Sunday, 7 June 2026
TODAY SPECIAL

19 พฤศจิกายน ของทุกปี กำหนดเป็น ‘วันส้วมโลก’ หรือ ‘วันสุขาโลก’ รณรงค์ให้ตระหนักถึงสุขอนามัยการใช้ส้วม

‘วันส้วมโลก’ (World Toilet Day) หรือวันสุขาโลก ได้ถูกตั้งขึ้นโดยองค์การส้วมโลก (World Toilet Organization หรือ WTO) เป็นองค์การไม่แสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 กับประเทศสมาชิก 15 ประเทศ เพื่อดำเนินการปรับปรุงส้วมและสุขอนามัยทั่วโลก โดยมุ่งเน้นไปที่ห้องส้วมมากกว่าด้านประปา ซึ่งต้องการให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาของสุขาภิบาล ความสำคัญของความสะอาดของห้องน้ำห้องส้วม และให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของสาธารณสุขมากขึ้น เนื่องจากยังมีผู้คนทั่วโลกอีกมากมายที่ยังใช้ส้วมที่ไม่ได้มาตรฐานอยู่ โดยใช้ความพยายามกว่า 12 ปี ในการดำเนินงาน

จนกระทั่งวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ในที่ประชุมของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้บรรจุวันส้วมโลกอยู่ในวันของสหประชาชาติ และ กำหนดวันที่ 19 พฤศจิกายน ของทุก ๆ ปี เป็นวันสุขาโลก เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกช่วยกันส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และออกนโยบายเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ที่สามารถเข้าถึงระบบสุขาภิบาล และหยุดการถ่ายอุจจาระในที่เปิดโล่ง และวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ได้มีมติอย่างเป็นทางการ เพื่อเน้นย้ำแสดงให้เห็นถึงชะตากรรมของผู้คนถึง 2.5 พันล้านคน ที่ยังไม่มีห้องน้ำขั้นพื้นฐาน ตามที่สหประชาชาติเคยกล่าวไว้ว่า ในบรรดาประชาชน 7 พันล้านคนของโลก มีเพียง 4.5 พันล้านคนเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงห้องสุขาหรือส้วมได้ และมีอีก 1,100 ล้านคน ที่ยังขับถ่ายในที่สาธารณะ ซึ่งคุกคามต่อการสาธารณสุข

นอกจากนี้ ยังมีรายงานขององค์กรการกุศลวอเตอร์เอด (WaterAid) ที่เผยแพร่ออกมาก่อนวันส้วมโลกประจำปี 2018 ระบุว่า ‘เอธิโอเปีย’ ขึ้นแท่นเป็นประเทศที่ขาดแคลนห้องน้ำมากที่สุดในโลก ปัจจุบันชาวเอธิโอเปียส่วนใหญ่ต้องถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระในพื้นเปิดข้างทาง ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นการแพร่กระจายเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และพยาธิต่าง ๆ ลงสู่แหล่งน้ำ และคุกคามต่อระบบสาธารณสุขท้องถิ่น ทั้ง ๆ ที่การเข้าถึงห้องน้ำเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน 

พร้อมทั้งแสดงให้เห็นด้วยว่า ประชากร 2.3 พันล้านคนทั่วโลกยังคงขาดแคลนห้องน้ำที่บ้าน มากไปกว่านั้น อีกหนึ่งข้อมูลน่าตกใจจากรายงานคือ เกือบ 1 ใน 5 ของโรงเรียนประถม และ 1 ใน 8 ของโรงเรียนมัธยมทั่วโลกก็ปราศจากห้องน้ำเช่นกัน ทำให้เด็กนักเรียนจำนวน 620 ล้านคน ต้องตกอยู่ท่ามกลางอันตราย

ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการสร้างสุขอนามัยของห้องส้วมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของห้องน้ำห้องส้วมภายในบ้าน และในที่สาธารณะ เช่น ปั๊มน้ำมัน วัด โรงเรียน สำนักงาน และสถานที่ราชการ ฯลฯ เพื่อสกัดไม่ให้การขับถ่ายที่ไร้สุขอนามัยส่งผลเสียกับแม่น้ำ ทะเลสาบ และมหาสมุทรโดยตรง เพราะหวั่นกลัวว่าสิ่งเหล่านี้จะหวนกลับเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอีก แต่ในปัจจุบันจากการดำเนินงานพัฒนาส้วมและการจัดการสิ่งปฏิกูลในประเทศไทยของกรมอนามัยตลอดหลายปี ก็เผยให้เห็นว่า ในประเทศไทย ครัวเรือนมีส้วมใช้และถูกสุขลักษณะ จำนวน 20.3 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 99.8% อีก 0.2% หรือ จำนวน 40,729 ครัวเรือน ยังไม่มีส้วม หรือเป็นส้วมที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและยากลำบากในการเข้าถึงเท่านั้น

18 พฤศจิกายน ของทุกปี ถือเป็นวันเกิด ‘มิกกี้ เมาส์’ ตัวการ์ตูนชื่อดังแห่งวอลต์ ดิสนีย์

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก ‘มิกกี้ เมาส์’ ตัวการ์ตูนชื่อดังขวัญใจของเด็ก ๆ และคนทั่วโลกแน่นอน และวันที่ 18 พฤศจิกายน ของทุกปี ถือเป็นวันเกิดของหนูการ์ตูนชื่อดังแห่งวอลต์ ดิสนีย์

‘มิกกี้ เมาส์’ เป็นตัวการ์ตูนของค่ายวอลต์ ดิสนีย์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) โดยวอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ และอับ ไอเวิร์กส เดิมทีพวกเขาเรียกมันว่า ‘มอร์ติเมอร์ เมาส์’ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อตัวการ์ตูนนี้ใหม่เป็น ‘มิกกี้ เมาส์’ จากการแนะนำของภรรยาวอลต์ ดิสนีย์ เนื่องจากเธอเห็นว่ามันเป็นชื่อที่ดูจริงจังจนเกินไป

จุดกำเนิดของมิกกี้ เมาส์ เกิดขึ้นขณะที่วอลเตอร์ อีเลียส ดิสนีย์ (ขณะนั้นอายุ 27 ปี) นั่งอยู่บนรถไฟระหว่างทางมุ่งสู่ลอสแอนเจลิส เขาลงมือสเกตช์ภาพคาแรกเตอร์หนูเล็ก ๆ สวมกางเกงสีแดงขึ้นมา โดยมี อับ ไอเวิร์กส ออกแบบรูปร่างลักษณะ หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ‘มิกกี้ เมาส์’ ก็ปรากฏตัวครั้งแรกในหนังการ์ตูนเงียบที่ชื่อว่า ‘Plane Crazy’ แต่ก่อนที่การ์ตูนเรื่องนี้จะออกฉาย ก็เริ่มมีการนำเสียงมาใส่ในภาพยนตร์ ทำให้มิกกี้ เมาส์ เป็นหนังการ์ตูนที่มีการใส่เสียงเรื่องแรกในโลก ในชื่อเรื่องว่า ‘Steamboat Willie’

การเปิดตัวครั้งแรกของมิกกี้ เมาส์ ในเรื่อง ‘Steamboat Willie’ ในวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ. 1928 (พ.ศ. 2471) ทำให้ ‘มิกกี้ เมาส์’ กลายเป็นขวัญใจของเด็ก ๆ จวบจนปัจจุบัน โดยทางนิวยอร์กไทมส์ เคยเขียนชื่นชมว่า ‘มิกกี้ เมาส์’ เป็นผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์เยี่ยมยอดและสนุก เพราะการ์ตูนเรื่องนี้มีจุดเด่นตรงเพลงประกอบที่ไพเราะ มีภาพและฉากที่สวยงาม

ลักษณะเด่นของ ‘มิกกี้ เมาส์’ เป็นเพียงหนูตัวเล็ก ๆ หูกลมใหญ่สีดำ แขนขาเล็กมาก สวมกางเกงเอี๊ยมสีแดง รองเท้าสีเหลือง มีบุคลิกที่มีความอดทนอดกลั้น ฉลาดหลักแหลม มองโลกในแง่ดี และกล้าหาญ ที่สำคัญ ‘มิกกี้ เมาส์’ มีสัญชาตญาณพิเศษในเรื่องของการสืบสวนสอบสวน และด้วยบุคลิกที่โดดเด่นในแง่นี้เองทำให้ตัวการ์ตูนตัวนี้ชอบที่จะใช้เหตุผลเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้กำลังเข้าสู้ จนสามารถเอาชนะศัตรูที่มีร่างกายที่แข็งแรงกว่า ทำให้ ‘มิกกี้ เมาส์’ สามารถเป็นที่รักและครองหัวใจของเด็ก ๆ และผู้คนทั่วโลกมาเกือบ 100 ปี

17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 วันจดสิทธิบัตร ‘เมาส์’ ครั้งแรกของโลก โดย ‘ดร.ดักลาส อิงเกิลบาร์ต’ ชาวสหรัฐฯ

มีอุปกรณ์มากมายที่ประกอบกันขึ้นมาเป็น ‘คอมพิวเตอร์’ แต่หนึ่งในอุปกรณ์ที่มีความจำเป็น และเกิดมาคู่กัน นั่นคือ ‘เมาส์’

‘เมาส์’ ไม่ใช่ปาก แต่เมาส์ทำหน้าที่คล้าย ๆ ปาก คือคอยคลิกคำสั่งการ เพื่อให้โปรแกรมต่าง ๆ ปฏิบัติงานได้ตามใจเรา 

หากย้อนกลับไปวันนี้เมื่อ 53 ปีก่อน หรือเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 (ค.ศ. 1970) ถือเป็นวันที่มีการจดสิทธิบัตรเจ้าอุปกรณ์ที่เรียกว่า ‘เมาส์’ ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก

‘US3541541’ คือรหัสสิทธิบัตรของมัน แต่คงไม่จดจำเท่าที่มาของการประดิษฐ์อุปกรณ์ชิ้นนี้ ถูกเริ่มสร้างขึ้นมาในช่วงปี 1963 โดยนักประดิษฐ์ที่ชื่อ ดร. ดักลาส อิงเกิลบาร์ต ณ สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด (Stanford Research Institute) ประเทศสหรัฐอเมริกา

แรกเริ่มเดิมที มันถูกออกแบบเป็นเฟือง 2 ตัววางในลักษณะตั้งฉากกัน และเคลื่อนที่ไปแบบ 2 มิติ ก่อนที่ต่อมาจะแทนที่ล้อหมุนด้วยลูกบอล จึงทำให้สามารถหมุนไปได้รอบทิศทาง

‘เมาส์’ กลายเป็นอุปกรณ์ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกร่วมกับคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ และกลายเป็น ‘ของที่ต้องมี’ บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ทุกบ้าน วันนี้เมาส์มีอายุ 53 ปี ก็สุดจะเดาว่าอนาคตข้างหน้า เมาส์จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือไม่

มันอาจจะเป็นอะไรที่มากกว่าเมาส์ไปแล้วก็ได้เมื่อถึงวันนั้น

16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 ย้อนรอย 43 ปี บึ้มสนั่นกลางกรุง ‘คลังแสงบางซื่อ’ ระเบิด แรงระเบิดรัศมีไกล 3 กิโลเมตร คร่าชีวิตกว่า 38 ศพ

วันนี้เมื่อ 43 ปีก่อน หรือ วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2523 เกิดเหตุสะเทือนขวัญคนไทยทั้งประเทศ นั่นก็คือเหตุ ‘คลังแสงบางซื่อ’ ระเบิด อันเป็นสาเหตุที่ทำให้มีคนเสียชีวิตกว่า 38 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 350 คน

ในส่วนของสาเหตุที่ทำให้การระเบิดครั้งนี้มีความรุนแรงอย่างมากก็เพราะ นี่คือการระเบิดของจรวดกว่า 4,800 ลูก สร้างแรงสั่นสะเทือนมหาศาลกินพื้นที่ไปกว่า 3-5 กิโลเมตร

โดยหลังเกิดเหตุมีการพบเศษชิ้นส่วนอวัยวะมนุษย์กระจัดกระจายทั่วบริเวณ แต่เนื่องจากรายงานว่ามีการระเบิดจากจรวดหลายพันลูก ที่ล้วนเป็น ‘จรวดทำลายรถถัง’ และ ‘ระเบิดทำลายติดปีกเครื่องบิน’

จึงทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยถึง ความรุนแรงของการระเบิดที่ควรมีรัศมีที่กว้างกว่านี้ รวมไปถึงจำนวนผู้เสียชีวิต ที่อาจถึงหลักหลายร้อยเสียด้วยซ้ำ

ซึ่งได้มีผู้อยู่ในเหตุการณ์ ออกมาเปิดเผยถึงเหตุระเบิดที่ยิ่งตอกย้ำให้ข้อสังเกตนี้ อาจเป็น ‘ความจริง’ โดยได้เล่าว่าตนอยู่ในเหตุการณ์เพราะอาศัยในบ้านพักราชการที่นั่น ซึ่งเหตุร้ายในครั้งนี้เกิดขึ้น ในเช้าวันอาทิตย์ เวลาประมาณ 10 โมงเช้า 

