Friday, 5 June 2026
การศึกษาไทย

‘ดวงฤทธิ์’ นำทีมรวมไทยสร้างชาติ เสนอกฎหมาย ‘รื้อ ลด ปลด สร้าง’ การศึกษาไทย

(31 ต.ค. 67) ที่ห้องแถลงข่าวสภาผู้แทนราษฎร รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองประธานและโฆษกกรรมาธิการการศึกษา พร้อมคณะ ได้ยื่นร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับรวมไทยสร้างชาติ ให้แก่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับรวมไทยสร้างชาติ ฉบับนี้ มุ่งพัฒนาส่งเสริม ยกระดับคุณภาพการศึกษา และที่สำคัญคือ การสร้างการศึกษาที่ตอบโจทย์ ทั้งในระดับพื้นที่ ผู้ประกอบการและผู้เรียน เนื้อหาสาระสำคัญในร่างพรบ.ฉบับนี้ ที่เพิ่มเติมเข้าไป คือการ 'รื้อ ลด ปลด สร้างการศึกษาที่ตอบโจทย์' ซึ่งเป็นนโยบาย จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา และมอบหมายให้ทำการยื่นร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ 

ซึ่งสาระสำคัญคือ 'รื้อ' คือ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมาย 'ลด' คือ ลดภาระครูในการทำวิทยฐานะ ดูจากผลการทำงานเป็นหลัก ไม่เน้นทำเอกสารส่ง 'ปลด' คือ ปลดล็อกให้สามารถเพิ่มสกิลความเก่ง ความสามารถ ผลงานนอกห้องเรียน มาเป็นแต้มต่อในการประเมินผลการเรียนได้ 'สร้าง' คือ สร้างการศึกษาที่ตอบโจทย์เพื่อสนับสนุนตอบสนองความต้องการในพื้นที่ ในเขตจังหวัด และความต้องการจากภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะความรู้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่เขตจังหวัดและความต้องการจากภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน

"ตัวผมเอง ในฐานะ ครู อาจารย์ เล็งเห็นเรื่องการศึกษาถือเป็นเรื่องที่สำคัญของประเทศชาติ การศึกษาไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ควรมองให้ตรงไปตรงมา เน้นตอบโจทย์ความต้องการจริง ๆ อย่างเช่น การตอบโจทย์พื้นที่ ที่มีทั้งเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ เสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ เพราะฉะนั้น หากเราจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ของพื้นที่ เช่นหากจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ จังหวัดท่องเที่ยว ทั้งรายด้านงานบริการ การเพิ่มความรู้ด้านภาษาที่ 2 ภาษาที่ 3 รวมทั้งความรู้เฉพาะทาง หากสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ผู้เรียน นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว ยังสามารถช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยให้เข้มแข็งได้ด้วย" รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าว

รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าวอีกว่า แต่ละภูมิภาคไม่จำเป็นที่จะต้องใช้หลักสูตรเดียวกัน แต่สามารถกระจายหลักสูตรได้ สามารถปรับหลักสูตรได้ทุก ๆ 3-5 ปี สร้างหลักสูตร ที่ทันสมัย ตอบโจทย์แต่ละจังหวัด ให้กับ นักเรียน นักศึกษา รุ่นใหม่ เพื่อเข้าถึงความเป็นเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของแต่ละจังหวัดนั้น เชื่อว่าหากการศึกษาสามารถสร้างชุมชนเข้มแข็ง ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในพื้นที่ ลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองหลวง จนสร้างความแออัดของเมืองในหลวงได้ จะช่วยสามารถพัฒนาประเทศชาติ เริ่มตั้งแต่ เศรษฐกิจฐานราก สู่ความยั่งยืนของประเทศ 

ม.เกษตรฯ เปิดตัวเลขนักศึกษาชาวต่างชาติป.โท/เอก ชี้ชาวกัมพูชามีสิทธิ์เรียนในฐานะเพื่อนบ้านอาเซียน

(1 ส.ค. 68) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของประเทศไทยที่มีนักศึกษาชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท/เอก) เป็นจำนวนมาก โดยตัวเลขล่าสุด 5 อันดับแรก ที่ประกาศออกมาเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568 พบว่า อันดับ 1 เป็นนักศึกษาจีน มีจำนวน 147 คน ตามมาด้วยอันดับ 2 กัมพูชา 34 คน อันดับ 3 เมียนมา และเวียดนาม ประเทศละ 33 คน อันดับ 4 อินโดนีเซีย 23 คน และอันดับ 5 ฟิลิปปินส์ 20 คน

ทั้งนี้ ในช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางด้าน ดร.ดำรงค์ ศรีพระรามรักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกส่งกำลังใจให้นิสิต จากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีความห่วงใยและตระหนักถึงความปลอดภัยและสุขภาวะของนิสิตเป็นสำคัญ ขอส่งกำลังใจให้นิสิตทุกคนจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา... โดยเฉพาะนิสิตชาวไทยที่มีครอบครัวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงนิสิตกัมพูชาที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกวิทยาเขต ...

ในนามของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขอให้ความมั่นใจต่อนิสิตทุกคนไม่ว่าจะมาจากภูมิภาคใดเชื้อชาติหรือสัญชาติใดก็ตามว่า ความหลากหลายและมิตรภาพที่ดีคือพลังในการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุขและเข้าใจซึ่งกันและกันและขอยืนยันเจตนารมณ์ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงโดยเร็วภายใต้แนวทางสันติวิธี

‘ดร.อสมา’ ชี้ Ecosystem การศึกษาไทยผลิตเด็กไม่ตรงโจทย์ตลาด หลังพบเด็กจบสาย Data Analytics ว่างงานเพียบ เหตุทักษะไม่ถึง

เมื่อวานนี้ (30 ก.ย. 68) ดร.อสมา กุลวานิชไชยนันท์ (ดร.แป้ง) CEO & Co-Founder บริษัท Coraline ผู้เชี่ยวชาญและให้บริการด้าน Big Data โพสต์เฟซบุ๊กว่า จริงๆ แล้ว แป้งอยากเป็นอาจารย์ค่ะ แต่ตอนกลับมาใหม่ๆ ไปสมัครเป็นอาจารย์ แล้วเจอเหตุการณ์นี้

1. ที่แรก รับแล้ว แต่บังเอิญ ตอนจะเซ็นสัญญา มีเด็กที่รับทุนของมหาวิทยาลัยโดย Retire กลับมาก่อนกำหนด ทำให้ต้องเอาเก้าอี้ไปให้เด็กคนนั้น 

2. รับแล้ว กำลังจะเซ็น แต่พอยื่นเกรด ป.ตรี พบว่า เกรด ป.ตรีจากจุฬาฯ ของแป้งไม่ถึง 3 ก็เลยรับบรรจุไม่ได้ อื้อหือ นี่ขนาดเป็นเด็กทุนรัฐบาลอเมริกา และได้รางวัล US Student Award พร้อม paper เพียบ แถมจบ post-doc มาแล้ว ก็ไม่นับ

3. รับแล้ว แต่พอไปคุยเรื่องวิชาสอน ที่แป้งอยากสอน Machine Learning ได้รับคำตอบว่า "วิชานี้ยากเกินไป เด็กไทยไม่เรียนกัน ขอให้สอนวิชาง่ายๆ ที่เด็กจะเรียนจบได้ใน Engineering School" 

ทั้ง 3 ที่ เป็นมหาวิทยาลัยรัฐ top 10 ชื่อดัง ในแถบ กทม. และปริมณฑล ซึ่งเรื่องมันก็เกิดมาตั้งแต่ปี 2014 แล้วนะคะ 

วันก่อน ตอนไปบรรยายเรื่อง AI Governance ได้นั่งทานข้าวร่วมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง ที่มาจาก 1 ใน 3 ที่นั้น และได้เล่าให้ฟัง เขาบอกว่า

"ดีแล้ว ที่ดร.แป้งไม่ได้เป็นอาจารย์ เพราะสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศชาติได้มากกว่าเยอะ" 

ฟังแล้วก็อึ้งนะ แสดงว่า ในสายงานวิชาการของไทย มันต้องมีเงื่อนงำอะไรที่แป้งเข้าไม่ถึง 

ก่อนหน้านี้ แป้งเคยเขียนโพสต์เรื่องการคัดกรองนักศึกษา ปริญญาโท สาขาวิชา Data Science ที่อยากให้มีการทดสอบ หรือ สอน Pure Math ก่อน ไม่ใช่รับเด็กที่สมัครไปทั้งหมด เพราะแป้งเจอ CV ของเด็กหลายคนที่จบสายศิลป์ เช่น อักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ แต่จบโท Data Science ที่ทำ Data Analytics ไม่เป็นเยอะมาก 

