‘อามิช’ วิถีชีวิตเรียบง่ายกลางอเมริกา จากยุโรปสู่อเมริกา เปิดโลกชุมชนอามิช ผู้เลือกใช้รถม้าแทนรถยนต์ และศรัทธาแทนความเร่งรีบ ศรัทธาแน่นแฟ้น ท่ามกลางโลกทุนนิยม
อามิช...อเมริกันชนที่มีจิตวิญญาณพอเพียง
ย้อนอดีตไปเมื่อศตวรรษที่ 15 ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ มีชนชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกจากกลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกบังคับให้เลือกนับถือคริสต์ศาสนาในการ "เป็น"หรือ "ไม่เป็น" คาทอลิก
ดังนั้นจึงเกิดชนชาวคริสเตียนกลุ่มใหม่ซึ่งแยกตัวออกมา และเรียกตนเองว่า "Anabaptists" ในช่วงเวลานั้นกลุ่มนี้ถูกต่อต้าน และรุกรานอย่างหนักหน่วงรุนแรงจากกลุ่มผู้นับถือคาทอลิก บ้างถูกเผาทั้งเป็น หรือจับมาทรมาน จึงทำให้อนาแบปติสต์หาทางหนีไปสู่ดินแดนอื่นเพื่ออิสรภาพตามความเชื่อของตน และแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Amish, Mennonites และ Hutterites
ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาสู่โลกใหม่ หรืออเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16 โดย Amish (อามิช) ไปตั้งรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเฉพาะเมือง Lancaster ซึ่งที่นั่นคือ ชุมชนอามิชที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ชุมชนชาวอามิชอาศัยอยู่ใน 5 รัฐทางเหนือของสหรัฐอเมริกา และส่วนหนึ่งในประเทศแคนนาดา ประมาณว่า มีประชากรกว่า 350,000 คนในสหรัฐฯ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และยังคงใช้รถม้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ทั้งยังเคร่งศาสนา ตลอดจนจารีตประเพณีแบบดั้งเดิม ในชุมชนอามิช สิ่งที่ปรากฏจะไม่ต่างจากภาพของชุมชนเมื่อราวร้อยปีที่แล้ว นั่นคือ ความเงียบสงบบนถนนสายเล็ก ๆ ที่สองข้างทางเพาะปลูกพืช และทำการปศุสัตว์ในแบบดั้งเดิม เช่นเดียวกับการแต่งกายของชาวอามิชที่ยังขับขี่รถม้าไปตามทางบนถนน
ชาวอามิชประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ คนกลุ่มเก่า (Old Order) และคนกลุ่มใหม่ (New Order) โดยคนกลุ่มเก่าจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธการใช้ไฟฟ้า ยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับวิถีชีวิตดั้งเดิมทุกอย่าง และใช้รถม้าเป็นพาหนะเพียงเท่านั้น ขณะที่คนกลุ่มใหม่ แม้จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเทคโนโลยี อย่างเช่น โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต พวกเขาใช้ไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างภายในบ้าน ใช้เตาแก๊สในการหุงหาอาหาร และบางบ้านก็จะมีรถยนต์ขับ แต่ยานพาหนะสำคัญก็ยังคงเป็นรถม้าอยู่ดี ชาวอามิชยึดมั่นอยู่กับการขับเคลื่อนขนส่งด้วยรถม้า แต่ก็อนุญาตให้ใช้บริการพาหนะสัญจรของรัฐ หรือ ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยคนอื่น (ที่ไม่ใช่ชาวอามิช) ได้ โดยยอมรับในเทคโนโลยี่ได้ ตราบใดที่ยังไม่คุกคามต่อคุณค่าทางศาสนาและศีลธรรม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวอามิชจะไปซื้อรถแทร็คเตอร์ หรือเครื่องจักรทุ่นแรงอื่นมาใช้ในงานฟาร์มของพวกเขา
แต่…สามารถยอมรับในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ แต่ให้เป็นไปอย่างช้า ๆ และให้มั่นใจว่า สิ่งนี้จะไม่มากรัดกร่อน หรือเป็นภัยต่อเรื่องความเชื่อและขนบธรรมเนียมชีวิตครอบครัวแบบชาวอามิช รักษาขนบธรรมเนียมในเรื่องการสวมเสื้อผ้าแบบเรียบง่ายและเคร่งครัด ซึ่งเน้นย้ำการแยกตัวออกมาจากสังคมทั่วไป
สิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทั้งชีวิตของคนหนึ่ง ๆ เป็นเสมือนการศึกษาแบบต่อเนื่อง ชาวอามิชจำกัดการศึกษาอยู่ที่เกรด 8 หรือ ประมาณ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของไทย ด้วยความเคร่งครัดในคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลที่ห้ามสร้างรูปจำลองเหมือนมนุษย์ ทำให้พวกเขาไม่นิยมถ่ายรูปกันเอง และไม่ชอบให้คนภายนอกมาถ่ายรูปของพวกเขาด้วย แต่ชาวอามิชหลายคนที่เป็นคนหัวสมัยใหม่หน่อยก็ไม่ได้ยึดกฎข้อนี้มากนัก บางคนก็ยืดหยุ่นให้ถ่ายรูปได้ แต่อาจถ่ายในระยะไกล หรือหากจะถ่ายโคลสอัพก็ต้องขออนุญาตเสียก่อน