เหตุการณ์เริ่มผิดสังเกตเมื่ออยู่ ๆ ทุกอย่างดับมืดลง หน้าต่างบ้านแตกละเอียดกระจายเข้าบ้านราวกับโลกจะแตก และหูของเขาก็อื้อไปหมด เคราะห์ดีที่เขาไม่เป็นไร จนกระทั่งเห็นทหารมากันเต็มไปหมดที่บ้านเพื่อช่วยเขาออกจากซากปรักหักพังของบ้าน

จนกระทั่งได้รับทราบว่ามีคนตาย เมื่อสุนัขที่บ้านคาบชิ้นส่วนของมือคนวิ่งเข้ามาหา โดยว่ากันว่ามีข่าวรายงานถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็นชิ้นส่วนมือของวิศวกร ยศร้อยโทท่านหนึ่งที่เสียชีวิตในการระเบิด แต่ด้วยความซนของตน จึงออกมาสำรวจที่เกิดเหตุ ก็พบชิ้นส่วนมนุษย์เต็มไปหมด ทั้งด้านล่างและตามต้นไม้

และเมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย เขากลับได้รับข่าวร้ายว่าเพื่อนหลายคนเสียชีวิตจากเหตุร้ายนี้จำนวนมาก เพราะบ้านพักที่ตั้งในโซนที่รัศมีของระเบิดครอบคลุมถึง ซึ่งจากประสบการณ์ที่เขาได้เจอ ก็สอดคล้องกับข้อสันนิษฐานที่ว่าน่าจะมีผู้เสียชีวิตเกินกว่า 38 ราย จากเหตุการณ์คลังแสงบางซื่อระเบิดในครั้งนี้ 

15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ประเทศไทย จัดให้มีการเลือกตั้ง สส. เป็นครั้งแรก เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรก และครั้งเดียว

วันนี้ เมื่อ 90 ปีก่อน ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรก และครั้งเดียวของไทย โดยเป็นการเลือกผู้แทนตำบลก่อน แล้วให้ผู้แทนตำบลเลือกผู้แทนราษฎรอีกทีหนึ่ง

ย้อนไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งแรก ซึ่งเป็นการเลือกตั้งทางอ้อม ประชาชนเลือกตัวแทนของตนในระดับตำบล เพื่อไปทำหน้าที่เลือกผู้แทนราษฎรอีกต่อหนึ่ง โดยแต่ละจังหวัดมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 1 คนต่อราษฎร 200,000 คน มีผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งจำนวน 78 คน รวมกับสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระบรมราชโองการเป็น 156 คน

การเลือกตั้งครั้งนั้น เกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 ประเทศไทย แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 70 จังหวัด และตามรัฐธรรมนูญ 2475 สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิก 2 ประเภท โดยมีจำนวนเท่า ๆ กัน คือ สมาชิกประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้ง และสมาชิกประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้ง

ในขณะนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้แต่ละจังหวัดจะมี สส. ได้ 1 คนต่อราษฎร 200,000 คน ทำให้มี ส.ส. ประเภทที่ 1 จำนวน 78 คน และ สส. ประเภทที่ 2 ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งอีก 78 คน รวมเป็น 156 คน ซึ่งจากการคำนวณดังกล่าว ทำให้ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถเลือก สส. ได้จังหวัดละ 1 คน และมีบางจังหวัดที่มี สส. มากกว่า 1 คน คือ เชียงใหม่, ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม และนครราชสีมา มี สส. จำนวน 2 คน ในขณะที่จังหวัดพระนครและอุบลราชธานี มี สส. มากที่สุด คือ 3 คน

สำหรับการเลือกตั้งครั้งแรกของไทย ถูกจัดขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 และเป็นการเลือกตั้ง สส. ประเภทที่ 1 โดยใช้วิธีการเลือกตั้งแบบทางอ้อม คือ ประชาชนจะไปใช้สิทธิ์เลือกผู้แทนตำบลก่อน จากนั้นผู้แทนตำบลที่ได้รับเลือกนั้น จะไปทำการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนประชาชนอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้นับเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

