Thursday, 29 October 2026
TODAY SPECIAL

17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 ในหลวง ร.๙ เสด็จฯ ประพาสสวนทุเรียนนนท์ ประชาชนเปล่งเสียงไชโย เฝ้าชมพระบารมีใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2496 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จประพาสสวนทุเรียนที่จังหวัดนนทบุรี โดยเสด็จทางเรือพระที่นั่ง 'ตะวันส่องแสง' ท่ามกลางการเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่นของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เสียงไชโยดังกึกก้องเมื่อเรือพระที่นั่งเข้าสู่เขตจังหวัดนนทบุรี และจอดเทียบท่าที่บ้านริมน้ำตำบลบางกระสอ

การเสด็จครั้งนี้มีขึ้นเพื่อทอดพระเนตรสวนทุเรียน ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของจังหวัด โดยสวนที่จัดถวายเป็นของนายประวิทย์ สงวนเงิน ซึ่งได้รับการปรับภูมิทัศน์อย่างเหมาะสม ทางจังหวัดได้จัดพลับพลาไม้ไผ่ และเส้นทางเดินไม้กระดาน รวมถึงจัดลวดผูกทุเรียนป้องกันผลร่วง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จเยี่ยมชมสวนอย่างใกล้ชิด พร้อมซักถามถึงวิธีปลูก การบำรุงรักษา และทรงสอยผลไม้ด้วยพระองค์เอง

เมื่อเสด็จประทับยังพลับพลา ทรงทอดพระเนตรภูมิทัศน์โดยรอบอย่างพอพระราชหฤทัย และทรงมีพระราชประสงค์จะเสวยอาหารพื้นเมืองที่แม่ค้าจัดถวายบนเรือ โดยมิได้ใช้ภาชนะและโต๊ะเสวยที่จัดเตรียมไว้ ทรงเสวยอย่างเรียบง่ายด้วยชามและตะเกียบธรรมดา พร้อมทรงโปรดอาหารพื้นบ้านอย่างแกงปลาไหลและไอศกรีมเป็นพิเศษ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มเปี่ยมด้วยพระเมตตา

ก่อนเสด็จกลับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสว่า “ขอบใจทุกคน” แก่ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ พร้อมทรงถ่ายภาพประชาชนด้วยพระองค์เอง เมื่อเรือเคลื่อนออกจากท่า ทรงโบกพระหัตถ์ด้วยพระอิริยาบถร่าเริง ขณะที่ประชาชนเปล่งเสียงไชโยกึกก้อง แสดงความปลื้มปีติในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

16 มิถุนายน พ.ศ. 2442 วันเกิด ‘หลวงกลการเจนจิต’ ผู้บุกเบิกวงการหนังไทย สร้างภาพยนตร์ ‘โชคสองชั้น’ เรื่องแรกของสยาม

วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2442 วันเกิดหลวงกลการเจนจิต หรือ เภา วสุวัต หนึ่งในผู้บุกเบิกวงการภาพยนตร์ไทยยุคแรก ท่านเกิดในครอบครัววสุวัตที่มีบทบาทด้านสิ่งพิมพ์และสื่อ ท่านเริ่มต้นทดลองถ่ายภาพยนตร์เชิงสารคดีเรื่อง 'น้ำท่วมซัวเถา' ในปี พ.ศ. 2465 ก่อนจะเข้าสู่วงการภาพยนตร์บันเทิงเต็มตัว

ในปี พ.ศ. 2470 หลวงกลการเจนจิตได้ร่วมสร้างภาพยนตร์เรื่อง 'โชคสองชั้น' ภาพยนตร์บันเทิงเรื่องแรกที่ทำขึ้นเพื่อการค้า ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นผลงานเรื่องแรกที่สร้างและผลิตทุกขั้นตอนโดยคนสยามเอง เป็นภาพยนตร์เงียบ ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาวดำขนาด 35 มม. ความยาว 90 นาที ผลิตโดย 'กรุงเทพ ภาพยนตร์ บริษัท' ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 'ภาพยนตร์เสียงศรีกรุง' ภายใต้การนำของคุณมานิต วสุวัต พี่ชายของท่าน

