างนี้ เช่น พื้นที่รัฐฉานของพม่า พื้นที่บรรจบทางทะเลระหว่าง ไทย, พม่า, อินเดีย, อินโดนีเซีย อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นพื้นที่ที่เราจะต้องทำ Power Projection นะครับ ทำการสำแดงอำนาจ หรือเพิ่มปฏิบัติการทางเศรษฐกิจหรือมิติต่าง ๆ ให้มากขึ้น” 

อย่างไรก็ตาม ศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่ยุคแห่งสงครามเย็น แต่เป็นยุคสงครามร้อนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งต่างๆ มากมายที่เกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วโลก พร้อมกันนั้น ประเทศไทยก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ได้รับผลกระทบมากมายต่อการขับเคี่ยวกันทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจ ดังนั้นงานสัมมนาครั้งนี้จึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างจุดยืนที่เป็นประโยชน์ท่ามกลางความร้อนระอุของโลกยุคนี้

อ.อักษรศรี ชี้ สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีสุดโหดข่มขู่ - กดดันประเทศอื่น อาจทำให้โลกกลับสู่ 'กฎแห่งป่า' อีกครั้ง

(4 ก.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า สหรัฐฯ ใช้กฎแห่งป่า เจรจาการค้ากับไทย Law of the ungle 
“ใครอ่อนแอ ก็จะโดนฝ่ายที่แข็งแรงกว่าขย้ำ” จีนเคยเตือนแล้ว!!

พร้อมระบุ เพิ่มเติมว่า ทรัมป์ ใช้มาตรการภาษีสุดโหดไปข่มขู่และกดดันประเทศอื่น จะทำให้โลกกลับสู่ "กฎแห่งป่า" !!

กฎแห่งป่า คือ “ผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะชนะ” ประเทศเล็กที่อ่อนแอจะเสียเปรียบและต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้ง ระเบียบโลกและกฎระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่เคยได้ตกลงกันมาก็จะพังทลายในที่สุด

หวังอี้ ของจีน  เคยกล่าวว่า... “บนโลกนี้มีประเทศมากกว่า 190 ประเทศ ถ้าทุกประเทศเน้นย้ำเหมือนกันว่าประเทศของฉันต้องมาก่อนและหมกมุ่นอยู่กับแนวคิดนี้ กฎแห่งป่า หรือ The law of the jungle ก็จะกลับมาครองโลกอีกครั้ง”

เขมร ลดสัมพันธ์การทูตกับไทยสู่ระดับต่ำสุด เรียกตัว จนท.ประจำการที่กรุงเทพฯ กลับทั้งหมด

กัมพูชาลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับต่ำสุดตอบโต้ไทย เรียกเจ้าหน้าที่ประจำการในสถานทูตที่กรุงเทพฯ กลับประเทศทั้งหมด

(24 ก.ค. 68) สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยลงสู่ระดับต่ำสุด เพื่อตอบโต้กรณีที่ไทยลดความสัมพันธ์กับกัมพูชา

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลไทย โดยรักษาการนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชา หลังจากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดอีกครั้งและได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณชายแดนพิพาท

มาตรการดังกล่าวรวมถึงการเรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับจากพนมเปญ และการขับไล่เอกอัครราชทูตกัมพูชาออกจากกรุงเทพฯ

กัมพูชาได้ออกมาตอบโต้ด้วยการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงสู่ระดับ 'อุปทูตรักษาการ'

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่การทูตกัมพูชาทุกคนที่ประจำการอยู่ที่สถานทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ ได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับประเทศ ฝ่ายไทยยังได้รับคำสั่งให้จัดการเรื่องการเดินทางกลับของเจ้าหน้าที่การทูตออกจากกัมพูชาด้วยเช่นกัน

ทำไมไต้หวันไม่เชื่อ "สองระบบ" อีกต่อไป จากกฎหมายความมั่นคงถึงอาร์ติเคิล 23 เมื่อเสรีภาพถูกตีกรอบภายใต้ชื่อ "ความมั่นคง" ไต้หวันจึงเลือก "รักษาระยะ" มากกว่า "รวมชาติ"

บทเรียนจากฮ่องกง: ทำไมไต้หวันมองว่า “สองระบบ” ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

1) จุดพลิกเกม: จากกฎหมายความมั่นคง 2020 ถึง “อาร์ติเคิล 23” ปี 2024
ฮ่องกงเปลี่ยนฉากการเมืองครั้งใหญ่เมื่อจีนบังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” (NSL) วันที่ 30 มิ.ย. 2020 กำหนดความผิดกว้างมากตั้งแต่แบ่งแยกประเทศ-โค่นล้มอำนาจรัฐ-ก่อการร้าย-สมคบกับต่างชาติ ต่อมาวันที่ 23 มี.ค. 2024 ฮ่องกงตรากฎหมายความมั่นคงท้องถิ่นตาม “มาตรา 23” เพิ่มข้อหาหนักอย่างกบฏ ก่อการจลาจล สายลับ ล้วงความลับรัฐ และ “การแทรกแซงจากต่างชาติ”—โทษบางฐานถึงจำคุกตลอดชีวิต นี่คือจุดที่ “สองระบบ” ถูกตีความให้เข้มสุดและกินพื้นที่เสรีภาพพลเมืองโดยตรง

2) บทพิสูจน์ที่คนไต้หวันมองเห็น: “การเมืองแบบเลือกได้จริง” หายไป
หลังปี 2020 โครงสร้างเลือกตั้งของฮ่องกงถูกปรับเป็น “เฉพาะผู้รักชาติ” ทั้งระดับสภานิติบัญญัติ (2021) และสภาเขต (2023) โดยตัดสัดส่วนที่มาจากการเลือกตั้งตรงและเพิ่มกลไกคัดกรองผู้สมัคร ผลคือการมีส่วนร่วมประชาชนถดถอย—เลือกตั้งสภาเขต 10 ธ.ค. 2023 มีผู้มาใช้สิทธิแค่ 27.5% ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับ 71% ในปี 2019 ช่วงประชาธิปไตยเบ่งบาน คนไต้หวันจึงเห็น “สัญญาเรื่องสิทธิเลือกตั้ง” ถูกหดตัวอย่างเป็นระบบ

3) เสรีภาพสื่อและการแสดงออก: เคสสั่นสะเทือนความเชื่อมั่น
• หนังสือพิมพ์ Apple Daily ปิดตัว 24 มิ.ย. 2021 หลังรัฐอายัดทรัพย์ตามกฎหมายความมั่นคง สะท้อนว่าเครื่องมือทางกฎหมายสามารถ “ปิดปาก” องค์กรสื่อได้จริงในทางปฏิบัติ
• ปี 2024 อดีตบรรณาธิการ Stand News ถูกตัดสินผิดฐาน “ยุยงปลุกปั่น (sedition)” และถูกจำคุก กลายเป็นคดีสื่อใหญ่หลัง NSL
• ปี 2024–2025 มีสื่อและองค์กรระหว่างประเทศยุติ/ลดบทบาทในฮ่องกง จากความกังวลด้านความปลอดภัยภายใต้กฎหมายใหม่
• ดัชนีเสรีภาพสื่อของ Reporters Without Borders (RSF) ปี 2025 จัดอันดับฮ่องกงรั้งที่ 140 ของโลก ขณะที่รายงาน Freedom House ปี 2025 ให้คะแนน “เสรีภาพ” ของฮ่องกงลดลงอีก
ปรากฏการณ์เหล่านี้ตอกย้ำกับสังคมไต้หวันว่า “สองระบบ” ในเวอร์ชันปัจจุบันไม่รับประกันเสรีภาพสื่อและการวิพากษ์อำนาจ

4) สังคมพลเมืองถูกเบรก: องค์กร-สหภาพ-NGO ทยอยยุบ
หลัง NSL เครือข่ายภาคประชาชนจำนวนมากยุติบทบาท เช่น สหภาพครูที่ใหญ่สุด (HKPTU) ประกาศยุบใน ส.ค. 2021 และแนวร่วม Civil Human Rights Front ก็ปิดตัวในเดือนเดียวกัน ภาพที่ส่งถึงไต้หวันคือ “พื้นที่ถกเถียง-จัดตั้ง-รวมตัว” หดแคบลงอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อหาความมั่นคง

