ถึงเวลาชาติยุโรปกลาง จะไปทางไหน 'เป็นกลาง' ผลลัพธ์แบบฮังการี-สโลวาเกีย 'เลือกข้าง' ผลลัพธ์แบบยูเครน ท่ามกลางความขัดแย้งรุนแรง
อาจารย์รุสตัม หวันสู โพสต์
"สะพานหรือสนามรบ? จุดยืนสโลวาเกีย-ฮังการี กับทางเลือกของชาติยุโรปกลาง"
ในวันสัมมนาที่มอสโก ทางเจ้าภาพได้จัดให้ทานมื้อเที่ยงบนเรือที่จอดริมฝั่งแม่น้ำมอสควา มีเพื่อนร่วมสัมมนาสองคนมาร่วมโต๊ะด้วย เป็นคู่สามีภรรยาจากประเทศสโลวาเกีย ทราบว่าทั้งสองเป็นนักศึกษาปริญญาโท
ผมชวนคุยไปเรื่องประเทศสโลวาเกีย เรื่องการเดินทาง เรื่องผู้คน ภาษา วัฒนธรรม ผมสังเกตว่าทั้งสองสื่อสารเป็นภาษารัสเซียกับพนักงานเสริฟได้อย่างดีเยี่ยม จึงได้ทราบว่า ภาษาสโลวัก กับ ภาษารัสเซีย มีความใกล้เคียงกันมาก เนื่องจากทั้งสองภาษาต่างก็จัดอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกันคือ กลุ่มภาษาสลาฟ
ผมถามพวกเขาต่อเรื่องท่าทีนโยบายต่างประเทศของสโลวาเกียต่อความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ผมพอจะทราบเบื้องต้นว่า มีสองประเทศในยุโรปกลางคือฮังการีและสโลวาเกีย มีนโยบายที่ค่อนข้างเป็นกลางต่อความขัดแย้งครั้งนี้
เพื่อนชาวสโลวักอธิบายจุดยืนประเทศเขาได้อย่างน่าสนใจว่า "พวกเราต้องการสันติภาพผ่านการเจรจา" แม้สโลวาเกียจะเป็นสมาชิกทั้ง EU และ NATO แต่พวกเขา 'ไม่เห็นด้วย' กับท่าทีของประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปที่กำลัง 'บรรลุสันติภาพผ่านสงคราม' และการมุ่งเป็นปฏิปักษ์กับรัสเซีย ความเกลียดชังไม่อาจแก้ปัญหาได้
เมื่อทบทวนท่าทีของประเทศในยุโรป พบว่ามีสองประเทศที่มีจุดยืนที่น่าสนใจนั่นคือ ฮังการีและสโลวาเกีย
ฮังการีภายใต้รัฐบาลนายวิคเตอร์ ออร์บัน รักษาจุดยืนต่อรัสเซียที่มุ่งเน้นความร่วมมือด้านพลังงาน ไม่ต่อต้านรัสเซีย ดำเนินนโยบายที่ประนีประนอมและเป็นมิตรกับรัสเซีย หลายฝ่ายมองว่าท่าทีเช่นนี้จะทำให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบ
ในขณะที่สโลวาเกียภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี โรเบิร์ต ฟิโก ได้เปลี่ยนแปลงจุดยืนและนโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ฟิโกยุติความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครน สนับสนุนการเจรจาเพื่อยุติสงคราม เปลี่ยนจุดยืนจากสนับสนุนยูเครนมาเป็นจุดยืนที่เป็นกลางและประนีประนอม
แน่นอนว่าท่าทีนโยบายต่างประเทศดังกล่าวเป็นผลจากปัจจัยภายในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งฮังการีและสโลวาเกียเป็นประเทศขนาดปานกลางถึงเล็ก ทั้งสองประเทศเป็นประเทศ landlock ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ทั้งสองประเทศพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย และได้รับการผ่อนปรนจาก EU จากมาตรการคว่ำบาตรพลังงานรัสเซีย ยังคงนำเข้าพลังงานจากรัสเซียต่อไปด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงด้านพลังงาน
ในกรณีของสโลวาเกีย ผู้นำประเทศที่เปลี่ยนนโยบายจากผู้นำคนก่อนชนิด 360 องศา จากสนับสนุนยูเครนมาเป็นยกเลิกให้ความช่วยเหลือยูเครน คงตระหนักรู้แล้วว่า...ยุโรปกำลังเดินผิดทาง
ยุโรปตกอยู่ภายใต้วาทกรรมที่ว่าหากยูเครนแพ้ เราแพ้ด้วย วาทกรรมนี้ตกอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่ารัสเซียมีแนวคิดขยายดินแดนและต้องการยึดครองยูเครนกระทั่งยุโรป ทั้งๆ ที่เมื่อดูความเป็นจริงในหน้าสนามรบแล้ว เราจะเห็นข้อจำกัดของรัสเซียที่สู้รบมาสามปีเก้าเดือนพื้นที่ยึดครองแทบไม่เปลี่ยนไปมากในปีหลังๆ
ด้วยวาทกรรมเช่นนี้ทำให้บรรดาชนชั้นนำทางการเมืองของยุโรปหันไปจับมือกันต่อต้านรัสเซีย และสนับสนุนยูเครน แต่ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่า ชาติที่ออกตัวแรงทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ล้วนแต่เป็นชาติขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากยูเครนไปไกล
ภายใต้แรงกดดันให้ต้องเลือกข้าง เราเห็นสโลวาเกียและฮังการีกลับเลือกที่จะเป็นกลาง แม้อาจมีเหตุผลจากการต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย แต่พวกเขาได้แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนว่า ประเทศขนาดกลาง-เล็กแบบพวกเขา ที่อยู่ติดยูเครน ไม่ควรเลือกข้างความขัดแย้ง และตลอดสามปีที่ผ่านมา การเลือกข้างความขัดแย้งของยุโรปได้แสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ มีแต่จะยิ่งเติมเชื้อไฟความขัดแย้งในล้นเกิน
สโลวาเกียและฮังการีได้แสดงการตัดสินใจทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวอย่างแก่อีกหลายๆประเทศว่า ประเทศขนาดกลาง-เล็ก มีทางเลือกที่จะตัดสินใจว่าอยากเลือกข้างความขัดแย้งหรือรักษาความเป็นกลาง
ท่ามกลางความขัดแย้งและการแข่งขันระหว่างชาติ NATO (ที่นำโดยสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นคนนอกภูมิภาคยุโรปที่ไม่เคยเดือดร้อนอะไรด้วย ในยามที่ยุโรปเกิดสงคราม) และรัสเซีย ประเทศในยุโรปตะวันออกและยุโรปกลางที่เป็นจุดปะทะของความขัดแย้งสามารถเลือกได้ว่าจะเป็น 'สะพาน' เชื่อมสองมหาอำนาจ หรือ เลือกข้าง แล้วกลายเป็นเห็นสนามรบของมหาอำนาจ
ถ้าคิดจะเลือกข้าง ผลลัพธ์ที่ได้ก็ให้ดูยูเครน
ถ้าคิดจะเป็นกลาง ผลลัพธ์ที่ได้ให้ดูสโลวาเกียและฮังการี
สโลวาเกียประเทศของเพื่อนใหม่ที่พบเจอ เป็นประเทศที่ พัฒนาแล้ว และมี รายได้สูง ในยุโรปกลาง โดยมีเศรษฐกิจแบบตลาดที่ก้าวหน้าอย่างมาก และเป็น ผู้ผลิตรถยนต์ต่อหัวประชากรรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคิดเป็น 44% ของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งหมดในปี 2023 นอกจากความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแล้ว สโลวาเกียยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการสังคม เช่น การดูแลสุขภาพและการศึกษาฟรี รวมถึงการให้สิทธิ์ลาคลอดโดยได้รับค่าจ้างยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในกลุ่ม OECD
สโลวาเกียสามารถก้าวหน้าได้โดยไม่ต้องแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายใด นี่ควรเป็นต้นแบบของประเทศขนาดกลาง-เล็กทั้งหลายภายใต้การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเข้มข้นของเหล่ามหาอำนาจในทุกภูมิภาค
ที่มา FB Roostum Vansu