'โชคสองชั้น' ได้เข้าฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 ที่โรงภาพยนตร์พัฒนากร และประสบความสำเร็จในแง่การเปิดทางให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2475 บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุงได้ผลิตภาพยนตร์เสียงในฟิล์มเรื่องแรกของไทยในชื่อ 'หลงทาง' ซึ่งหลวงกลการเจนจิตก็มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างเช่นกัน

แม้หลวงกลการเจนจิตจะเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2491 แต่ผลงานของท่านยังคงส่งอิทธิพลต่อวงการภาพยนตร์ไทยมาจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นผู้วางรากฐานสำคัญให้กับศิลปะภาพยนตร์ของชาติ และเป็นบุคคลผู้ควรแก่การรำลึกในฐานะผู้บุกเบิกยุคบุกเบิกของจอเงินไทยอย่างแท้จริง

15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ‘ศาลโลก’ ตัดสินคดีประวัติศาสตร์ ชี้ขาด ‘ปราสาทเขาพระวิหาร’ เป็นของกัมพูชา

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศกัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 หลังพิจารณาคดีนานถึง 3 ปี โดยมีการนัดสืบพยานถึง 73 ครั้ง ถือเป็นกรณีพิพาทด้านดินแดนที่ยืดเยื้อและซับซ้อนระหว่างไทยกับกัมพูชา

ปราสาทเขาพระวิหาร หรือ 'เปรี๊ยะ วิเฮียร์' เป็นโบราณสถานศิลปะขอมโบราณ ตั้งอยู่บนเทือกเขาพนมดงรัก สูง 657 เมตรจากระดับน้ำทะเล แม้ทางขึ้นหลักอยู่ฝั่งไทย แต่ตัวปราสาทส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ตัวปราสาทถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

คำตัดสินของศาลโลกส่งผลให้ไทยต้องยอมคืนพื้นที่บริเวณเขาพระวิหารประมาณ 150 ไร่ให้กัมพูชา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยโดยอนุญาตให้นักศึกษาเดินขบวนคัดค้าน และสั่งปิดทางขึ้นปราสาทที่อยู่ฝั่งไทย เหลือเพียงเส้นทางแคบจากฝั่งกัมพูชาเท่านั้น

แม้จะมีความตึงเครียดในช่วงแรก แต่ต่อมาไทยและกัมพูชาได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ เปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในบางช่วง ซึ่งปัจจุบันอุทยานฯ เขาพระวิหาร ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวผามออีแดงชั่วคราว หลังจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุยิงปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องบก ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 ‘พระเจ้าตากฯ’ สั่งทหาร ‘ทุบหม้อข้าว’ ออกศึกชี้ชะตา ปลุกขวัญกำลังใจกองทัพยึดเมืองจันท์คืนแผ่นดินสยาม

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนำทัพเข้าตีเมืองจันทบุรี หลังกรุงศรีอยุธยาแตกเพียง 2 เดือน โดยใช้กลยุทธ์ “ทุบหม้อข้าว” ปลุกขวัญกำลังใจทหารไทย ประกาศชัดว่าจะต้องไปกินข้าวเช้าในเมือง หากตีเมืองไม่ได้ก็พร้อมตายด้วยกันทั้งหมด

ในค่ำวันนั้น เวลา 19.00 น. พระองค์สั่งกองทัพลอบเข้าประจำจุดตามแผน เมื่อถึงเวลา 03.00 น. ของวันที่ 15 มิถุนายน ได้ให้ยิงปืนเป็นสัญญาณเปิดฉากโจมตี และทรงนำช้างพังคีรีบัญชรไล่พังประตูเมือง ทหารจึงบุกเข้าไปได้อย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้กองกำลังฝ่ายจันทบุรีแตกพ่าย ชาวเมืองหนีตาย พระยาจันทบุรีนำครอบครัวหลบหนีทางเรือ เจ้าตากสามารถยึดเมืองได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งคืน ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญในการรวบรวมกำลังฟื้นฟูอาณาจักรไทยหลังการเสียกรุง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการกอบกู้แผ่นดิน โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยในฐานะวีรบุรุษผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตากรรมของชาติ

13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 วันคล้ายวันทิวงคต สมเด็จฯ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ ผู้บุกเบิก และเป็นพระบิดาแห่งไปรษณีย์ไทยโทรเลข