แป้งคิดว่า การทำแบบนี้ มันจะทำให้ Ecosystem ในตลาดผิดรูปผิดร่าง และมันเป็นการรังแกเด็ก เพราะสถาบันให้ Degree กับคนที่เสียทั้งเงิน และเวลา และผลปรากฏว่า เขาไม่สามารถเอาความรู้ไปทำงานได้จริง เพราะ Skill พื้นฐาน อย่าง Math ไม่แข็งแรงพอ

แป้งไม่ได้ดูถูกว่าเด็กสายศิลป์ไม่เก่งนะคะ แค่จะชี้แจงว่า ทุกสาขาอาชีพ มีวิชาพื้นฐานที่ต้องร่ำเรียนกัน จะ short-cut มันคงไม่ดี

จะเรียนหมอ ก็ต้องผ่าน Anatomy ฉันใด จะเรียน Data Science ก็ต้องผ่าน Math เช่น Linear Algebra ฉันนั้น

ผล คือ มีเจ้าของเพจขายคอร์สชื่อดังของไทย เอาแป้งไปประจาน ว่าแป้งเป็นพวกโลกแคบดูถูกคน แล้วก็แอบขายของตัวเองซะงั้น เหมือนเอาชื่อแป้งไปตบหน้าปากซอย แล้วก็ชวนให้คนอื่นมาซื้อคอร์สตัวเอง

จากนั้น แป้งก็เลยไม่แตะต้องสายการศึกษาอีกเลย 
ก็เลย มุ่งหน้าผลักดันด้านอุตสาหกรรม และธุรกิจของตัวเองไป

ผ่านมาแล้ว 8 ปี Ecosystem ก็เป็นอย่างที่แป้งบอกเอาไว้ ตอนนี้เด็กสาย Data Analytics ว่างงานกันเยอะ เพราะ Skill ที่เรียนในสถาบัน มันพื้นเกินไป ไม่ตอบโจทย์ และอะไรที่เรียนกันง่ายๆ มันก็มี supply เยอะจนล้นตลาด 

เพราะงั้น แป้งอยากจะบอกว่า ความเห็นของบางคน มันอาจจะไม่โดนใจเรา แต่ลองไตร่ตรองสักนิด พิจารณาสักหน่อย เปิดใจเรียนรู้ จะรู้ว่าคนแต่ละคน มองกว้าง มองไกล ไม่เหมือนกัน 

'หมอยง' วิจารณ์ระบบการศึกษา - วิชาชีพในไทย ชี้!! 'ยังนับถือกระดาษ' มากกว่าความสามารถ

(10 ต.ค. 68) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Yong Poovorawan' ระบุว่า “ประเทศไทยยังนับถือกระดาษ” 

ผมไม่แปลกเลยว่าทำไมประเทศไทยสมัครเข้าสู่ ประเทศ OECD (The Organization for Economic Co-operation and Development) แล้วยังไม่ได้ เพราะประเทศไทยยังนับถือกระดาษ ไม่ได้ดูความสามารถของบุคคล

ทำไมทุกคนจึงไขว่คว้าหากระดาษ เรามีปริญญาเอกที่มีกระดาษมากมาย จึงไม่แปลกเพราะทุกคนต้องการ

ผมเอาเรื่องนี้มาเพราะว่า ผมเองเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท และมีลูกศิษย์ จบปริญญาเอกมากกว่า 30 คน จนลูกศิษย์ได้เป็นศาสตราจารย์แล้วก็มี และเป็นที่ปรึกษารวมทั้งที่ปรึกษาร่วม มากกว่า 50 คน ไม่นับปริญญาโทนะครับ ที่รับมาตั้งแต่ปี 2540 

ผมเองไม่เคยได้ปริญญาเอก จบ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต และจบวิชาชีพทางกุมารเวชศาสตร์ ไปต่อที่ประเทศอังกฤษ ก็ไม่สนใจที่จะเอากระดาษ เพราะถ้าเอากระดาษจะต้องเสียปีละ 7,000 ปอนด์ 

เป็นศาสตราจารย์ สอนมากว่า 40 ปี แต่วันดีคืนดี ในปีนี้ผมรับนิสิตปริญญาเอก ทางหลักสูตรบอกว่าผมไม่สามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่ารับไม่ได้นั่นเอง เพราะไม่ได้จบปริญญาเอก ไม่มีกระดาษ จึงรับลูกศิษย์ปริญญาเอกไม่ได้ ผมก็แปลกใจว่าที่รับมาแล้วเป็นโมฆะไหม ทางหลักสูตรบอกว่าด้วยกฎเกณฑ์ของกระทรวง คนที่จะรับเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ จะต้องจบปริญญาเอก ผมเองก็บอกว่าไม่เช่นนั้น ผมก็เอาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต มาให้แทน เป็นกระดาษปริญญาเอก เรื่องจึงผ่าน และยอมได้ เพราะกระดาษใบเดียว 

