Sunday, 19 May 2024
NEWSFEED

รู้จัก 'สุนา' ชูเกียรติ บุญคง เจ้าของเพจ 'สุนา Channel' ครีเอเตอร์ดังแดนใต้ กับตัวตนที่มีสไตล์ ขอแค่ไม่อายที่จะชัดเจน

สัมภาษณ์พิเศษ : สุนา ครีเอเตอร์ดังภาคใต้ จากเพจ สุนา Channel

“ชัดเจน ไม่ต้องเขินอาย แล้วเราจะมีตัวตน” 
รู้จัก ‘สุนา’ ผ่านแนวคิด LGBTQ

“พี่สุนา จากเพจ สุนา Channel ปัจจุบันก็เปิดแบรนด์เสื้อผ้า “สุนาผ้าไทย” และก็ทำเพจและยูทูบเบอร์ ‘สุนา  Channel’ ค่ะ”

1.) ‘เพจสุนา’ ดังมาจากอะไร?

สุนา : เพจสุนาทำมาแล้วประมาณ 2 ปี ค่ะ มีผู้ติดตามอยู่ประมาณ 270,000 กว่าคน เพจเริ่มต้นด้วยจากความชอบค่ะ มันเกิดขึ้นมาจาก ช่วง Covid-19 คืองานประจำประสบปัญหาเศรษฐกิจ เราก็เลยคิดอีกหนึ่งช่องทาง คือการเปิดเพจเกี่ยวกับการเรียนรู้ วัฒนธรรมภาคใต้ ร่วมกับเพื่อนอีกหนึ่งคน 

แล้วบังเอิญมันเป็น Viral ขึ้นมา จากเรื่องวัฒนธรรม การไปเที่ยวงานประเพณีภาคใต้แล้วมีการไป “ลักแกงงาน” (ภาษาใต้) ก็คือเหมือนไปขอแกงของคนในหมู่บ้าน หรือขอแกงในงานต่างๆ เช่นคำพูดว่า “ฉันขอแกงกลับไปหน่อยนะ ฉันจะเอาไปให้คนที่บ้านกินนู้นนี่นั้น” 

มันเป็นสิ่งที่คนภาคใต้ปฏิบัติ และเราเอามาพูดแบบหยอกล้อเชิงสนุกสนาน ก็เลยทำให้ดังขึ้นมาเป็น Viral 



2.) ในฐานะตัวแทน LGBTQIA+ เดือนแห่งเทศกาล Pride Month อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?

สุนา : อยากเห็นความเท่าเทียมที่มันชัดเจนขึ้น การออกมาเรียกร้องต่างๆ อยากให้ทางผู้ใหญ่ หรือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นถึงปัญหาตรงนี้ และนำไปพัฒนาให้มันตอบโจทย์กับสิ่งที่พวกเรากำลังเรียกร้อง เพราะพวกเราก็คือหนึ่งในมนุษยชนคนนึง

3.) ข้อดีของการเป็น LGBTQIA+ คืออะไร?

สุนา : เราเป็นคนนึงคนที่อยากทำให้โลกใบนี้มีความสุข สนุก สดใส สดชื่น รู้สึกอยากให้ทุกอย่างมันพัฒนาไปในทางมันจะดีได้ทั้งชายหญิงและคนเพศอื่นๆ อยากให้มองว่าพวกเราไม่ใช่ตัวตลกแต่พวกเราคือคนที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ทุกคนมีความสุขได้ 

ข้อสรุปล่าสุดจากนักวิทยาศาสตร์ ‘สโตนเฮนจ์' คือ ปฏิทินสุริยคติขนาดยักษ์

สโตนเฮนจ์คือปฏิทินสุริยคติขนาดยักษ์ และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์รู้แล้วว่ามันทำงานอย่างไร

นักโบราณคดีเชื่อกันมานานแล้วว่า สโตนเฮนจ์ อนุสรณ์สถานหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในประเทศอังกฤษ เป็นปฏิทินสุริยคติโบราณมาอย่างยาวนาน เนื่องจากมันสอดคล้องกับวันครีษมายัน (วันที่มีช่วงกลางวันยาวนานที่สุด) ทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว

แต่ไม่มีใครทราบว่าทำงานอย่างไร จนในที่สุด ทิโมธี ดาร์วิลล์ (Timothy Darvill) ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีที่มหาวิทยาลัย Bournemouth ในสหราชอาณาจักรเชื่อว่าพบวิธีการทำงานของสโตนเฮนจ์แล้ว

"นักวิชาการได้เห็นมานานแล้วในองค์ประกอบอันน่าเกรงขามของสโตนเฮนจ์ สำหรับการคำนวณเวลาก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นปฏิทินยุคหินใหม่ อย่างไรก็ตาม ปฏิทินดังกล่าวทำงานอย่างไรยังคงไม่ชัดเจน" ศ. ดาร์วิลล์ กล่าว

เขาเชื่อว่าคำตอบคือการเพิ่มตัวเลขเข้าไปในสโตนเฮนจ์ “30, 5 และ 4 เป็นตัวเลขที่น่าสนใจในแง่ของปฏิทิน” ดาร์วิลล์ กล่าว 
 

เหตุใดจึงตั้งชื่อสถานีรถไฟฟ้า ‘กลันตัน-มักกะสัน’ เหมือนชื่อรัฐของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

‘สถานีกลันตัน - สถานีมักกะสัน’ ชื่อนี้มีที่มาอย่างไร?

ตอนนี้มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าใน กทม. หลายสาย เช่น รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ที่มีชื่อสถานที่น่าสนใจสถานีหนึ่ง คือ ‘สถานีกลันตัน’ ที่มีชื่อสถานีดันไปเหมือนกับชื่อรัฐหนึ่งในมาเลเซีย นั่นคือ ‘รัฐกลันตัน’ หลายคนสงสัยว่าเป็นความบังเอิญหรือเปล่า ที่จริงไม่ได้เป็นความบังเอิญ แต่ชื่อ ‘สถานีกลันตัน’ กับ ‘รัฐกลันตัน’ มีความเกี่ยวข้องในแง่ประวัติศาสตร์จริง ๆ 

สยามในอดีตและปัจจุบันมีหลายชาติพันธุ์ และในกรุงเทพฯ เองก็มีหลายชุมชนของหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น ชุมชนชาวญวน ชาวลาว ชาวเขมร ชาวโปรตุเกส ชาวมลายู ฯลฯ ที่จะพูดถึง คือ ‘ชุมชนชาวมลายู’ ซึ่งมาจากการเทครัวในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 - 3 แล้วมาตั้งถิ่นฐานในกรุงเทพฯ เช่น ชุมชนบ้านแขก ชุมชนมุสลิมมหานาค ชุมชนมุสลิมพระประแดง ชุมชนมุสลิมย่านรามคำแหง ชุมชนมุสลิมคลองแสนแสบ ฯลฯ 

ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 - 3 เกิดสงครามกับหัวเมืองมลายูขึ้นหลายครั้ง และเมื่อมีการทำสงครามสิ่งหนึ่งที่แถบอุษาคเนย์มักจะทำ คือ ‘การเทครัว (กวาดต้อนเชลยศึก)’ เพราะสมัยนั้นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด คือ ‘คน’ ช่วงเวลานั้นจึงมีการกวาดต้อนเชลยศึกชาวมลายูมายังกรุงเทพฯ และไม่ได้มาพร้อมกันแต่มาหลายรอบ

สมัยรัชกาลที่ 1 ปี 2329 กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานี (ปัจจุบันอยู่แถวแยกบ้านแขก และพระประแดง)
สมัยรัชกาลที่ 2 ปี 2364 กวาดต้อนเชลยศึกชาวปัตตานีและชาวไทรบุรี (เคดะห์) 
สมัยรัชกาลที่ 3 ปี 2381 กวาดต้อนเชลยศึกชาวกลันตัน ตรังกานู และหัวเมืองปักษ์ใต้อื่น ๆ

‘ชาวกลันตัน’ ที่ถูกกวาดต้อนมานี้ ไม่ได้มาจากเมืองกลันตันแต่อย่างใด แต่มาจากเมืองปัตตานี เพราะสมัยนั้นราชวงศ์สุดท้ายที่ปกครองเมืองปัตตานี คือ ‘ราชวงศ์กลันตัน’ จึงมีชาวกลันตันที่อาศัยอยู่ในเมืองปัตตานีด้วย

กรุงเทพฯ กลางแปลง ฉายหนังเรื่องอะไร ฉายที่ไหน มาดูกัน!!