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2471 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระบิดาแห่งไปรษณีย์ไทย เสด็จทิวงคต (เสียชีวิต) พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และประสูติเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2402 พระองค์ทรงเป็นต้นราชสกุล 'ภาณุพันธุ์' และเป็นพระอนุชาร่วมครรภ์กับรัชกาลที่ 5

ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประเทศสยามมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศเพิ่มขึ้น กงสุลต่างชาติเปิดรับจดหมายส่งออก โดยใช้ตราไปรษณียากรจากสหพันธรัฐมลายาและอินเดีย ก่อนส่งผ่านเรือสินค้าของอังกฤษเข้าสิงคโปร์ ในปี 2418 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงจัดทำหนังสือพิมพ์รายวันชื่อ 'หนังสือค๊อตข่าวราชการ' พร้อมระบบส่งจดหมายระหว่างสมาชิก ถือเป็นจุดเริ่มต้นของบริการไปรษณีย์ในประเทศ

ต่อมาในรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงพระราชดำรัสให้จัดตั้งกรมไปรษณีย์และโทรเลขขึ้นในปี 2426 โดยสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์และโทรเลขพระองค์แรก และในปี 2441 ได้รวมกรมไปรษณีย์และกรมโทรเลขเป็นกรมเดียวภายใต้ชื่อ 'กรมไปรษณีย์โทรเลข' เพื่อพัฒนาการสื่อสารของประเทศ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้รับการยกย่องเป็น 'พระบิดาแห่งการไปรษณีย์ไทย' ทรงเป็นผู้บุกเบิกกิจการไปรษณีย์และระบบการสื่อสารที่ทันสมัยในประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการติดต่อสื่อสารและการค้าระหว่างประเทศในยุคต้นของประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่

12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 วันคล้ายวันเกิด ‘หม่อมราโชทัย’ ขุนนางคู่พระทัย ร.๔ ผู้ประพันธ์นิราศต่างแดนเรื่องแรกแห่งสยาม

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2363 ถือเป็นวันคล้ายวันประสูติของบุคคลสำคัญท่านหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย นั่นคือ หม่อมราโชทัย หรือ ม.ร.ว. กระต่าย อิศรางกูล ณ อยุธยา ขุนนางผู้มีความสามารถรอบด้านแห่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ท่านเป็นที่จดจำในฐานะล่ามหลวงคนสำคัญ ผู้บุกเบิกการทูตกับชาติตะวันตก อธิบดีผู้พิพากษาคนแรกของศาลต่างประเทศ และกวีผู้ประพันธ์วรรณกรรมชิ้นเอกที่เปิดโลกทัศน์ให้แก่ชาวสยามในยุคนั้น

หม่อมราโชทัยเป็นโอรสของกรมหมื่นเทวานุรักษ์ (หม่อมเจ้าชะอุ่ม) และได้ถวายตัวรับใช้ใกล้ชิดเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (รัชกาลที่ ๔) ตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวชและสนพระราชหฤทัยในภาษาอังกฤษ หม่อมราชวงศ์กระต่ายก็ได้ศึกษาอย่างจริงจังกับคณะมิชชันนารีจนมีความรู้แตกฉาน เมื่อเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ ความสามารถทางภาษาที่หาตัวจับยากนี้จึงทำให้ท่านได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณ และได้รับพระราชทานยศเป็น 'หม่อมราโชทัย' ในที่สุด

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของหม่อมราโชทัยเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2400 เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ท่านเป็นล่ามประจำคณะราชทูตที่เชิญพระราชสาส์นไปเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย ณ ประเทศอังกฤษ ระหว่างการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้ ท่านได้จดบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์ต่างๆ ก่อนจะนำมาเรียบเรียงเป็นผลงานวรรณคดีล้ำค่าเรื่อง 'นิราศลอนดอน' ซึ่งนับเป็นนิราศเรื่องแรกของไทยที่พรรณนาถึงบ้านเมืองและวิถีชีวิตในโลกตะวันตกอย่างละเอียด