ผมไม่มีกระดาษ ที่จะบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ และก็ไม่เคยสนใจกระดาษเลย 

ช่วยกันบอกไปถึงผู้ใหญ่ ให้ที กฎเกณฑ์ก็คือกฎเกณฑ์ แต่ผู้ออกกฎเกณฑ์ผมไม่รู้ว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร ถ้าผมไม่มีความสามารถ ผมคงไม่รับลูกศิษย์และมีลูกศิษย์ปริญญาเอกจบมากกว่า 30 คน โดยที่ไม่มีกระดาษปริญญาเอกแม้แต่ใบเดียว  

ผมจึงไม่แปลกใจ ว่าทำไมประเทศไทยจึงสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้ และจนถึงวันนี้ทุกคนแย่งกันเรียนปริญญาเอก เพื่อให้ได้กระดาษมา เราจึงไม่มีวิชาชีพที่มั่นคง สายอาชีวะคงไม่มีใครอยากเรียน เปรียบเสมือนเป็นสายอาชีพ ทุกคนอยากมีกระดาษเพื่อเป็นวิศวกรกันหมด

ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แบบเอกสารราชการ เพื่อยกเครื่องในอนาคตมันสมองของไทย

ถึงเวลาที่ ‘ไทยก้าวใหม่’ ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา 

ไม่ใช่พูดสวย ๆ แบบเอกสารราชการอีกต่อไป

 

สอง–สามปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำใหญ่ ๆ 

ทั้ง “ปฏิรูปประเทศ”, “ยกเครื่องเศรษฐกิจ”, “ปรับโครงสร้างการเมือง” 

 

แต่สำหรับคนธรรมดาทั้งประเทศ ชีวิตจริงมันผูกอยู่กับคำง่าย ๆ แค่ไม่กี่คำเท่านั้น คือ 

“ลูกจะโตมาเป็นอะไร” 

และ 

“รุ่นลูกจะลำบากเท่าพ่อแม่ไหม”

 

นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ “การศึกษา” กลายเป็นสนามรบสำคัญที่สุดของการเมืองยุคใหม่ 

 

และนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้หลายคนจับตา “พรรคไทยก้าวใหม่” 

ซึ่งประกาศตัวตั้งแต่วันแรกว่า จะเอาเรื่องการศึกษาเป็นธงนำของพรรค 

เชื่อว่า “การศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด” และอยากพาประเทศนี้ออกจากกับดักแรงงานราคาถูก 

ไปสู่ประเทศที่อยู่ได้ด้วย “มันสมอง” มากกว่า “แรงงานถูก”

 

แต่ปัญหาคือ… 

 

ในสายตาคนดู ทีวี–ติ๊กต็อก–เฟซบุ๊กส่วนใหญ่ 

คำว่า “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ยังฟังดูไกลตัว 

เหมือน “ภาษากระดาษ” มากกว่า “คำสัญญาเรื่องอนาคตของลูก”

 

จนมีคำวิจารณ์แบบตรง ๆ ว่า 

 

“ไทยก้าวใหม่ ต้องโฟกัส ขายฝันปฏิรูปการศึกษาไทย 

ด้วยการสื่อสารที่ตรง ๆ และแรง ๆ กว่านี้ ถึงจะมีคะแนนเสียง”

 

คำถามคือ ถ้า “ไทยก้าวใหม่” อยากจะเป็น “ทางเลือกใหญ่ของประเทศ” จริง ๆ 

การพูดเรื่องการศึกษาต้องเปลี่ยนไปแค่ไหน?

 

--------------------------------------------------

1. การศึกษาไม่ใช่นโยบายหนึ่งในหลายข้อ 

แต่มันคือ “ชะตาชีวิตของลูกคนดู”

--------------------------------------------------

 

เวลาพรรคการเมืองพูดเรื่องเศรษฐกิจ 

คนจำนวนมากยังรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “ภาพใหญ่” – GDP, หนี้สาธารณะ, ดอกเบี้ย ฯลฯ 

 

แต่พอพูดถึง “การศึกษา” ทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที 

เพราะมันโยงตรงเข้าไปถึง “หน้าเด็กที่บ้าน” 

 

พ่อแม่ไทยแทบทุกบ้านรู้สึกคล้ายกันว่า

 

- ลูกเรียนหนักตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย 

- เสาร์–อาทิตย์ต้องเสียเงินกวดวิชา 

- จบมาเงินเดือนเริ่มต้นต่ำกว่าค่าครองชีพจริง 

- ทำงานไม่ตรงสิ่งที่เรียน เพราะระบบไม่เคยเตรียมทักษะให้ตรงกับตลาด 

 

ดังนั้น การศึกษาไม่ใช่แค่ “ระบบ” แต่มันคือ “คำตอบว่าลูกฉันจะรอดไหมในโลกใหม่”

 

ถ้า “ไทยก้าวใหม่” จะยืนบนธงการศึกษาอย่างจริงจัง 

ภาษาที่ใช้จึงต้องขยับจากประโยคแบบ

 

“เราจะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย…”

 

มาเป็นประโยคแบบ

 

- “อีก 10 ปีข้างหน้า ลูกคุณต้องพูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา 

  และหาเงินจากทั้งโลกได้ แม้อยู่ต่างจังหวัด” 

 

- “เราจะไม่ปล่อยให้ลูกคุณเรียนหนัก 20 ปี 

  แล้วมาจบที่เงินเดือน 15,000 บาทเหมือนรุ่นพ่อแม่อีกต่อไป”

 

นี่แหละคือ “การขายฝันทางการศึกษา” แบบที่คนเห็นภาพอนาคตของลูกตัวเองได้ทันที 

ไม่ใช่แค่นโยบายสวย ๆ ในเอกสาร

 

--------------------------------------------------

2. ปัญหาของการพูดเรื่องการศึกษาแบบเดิม ๆ ของการเมืองไทย

--------------------------------------------------

 

ทุกวันนี้ เวลาพูดถึงนโยบายการศึกษา เรามักได้ยินคำคุ้นหูอย่าง

 

- ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย 

- พัฒนาศักยภาพครูยุคใหม่ 

- เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา 

- ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ฯลฯ 

 

คำเหล่านี้ “ฟังดูดี” แต่มีปัญหาใหญ่ 3 ข้อ:

 

1. มันคือ “ภาษาเอกสาร” ไม่ใช่ “ภาษาคนดู” 

   คนฟังส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า สุดท้ายชีวิตลูกจะเปลี่ยนยังไง

 

2. มันพูดถึงระบบ มากกว่าพูดถึงคน 

   แต่คนธรรมดาไม่ได้อินกับคำว่า “โครงสร้าง” เท่ากับอินกับคำว่า “ลูกฉัน”

 

3. มันไม่กล้าพูดความจริงแรง ๆ ที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว

 

   เช่น 

   - เด็กไทยเรียนเยอะ แต่ทักษะใช้งานจริงแพ้ประเทศเพื่อนบ้าน 

   - ระบบการศึกษาผลิต “แรงงานราคาถูก” มากกว่า “สมองราคาแพง” 

 

เมื่อไทยก้าวใหม่พูดเรื่องการศึกษาในภาษานโยบายที่ “ปลอดภัยเกินไป” 

ผลคือ คนจำนวนมากรู้สึกว่า “ก็เหมือนทุกยุคที่ผ่านมา” 

 

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว พรรคนี้ตั้งใจเอาการศึกษาเป็นธงนำมากกว่าหลายพรรคเดิมเสียด้วยซ้ำ

 

--------------------------------------------------

3. สำหรับไทยก้าวใหม่ 

คำว่า “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอะไร?

--------------------------------------------------

 

“ตรงและแรง” ไม่ได้แปลว่าตะโกนด่าใคร หรือเล่นดราม่าให้เป็นข่าว 

แต่สำหรับ “ไทยก้าวใหม่” “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอย่างน้อย 4 ข้อนี้:

 

3.1 กล้าพูดความจริงที่ระบบไม่อยากให้พูด

 

- “เด็กไทยส่วนใหญ่ถูกบังคับให้เรียนเพื่อสอบ 

  ไม่ได้ถูกสอนให้เรียนเพื่อใช้ชีวิตจริง” 

 

- “รัฐไทยสอนเด็กให้เป็นแรงงานราคาถูก 

  แทนที่จะสอนให้เป็นเจ้าของธุรกิจ นักนวัตกรรม หรือสมองแพงของโลก”

 

3.2 ผูกปัญหากับเงินในกระเป๋า และอนาคตของลูกให้ชัด

 

- “ถ้าระบบการศึกษายังแบบเดิม 

  รุ่นลูกคุณจะหาเงินได้ยากกว่ารุ่นคุณ 

  ในโลกที่ต้องแข่งกับทั้งคนทั้ง AI” 