โดยในครั้งนั้น มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด 4,278,231 คน และมีผู้ออกไปใช้สิทธิ์ทั้งหมด 1,773,532 คน คิดเป็น 41.45% โดยจังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิ์มากที่สุด คือ จังหวัดเพชรบุรี คิดเป็น 78.82% และจังหวัดที่มีผู้ออกไปใช้สิทธิ์น้อยที่สุด คือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน คิดเป็น 17.71%

14 พฤศจิกายน ของทุกปี  ‘วันพระบิดาแห่งฝนหลวง’ น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9

วันพระบิดาแห่งฝนหลวง ตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2545 

เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้มีพระราชดำริโครงการฝนหลวงเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ซึ่งโครงการฝนหลวงนี้ มีประโยชน์ต่อราษฎรเป็นอย่างมาก เพราะเป็นวิธีการดัดแปรสภาพอากาศให้เกิดฝน ได้ในยามแล้งน้ำ

โครงการฝนหลวง เป็นโครงการในพระราชดำริของในหลวง ร.9 ที่ทรงห่วงใยในความทุกข์ยาก ที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำใช้เพื่ออุปโภคและบริโภค รวมไปถึงการใช้ในทางเกษตรกรรม เนื่องจากสภาวะแห้งแล้ง ซึ่งพบได้บ่อยในฤดูหนาวและฤดูร้อน โดยความแห้งแล้งเกิดจากการคลาดเคลื่อนของฤดูตามธรรมชาติ เช่น ฤดูฝนล่าช้าหรือหมดไวกว่าปกติ

ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงศึกษาสภาพอากาศ ลักษณะต่าง ๆ รวมไปถึงภูมิประเทศของไทย ที่อยู่ในภูมิภาคเขตร้อน ทำให้อยู่ในอิทธิพลของมรสุมทวีปเอเชีย โดยเฉพาะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นฤดูฝนและเป็นฤดูเพราะปลูกประจำปีของประเทศไทย พระองค์จึงดำริว่าจะสามารถดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อให้เกิดฝนตกได้

ดังนั้น ตั้งแต่ พ.ศ. 2498 เป็นต้นมา พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้า วิจัยทางเอกสาร ทั้งด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ จนมั่นพระทัย ใน พ.ศ. 2499 จึงได้พระราชทาน โครงการพระราชดำริ ‘ฝนหลวง’ ให้ ม.ล. เดช สนิทวงศ์ การรับสนองพระราชดำริ

โดยได้ร่วมมือกันระหว่าง ม.ล. เดช สนิทวงศ์, ม.จ. จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยประดิษฐ์ทางด้านเกษตรวิศวกรรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขณะนั้น รับไปดำเนินการศึกษา วิจัย และพัฒนากรรมวิธีการทำฝนให้บังเกิดผลโดยเร็ว ในปีถัดมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้

จนกระทั่ง พ.ศ. 2512 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งหน่วยบินปราบศัตรูพืช กรมการข้าว เพื่อสนับสนุนโครงการฝนหลวง อีกทั้งในปีเดียวกันนี้เองที่ได้มีการทดลองปฏิบัติจริงบนท้องฟ้าครั้งแรก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 เป็นวันปฐมฤกษ์ในการปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดิน บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยการใช้น้ำแข็งแห้ง (Dry-Ice) ที่ยอดของกลุ่มก้อนเมฆ ปรากฏว่าหลังการปฏิบัติการประมาณ 15 นาที ก้อนเมฆในบริเวณนั้นเกิดมีการรวมตัวกันอย่างหนาแน่นจนเห็นได้ชัด สังเกตได้จากสีของฐานเมฆได้เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเข้ม

ซึ่งผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ เพียงแต่ยังไม่อาจควบคุมให้ฝนตกในบริเวณที่ต้องการได้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานคำแนะนำเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยให้เปลี่ยนพื้นที่ทดลองไปยังจุดแห้งแล้งอื่น ๆ เช่น ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ด้วยความสำเร็จของโครงการฝนหลวง จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นใน พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456  ‘รพินทรนาถ ฐากูร‘ กวีเอกชาวอินเดีย ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม

วันนี้ เมื่อ 110 ปีก่อน 'รพินทรนาถ ฐากูร' กวีเอกชาวอินเดีย ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม จากบทประพันธ์ 'คีตาญชลี' นับเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้

วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456  (ค.ศ.1913) กวีชาวอินเดีย รพินทรนาถ ฐากูร ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม จากงานประพันธ์และแปลหนังสือรวมบทกวี 'คีตาญชลี' เป็นภาษาอังกฤษ นับเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลดังกล่าว

รพินทรนาถ ฐากุร (Robindronath Thakur) เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2404 และเสียชีวิตเมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2484 มีสมัญญานามว่า 'คุรุเทพ' เป็นนักปรัชญาพรหโมสมัช นักธรรมชาตินิยม และกวีภาษาเบงกาลี 

รพินทรนาถ เริ่มเขียนบทกวีครั้งแรกตั้งแต่อายุเพียง 8 ปี ครั้นอายุได้ 16 ปี ก็ได้ตีพิมพ์เผยแพร่งานกวีนิพนธ์ภายใต้นามปากกา ภาณุสิงโห และเริ่มเขียนเรื่องสั้นกับบทละครในปี พ.ศ. 2420 

รพินทรนาถเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น บทเพลง ละครเพลง และเรียงความมากมายที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองการปกครอง และเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ประจำปี ค.ศ. 1913 นับเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รางวัลนี้ และรับผลงานของเขายังสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบัน 

ในช่วงบั้นปลายของชีวิต รพินทรนาถต่อต้านการปกครองของรัฐบาลอังกฤษอย่างเปิดเผย และร่วมเคลื่อนไหวการประกาศเอกราชของประเทศอินเดียอีกด้วย

'กรณ์' รีวิว!! เที่ยวทีละก้าวใน 'โบลาเวน' สปป. ลาว 'ลุยป่า-ปีนต้นไม้' พากายขึ้นรอดูดาวบนฟากฟ้า

(12 พ.ย.66) นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'กรณ์ จาติกวณิช - Korn Chatikavanij' ระบุว่า...

ผมไปเดินป่าโบลาเวน สปป. ลาว กับเพื่อนสองคน ส่วนหนึ่งเพราะอยากไปมานานแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะตระหนักว่าหากไม่ไปตอนนี้สภาพร่างกายเรา (และเพื่อนร่วมเดินทางวัยเดียวกัน) อีกไม่นานจะสู้ไม่ไหว

เราสามคนคบกันมานานกว่า 40 ปี ทริปแบบนี้ ไปกับคนที่รู้ใจกันและมีกำลังวังชาพอๆ กันน่าจะทำให้ราบรื่นสบายใจขึ้น

ผมเป็นคนอาสาจัดและวางแผน และโชคดีที่มีเพื่อนรุ่นน้องเป็นคนอุบล คุณโจ้ Joe Code ธานิน เจ้าของโรงแรม Yuu Hotel อยู่กลางเมือง (โรงแรมโปรดผมเลย) และผมโชคดีที่พอโทรไปถามน้องเขาว่าแนะนำอะไรได้มั้ย โจ้ตอบสวนกลับมาเลยว่า ‘ผมเพิ่งไปมา…’ 

สุดท้ายได้ไกด์ กำหนดวันกันเรียบร้อย เราบินนกแอร์มาลงอุบล ซึ่งเครื่องนกแอร์ออกช้าไปชั่วโมงกว่า ทำให้เราได้เริ่มการเดินทางนี้ด้วยการนวดเท้าหน้าเกตเที่ยวบินเรา (หมอนวดบอกว่ารายได้ดีก็เพราะนกแอร์เนี่ยแหละ…😅)

พอมาถึงอุบล เพื่อนมารับ พาเราไปกินข้าวเย็นร้านญี่ปุ่นชื่อ Oshinei ซึ่งเจ้าของเป็นเชฟชาวอุบลคนดังชื่อเชฟบุญธรรม เป็นเชฟกระทะเหล็ก ประสบความสำเร็จอย่างมาก ตอนนี้มีประมาณ 30 สาขาทั่วประเทศ และสนใจที่จะใช้ประสบการณ์ของเขาช่วยขยายโอกาสให้ผู้ริเริ่มกิจการอาหารเจ้าอื่น

จากนั้นเราเข้านอนที่ Yuu hotel  นอนห้อง family ซึ่งมี 5 เตียง และออกแบบน่ารักมาก แต่บรรยากาศสำหรับเรา 3 คนคือเหมือนกลับไปอยู่ dorm สมัยเรียน (ต่างกันที่มีทีวีขนาด 50 นิ้ว และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกเพียบ)