นิราศลอนดอนไม่เพียงแต่เป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีชิ้นเอก แต่ยังได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการสิ่งพิมพ์ไทย เมื่อหม่อมราโชทัยขายลิขสิทธิ์ต้นฉบับให้แก่หมอบรัดเลย์ในราคา 400 บาท ซึ่งนับเป็นการขายกรรมสิทธิ์หนังสือครั้งแรกของประเทศ แม้หม่อมราโชทัยจะถึงแก่อนิจกรรมในวัยเพียง 43 ปี แต่คุณูปการที่ท่านได้สร้างไว้ ทั้งในด้านการทูต การศาล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการวรรณกรรม ยังคงเป็นที่จารึกและยกย่องมาจนถึงปัจจุบัน

11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 วันคล้ายวันเกิด ‘ครูบาศรีวิชัย’ นักบุญล้านนาผู้นำสร้างถนนขึ้น ‘ดอยสุเทพ’

วันที่ 11 มิถุนายนของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของ 'ครูบาเจ้าศรีวิชัย' หรือ 'ครูบาศรีวิชัย' นักบุญแห่งล้านนา ผู้ได้รับการยกย่องจากชาวเหนือว่าเป็นพระสงฆ์ผู้เปี่ยมศรัทธาและจริยวัตรงดงาม ท่านเกิดเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ที่บ้านปาง ตำบลแม่ตืน ปัจจุบันคือ ตำบลศรีวิชัย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ครูบาศรีวิชัยอุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี และได้รับฉายาว่า 'สิริวิชโยภิกขุ' ท่านมีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ฉันอาหารมื้อเดียว ไม่ฉันเนื้อสัตว์ และยึดหลักสันโดษ ทำให้ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงจากชาวบ้านทั่วภาคเหนือ โดยเฉพาะจากการเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพในปี พ.ศ. 2477 ที่ระดมแรงศรัทธาจากประชาชนกว่าแสนคน โดยไม่ใช้งบประมาณจากรัฐเลย

แม้จะได้รับการยกย่องจากชาวบ้าน แต่ครูบาศรีวิชัยกลับถูกจับตามองจากรัฐและคณะสงฆ์ส่วนกลาง เนื่องจากบทบาทที่โดดเด่นเกินกรอบการควบคุม ท่านถูกกล่าวหาหลายครั้ง เช่น ตั้งตนเป็นอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับอนุญาต บวชพระเณรเอง รวมถึงยุยงพระสงฆ์ให้ไม่ขึ้นกับคณะสงฆ์กลาง ท้ายที่สุด ถูกกักบริเวณและสอบสวนหลายครั้งตลอดชีวิตสมณเพศ

ครูบาศรีวิชัยจึงไม่ใช่เพียงพระผู้ทรงศีลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของพลังศรัทธาจากท้องถิ่น ที่ขัดแย้งกับอำนาจรัฐส่วนกลางในช่วงเปลี่ยนผ่านของการรวมศูนย์อำนาจ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 สิริอายุ 60 ปี แม้กายจะสิ้นไปนาน แต่ชื่อของครูบาศรีวิชัยยังคงเป็นที่เคารพสักการะ และเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังประชาชนล้านนาจนถึงทุกวันนี้

10 มิถุนายน พ.ศ. 766 รำลึก 1,802 ปี วันสวรรคต ‘เล่าปี่’ ความโทมนัสปิดฉากมหาบุรุษแห่งจ๊กก๊ก

เล่าปี่ หรือ จักรพรรดิเจาเลี่ยแห่งจ๊กก๊ก สวรรคตในปี วันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 766 หรือ ค.ศ. 223 ณ พระราชวังหย่งอัน เมืองเป๊กเต้เสีย (ปัจจุบันคืออำเภอเฟิ่งเจี๋ย นครฉงชิ่ง) ขณะมีพระชนมายุ 63 พรรษา สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การสวรรคตของพระองค์คือความเจ็บป่วยทางพระวรกายซึ่งประกอบกับความโทมนัสอย่างรุนแรง ภายหลังจากความพ่ายแพ้ยับเยินในยุทธการที่อิเหลง

เหตุการณ์ทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่กวนอู น้องร่วมสาบานคนสำคัญของเล่าปี่ ถูกทัพของซุนกวนแห่งง่อก๊กจับตัวและประหารชีวิตในปี ค.ศ. 219 อีกทั้งยังเสียเมืองเกงจิ๋วซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญไป การสูญเสียน้องรักและดินแดนอันมีค่าสร้างความเคียดแค้นและโทมนัสแก่เล่าปี่เป็นอย่างยิ่ง

