สถิติ 28 ล้านปอนด์ ที่พังไม่เป็นท่า จากคำสรรเสริญของเพื่อนร่วมทีมสู่ฝันร้ายใน พรีเมียร์ลีก เมื่อความเร็ว และร่างกายกลายเป็นอุปสรรค “เวรอน” ดีลที่ล้มเหลว หรือเหยื่อของแท็กติก ?

“ฮวน เซบาสเตียน เวรอน” เมื่อ โคตรจอมทัพไม่ตอบโจทย์ พรีเมียร์ลีก
ย้อนกลับไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2001 ซึ่งเป็นยุคที่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเดือดพล่าน และมีดีลการซื้อขายนักเตะครั้งสำคัญที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

แมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์พรีเมียร์ลีกภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจทุบสถิติค่าตัวย้ายทีมของเมืองผู้ดี กระชากตัว ฮวน เซบาสเตียน เวรอน จอมทัพทีมชาติอาร์เจนตินา จาก ลาซิโอ มาสู่ถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 28 ล้านปอนด์

ในยุคนั้น เวรอน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางที่เก่งที่สุดในโลก จากทักษะที่ยอดเยี่ยม การผ่านบอลเฉียบขาด วิสัยทัศน์ระดับพระกาฬ ซึ่งทุกคนต่างคิดว่านี่คือการยกระดับ “ปีศาจแดง” ไปอีกขั้นเพื่อล่าแชมป์ยุโรป

แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ดีลที่ดูเพอร์เฟกต์ขนาดนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลว จนถูกสื่ออังกฤษยกให้เป็นหนึ่งในการซื้อขายที่น่าผิดหวังที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก
ความหวัง ความตื่นเต้น และคำสรรเสริญจากเพื่อนร่วมทีม

บรรยากาศวันแรกที่ เวรอน ย้ายมาดูอบอุ่น และเต็มไปด้วยความหวัง สื่อมวลชนต่างฟันธงว่านี่คือการปฏิวัติแท็กติกครั้งสำคัญของ “เฟอร์กี้”

ความเก่งกาจของ เวรอน ไม่ใช่มาจากสื่อเพียงอย่างเดียว แต่ยังสอดคล้องกับคำพูดของเพื่อนร่วมทีมอย่าง นิกกี้ บัตต์ อดีตกองกลางพันธุ์บู๊ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นกัน

“วันแรกที่ เวรอน เดินเข้ามาที่สโมสร ผมนั่งดูเขาซ้อมแล้วคิดในใจว่า ตัวเองคงไม่มีทางได้ลงสนามให้อีกแล้วล่ะ เพราะ เวรอน คือคนที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา การจ่ายบอล การคุมจังหวะ เทคนิค วิสัยทัศน์ ในสนามซ้อมมันเหนือชั้นจริง ๆ” บัตต์ เปิดใจ

ช่วงเปิดฤดูกาล เวรอน ลงเล่น 8 นัดแรก ยิงไปถึง 4 ประตู พร้อมคว้ารางวัล นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือน (Player of the Month) ของ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้ทันที ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งจุดเปลี่ยนค่อย ๆ คลืบคลานเข้ามา

ทำไม เซอร์ อเล็กซ์ ถึงอยากได้ เวรอน ?
เหตุผลที่ทำให้กุนซือระดับตำนานอย่าง เฟอร์กูสัน ดึงดันอยากได้ เวรอน มาร่วมทีม ทั้งที่มี รอย คีน และ พอล สโคลส์ ยืนในแดนกลางอยู่แล้ว มีต้นเหตุมาจากความเจ็บปวดในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 2000

ตอนนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายให้กับ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์รวม 2-3 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย “เฟอร์กี้” มานั่งคิดทบทวนถึงระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมที่ใช้มาตลอด และมองเห็น มาดริด เล่นระบบ 4-3-3 โดยมี กองกลาง 3 คน อย่าง ซาวิโอ, สตีฟ แม็คมานามาน และ เฟร์นานโด เรดอนโด คุมเกมได้อย่างไหลลื่น จน รอย คีน กับ สโคลส์ เล่นไม่ออก

เฟอร์กี้ มองว่า หากต้องการไปให้ถึงจุดสูงสุดในยุโรป ทีมต้องมีกองกลางระดับโลกที่มีสไตล์แตกต่างออกไป และชื่อของ เวรอน คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานั้น
เมื่อความเร็ว และร่างกายกลายเป็นฝันร้าย
ปัญหาใหญ่ของนักเตะจากอเมริกาใต้หรือ กัลโช เซเรีย อา ในยุคนั้นเมื่อย้ายมาอังกฤษ คือ สปีดบอล และ ความเข้มข้นทางกายภาพ