5) ตัวเลขบังคับใช้กฎหมาย: จับกุม-หมายจับ-คดีมั่นคง ต่อเนื่อง
ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐและรายงานสิทธิมนุษยชนระบุการจับกุมหลายร้อยรายตั้งแต่ปี 2020 และยังมีหมายจับพร้อม “เงินรางวัล” ไล่ล่าผู้ลี้ภัยการเมืองในต่างแดน ภาพรวมทำให้คนไต้หวันตั้งคำถามกับหลักนิติรัฐภายใต้ “สองระบบ” ว่าจะกลายเป็น “กฎหมายที่ตีความกว้างเพื่อปิดปาก” หรือไม่

6) การศึกษา-พื้นที่ความคิด: หลักสูตรใหม่และการคัดหนังสือ
วิชาสังคมศึกษาเสาหลัก “Liberal Studies” ถูกยกเครื่องและเปลี่ยนชื่อเป็น “Citizenship and Social Development” ตั้งแต่ปีการศึกษา 2021/22 พร้อมกรอบเนื้อหาย้ำ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” และศึกษาจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกัน มีรายงานการถอด/คัดหนังสือในห้องสมุดสาธารณะและสถาบันการศึกษา ภายใต้บรรยากาศ NSL สิ่งนี้สื่อถึงไต้หวันว่าพื้นที่วิพากษ์วิจารณ์ในระบบการศึกษาถูกจำกัดมากขึ้น

7) ผลกระทบต่อชีวิตคนฮ่องกง: การอพยพ และ “สมองไหล”
หลังปี 2019 มีคลื่นการย้ายถิ่นจากฮ่องกงทั้งไปสหราชอาณาจักร (โครงการ BN(O)) และไปไต้หวันเอง—ปี 2020 ไต้หวันออกใบอนุญาตพำนักให้ชาวฮ่องกงกว่า 10,800 ราย (เพิ่มเกือบเท่าตัวจากปี 2019) และตัวเลขสถานะพำนักถาวรยังโตต่อในปี 2023 ภาพนี้สะท้อนความไม่มั่นใจในทิศทางของ “สองระบบ” ที่ผู้คนรู้สึกในชีวิตจริง

8) แล้วไต้หวันอ่านบทเรียนนี้อย่างไร
สำรวจทัศนะสาธารณะของสภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ (MAC) ปี 2025 ชี้ว่าคนไต้หวันกว่า 80% “ไม่เห็นด้วย” กับกรอบ “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ขณะที่นักการเมืองหลักในไต้หวัน—ไม่ว่าฝ่ายใด—ก็ปฏิเสธโมเดลนี้อย่างเปิดเผย แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลอัตลักษณ์จากศูนย์ศึกษาการเลือกตั้ง ม.เจิ้งจื้อ ที่สัดส่วน “รู้สึกว่าเป็นคนไต้หวัน” เพิ่มต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งยิ่งเร่งหลังวิกฤติฮ่องกงปี 2019–2024

สรุปสำหรับคนอ่านไต้หวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังปี 2019 ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าข่าว แต่มากระทบ “คุณภาพชีวิตทางการเมือง” จริง—สิทธิเลือกตั้งถูกลดทอน เสรีภาพสื่อ-การรวมตัวถูกจำกัด การศึกษาถูกตีกรอบ และการบังคับใช้กฎหมายมั่นคงขยายกรอบตีความอย่างกว้าง เมื่อมองบทเรียนนี้ ไต้หวันจึงไม่เชื่อว่า “หนึ่งประเทศ สองระบบ” จะคุ้มครองวิถีประชาธิปไตยและสิทธิของตนเองได้อย่างยั่งยืน จึงเลือก “คงสถานะเดิม/รักษาระยะ” มากกว่าการรวมชาติภายใต้เงื่อนไขที่เห็นผลลัพธ์ชัดแล้วในฮ่องกง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top