22 ปี ปริศนามรณกรรม!! ‘ยัสเซอร์ อาราฟัต’ อดีตผู้นำปาเลสไตน์สิ้นชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เปิดปมสงสัยถูกวางยาพิษ ‘โพโลเนียม-210’ ศพฝังรามัลลาห์ไม่ไกลมัสยิด แม้ผลสอบสวนยังไม่พบหลักฐานยืนยันการลอบสังหาร
ปริศนามรณกรรมของ "ยัสเซอร์ อาราฟัต" อดีตประธานาธิบดีแห่งรัฐปาเลสไตน์
วันที่ 11 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้เป็นวันครบรอบ 22 ปีของการถึงแก่อสัญกรรมของ "ยัสเซอร์ อาราฟัต" อดีตประธานาธิบดีคนแรกแห่งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งสาเหตุการตายที่ยังคงเป็นปริศนาจนทุกวันนี้
ยัสเซอร์ อาราฟัต (24 สิงหาคม 1929 – 11 พฤศจิกายน 2004) ผู้นำทางการเมืองของชาวปาเลสไตน์ เขาเคยดำรงดังนี้: ประธานองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ประธานองค์การบริหารแห่งชาติปาเลสไตน์ (PNA) และผู้นำขบวนการฟะตะห์ (Fatah) ซึ่งเขาก่อตั้งขึ้นในปี 1959 เขาเป็นบุคคลสำคัญในการเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองและการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์
ในปี 1988 อาราฟัตได้ยอมปรับท่าทีจากการคัดค้านการมีอยู่ของอิสราเอล มาเป็นการยอมรับมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 242 ซึ่งรับรองเมื่อ 22 พฤศจิกายน 1967 หลังสงครามหกวัน มติดังกล่าวเป็นกรอบสำคัญในการแสวงหาสันติภาพและการยอมรับสิทธิของรัฐในภูมิภาค
บทบาทและภาพลักษณ์ทางการเมือง อาราฟัตได้รับการยกย่องจากชาวปาเลสไตน์และชาวอาหรับจำนวนมากว่าเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพและการมีรัฐเป็นของตนเอง ขณะเดียวกัน ชาวอิสราเอลจำนวนมากมองเขาในทางลบ โดยกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับความรุนแรงและเหตุระเบิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตและการสะสมทรัพย์สิน ซึ่งเอกสารต้นฉบับระบุว่ามีการประเมินทรัพย์สินไว้สูงถึง 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2002
อาราฟัตเข้าร่วมกระบวนการเจรจาสันติภาพหลายครั้ง ได้แก่ การประชุมมาดริดในปี 1991 ข้อตกลงออสโลในปี 1993 และการประชุมสุดยอดแคมป์เดวิดในปี 2000 ในปี 1994 เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพร่วมกับยิตซัค ราบิน และชิมอน เปเรส จากความพยายามในกระบวนการออสโล อย่างไรก็ตาม เขาถูกวิจารณ์จากคู่แข่งทางการเมืองบางกลุ่มว่าอ่อนข้อให้อิสราเอลมากเกินไป ขณะที่ฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ มีอิทธิพลเพิ่มขึ้น
ความขัดแย้งกับอิสราเอล เอกสารต้นฉบับกล่าวถึงความพยายามลอบสังหารอาราฟัตหลายครั้งตลอดหลายทศวรรษ โดยเฉพาะหลังอิสราเอลบุกเลบานอนในปี 1982 มีการกล่าวถึงหน่วยปฏิบัติการ “Salt Fish” และแผน “Operation Goldfish” ซึ่งมีเป้าหมายติดตามและโจมตีอาราฟัต รวมถึงเหตุการณ์ในปี 2001–2004 ที่นายกรัฐมนตรีอิสราเอลในขณะนั้นมีท่าทีเกี่ยวกับการยุติหรือไม่ยุติความพยายามดังกล่าว ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อกล่าวอ้างทางประวัติศาสตร์ตามที่เอกสารนำเสนอ
การเจ็บป่วยและการเสียชีวิต วันที่ 12 ตุลาคม 2004 อาราฟัตเริ่มมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสีย หลังจากนั้นสุขภาพทรุดลง แม้ได้รับการตรวจจากแพทย์หลายคณะจากตูนิเซีย จอร์แดน และอียิปต์ เมื่อได้รับอนุญาตให้ออกจากรามัลลาห์ เขาเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ทหารจอร์แดนไปยังจอร์แดน ก่อนเดินทางต่อด้วยเครื่องบินของรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทหาร Percy ในเมือง Clamart ชานกรุงปารีส เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2004
ระหว่างรักษาตัว อาราฟัตยังมีอาการทางระบบทางเดินอาหารและภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดภายในช่องท้อง ต่อมาเกิดไตวายเฉียบพลัน และเข้าสู่ภาวะโคม่าในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2004
อาราฟัตเสียชีวิตเมื่อเวลา 03.30 น. UTC วันที่ 11 พฤศจิกายน 2004 ขณะมีอายุ 75 ปี แพทย์ฝรั่งเศสระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าเป็นภาวะเลือดออกในสมอง (hemorrhagic stroke) แต่ข้อมูลทางการแพทย์บางส่วนไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ และไม่มีการชันสูตรศพในขณะนั้น จึงเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริง
หลังการเสียชีวิต ชาวปาเลสไตน์ร่วมไว้อาลัยเป็นวงกว้าง มีการประกาศไว้ทุกข์ในหน่วยงานของรัฐและค่ายผู้ลี้ภัยในเลบานอนเป็นเวลา 40 วัน ฝรั่งเศสจัดพิธีไว้อาลัยอย่างเป็นทางการ ก่อนเคลื่อนย้ายร่างไปยังกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เพื่อประกอบพิธีศพตามแบบทหาร โดยมีผู้นำและผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม
อิสราเอลไม่อนุญาตให้ฝังศพอาราฟัตใกล้มัสยิดอัลอักซอหรือในกรุงเยรูซาเล็ม โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงและความอ่อนไหวทางการเมือง ร่างของเขาจึงถูกฝังที่บริเวณมูกาตาอะห์ เมืองรามัลลาห์ ต่อมามีการจัดสถานที่ฝังศพอย่างถาวรและเปิดเผยตำแหน่งหลุมศพในปี 2007
ข้อสงสัยเกิดจากอาการป่วยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การไม่เปิดเผยเวชระเบียนทั้งหมด และการไม่มีการชันสูตรศพในช่วงแรก จึงมีการเสนอสมมติฐานหลายแนวทาง เช่น การได้รับสารพิษโพโลเนียม-210 หรือแทลเลียม รวมถึงโรคเอดส์ โรคตับ ความผิดปกติของเกล็ดเลือด และอาหารเป็นพิษ อย่างไรก็ตาม สมมติฐานเหล่านี้มีหลักฐานและข้อโต้แย้งแตกต่างกัน ไม่ควรถือว่าข้อกล่าวหาใดได้รับการยืนยันแล้ว
การสอบสวนและข้อสรุป ปรากฏว่า หลักฐานเรื่องโพโลเนียมและความเห็นที่แตกต่างกัน โดยผลตรวจและการสอบสวนระหว่างประเทศ ในปี 2012 สำนักข่าว Al Jazeera เผยแพร่ผลการสอบสวนที่ใช้เวลาประมาณเก้าเดือน โดยรายงานว่าพบร่องรอยโพโลเนียมในตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาราฟัตในระดับสูงกว่าที่พบตามธรรมชาติ ต่อมามีการเก็บตัวอย่างจากร่างของเขาและดินบริเวณสุสานเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2012 โดยทีมจากฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ และรัสเซีย
วันที่ 6 พฤศจิกายน 2013 Al Jazeera รายงานผลจากทีมสวิสว่า พบระดับโพโลเนียมในกระดูกซี่โครงและกระดูกเชิงกรานสูงกว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมสวิสชี้แจงว่า ผลดังกล่าวสนับสนุนสมมติฐานการได้รับพิษอย่างมีเหตุผล แต่ยังไม่ใช่ข้อพิสูจน์เด็ดขาด และไม่อาจสรุปเป็นตัวเลขความแน่นอนได้โดยง่าย
ผลการตรวจจากฝ่ายต่าง ๆ ไม่ตรงกันทั้งหมด รายงานของรัสเซียเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2013 ระบุว่าไม่พบหลักฐานพิษกัมมันตรังสีและเห็นว่าอาราฟัตเสียชีวิตตามธรรมชาติ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชาวสวิสบางรายโต้แย้งว่าข้อมูลทางรังสีสนับสนุนความเป็นไปได้ของพิษโพโลเนียม
ในปี 2012 ซูฮา อาราฟัต ภรรยา และบุตรสาวของเขาได้ยื่นฟ้องคดีฆาตกรรมต่อศาลในฝรั่งเศส ต่อมาอัยการเปิดการไต่สวนเพื่อสอบสวนข้อสงสัยเรื่องการวางยาพิษ แต่ในเดือนมีนาคม 2015 อัยการฝรั่งเศสสรุปว่าการเสียชีวิตน่าจะเกิดจากสาเหตุธรรมชาติ และร่องรอยโพโลเนียม-210 กับตะกั่ว-210 ที่พบในหลุมศพอาจเกิดจากการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม
คณะผู้พิพากษาฝรั่งเศสมีมติว่า ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าอาราฟัตถูกสังหารด้วยโพโลเนียม-210 และให้ยุติกระบวนการสอบสวน ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2016 ศาลอุทธรณ์ฝรั่งเศสยืนยันข้อสรุปดังกล่าว ทำให้กระบวนการทางกฎหมายในฝรั่งเศสสิ้นสุดลง
ประเด็นที่ควรพิจารณา:
- ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้: อาราฟัตป่วยในเดือนตุลาคม 2004 เข้ารับการรักษาที่ฝรั่งเศส และเสียชีวิตวันที่ 11 พฤศจิกายน 2004
- คำวินิจฉัยแพทย์ฝรั่งเศสในช่วงแรกระบุภาวะเลือดออกในสมอง ขณะที่ผลตรวจภายหลังนำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องโพโลเนียม
-ผลตรวจของทีมสวิส ฝรั่งเศส และรัสเซียมีข้อสรุปแตกต่างกัน และหลักฐานเรื่องโพโลเนียมยังไม่ทำให้เกิดข้อพิสูจน์ที่เป็นเอกฉันท์
- การสอบสวนของฝรั่งเศสยุติลงโดยไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการฆาตกรรม
การเสียชีวิตของยัสเซอร์ อาราฟัตยังเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่มีข้อถกเถียง แม้มีรายงานตรวจพบร่องรอยโพโลเนียมและข้อสงสัยเรื่องการวางยา แต่ผลตรวจจากแต่ละประเทศไม่สอดคล้องกัน และกระบวนการยุติธรรมของฝรั่งเศสสรุปว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์การฆาตกรรม ดังนั้น ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ สาเหตุการเสียชีวิตจึงยังมีข้อสงสัยในเชิงประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นการถูกวางยาพิษ ซึ่งยังไม่มีการยอมรับผลการพิสูจน์อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจนถึงทุกวันนี้