 

- “ถ้าไม่เปลี่ยนห้องเรียนวันนี้ 

  อีกสิบปีข้างหน้า เด็กไทยจะถูกแย่งงาน 

  ทั้งโดยหุ่นยนต์ และแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน”

 

3.3 กล้าบอกว่า “ใครได้อะไร ใครต้องเสียอะไร” จากการปฏิรูป

 

การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่แค่เพิ่มวิชาใหม่ แต่แปลว่า

 

- ระบบงบประมาณต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น 

- วิธีประเมินครูต้องเปลี่ยน จาก “เอกสารหนา” เป็น “คุณภาพเด็ก” 

- อำนาจส่วนกลางต้องถูกแชร์ให้โรงเรียน–พื้นที่มากขึ้น 

 

ถ้าไทยก้าวใหม่ไม่กล้าพูดภาพนี้ให้ชัด 

คนก็จะรู้สึกว่า “ก็แค่เปลี่ยนชื่อโปรเจกต์ แต่ระบบเดิมอยู่ครบ”

 

3.4 เล่าปลายทางให้เห็นภาพ ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ

 

แทนที่จะพูดว่า “ยกระดับสู่มาตรฐานสากล” แบบลอย ๆ 

ควรเล่าให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า

 

- เด็ก ม.ปลายไทยจะต้องมี “โปรเจกต์จริง” ก่อนจบ 

  ขายของจริง ทำธุรกิจจริง หรือทำวิจัยจริงสักอย่าง 

- เด็กอาชีวะต้องได้ไปฝึกงานกับเอกชนที่มีเทคโนโลยีจริง 

  ไม่ใช่แค่ฝึกในห้องแลบเก่า ๆ

 

นี่คือ “ความแรง” ในแบบที่ไม่ต้องเสียงดัง 

แต่ทำให้คนรู้สึกว่า ไทยก้าวใหม่เอาจริงกับการเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำพูด

 

--------------------------------------------------

4. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้คะแนนเสียงจากทั้งประเทศ 

ต้องขาย “สามฝันใหญ่” เรื่องการศึกษาให้ขาด

--------------------------------------------------

 

ถ้าไทยก้าวใหม่จะยืนให้ต่างจริง ๆ 

ต้องไม่ขายแค่ “เราให้ความสำคัญกับการศึกษา” 

แต่ต้องขาย “สามฝันใหญ่” ที่คนไทยได้ยินแล้วหูผึ่งแบบนี้

 

ฝันที่ 1: ลูกคุณต้องเก่งกว่าเรา และหาเงินเก่งกว่าเรา

 

หัวใจของพ่อแม่ไทยทุกยุคคือคำเดียว – “ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนเรา”

 

ไทยก้าวใหม่จึงควรกล้าพูดในแบบว่า

 

“เราจะทำให้ลูกคุณโตมาเป็นคนที่ ‘เลือกชีวิตตัวเองได้’ 

ไม่ต้องรับแค่งานที่มีให้ 

แต่เลือกทำงานที่ตัวเองเก่ง และโลกยอมจ่ายแพงให้ได้”

 

ฝันที่ 2: ห้องเรียนไทยจะไม่ “หลอกเด็ก” อีกต่อไป

 

ห้องเรียนไทยจำนวนมากกำลังทำสิ่งโหดร้ายโดยไม่รู้ตัว คือ 

ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่า ท่องจำเก่ง = จะมีชีวิตดี

 

ไทยก้าวใหม่ควรประกาศชัดว่า

 

- จะเลิกวัฒนธรรม “เรียนเพื่อสอบ” 

  แล้วหันมา “เรียนเพื่อใช้ชีวิต–ใช้ทำงาน” 

- จะเปลี่ยนจากห้องเรียนท่องจำ 

  ไปสู่ห้องเรียนที่ให้เด็กคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ทำงานทีมเป็น 

- จะยอมรับว่า “เด็กเก่ง” ไม่ได้มีแบบเดียว 

  คะแนน 30 ข้อในกระดาษไม่ใช่คำตัดสินคุณค่าของคนทั้งชีวิต

 

นี่คือความแรงแบบที่สังคมพร้อมปรบมือให้ 

เพราะมันคือ “ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดซ้ำ ๆ ต่อหน้าระบบ”

 

ฝันที่ 3: การเกิดจังหวัดไหน จะไม่กำหนดเพดานอนาคตอีกต่อไป

 

ทุกคนรู้ว่า การศึกษาไทยวันนี้ยังผูกกับ “รหัสไปรษณีย์” อย่างหนัก 

เด็กในบางจังหวัดเหมือนถูกกำหนดเพดานชีวิตตั้งแต่ยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

 

ไทยก้าวใหม่ควรขายฝันให้ชัดว่า

 

- เด็กในหาดใหญ่ เชียงราย ศรีสะเกษ น่าน ยะลา 

  จะเข้าถึงครูดี เนื้อหาดี เทคโนโลยีดี 

  ใกล้เคียงกับเด็กกรุงเทพจริง ๆ 

- ออนไลน์จะไม่ใช่แค่ “เรียนผ่านจอ” 

  แต่คือ “ประตูไปหาครูระดับโลก โอกาสระดับโลก” 

  แม้อยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ก็ยังสู้ได้

 

ถ้าเล่า 3 ฝันใหญ่นี้ได้ชัด 

คำว่า “ไทยก้าวใหม่” จะไม่ใช่แค่ชื่อพรรค แต่จะกลายเป็น “ภาพอนาคตของรุ่นลูก” ในหัวคนไทยจริง ๆ

 

--------------------------------------------------

5. คนไทยไม่ได้ต้องการแค่พรรคที่ “รักการศึกษา” 

แต่ต้องการพรรคที่ “กล้าชนระบบที่ทำลายอนาคตลูกเรา”

--------------------------------------------------

 

จุดแข็งของไทยก้าวใหม่วันนี้คือ

 

- มีผู้นำอย่าง “ดร.เอ้” ที่มาจากโลกมหาวิทยาลัย–วิศวกรรม–นวัตกรรม 

- มีจุดยืนชัดว่าการศึกษาคือทางออกจากความจนเชิงโครงสร้าง 

- มีจังหวะที่สังคมกำลังรู้สึกว่า “ประเทศตัน” และต้องการความหวังใหม่ให้รุ่นลูก

 

แต่ทั้งหมดนี้จะยังเป็นแค่ “ศักยภาพบนกระดาษ” 

ถ้าการสื่อสารเรื่องการศึกษายังอ่อนแรงเกินไป 

พูดกลาง ๆ มากไป 

และไม่กล้าทุบโต๊ะบอกความจริงว่า

 

“ระบบการศึกษาปัจจุบันกำลังทำให้เด็กไทยเสียโอกาสทั้งรุ่น”

 

--------------------------------------------------

6. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้ใจคนไทยจริง ๆ 

ต้องเริ่มจากการพูดเรื่องการศึกษาให้แรงกว่าทุกพรรคที่ผ่านมา

--------------------------------------------------

 

สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีหลายประเด็น 

ทั้งค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจ การเมือง ระบบราชการ ฯลฯ 

 

แต่ “คำถามใหญ่ของทุกบ้าน” ยังเหมือนเดิม:

 

“อีก 10–20 ปีข้างหน้า 

ลูกฉันจะโตมาเป็นแรงงานราคาถูกของโลก 

หรือจะโตมาเป็นสมองราคาแพงที่โลกต้องการ?”

 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่มีนโยบายกี่ข้อ หรือเขียนแผนไว้สวยแค่ไหน 

 

แต่อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่กล้าพูดเรื่องการศึกษาให้ตรง–แรง–ชัดแค่ไหน 

จนคนไทยเชื่อว่า “ถ้าเลือกพรรคนี้ อนาคตลูกฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” จริงหรือเปล่า

 

วันไหนที่ไทยก้าวใหม่ 

กล้าเอา “อนาคตของลูกคนไทย” ขึ้นเป็นศูนย์กลางของทุกคำพูด 

และกล้าชนโครงสร้างเก่าที่ทำให้การศึกษาเดินช้า 

วันนั้นคำว่า “ไทยก้าวใหม่” อาจไม่ใช่แค่ชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง 

 

แต่จะกลายเป็นชื่อของ “โอกาสใหม่ของรุ่นลูก” 

ที่คนไทยทั้งประเทศพร้อมฝากอนาคตไว้ด้วยจริง ๆ.