ฟุตบอลอิตาลีเน้นแท็กติก การอ่านเกม การยืนตำแหน่ง และไม่ได้วิ่งสู้ฟัดตลอด 90 นาที แต่พอมาพรีเมียร์ลีก เวรอน แทบไม่มีเวลาจับบอล และหาไอเดียในการสร้างสรรค์เกม เพราะถูกคู่แข่งพุ่งเข้าใส่ ปะทะ และประชิดตัวตลอดเวลา

เวรอน เคยเปิดใจในภายหลังว่า สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องแท็กติก แต่คือ สภาพร่างกาย ฟุตบอลอังกฤษ ไม่มีช่วงพักฤดูหนาวเหมือนอิตาลี โดยเฉพาะช่วงคริสต์มาส และปีใหม่ที่โปรแกรมชุกมาก
เวรอน ยอมรับว่าช่วง 6 เดือนแรกเขายังพอประคับประคองตัวได้ แต่พอพ้นเดือนธันวาคม ร่างกายก็เริ่มล้าจนรักษาฟอร์มการเล่นให้สม่ำเสมอไม่ได้อีกต่อไป

4-4-2 กลับมา และคำปกป้องจากป๋า
หลังจากเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายคาบ้านให้กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส 1-2 เฟอร์กี้ เริ่มตระหนักว่า การฝืนปรับระบบทีมเพื่อรองรับ เวรอน อาจไม่คุ้มค่า สุดท้ายจึงตัดสินใจพับแผน แล้วกลับไปใช้ระบบดั้งเดิมอย่าง 4-4-2 โดยให้ คีน ยืนคู่กับ สโคลส์ เหมือนเดิม

เมื่อระบบเปลี่ยน โอกาสลงสนามของ เวรอน ก็ลดน้อยลง ฟอร์มการเล่นเริ่มดร็อปลง จนกลายเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชนอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่น่าจดจำที่สุดคือ การแสดงออกของ เฟอร์กี้ ในงานแถลงข่าวเดือนพฤษภาคม เมื่อนักข่าวจี้ถามถึงฟอร์มการเล่นของ เวรอน
เฟอร์กี้ ถึงกับฟิวส์ขาด “เขา (เวรอน ) เป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมมาก และพวกคุณก็เอาแต่วิจารณ์เขา พวกคุณมันเป็นไอ้พวกโง่”

พูดจบ เฟอร์กี้ ก็ลุกเดินออกจากห้องแถลงข่าวทันที นั่นคือการปกป้องลูกทีมที่แข็งกร้าว แต่สุดท้ายความรัก และการปกป้องของผู้จัดการทีมก็ไม่อาจฝืนกระแสฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังในสนามได้
การอำลาโอลด์ แทรฟฟอร์ด และรอยแผลที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

ในปี 2003 เซอร์ อเล็กซ์ ตัดสินใจปล่อยตัว เวรอน ให้กับ เชลซี ด้วยราคา 16 ล้านปอนด์ ขาดทุนจากตอนซื้อมาเกือบครึ่ง หนังสือพิมพ์ The Times ถึงกับพาดหัวว่า เป็นหนึ่งในการทำธุรกิจที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ชีวิตการค้าแข้งของ เวรอน ที่ลอนดอนก็ไม่ได้ดีขึ้น เขาลงเล่นให้ เชลซี ไปเพียง 7 นัด ยิงได้ 1 ประตู ก่อนจะถูกส่งให้ อินเตอร์ มิลาน ยืมตัว และย้ายกลับบ้านเกิดไปอยู่กับ เอสตูเดียนเตส จนกระทั่งแขวนสตั๊ดในปี 2017

เวรอน ล้มเหลวจริงหรือ ?
หากมองย้อนกลับไปในวันนี้ เรื่องราวของ ฮวน เซบาสเตียน เวรอน กับ พรีเมียร์ลีก ไม่ได้มีเพียงแค่คำว่า “ล้มเหลว” เพราะมันเกิดจากหลายปัจจัยผสมกัน ทั้งความกดดันจากค่าตัวมหาศาล การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ และสปีดฟุตบอลอังกฤษที่ไม่รอใคร

เวรอน อาจไม่ใช่ดีลที่ประสบความสำเร็จในแง่ของถ้วยรางวัล หรือฟอร์มการเล่นระยะยาว แต่สำหรับแฟนบอล “ปีศาจแดง” หลายคนที่ทันดูยุคนั้น เชื่อว่ายังคงจดจำภาพกองกลางจอมเทคนิคสวมเสื้อเบอร์ 4 วิ่งคุมเกมในสนามด้วยความสง่างามได้เสมอ แม้สุดท้ายมันจะไม่ใช่บทสรุปที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโรงละครแห่งความฝันก็ตาม

เรื่อง : Che GuevarA