หลายคนอาจจะมองว่า ชาวอามิชเป็นกลุ่มที่ต้านกระแสของโลก แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเลือกที่จะเดินไปในรูปแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องจ้ำอ้าวไปตามโลกที่กำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งชาวอามิชเองก็มีความสุขที่อยู่ในวิถีชีวิตแบบนี้ เพราะพวกเขามองว่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น และมั่นใจในตัวเอง หากมองไปรอบ ๆ ชุมชนอามิชจะเห็นภาพของเด็ก ๆ ชาวอามิชทั้งตัวเล็กตัวน้อยช่วยพ่อแม่ทำเกษตรกรรม จึงเป็นภาพแห่งความผูกพันของครอบครัวที่เหนียวแน่น และอาจจะมากกว่าหลาย ๆ ครอบครัวในสังคมทุนนิยมที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้แก่กัน
ขอเสริมด้วยเรื่องราวความสำเร็จของ "แอน ไบเลอร์" ผู้ก่อตั้งร้านขนม "อานตี้ แอนส์ (Auntie Anne’s)" ผู้ซึ่งมีพื้นเพจากชาวอามิช จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ Auntie Anne’s จะว่าไปเป็นเรื่องของโชคชะตาและความไม่ตั้งใจ เมื่อแอนซึ่งเติบโตในชุมชนอามิช เมืองแก็ป รัฐเพลซิลเวเนีย เริ่มต้นชีวิตคู่กับ โจนาส ไบเลอร์
โศกนาฏกรรมในชีวิตมาเยือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันทำให้เธอสูญเสียลูกสาววัยเกือบ 2 ขวบ แอนจมปลักอยู่กับความโศกเศร้านานกว่า 12 ปี จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า และชีวิตคู่เกือบพังทลาย สุดท้ายเธอตัดสินใจทำเร่องบางอย่าง นั่นคือ การเช่าแผงในตลาดชุมชนเพื่อขายอาหาร จุดประสงค์หลักเพื่อหารายได้มาสนับสนุนโจนาสผู้สามีในการก่อตั้ง Family Resource and Counseling Center (FRCC) อันเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาครอบครัว
แอนซึ่งมีความรู้ไม่มากนัก อาศัยที่เคยเป็นลูกจ้างร้านอาหารในตลาดมาก่อน ได้ใช้วิธีครูพักลักจำเรียนรู้วิธีการทำเพรทเซลโบราณเนื้อเหนียวนุ่มในปี 1988 เธอควักทุน 6,000 ดอลลาร์ฯ เปิดแผงขายพิซซ่า มันฝรั่งทอด และเพรทเซล สัปดาห์แรกได้รับเสียงวิจารณ์จากลูกค้าว่า เพรทเซลรสชาติแย่มาก เธอท้อใจเกือบจะเปลี่ยนไปขายอย่างอื่น แต่ โจนาสผู้เป็นสามีได้ช่วยหาสูตรและปรับรสชาติจนลงตัว หลังจากนั้น เพรทเซลสูตรใหม่ก็กลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้าน จนเรียกได้ว่า อร่อยจนลูกค้าต้องบอกกันปากต่อปาก จนสุดท้ายแอนเลิกขายพิซซ่าแล้วหันมาขายเพรทเซลอย่างเดียว โดยนวดแป้งสด ๆ ให้ลูกค้าเห็นและอบไปขายไป
แอนไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ เปิดแผงขายขนมได้ปีเดียวก็สามารถขยายไป 8 สาขา รวมถึงการเปิดร้านในศูนย์การค้าเป็นครั้งแรก 2 ปีต่อมา ธุรกิจของแอนขยายไปยังรัฐอื่น รวม 9 รัฐ และเธอเริ่มใช้กลยุทธ์เข้าไปแฝงตามสนามบิน และสถานีรถไฟ ก่อนรุกไปยังตลาดต่างประเทศที่อินโดนีเซียเป็นจุดแรก ช่วงแรกของการขายเฟรนไชส์ แอนและโจนาสประสบปัญหาอันเนื่องมาจากการทำสัญญาหละหลวมทำให้ผู้ซื้อเฟรนไชส์ไม่จ่ายค่าลิขสิทธ์แถมยังหนีไปพร้อมสูตรขนม แอนและโจนาสจึงได้ปรับเปลี่ยนให้สัญญารัดกุมขึ้น และจ้างทนายความดูแลเรื่องนี้
ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นยุครุ่งเรืองของ Auntie Anne’s เพราะได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการทั่วทุกมุมโลกที่สนใจซื้นเฟรนไชส์ เฉพาะปี 1992 ปีเดียว Auntie Anne’s ขยายเพิ่มอีก 50 สาขารวดผ่านเฟรนไชส์ ปัจจุบัน Auntie Anne’s มีสาขากว่า 2.000 แห่งทั่วโลก (ในสหรัฐฯ 49 รัฐ ราว 1,300 สาขาและ 25 ประเทศทั่วโลก กว่า 600 สาขา) โดยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีสาขามากที่สุด
เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล










