Saturday, 17 October 2026
HOLIDAY

18 กรกฎาคม 2538 น้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จย่า’ ผู้ทรงเป็นแสงแห่งการแพทย์และความพอเพียง สอนคุณค่าการให้ ผ่านพระราชกรณียกิจเพื่อผู้ยากไร้ เปลี่ยนความห่วงใยเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จสวรรคตที่โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชนม์มายุ 95 พรรษา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ ‘สมเด็จย่า’ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ทรงเป็นบุตรคนที่ 3 ใน พระชนกชู และ พระชนนีคำ พระนามเดิมคือ สังวาลย์ ตะละภัฏ ในวัยประมาณ 7-8 ขวบ ครอบครัวได้นำพระองค์ไปฝาก คุณจันทร์ แสงชูโต ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยงในพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ ทรงเข้าเรียนมัธยมที่โรงเรียนสตรีวิทยา จากนั้นเข้าโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์ และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช ซึ่งเป็นโรงเรียนพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยในขณะนั้น

ทรงเป็นนักเรียนที่มีอายุน้อยที่สุดในรุ่นของพระองค์ซึ่งมีจำนวนเพียง 14 คน พระองค์ทรงเรียนได้ดีและทรงศึกษาสำเร็จภายในสามปี และทรงทำงานต่อที่โรงพยาบาลศิริราช ตามข้อผูกพันของการเป็นนักเรียนหลวง

ในปี พ.ศ. 2460 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงได้รับทุนให้ไปเรียนวิชาพยาบาลเพิ่มเติมที่สหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงพบกับ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระบรมราชชนก) ซึ่งได้ทรงถูกพระทัย และขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับ นางสาวสังวาลย์

จากนั้นได้ทรงจัดพิธีอภิเษกสมรส ที่วังสระปทุมเมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2463 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประชาชนไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการแพทย์ ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเดินทางไปรักษาผู้ป่วยในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ทรงตั้งมูลนิธิขาเทียมออกจัดทำขาเทียมให้ผู้พิการ

นอกจากนี้ ตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนชาวไทยอย่างมากมาย อาทิ ทรงให้การอุปถัมภ์ราษฎรชาวไทยภูเขาที่อาศัยในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้มีอาชีพ ตลอดจนมีคุณภาพชีวิตที่ดี จนเป็นที่มาของ ‘มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง’ นอกจากนี้ยังทรงเป็นแบบอย่างของความพอเพียง ทรงสอนพระโอรสและพระธิดา ให้รู้จัก ‘การให้’ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ โดยพระองค์จะทรงตั้งกระป๋องออมสินเรียกว่า ‘กระป๋องคนจน’ หากทรงนำเงินไปทำกิจกรรมแล้วมีกำไร จะต้องถูก ‘เก็บภาษี’ หยอดใส่กระปุกนี้ 10% และทุกสิ้นเดือนพระองค์จะเรียกประชุมเพื่อตรัสว่า จะนำเงินในกระป๋องไปทำอะไร เช่น มอบให้โรงเรียนตาบอด มอบให้เด็กกำพร้า หรือทำกิจกรรมเพื่อคนยากจน

17 กรกฎาคม 2461 พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ถูกปลงพระชนม์ จากราชบัลลังก์สู่ห้องใต้ดิน โศกนาฏกรรมซาร์องค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย จุดสิ้นสุดราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย

ราชวงศ์โรมานอฟ เป็นราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ปี 1613-1917 และมีจุดสิ้นสุดของราชวงศ์เมื่อวันที่ 17 ก.ค.1918 หรือ 104 ปีที่แล้ว

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 (Tsar Nicholas II) กษัตริย์พระองค์สุดท้ายของรัสเซีย ถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์อีกหลายพระองค์ที่ไซบีเรีย โดยทหารคณะปฏิวัติของกลุ่มมาร์กซิสม์หัวรุนแรงบอลเชวิก (Bolsheviks) ซึ่งนำโดย เลนิน (Vladimir Lenin)

สำหรับ พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ ที่ 3 แห่ง ราชวงศ์โรมานอฟ (Romanov Dynasty) พระนามเดิมคือ พระเจ้านิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2437 ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2439 พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิที่อ่อนแอ ไม่สามารถจัดการกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังปั่นป่วน หลังจากพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่นใน สงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น (Russo–Japanese War) ระหว่างปี 2447-2448

จากนั้นในช่วง สงครามโลกครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ได้ทรงนำรัสเซียเข้าร่วมสงครามแต่ต้องพบกับความพ่ายแพ้อีกครั้ง ส่งผลให้ประชาชนเสื่อมความนิยมในพระองค์และคณะรัฐบาลมาก นอกจากนี้ยังทรงปล่อยให้ รัสปูติน (Gregori Rasputin) พระนอกรีตลึกลับเข้ามามีอิทธิพลในราชสำนัก ประกอบกับเกิดภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจตกต่ำมาก ขาดแคลนอาหาร ประชาชนอดอยาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง ส่งผลให้ประชาชนไม่พอใจจึงลุกขึ้นมาเดินขวบต่อต้านและบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า "การปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์” (February Revolution--เพราะนับตามปฏิทินแบบเก่า)

จากนั้นถูกนำไปกักขังไว้และถูกปลงพระชนม์พร้อมพระราชวงศ์ ซึ่งประกอบด้วย พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 พระมเหสีอเล็กซานดรา ฟอโดรอฟนา พระธิดา 4 พระองค์ คือ โอลกา นิโคเลฟนา, ทาเทียนา นิโคเลฟนา, มาเรีย นิโคเลฟนา, อานาสตาเซีย นีคาไลยีฟนา และพระโอรส คือมกุฏราชกุมารอเล็กซี ถูกกลุ่มบอลเชวิกสังหารหมู่อย่างเลือดเย็น ที่บ้านอิปาตเยฟ ในเมืองเยคาเตรินบุร์ก

16 กรกฎาคม 2501 จุดเริ่มต้น “วันทรงดนตรี” ในหลวง ร.9 เสด็จฯ ทรงดนตรีแก่นิสิตจุฬาฯ สะท้อนพระอัจฉริยภาพ และพระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษา

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เมื่อพระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทรงดนตรีและพระราชทานข้อคิดแก่นิสิตจุฬาฯ

เหตุการณ์ในวันนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “วันทรงดนตรี” ซึ่งต่อมากลายเป็นหนึ่งในความทรงจำอันงดงามของชาวจุฬาฯ และเป็นภาพสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างพระมหากษัตริย์กับนิสิต นักศึกษา และเยาวชนไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีอย่างลึกซึ้ง พระองค์มิได้ทรงดนตรีเพียงในฐานะงานอดิเรก แต่ทรงเข้าถึงดนตรีทั้งในด้านศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และวินัยแห่งการฝึกฝน ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไว้จำนวนมาก หลายเพลงกลายเป็นบทเพลงอมตะที่คนไทยคุ้นเคยและยังคงได้รับการบรรเลงสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ในวันทรงดนตรีที่จุฬาฯ พระองค์ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรี และทรงใช้เสียงเพลงเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับนิสิต บรรยากาศในหอประชุมจึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงดนตรี หากเป็นช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ความปีติ และความทรงจำที่นิสิตจำนวนมากได้มีโอกาสใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

ความพิเศษของวันทรงดนตรีอยู่ที่การที่พระมหากษัตริย์เสด็จฯ มาทรงดนตรีให้แก่นิสิตนักศึกษาโดยตรง เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนพระมหากรุณาธิคุณและพระราชปณิธานในการทรงส่งเสริมเยาวชน ทั้งด้านการศึกษา ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ศิลปะเป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจ

นอกจากการทรงดนตรีแล้ว พระองค์ยังพระราชทานข้อคิดแก่นิสิต ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่ วันทรงดนตรีจึงมีความหมายมากกว่ากิจกรรมทางดนตรี แต่เป็นวันที่เสียงเพลงและพระราชดำรัสได้หลอมรวมกันเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนไทย

ในยุคนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ การเสด็จฯ มาทรงดนตรีแก่นิสิตจึงสะท้อนความสำคัญที่พระองค์ทรงให้แก่การศึกษาและการพัฒนาคน เพราะเยาวชนและนิสิตนักศึกษาคือกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

วันทรงดนตรียังเป็นหลักฐานสำคัญของพระราชจริยวัตรอันเรียบง่ายและใกล้ชิดประชาชน พระองค์ทรงใช้ดนตรีเป็นภาษาสากลที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทำให้ระยะห่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับนิสิตดูใกล้ชิดขึ้นผ่านเสียงเพลง รอยยิ้ม และบรรยากาศแห่งความเป็นกันเอง

ตลอดช่วงเวลาที่มีการจัดวันทรงดนตรี นิสิตจุฬาฯ หลายรุ่นต่างเฝ้ารอวันที่จะได้ชื่นชมพระบารมีและรับฟังเสียงดนตรีจากพระองค์ บางปีบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและยาวนานจนกลายเป็นเรื่องเล่าที่สืบต่อกันในหมู่ชาวจุฬาฯ ว่า วันทรงดนตรีคือวันที่นิสิตได้สัมผัสพระอัจฉริยภาพ พระเมตตา และพระมหากรุณาธิคุณอย่างใกล้ชิด

แม้วันทรงดนตรีที่จุฬาฯ จะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2516 เนื่องจากพระราชกรณียกิจที่มากขึ้นและสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ความทรงจำของวันนั้นยังคงอยู่ในใจชาวจุฬาฯ และคนไทยจำนวนมาก
ภายหลัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนิสิตเก่าได้ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึก “วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” เพื่อสืบสานความทรงจำและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ผ่านเสียงดนตรีและเรื่องราวแห่งความผูกพันระหว่างพระองค์กับมหาวิทยาลัย

พระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของในหลวง ร.9 เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์เพลงหลากหลายแนว โดยเฉพาะดนตรีแจ๊ส ซึ่งเป็นดนตรีที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจทางทฤษฎี ความสามารถในการด้นสด และความละเอียดอ่อนทางอารมณ์

บทเพลงพระราชนิพนธ์จำนวนมากมิได้เป็นเพียงผลงานทางศิลปะ แต่ยังสะท้อนพระราชอารมณ์ พระราชหฤทัย และพระปรีชาสามารถในการใช้ดนตรีเป็นเครื่องสื่อสารความรู้สึก ความหวัง และความงดงามของชีวิต

วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นของวันทรงดนตรี วันที่เสียงดนตรีจากพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถได้ก้องกังวานในหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าของนิสิตไทย

เหตุการณ์วันนั้นไม่เพียงสะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของในหลวง ร.9 หากยังสะท้อนพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการศึกษา เยาวชน และสังคมไทย เพราะสำหรับพระองค์ ดนตรีมิใช่เพียงความบันเทิง แต่เป็นภาษาของหัวใจ เป็นเครื่องเชื่อมผู้คน และเป็นพลังที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้อย่างงดงาม

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 จุดเริ่มต้นวันทรงดนตรี จึงเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรรำลึกถึง ในฐานะวันที่เสียงเพลง พระราชดำรัส และพระเมตตา ได้หลอมรวมกันเป็นความทรงจำแห่งพระมหากรุณาธิคุณที่ยังคงก้องอยู่ในใจชาวจุฬาฯ และประชาชนไทยตราบจนวันนี้

15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 ในหลวง ร.9 ทรงห่วงใยปัญหาจราจร โปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้าง “สะพานพระราม 8” เพื่อบรรเทาการจราจรจากสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อบรรเทาทุกข์การจราจรของชาวกรุง

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนาระบบคมนาคมของกรุงเทพมหานคร เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครพิจารณาก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรบริเวณสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งมีความคับคั่งอย่างมากในช่วงเวลานั้น

พระราชดำริดังกล่าวเป็นที่มาของ “สะพานพระราม 8” สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อพื้นที่ฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา

จุดเริ่มต้นของสะพานพระราม 8 เกิดขึ้นจากพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยปัญหาการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในกับฝั่งธนบุรี ผ่านถนนราชดำเนินกลาง ถนนบรมราชชนนี และถนนจรัญสนิทวงศ์

ในช่วงเวลานั้น ปริมาณรถยนต์ในกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่งต้องรองรับการเดินทางหนาแน่น โดยเฉพาะสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของประชาชนจำนวนมาก การมีสะพานข้ามแม่น้ำเพิ่มขึ้นจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในการกระจายการจราจรและลดภาระของเส้นทางเดิม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และทรงพระราชทานพระราชดำริให้กรุงเทพมหานครดำเนินการศึกษาและก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติม บริเวณโรงงานสุราบางยี่ขัน เชื่อมต่อกับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย
พระราชดำรินี้สะท้อนพระปรีชาสามารถในการมองปัญหาเมืองอย่างเป็นระบบ เพราะการก่อสร้างสะพานมิได้เป็นเพียงการเพิ่มเส้นทางข้ามแม่น้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการจัดโครงข่ายคมนาคมให้เชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการขยายตัวของเมือง และลดความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน

ต่อมา สะพานแห่งนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่า “สะพานพระราม 8” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย

สะพานพระราม 8 ได้รับการออกแบบเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตร มีเสาสะพานหลักเพียงต้นเดียวตั้งอยู่ฝั่งธนบุรี และไม่มีเสาตั้งอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทางน้ำ อีกทั้งยังช่วยรักษาทัศนียภาพของแม่น้ำและพื้นที่โดยรอบ

รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสะพานพระราม 8 มีความโดดเด่นด้วยเสาสะพานสูงและสายเคเบิลสีเหลืองทอง ซึ่งกลายเป็นภาพจำสำคัญของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่สะพานส่องประกายเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา สะท้อนทั้งความงามทางวิศวกรรมและความหมายทางประวัติศาสตร์
การก่อสร้างสะพานพระราม 8 เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2542 และเปิดให้ประชาชนใช้สัญจรในวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จะเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2545

หลังเปิดใช้งาน สะพานพระราม 8 ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทางระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี ลดความหนาแน่นของการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า และช่วยให้โครงข่ายคมนาคมฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออกของกรุงเทพมหานครเชื่อมต่อกันได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากบทบาทด้านการคมนาคม สะพานพระราม 8 ยังกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของกรุงเทพฯ เป็นสถานที่ที่ประชาชนรู้จักคุ้นเคย และเป็นหนึ่งในภาพจำของเมืองหลวงที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างประโยชน์ใช้สอย ความงดงามทางสถาปัตยกรรม และความหมายเชิงพระราชประวัติ
.
บริเวณเชิงสะพานยังได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่สาธารณะ คือสวนหลวงพระราม 8 ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 8 ทำให้บริเวณนี้มีความสำคัญทั้งในมิติเมือง ประวัติศาสตร์ และการรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ไทย

สะพานพระราม 8 จึงไม่ใช่เพียงโครงสร้างคอนกรีตและเหล็กที่ทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เป็นผลลัพธ์จากพระราชดำริที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เป็นตัวอย่างของการพัฒนาเมืองที่เริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาในชีวิตจริงของผู้คน

15 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 จึงควรถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นสำคัญของสะพานพระราม 8 สะพานที่เกิดจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร เชื่อมโยงสองฝั่งเจ้าพระยา และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในกรุงเทพมหานคร

จากพระราชดำริในวันนั้น สู่สะพานที่ยืนเด่นเหนือแม่น้ำเจ้าพระยาในวันนี้ สะพานพระราม 8 ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของพระราชปณิธานในการแก้ปัญหาเพื่อประชาชน และเป็นหนึ่งในพระราชกรณียกิจด้านคมนาคมที่คนไทยยังคงรำลึกถึงด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

11 กรกฎาคม 2231 วันสวรรคตสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปิดฉากรัชสมัยกษัตริย์นักการทูต พระมหากษัตริย์ผู้เปิดอยุธยาสู่โลกตะวันตก จากราชสำนักอยุธยาสู่ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศส

วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 เป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์พระองค์สำคัญแห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย และเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ปราสาททอง

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. 2199 ถึง พ.ศ. 2231 รวมระยะเวลาประมาณ 32 ปี รัชสมัยของพระองค์ถือเป็นยุคสำคัญที่กรุงศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านการเมือง การทหาร การค้า การต่างประเทศ วรรณคดี และการรับวิทยาการจากต่างชาติ

พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระปรีชาสามารถด้านการต่างประเทศอย่างโดดเด่น ในช่วงเวลาที่ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงดำเนินนโยบายเปิดประเทศ เจริญสัมพันธไมตรีกับนานาชาติ และใช้การทูตเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกรุงศรีอยุธยา

หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือการเจริญพระราชไมตรีกับฝรั่งเศสในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีการส่งคณะราชทูตไปมาระหว่างอยุธยากับราชสำนักฝรั่งเศส ทำให้ชื่อของสยามเป็นที่รู้จักในยุโรปอย่างกว้างขวาง และทำให้อยุธยามีบทบาทสำคัญบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศในยุคนั้น
นอกจากฝรั่งเศสแล้ว กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังมีความสัมพันธ์กับหลายชาติ ทั้งอังกฤษ ฮอลันดา จีน ญี่ปุ่น เปอร์เซีย และชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาติดต่อค้าขาย ส่งผลให้กรุงศรีอยุธยากลายเป็นศูนย์กลางการค้าและการทูตที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาค

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังทรงโปรดให้เมืองลพบุรีมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น และเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่ลพบุรีเป็นเวลานานในแต่ละปี พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์จึงกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญทางการเมือง การทูต และวัฒนธรรมในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์

รัชสมัยของพระองค์ยังเป็นยุคที่มีการรับวิทยาการและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาในสยาม ทั้งด้านการทหาร การก่อสร้าง ดาราศาสตร์ การแพทย์ และระบบสาธารณูปโภคบางประการ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้างต่อความรู้ใหม่ และทรงเลือกใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความเจริญของบ้านเมือง

ด้านวรรณคดีและวัฒนธรรม รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชถือเป็นยุคสำคัญอีกยุคหนึ่งของอยุธยา มีงานวรรณกรรมและตำราสำคัญเกิดขึ้นหลายชิ้น เช่น จินดามณี ซึ่งได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นตำราเรียนเล่มสำคัญของไทย รวมถึงงานวรรณคดีประเภทคำฉันท์และบทประพันธ์อื่น ๆ ที่สะท้อนความรุ่งเรืองทางภาษาและภูมิปัญญาในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเต็มไปด้วยความตึงเครียดทางการเมือง ภายหลังพระองค์ทรงพระประชวรหนักที่เมืองลพบุรี ได้เกิดความขัดแย้งและการแย่งชิงอำนาจภายในราชสำนัก โดยเฉพาะบทบาทของพระเพทราชา ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์และเปิดฉากราชวงศ์บ้านพลูหลวง
การสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231 จึงไม่ใช่เพียงการสิ้นสุดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกรุงศรีอยุธยา เพราะหลังจากนั้น ทิศทางการเมืองและความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกของสยามได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงถูกจดจำในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีพระปรีชาสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะด้านการทูตและการเปิดอยุธยาสู่โลกภายนอก พระองค์ทรงทำให้สยามเป็นที่รู้จักในสายตานานาชาติ และทรงแสดงให้เห็นว่าการต่างประเทศสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาเอกราชและอำนาจของรัฐได้

วันที่ 11 กรกฎาคมของทุกปี จึงเป็นวันที่ชวนให้คนไทยรำลึกถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงนำกรุงศรีอยุธยาเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองทางการทูต การค้า และวัฒนธรรม
แม้เวลาจะผ่านไปหลายศตวรรษ แต่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชยังคงปรากฏชัดในหน้าประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะในฐานะกษัตริย์ผู้ทรงใช้พระปรีชาสามารถด้านการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมสยามเข้ากับโลก และวางรากฐานให้คนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของการทูต ความรู้ และการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกอย่างมีวิจารณญาณ

7 กรกฎาคมของทุกปี วันพูดความจริง Tell the Truth Day ชวนสังคมยึดความซื่อสัตย์เป็นพื้นฐานของความไว้วางใจ เตือนใจสังคมให้กล้ายอมรับข้อเท็จจริง และสื่อสารอย่างตรงไปตรงม

วันที่ 7 กรกฎาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันพูดความจริง” หรือ Tell the Truth Day เป็นวันสำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่ชวนให้ผู้คนหันกลับมาให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์ ความจริงใจ และการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ทั้งต่อตนเอง คนรอบข้าง และสังคมโดยรวม
แม้วันพูดความจริงจะไม่ใช่วันหยุดราชการหรือวันสำคัญระดับสากลอย่างเป็นทางการ แต่แนวคิดของวันนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ เพื่อเตือนให้ผู้คนตระหนักว่า “ความจริง” เป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน องค์กร ชุมชน หรือระดับสังคม

ในชีวิตประจำวัน การพูดความจริงอาจดูเหมือนเรื่องพื้นฐาน แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เพราะบางครั้งความจริงอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง หรืออาจทำให้ผู้พูดต้องเผชิญผลลัพธ์บางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ความจริงยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง

วันพูดความจริงจึงมีความหมายมากกว่าการบอกให้ทุกคน “พูดความจริง” เพียงวันเดียว แต่เป็นวันที่ชวนให้สังคมทบทวนว่า เราให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์มากน้อยเพียงใด เรากล้ายอมรับความจริงหรือไม่ และเรากำลังสร้างวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนพูดความจริงอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์หรือยัง
ในระดับส่วนบุคคล การพูดความจริงช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้คน ความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความจริงมักมีความมั่นคงมากกว่าความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยการปิดบังหรือหลอกลวง เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกว่าสามารถเชื่อใจกันได้ การสื่อสารก็จะตรงไปตรงมา ปัญหาจะถูกแก้ไขได้เร็วขึ้น และความขัดแย้งจะมีโอกาสคลี่คลายด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์

ในระดับครอบครัว ความจริงใจเป็นพื้นฐานของความอบอุ่นและความเข้าใจ การพูดความจริงด้วยความรักและความเคารพช่วยให้สมาชิกในครอบครัวกล้าเปิดใจ กล้าพูดถึงปัญหา และช่วยกันหาทางออกโดยไม่ต้องซ่อนความรู้สึกหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

ในระดับองค์กรและการทำงาน ความซื่อสัตย์เป็นหัวใจของความน่าเชื่อถือ องค์กรที่เปิดพื้นที่ให้พูดความจริงจะสามารถมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนกว่าองค์กรที่ปกปิดข้อผิดพลาดหรือสร้างภาพว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี การยอมรับความจริงจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาและการแก้ไขอย่างยั่งยืน

ในระดับสังคม ความจริงยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็วผ่านสื่อออนไลน์ ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน และข้อมูลที่ขาดการตรวจสอบสามารถแพร่กระจายได้ภายในเวลาไม่นาน การพูดความจริงและการตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะสื่อมวลชนหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง

วันพูดความจริงยังเป็นวันที่ชวนให้แต่ละคนกลับมาพูดความจริงกับตนเอง เพราะบางครั้งความจริงที่ยากที่สุดอาจไม่ใช่ความจริงที่ต้องบอกคนอื่น แต่คือความจริงที่เราต้องกล้ายอมรับกับตัวเอง เช่น ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น พฤติกรรมที่ควรปรับปรุง ความกลัวที่ซ่อนอยู่ หรือปัญหาที่เราหลีกเลี่ยงมานาน
การยอมรับความจริงกับตนเองเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง เพราะตราบใดที่เรายังปฏิเสธความจริง เราก็ยากจะเห็นทางแก้ไข แต่เมื่อกล้ายอมรับ สิ่งที่เคยเป็นปัญหาก็จะกลายเป็นบทเรียน และสิ่งที่เคยเป็นความล้มเหลวก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต

อย่างไรก็ตาม การพูดความจริงไม่ได้หมายถึงการพูดทุกอย่างอย่างรุนแรงหรือทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น ความจริงควรมาพร้อมความรับผิดชอบ ความเมตตา และกาลเทศะ เพราะความซื่อสัตย์ที่ขาดความเคารพอาจกลายเป็นคำพูดที่สร้างบาดแผลได้ ในทางกลับกัน ความจริงที่สื่อสารด้วยเจตนาดีและความระมัดระวัง สามารถช่วยสร้างความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้

วันพูดความจริงจึงเป็นวันที่เตือนให้เห็นว่า ความซื่อสัตย์ไม่ใช่เพียงคุณธรรมส่วนบุคคล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่น่าอยู่ หากผู้คนพูดความจริงมากขึ้น สังคมจะมีความไว้วางใจกันมากขึ้น ปัญหาจะถูกเปิดเผยเร็วขึ้น และการแก้ไขจะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงมากกว่าความเข้าใจผิด
7 กรกฎาคมของทุกปี วันพูดความจริง หรือ Tell the Truth Day จึงเป็นโอกาสให้ทุกคนเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ด้วยการซื่อสัตย์ต่อคำพูด ซื่อสัตย์ต่อการกระทำ ซื่อสัตย์ต่อข้อมูลที่ส่งต่อ และซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล ความจริงอาจเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความกล้าหาญในการรักษาไว้ และความซื่อสัตย์อาจเป็นพลังสำคัญที่สุดในการสร้างความไว้วางใจให้กลับคืนสู่ผู้คน ครอบครัว องค์กร และสังคม

5 กรกฎาคม 2503 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนนิวยอร์ก บรอดเวย์กลายเป็นถนนแห่งมิตรภาพ ชาวอเมริกันนับแสนเฝ้ารับเสด็จพระมหากษัตริย์ไทย เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพระเกียรติยศในหลวง ร.9

วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯโดยรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนไปบนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก ท่ามกลางประชาชนรอรับเสด็จเนืองแน่น

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 1960 (พ.ศ.2503) ประชาชนกว่า 7.5 แสนคน (จากการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ) ได้มาเฝ้ารอรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ซึ่งประทับรถยนต์พระที่นั่งเปิดประทุนมาพร้อมกับขบวนพาเรด บนถนนโลเวอร์บรอดเวย์ (Lower Broadway) นครนิวยอร์ก โดยมีแถบกระดาษขนาดเล็กจำนวนมากโปรยปรายลงมาระหว่างการเคลื่อนขบวนเสด็จ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของการต้อนรับขบวนพาเรดในนครนิวยอร์ก

ขบวนพาเรดดังกล่าวกินเวลาประมาณ 20 นาที นำเสด็จจากถนนโลเวอร์บรอดเวย์ ไปถึงศาลาว่าการนครนิวยอร์ก เมื่อเวลาประมาณ 12.25 นาฬิกา

“มันอลังการมาก เราเคยเห็นการต้อนรับแบบนี้ในภาพยนตร์หลายเรื่อง และเราก็ตื่นเต้นมากที่ได้รับการต้อนรับแบบเดียวกัน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตรัสกับ โรเบิร์ต แวกเนอร์ (Robert Wagner) ผู้ว่านครนิวยอร์กในขณะนั้น

ในช่วงเวลาดังกล่าวยังอยู่ในภาวะสงครามเย็น สื่อสหรัฐฯ จึงตั้งคำถามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งพระองค์ได้ทรงตอบว่า

“ประชาชนชาวไทยต้องการสันติภาพ สันติภาพอันมีเกียรติ…เราไม่เคยยั่วยุผู้ใด แต่เราพร้อมที่จะปกป้องตนเองจากการรุกรานจากภายนอก”

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_18062

2 กรกฎาคม 2531 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ในหลวง ร.9 กษัตริย์นักพัฒนาแห่งแผ่นดินไทย เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด จารึกพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทย

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อมีการประกอบพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ในประวัติศาสตร์ ณ ขณะนั้น

คำว่า “รัชมังคลาภิเษก” มีความหมายถึงพระราชพิธีอันเป็นมงคลยิ่งแห่งราชสมบัติ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในวาระสำคัญที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลายาวนานอย่างเป็นประวัติการณ์ พระราชพิธีครั้งนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนชาวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษแห่งรัชสมัย พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยเฉพาะการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ เพื่อทอดพระเนตรปัญหาของราษฎรด้วยพระองค์เอง

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกในปี พ.ศ. 2531 จึงมิใช่เพียงพระราชพิธีเฉลิมฉลองระยะเวลาการครองราชย์เท่านั้น แต่ยังเป็นวาระแห่งการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติ ทั้งด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรกรรม การศึกษา สาธารณสุข การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาความยากจน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นจากการเสด็จฯ ไปทรงรับฟังปัญหาของประชาชนในพื้นที่จริง พระองค์ทรงมองเห็นว่าการพัฒนาประเทศต้องเริ่มจากการเข้าใจภูมิประเทศ เข้าใจวิถีชีวิต และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของราษฎร จึงเกิดแนวทางการพัฒนาที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเหมารวม

หนึ่งในหัวใจสำคัญแห่งพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 คือการพัฒนาน้ำ เพราะน้ำเป็นพื้นฐานของชีวิต เกษตรกรรม และความมั่นคงของชุมชน โครงการฝนหลวง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝายชะลอน้ำ และระบบชลประทานขนาดเล็กจำนวนมาก ล้วนสะท้อนพระราชปณิธานที่ทรงต้องการให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

นอกจากด้านการเกษตรและทรัพยากรน้ำแล้ว พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาคน เพราะทรงเห็นว่าความรู้เป็นรากฐานของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โครงการส่งเสริมอาชีพ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ล้วนเป็นตัวอย่างของพระราชกรณียกิจที่มุ่งให้ประชาชนมีโอกาสเรียนรู้ ทดลอง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง

ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศต่างพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บรรยากาศของวาระดังกล่าวจึงเต็มไปด้วยความปลื้มปีติ เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนไทยได้ร่วมกันระลึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงานหนักเพื่อแผ่นดินมาอย่างยาวนาน

พระราชพิธีนี้ยังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการบันทึกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น ก่อนที่ต่อมาพระองค์จะทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี นับเป็นรัชสมัยที่ยาวนานและเปี่ยมด้วยพระราชกรณียกิจอันลึกซึ้งต่อประชาชน

ความสำคัญของพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงอยู่ที่การย้ำให้เห็นถึงพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และในขณะเดียวกันก็สะท้อนพระราชจริยวัตรของกษัตริย์นักพัฒนา ผู้ทรงลงพื้นที่ ทรงรับฟังปัญหา และทรงค้นหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับคนไทยจำนวนมาก ภาพจำของในหลวง ร.9 มิได้อยู่เพียงในพระราชพิธีอันยิ่งใหญ่ หากอยู่ในภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปตามป่าเขา ทุ่งนา ชายแดน และหมู่บ้านห่างไกล พร้อมแผนที่ กล้องถ่ายภาพ ดินสอ และสมุดบันทึก เพื่อทรงศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ภาพเหล่านี้ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างลึกซึ้ง

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญแห่งพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วาระเฉลิมพระเกียรติในหลวง ร.9 เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ณ ขณะนั้น และเป็นวันที่สะท้อนความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับปวงชนชาวไทยอย่างงดงาม
พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกจึงมิได้เป็นเพียงพิธีแห่งราชสำนัก แต่เป็นวาระแห่งความทรงจำของชาติ เป็นวันที่คนไทยร่วมกันน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประชาชน และเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ที่ยืนยันถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการทรงงานเพื่อความผาสุกของแผ่นดินไทย

28 มิถุนายน 2475 วันแรกของรัฐสภาไทย จุดเริ่มต้นเสียงผู้แทนราษฎร เปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก วันกำเนิด “รัฐสภาไทย” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอ

วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นวันที่มีการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของประเทศ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และภายหลังการประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

การประชุมครั้งแรกนี้จัดขึ้นเวลา 14.00 น. ณ ห้องโถงชั้นบนของพระที่นั่งอนันตสมาคม โดยมีการจัดห้องประชุมในลักษณะครึ่งวงกลมตามระนาบพื้นห้อง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า การประชุมในวันดังกล่าวถือเป็น “วันก่อกำเนิดรัฐสภาไทย” มาจนถึงปัจจุบัน

เหตุการณ์วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดขึ้นเพียง 4 วันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ การเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกจึงเป็นการเริ่มต้นให้โครงสร้างการเมืองแบบใหม่มีสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่อย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 ได้บัญญัติให้มี “สภาผู้แทนราษฎร” เป็นองค์กรสำคัญในการใช้อำนาจแทนราษฎร การประชุมสภาครั้งแรกจึงมีความหมายมากกว่าการประชุมตามพิธีการ เพราะเป็นการประกาศให้เห็นว่า ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ระบบการเมืองที่มีสภาเป็นกลไกสำคัญในการออกกฎหมายและบริหารบ้านเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในการประชุมครั้งนั้น หลวงประดิษฐมนูธรรม หรือ ปรีดี พนมยงค์ ได้อ่านรายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว ซึ่งมาจากการแต่งตั้งจำนวน 70 คน และเป็นผู้นำสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุม จากนั้น เจ้าพระยามหิธร เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร ได้อัญเชิญพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวมาอ่านเปิดประชุม

ที่ประชุมในวันนั้นยังมีมติสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเลือกเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎรคนแรก เห็นชอบให้หลวงประดิษฐมนูธรรมเป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรก และมีมติเลือกพระยามโนปกรณ์นิติธาดาเป็นประธานกรรมการราษฎร ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทย
ด้วยเหตุนี้ วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่สถาบันสำคัญหลายส่วนของการเมืองไทยยุคใหม่เริ่มก่อรูปขึ้นพร้อมกัน ทั้งสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และฝ่ายบริหารในรูปคณะกรรมการราษฎร

พระที่นั่งอนันตสมาคมจึงมีสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะเป็นสถานที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก และถือเป็นอาคารรัฐสภาแห่งแรกของประเทศไทย สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นระบอบรัฐสภาไทย
การเปิดประชุมสภาครั้งแรกยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบใหม่ว่า อำนาจรัฐไม่ควรถูกใช้โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ควรมีสถาบันที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ตรวจสอบ ถ่วงดุล และกำหนดกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง แม้สมาชิกสภาชุดแรกยังมาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็ถือเป็นก้าวแรกของการสร้างระบบผู้แทนในประเทศไทย

ตลอดเวลาหลังจากนั้น รัฐสภาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปตามบริบททางการเมือง ผ่านทั้งช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเดินหน้า ช่วงเวลาที่เกิดรัฐประหาร การประกาศใช้รัฐธรรมนูญหลายฉบับ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบสภาหลายยุคหลายสมัย แต่หลักการพื้นฐานของรัฐสภายังคงเป็นการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ออกกฎหมาย ตรวจสอบฝ่ายบริหาร และเป็นเวทีสะท้อนเสียงของประชาชน
วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันกำเนิดรัฐสภาไทย วันที่สภาผู้แทนราษฎรประชุมเป็นครั้งแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่อง “ผู้แทนราษฎร” เริ่มมีสถานะในโครงสร้างการปกครองของประเทศอย่างเป็นทางการ

เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเมืองในระบอบรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเพียงวันเดียว แต่ต้องอาศัยสถาบัน กติกา และบุคคลที่ทำหน้าที่ตามระบบอย่างต่อเนื่อง การประชุมสภาครั้งแรกจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวไกลของรัฐสภาไทย ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน

28 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงไม่ใช่เพียงวันประชุมสภานัดแรก แต่เป็นวันที่สยามเริ่มมีรัฐสภาเป็นสถาบันหลักของระบอบการเมืองใหม่ เป็นวันที่พระที่นั่งอนันตสมาคมกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐสภาไทย และเป็นวันที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยก้าวเข้าสู่ยุคของผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

27 มิถุนายน 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว สยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกอย่างเป็นทางการ จุดเริ่มต้นระบอบรัฐธรรมนูญของสยาม

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นวันสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยและพระราชทาน “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ภายหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังคณะราษฎรได้ยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ การพระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 27 มิถุนายน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีกรอบทางกฎหมายรองรับ และเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญในสยามอย่างเป็นทางการ

ชื่ออย่างเป็นทางการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 มีทั้งหมด 39 มาตรา และใช้บังคับจนถึงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ฉบับถาวรในเวลาต่อมา

สาระสำคัญที่สุดของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้อยู่ที่มาตรา 1 ซึ่งบัญญัติว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ข้อความดังกล่าวถือเป็นถ้อยคำทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเปลี่ยนหลักการพื้นฐานของรัฐ จากเดิมที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาสู่หลักการที่ยืนยันว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร์

นอกจากนี้ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวยังวางโครงสร้างผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรไว้ 4 ส่วน ได้แก่ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎร และศาล ซึ่งเป็นการเริ่มกำหนดโครงสร้างอำนาจรัฐในระบบใหม่ โดยให้มีสภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรสำคัญในการควบคุมกิจการของประเทศ และให้คณะกรรมการราษฎรทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นช่วงต่อสำคัญระหว่าง “การยึดอำนาจ” กับ “การจัดระเบียบการปกครองใหม่” เพราะหลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน ประเทศจำเป็นต้องมีหลักกฎหมายรองรับสถานะของสถาบันการเมืองใหม่ ธรรมนูญฉบับชั่วคราวจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมจากระบอบเดิมไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ

แม้ธรรมนูญฉบับนี้จะถูกเรียกว่า “ฉบับชั่วคราว” และมีระยะเวลาบังคับใช้เพียงไม่กี่เดือน แต่ความสำคัญของมันยิ่งใหญ่อย่างมาก เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายฉบับแรกที่ประกาศหลักอำนาจอธิปไตยของราษฎรในสยาม และเป็นจุดเริ่มต้นของสถาบันการเมืองสมัยใหม่ เช่น สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และการใช้อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไทย เพราะเป็นช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ขณะที่คณะราษฎรก็พยายามวางกติกาใหม่ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ภายหลังการประกาศใช้ธรรมนูญฉบับชั่วคราว ได้มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรขึ้นตามบทบัญญัติของธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่บริหารและวางรากฐานการเมืองรูปแบบใหม่ ก่อนที่ต่อมาจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับถาวร และประกาศใช้ในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งภายหลังกลายเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทย

ธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2475 จึงเป็นเอกสารที่มีความหมายทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงสัญลักษณ์ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญในสังคมไทยว่า อำนาจสูงสุดของประเทศควรอยู่ที่ใคร รัฐควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรในระบอบการเมืองใหม่
แม้เส้นทางประชาธิปไตยไทยหลังจากนั้นจะไม่ได้ราบรื่น และต้องเผชิญทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ยังเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้าม เพราะเป็นวันที่หลักการรัฐธรรมนูญถูกประกาศใช้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เป็นวันที่สยามมีธรรมนูญการปกครองฉบับแรก และเป็นวันที่แนวคิดเรื่องอำนาจสูงสุดของราษฎรได้รับการบันทึกไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรก

เหตุการณ์นี้จึงมิใช่เพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง แต่เป็นจุดตั้งต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ เป็นวันที่รัฐธรรมนูญเริ่มกลายเป็นหัวใจของการปกครอง และเป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่ระบอบรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top