ในเดือนกรกฎาคม 2565 กรุงเทพมหานครเตรียมจัดเทศกาล “กรุงเทพฯ กลางแปลง” โดยจะมีการฉายหนังทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อรับกับเทศกาล Film Festival ซึ่งจะจัดในสถานที่ รวม 10 สถานที่ ตลอด 4 สุดสัปดาห์ รวมฉายหนังทั้งหมด 25 เรื่อง โดยจะมีทั้งภาพยนตร์ที่เก่ามาก ตั้งแต่ปี 2502 จนถึงปัจจุบัน

สำหรับสถานที่ฉายหนังตลอดเดือน ก.ค. 65 มีดังต่อไปนี้

🎥สัปดาห์แรก (7-9 ก.ค. 65) มีรายละเอียดดังนี้ 

วันที่ 7 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง (2540) ณ ลานคนเมือง เขตพระนคร และเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2552) ณ True Digital Park เขตพระโขนง

วันที่ 8 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง เวลาในขวดแก้ว (2534) ณ ลานคนเมือง เขตพระนคร และเรื่อง 36 (2555) ณ True Digital Park เขตพระโขนง

วันที่ 9 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง แพรดำ (2504) ณ ลานคนเมือง เขตพระนคร และเรื่อง แม่นาคพระโขนง (2502) ณ True Digital Park เขตพระโขนง

🎥สัปดาห์ที่สอง (14-16 ก.ค. 65) มีรายละเอียดดังนี้ 

วันที่ 14 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง RRR (2565) ณ ศูนย์เยาวชนคลองเตย เขตคลองเตย และเรื่อง 4Kings (2564) ณ สวนรถไฟ เขตจตุจักร

วันที่ 15 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง มนต์รักทรานซิสเตอร์ (2544) ณ ศูนย์เยาวชนคลองเตย เขตคลองเตย และเรื่อง Portrait of a Lady on Fire (2562) ณ สวนรถไฟ เขตจตุจักร

วันที่ 16 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง บุญชูน่ารัก (2531) ณ ศูนย์เยาวชนคลองเตย เขตคลองเตย และเรื่อง One for the Road วันสุดท้ายก่อนบายเธอ (2564) ณ สวนรถไฟ เขตจตุจักร

🎥สัปดาห์ที่สาม (21-23 ก.ค. 65) มีรายละเอียดดังนี้ 

วันที่ 21 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง หมานคร (2547) ณ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย และเรื่อง Fast and Furious (2552) ณ ตลาดบางแคภิรมย์ เขตบางแค

วันที่ 22 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง อนธการ (2558) ณ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย และเรื่อง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2547) ณ ตลาดบางแคภิรมย์ เขตบางแค

วันที่ 23 ก.ค. 65 ฉายเรื่อง Wheel of Fortune and Fantasy (2564) ณ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย และเรื่อง เพื่อนสนิท (2548) ณ ตลาดบางแคภิรมย์ เขตบางแค

'รร.วิเชียรมาตุ' โพสต์ภาพนร.พร้อมใจซ้อมถวายบังคม เนื่องในโอกาสวันครบรอบ 106 ปี วันก่อตั้ง

ไม่นานมานี้ เฟซบุ๊ก 'โรงเรียนวิเชียรมาตุ จังหวัดตรัง' ได้โพสต์ภาพ การซ้อมถวายบังคมของบรรดาน้อง ๆ เด็กนักเรียน เนื่องในวันครบรอบ 106 ปี โรงเรียนวิเชียรมาตุ ที่จะมาถึงในวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมไทยอันงดงามที่ยังคงอยู่สืบเรื่อยมา

โดยผู้ที่ได้พบเห็นภาพดังกล่าวต่างชื่นชมโรงเรียน คณะครูอาจารย์ และน้อง ๆ นักเรียนต่าง ๆ นานา ว่า...