เช้าเราออกเดินทางไปช่องเม็ก เพื่อเข้าลาว ที่ด่านจะมีหนุ่มสาวชาวลาวมาขาย SIM card ของลาว เราก็อุดหนุนกันไปคนละ 150 บาท (แต่พอถึงป่าก็ไม่มีสัญญาณใดๆ อยู่ดี😅)

พอข้ามแม่น้ำโขงไปได้ไม่นานโชเฟอร์เริ่มลดสปีดลงเหลือประมาณ 40กม./ชม.เพราะเราเข้าสู่โซนด่านตำรวจลาว แต่แล้วก็ถูกเรียกอยู่ดี ป่วยการเถียงกับเขา โชเฟอร์ต้องจ่ายไปประมาณ 50,000 กีบ (100 บาท) ตามระเบียบ 

ทางผ่านเราได้ชมคฤหาสน์ของคุณนายดาว เจ้าของกาแฟดาว ชื่อดังของลาว ที่พูดถึงเพราะบ้านแกใหญ่มาก! 

และสุดท้ายก็ไปถึงหมู่บ้านหนองหลวง ซึ่งเป็นจุดเริ่มเดินของพวกเรา เราพบไกด์มาจากปากเซ และลูกมือเป็นคนพื้นเมืองปากซอง 

ก่อนเริ่มเดินไกด์ให้เราใส่อุปกรณ์การเดินพะรุงพะรังเพื่อความปลอดภัย ผมยอมรับว่า ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันมากเกินไป กับเพียงการเดินป่าของเราจะอะไรกันนักหนา…หารู้ไม่ว่าเราจะต้องพึ่งพาอุปกรณ์ในทุกรายละเอียดมากแค่ไหน และภายใน 15 นาทีหลังการออกเดินทาง!

ถ้าพูดตามตรง พวกผมไม่ได้ทำการบ้านกันมามากมาย เรารู้ว่ามีนํ้าตกสวย มีการนอนบนเรือนไม้บนต้นไม้สูง (มาก) แต่ไม่ได้รู้ว่าสภาพการเดินจะท้าทายทั้งขาลง (วันแรก) และขาขึ้น ไม่ได้รู้ว่าจะต้องโหน zip line ข้ามเหวไปมาเกือบ 20 ครั้ง ไม่รู้ว่าต้องไต่หน้าผา และยังมีที่ยากที่สุดสำหรับผมคือ การเดินข้ามสะพานเส้นลวด ไม่ว่าจะเป็นลวดเดี่ยวหรือลวดห่วง ซึ่งทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งสองอย่าง 

คือ 1. ‘ทีละก้าว’ แปลว่า ห้ามคิดมากกว่านั้นจริงๆ 2. เมื่อก้าวไปแล้วการถอยหลังไม่เป็นอ็อปชัน การทำสิ่งง่ายๆ เช่นยกขาซ้ายเพื่อก้าวไปข้างหน้า เพื่อเหยียบห่วงลวดบนสะพานเส้นต่อไป กลายเป็นการต่อสู้กับจิตใจตนเอง และเป็นการก้าวข้ามความกลัว ที่ต้องอาศัยความตั้งใจมหาศาล

จริงๆ ถึงแม้เราอยู่ในที่ลาดชันมากๆ และการพลาดพลั้งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ระบบ safety infrastructure ที่เขาลงเอาไว้นั้นดีมาก ทำให้เรามั่นใจได้ว่า จะอย่างไรก็ไม่ถึงตาย แต่หากพลาดต้องมีเจ็บ แม้เพียงแค่ข้อเท้าแพลง จะต้องทุลักทุเลกันทั้งคณะแน่นอน

ส่วนความเหนื่อยนั้น เหนื่อยจริง (วันเดินขึ้น หัวใจผมเต้นเฉลี่ย 120 นานอยู่กว่า 2 ชั่วโมง โดยพีคประมาณ 150) วันแรกเป็นการลงเขาเป็นหลัก เหนื่อยอีกแบบเทียบกับการขึ้น แต่เราก็ไปถึงที่พักได้อย่างไม่ต้องรีบ จุดไฟ ต้มน้ำ แม่ครัวเริ่มทำอาหาร เราเตรียมที่นอน และได้ชาร์จโทรศัพท์เพราะจะมีการใช้เครื่องปั่นไฟอยู่หนึ่งชั่วโมงครึ่ง