 

 

 

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ โรงเรียนส่อปิดตัวลงอีกเรื่อยๆ โรงเรียนใจกลางเมืองกำลังถูกกลืน ที่ดินการศึกษาถูกจับจองเป็นโปรเจกต์อสังหาฯ ย้ำหากรัฐไม่ขยับ อีก 20 ปี จะไม่เหลือพื้นที่เรียนรู้

2 ธ.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…โรงเรียนจะปิดตัวลงอีกเรื่อย ๆ ผมอยากชวนทุกคนให้ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรกับพื้นที่เหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่ามันเป็น “สินทรัพย์ด้านการศึกษา” 

ที่หายากที่สุด มันคือที่ดินใจกลางเมืองที่เข้าถึงง่าย ซึ่งถ้าปล่อยให้กลายเป็นคอนโดหรือห้าง ก็เท่ากับเราสูญเสียพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ไปแบบถาวร

ผมอยากเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง กองทุนอนุรักษ์พื้นที่การเรียนรู้ หรือ Urban Learning Space Fund เพื่อ…
- ซื้อหรือรับโอนโรงเรียนที่ปิดกิจการบางแห่ง
- ฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะ
- บริหารร่วมกับท้องถิ่นและเอกชน

โจทย์สำคัญ: ถ้ารัฐไม่ลงมือทันที พื้นที่แบบนี้จะถูกทุนอสังหาแปลงสภาพอย่างรวดเร็ว และเราไม่มีวันเอาคืนได้อีก โมเดลที่น่าทำคือ PPP เชิญเอกชนลงขันทำ Education Hub / Learning Park
พื้นที่โรงเรียนในเมืองมีศักยภาพสูงมาก สามารถพัฒนาเป็น ศูนย์การเรียนรู้ครบวงจร ในรูปแบบ PPP เช่น
- Co-learning space / Co-working สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสตาร์ทอัพด้านการศึกษา
- Maker space, FabLab, Robotics Lab, AI Lab
- พื้นที่ติวเตอร์คุณภาพ (ไม่ใช่สถาบันกวดวิชาเชิงพาณิชย์ แต่เป็น EdTech Learning Center)
- ห้องสมุดดิจิทัล, ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ร่วมใช้
- ศูนย์เรียนรู้ด้านอาชีพใหม่ เช่น EV, AI, หุ่นยนต์, การเงินดิจิทัล

โมเดลนี้ทำให้เอกชนไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมด แต่ได้สิทธิการใช้ประโยชน์ระยะยาวแลกกับการลงทุนปรับปรุงสถานที่ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือทำเป็น “โรงเรียนทางเลือกของรัฐ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

หลายประเทศใช้วิธีนี้ โดยเปลี่ยนโรงเรียนที่ปิดให้เป็น:
- โรงเรียนรัฐนวัตกรรม
- โรงเรียนความสามารถพิเศษ STEM / Art
- โรงเรียนภาษานานาชาติของรัฐ (ค่าเทอมถูกแต่คุณภาพสูง)

สิ่งนี้ช่วยให้ครอบครัวในเมืองที่ไม่มีเงินเรียนอินเตอร์ได้มีทางเลือก ไม่ใช่ปล่อยให้การศึกษาคุณภาพดีเป็นของเด็กกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ที่คิดออกอีกก็มีเปลี่ยนเป็น “ศูนย์พัฒนาครูยุคใหม่” (Teacher Upskilling Center) ร่วมกับโรงเรียนสาธิตที่มีประสบการณ์

แทนที่จะอบรมครูในโรงแรม ทำไมไม่อบรมในพื้นที่ที่เคยเป็นโรงเรียน?
- มีห้องเรียนจริงให้ทดลองสอน
- มีห้องแลบสาธิต AI Tools สำหรับครู
- มีต้นแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Project-based

พื้นที่โรงเรียนเก่าจะกลายเป็น ต้นแบบโรงเรียนแห่งอนาคต ให้ครูจากทั่วประเทศมาดูงาน
ถ้าไม่เป็นโรงเรียนก็ใช้เป็นศูนย์บริการชุมชน–การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Center)

สังคมสูงวัยมีความต้องการเรียนรู้ใหม่จำนวนมาก เช่น:
- คลาส Health & Wellness
- ทักษะดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่
- อบรมอาชีพระยะสั้น
- จุดรวมกิจกรรมเยาวชนหลังเลิกเรียน

โรงเรียนมีโครงสร้างพร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนใหม่ แค่ปรับการบริหารก็ใช้ได้ทันที
ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ปกป้องพื้นที่การเรียนรู้ในเมืองเหล่านี้ อีก 20 ปีข้างหน้าเราจะไม่มีพื้นที่แบบนี้เหลืออีกเลย

นี่อาจเป็นโอกาสทองที่บ้านเราจะได้ลงทุนเพื่อการศึกษาในอนาคตอย่างจริงจัง เพราะพื้นที่การเรียนรู้ในเมืองคือ “ทุนแห่งอนาคต” ของประเทศ


 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top