>> งดงามน่าชื่นชมค่ะ...ทั้งครูอาจารย์นักเรียนทุกท่าน...นี่คือสิ่งดีงามเชิดชูเกียรติของตนและครอบครัว...

>> วัฒนธรรมไทยมีความสวยงาม เป็นสิ่งบอกตัวตนและบรรพบุรุษ

>>อาจารย์ ทุกคนควรทำเป็นแบบอย่างให้เด็ก ๆ เห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คงภาพสวยงามเหล่านี้ไว้ตลอดไป

>> รู้สึกชื่นชม และประทับใจ ในความงดงามของวัฒนธรรมที่วิเชียรมาตุถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาก ๆ

>> ขอบคุณท่านผู้บริหาร และน้อง ๆ ที่เห็นความสำคัญกับประเพณีอันดีงาม ในฐานะศิษย์เก่า รู้สึกภาคภูมิใจจริง ๆ

>> แค่เห็นภาพก็ยังขนลุก เมื่อถึงวันจริงจะขนาดไหน จบมากี่ปีก็ไม่มีวันลืมพิธีนี้ วันที่ 1 จะไปร่วมไหว้แม่แก้วด้วยกันค่ะ

‘ครู’ วอน ‘ภาครัฐ’ ขึ้นค่าอาหารกลางวันเด็ก ชี้!! ควรเป็น 30 บาทต่อคนต่อวัน ถึงจะเพียงพอ

ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน
รวมไปถึงโครงการอาหารกลางวันของน้อง ๆ นักเรียน อย่างเช่น ที่โรงเรียนวัดหุบกระทิง ต.เบิกไพร อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี กำลังประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้

>> อาหารยังอร่อย แต่ "หมู" น้อยลง
ด.ญ.พิมพ์ชนก ประเสริฐ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า ตนและเพื่อน ๆ ชื่นชอบแกงเขียวหวาน หนึ่งในเมนูอาหารกลางวันของโรงเรียนมากเป็นพิเศษ ด้วยมีรสชาติอร่อย นอกจากนี้ยังมี ยำหมูยอ ผัดกะเพราไข่ดาว ยำวุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ กระเพาะปลา เป็นต้น

แต่ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้โรงเรียนต้องปรับเปลี่ยนเมนูอาหาร เมนูที่มีส่วนผสมของหมูก็จะลดปริมาณ และนำเนื้อไก่ รวมไปถึงเนื้อสัตว์ชนิดอื่นมาทดแทน เพื่อให้ยังคงทำอาหารให้กับนักเรียนทุกคนได้อย่างเพียงพอ ซึ่งเข้าใจ แต่หากเป็นไปได้ ก็อยากให้ข้าวของถูกลงเพื่อที่โรงเรียนจะได้มีงบจัดซื้ออาหารให้กับนักเรียนได้รับประทานอย่างเช่นในอดีต

>> รัฐจัดงบเพิ่ม 5% จาก 20 บาท เป็น 21 บาท ต่อหัว!
ขณะที่ ดร.สุนันทา ปานณรงค์ ผอ.โรงเรียน เปิดเผยว่า โรงเรียนวัดหุบกระทิง เป็นโรงเรียนขยายโอกาส เปิดการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัย ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 490 คน แบ่งเป็นนักเรียนระดับชั้นปฐมวัย 56 คน ประถมศึกษา 1-6 จำนวน 310 คน และมัธยมศึกษา 1-3 จำนวน 124 คน