คืนนี้เป็นคืนแรกในรอบนานมากที่ปลอดอินเตอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ ผมได้นอนดูดาวเต็มท้องฟ้า และค่อยๆ ไต่บันไดปีนต้นไม้ขึ้นไปนอนกับเพื่อนๆตอนประมาณ 3 ทุ่มกว่า…

12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 พิธีปล่อยรถโดยสารรุ่นแรก ของ รฟท. ที่สร้างโดยกองโรงงานมักกะสัน

วันนี้ เมื่อ 55 ปีก่อน การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้ทำพิธีปล่อยรถโดยสารรุ่นแรกที่สร้างโดยกองโรงงานมักกะสัน

วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2511 การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ทำพิธีปล่อยรถโดยสารรุ่นแรก ที่สร้างโดยกองโรงงานมักกะสัน ฝ่ายการช่างกล ตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของการรถไฟฯ พ.ศ. 2510 - 2514 ออกจากโรงงานมักกะสัน จำนวน 14 คัน ได้แก่ รถโบกี้นั่งชั้นที่ 3 (บชส.) 10 คัน และรถโบกี้สัมภาระมีเครื่องห้ามล้อ (บพห. ข้างโถง) 4 คัน 

โดยมี พลเอกครวญ สุทธานินทร์ ประธานคณะกรรมการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธี โครงการ 5 ปีดังกล่าวข้างต้น ได้กำหนดสร้างรถโดยสาร 180 คัน และรถสินค้า 597 คัน ด้วยงบประมาณที่ตั้งไว้รวมทั้งสิ้น 223.55 ล้านบาท ในการสร้างรถโดยสารนี้ จำนวนหนึ่งเป็นการสร้างตัวรถขึ้นใหม่ทั้งคัน และอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นการประหยัดโดยใช้โครงประธาน และแคร่โบกี้เดิมของรถโบกี้โดยสารที่ตัดบัญชีแล้ว นำมาสร้างตัวรถบนโครงประธานเหล่านี้ เรียกว่าประเภทรถ Rebuilt

11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก

วันนี้เมื่อ 155 ปี ก่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก ขณะพระชนมายุเพียง 15 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประสูติ เมื่อวันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศ์บริพัตร ศิริวัฒนราชกุมาร 

ทรงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าฟ้าต่างกรม มีพระนามกรมว่า กรมหมื่นพิฆเณศวรสุรสังกาศ หลังจากทรงผนวชเป็นสามเณรทรงได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ฯ กรมขุนพินิตประชานาถ ทรงเป็นพระราชปิโยรสที่สมเด็จพระบรมชนกนาถโปรดให้เสด็จอยู่ใกล้ชิดติดพระองค์เสมอเพื่อให้มีโอกาสแนะนำสั่งสอนวิชาการต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชารัฏฐาภิบาล ราชประเพณีและโบราณคดี นอกจากนั้นยังทรงศึกษาภาษามคธ ภาษาอังกฤษ การยิงปืนไฟ กระบี่กระบอง มวยปล้ำ รวมทั้งการบังคับช้างอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการกราบบังคมทูลเชิญขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจากสมเด็จพระบรมราชชนกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ด้วยพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 เมื่อพระชนมายุ 20 พรรษา ในวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2416 จึงทรงปกครองแผ่นดินด้วยพระองค์เองอย่างสมบูรณ์ ทรงครองราชย์อยู่เป็นเวลายาวนานถึง 42 ปี และได้ทรงพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศทุกวิถีทาง

ในบั้นปลายพระชนมชีพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยไม่สมบูรณ์นัก หลังจากเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 แล้ว พระอาการก็ค่อยทรุดลงเป็นลำดับ และเสด็จสวรรคตด้วยพระโรคพระวักกะพิการเมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที ของวันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 สิริพระชนมายุ 58 พรรษา ทรงครองสิริราชสมบัติ 42 ปี ทรงมีพระราชโอรส พระราชธิดารวมทั้งสิ้น 77 พระองค์ ด้วยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อไพร่ฟ้าประชาชนอย่างหาที่สุดมิได้มาตลอดรัชกาลอันยาวนาน ประชาชนจึงพร้อมใจกันถวายพระบรมราชสมัญญานาม ว่า สมเด็จพระปิยมหาราช อันมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน และถือวันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันปิยมหาราชมาจนตราบเท่าทุกวันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top