ในปี ค.ศ. 221 หลังจากสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งจ๊กก๊ก เล่าปี่ได้ทุ่มกำลังทหารทั้งหมดเพื่อเปิดศึกกับง่อก๊ก หวังล้างแค้นให้กวนอูและทวงคืนเกงจิ๋ว แม้ในช่วงแรกกองทัพของเล่าปี่จะได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความประมาทและถูกลกซุน แม่ทัพหนุ่มของง่อก๊ก วางกลอุบายเผาค่ายทหารจนวอดวายในยุทธการที่อิเหลง ทำให้กองทัพจ๊กก๊กพ่ายแพ้อย่างยับเยิน

ความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์นี้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและร่างกายของเล่าปี่อย่างมหาศาล บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่าพระองค์เสียพระทัยอย่างหนักจนล้มป่วยลง (ตรอมใจ) และอาการประชวรก็ได้ทรุดหนักลงเรื่อยๆ ตลอดการเสด็จหนีกลับไปยังเมืองเป๊กเต้ แม้ขงเบ้งและเหล่าขุนนางจะรีบเดินทางมาเข้าเฝ้าฯ แต่พระอาการก็ไม่ดีขึ้น

ก่อนสวรรคต เล่าปี่ได้ฝากฝังราชการแผ่นดินและเล่าเสี้ยน พระโอรสผู้เป็นรัชทายาทไว้กับขงเบ้งและลิเงียม จากนั้นไม่นานก็สิ้นพระชนม์ลง โดยมีการกล่าวได้ว่า การสวรรคตของเล่าปี่มีสาเหตุหลักมาจากพระอาการประชวรที่กำเริบขึ้นจากความทุกข์ระทมและความคับแค้นใจอย่างแสนสาหัสหลังความพ่ายแพ้ในศึกเพื่อล้างแค้นให้น้องร่วมสาบาน

๙ มิถุนายน วันอานันทมหิดล วันคล้ายวันเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่๘)

วันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) ซึ่งเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 20 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเมื่อปี พ.ศ. 2477 ขณะมีพระชนมพรรษาเพียง 9 พรรษา และทรงใช้เวลาส่วนใหญ่พำนักอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษา ก่อนจะเสด็จนิวัตกลับสู่ประเทศไทยในช่วงปลายรัชกาล

การเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหันของพระองค์นับเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ไทย และยังคงเป็นที่กล่าวถึงในเชิงประวัติศาสตร์และการเมืองมาจนถึงปัจจุบัน โดยในทุกปีจะมีการวางพวงมาลาและน้อมรำลึกถึงพระองค์จากหน่วยงานภาครัฐและประชาชนทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักของประชาชน ด้วยพระจริยวัตรที่เรียบง่ายและพระปรีชาสามารถแม้ในวัยเยาว์ และทรงวางรากฐานสำคัญหลายประการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 ในหลวง ร.9 วางศิลาฤกษ์ ‘ถนนรัชดาภิเษก’ เชื่อมมหานครสู่ความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2514 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งนับเป็นโครงการสำคัญในแผนพัฒนาระบบคมนาคมของกรุงเทพมหานครในยุคนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรที่เริ่มทวีความรุนแรงจากการขยายตัวของเมือง

ถนนรัชดาภิเษกได้รับการออกแบบให้เป็นถนนวงแหวนรอบในของกรุงเทพฯ เชื่อมโยงถนนสายสำคัญต่าง ๆ เช่น ถนนลาดพร้าว ถนนพระราม 9 และถนนประชาอุทิศ เพื่อให้สามารถกระจายการเดินทางและลดความแออัดในย่านใจกลางเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อ 'รัชดาภิเษก' ได้รับพระราชทานเพื่อเป็นที่ระลึกในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชสมบัติครบ 25 ปี ในปี พ.ศ. 2514 นับเป็นถนนที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชาติ

ปัจจุบัน ถนนรัชดาภิเษกเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยแหล่งธุรกิจ การค้า ศูนย์ราชการ และระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัย สะท้อนถึงความสำเร็จของโครงการที่วางรากฐานมาตั้งแต่กว่าครึ่งศตวรรษก่อน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top