แม้ว่าปัจจุบัน คณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบให้มีการปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียนตั้งแต่ ชั้นปฐมวัย - ประถมศึกษา 6 เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 5 จากอัตราเดิมที่ 20 บาท/คน/วัน มาเป็น 21 บาท/คน/วัน โดยยึดหลักตาม Thai School Lunch ทว่างบประมาณในอัตราดังกล่าว ทางโรงเรียนยอมรับว่าไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นักฮวงจุ้ยฯ ชี้ ‘พลังอัปมงคล 3 อสูร’ ต้นเหตุเพลิงไหม้ลามย่านสำเพ็ง

สมศักดิ์ ชาคริตฐากูร นักฮวงจุ้ยวิทยา เจ้าของเพจ FengshuiBizDesigner ได้ตรวจดวงชะตาเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ย่านสำเพ็ง ด้วยโหราศาสตร์จีนโบราณ โดยระบุว่า...

อาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2565 เวลา 11.38 น. ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ย่านสำเพ็ง ลุกลามไปยังบริเวณข้างเคียง สร้างความหายนะทิ้งไว้ซึ่งความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน เหลือเพียงไว้ซึ่งซากร่องรอยที่มอดไหม้ไว้ให้ดูต่างหน้าเท่านั้น

เหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ นอกเหนือจากความประมาทเลินเล่อกับการปล่อยปละละเลย โดยไม่ใส่ใจและไม่ระแวดระวังภัยที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาแล้ว ยังสามารถอรรถาธิบายตามกฎแห่งจักรวาลความจริงอันสูงสุดของพลังธรรมชาติที่ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ “เมื่อสิ่งนั้นมีอยู่ สิ่งนี้จึงเกิด” ตามหลัก “อิทัปปัจจยตา” เป็นเหตุและเป็นผลตามช่วงห้วงเวลาที่เหมาะเจากฏแห่งธรรมชาติย่อม แสดงปรากฏเป็นผลขึ้น 
 

หากเราหลงในศรัทธาที่จอมปลอม เราจะโลภ คาดหวังบางสิ่งบางอย่าง และถ้าไม่ได้อย่างที่หวัง จะไม่นับถือศรัทธา นี่เป็นการศรัทธาแบบธุรกิจ

หากเราหลงในศรัทธาที่จอมปลอม เราจะโลภ คาดหวังบางสิ่งบางอย่าง และถ้าไม่ได้อย่างที่หวัง จะไม่นับถือศรัทธา นี่เป็นการศรัทธาแบบธุรกิจ ซึ่งวันนี้มนุษย์เริ่มแยกไม่ออก ระหว่างศรัทธาที่แท้จริง กับ ศรัทธาแบบธุรกิจ

‘ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล’ นักแสดง นักเขียน และนักคิดมากฝีมือ กล่าวในรายการ ‘เกลา นิสัยอันตราย’ เมื่อวันที่ (28 พ.ค. 2022)

เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าคิดตามจาก ‘ก๊อต-จิรายุ ตันตระกูล’ นักแสดง นักเขียน และนักคิดมากฝีมือ ที่ได้มาแชร์แนวคิดในการเรียนรู้ชีวิตด้วยตนเอง ผ่านช่อง KlaoShow ทางยูทูบชาแนล โดยส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ได้พูดถึง ‘การแยกแยะในศรัทธา’ ที่ดูเหมือนคนยุคนี้จะเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง ‘ศรัทธาแบบนักธุรกิจ’ และ ‘ศรัทธาที่แท้จริง’ เสียแล้ว...

ก๊อต เล่าว่า ศรัทธาอย่างเดียวไม่ทำให้คนมีสติปัญญา เพราะศรัทธาแยกได้ 2 แบบ คือ ‘ศรัทธาแบบนักธุรกิจ’ กับ ‘ศรัทธาที่แท้จริง’

“สมมติ ‘แพนด้า’ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วผมอ้างว่าศรัทธาในตัวแพนด้ามาก ผมไหว้แพนด้า หวังให้แพนด้าช่วยให้ถูกรางวัลที่ 1 และเมื่อไรที่ถูก ผมก็จะมาเต้นแก้บนรอบตัวแพนด้า แต่ถ้าไม่ถูก ผมก็จะไม่ไหว้แพนด้านี่เรียก ‘ศรัทธาแบบนักธุรกิจ’ หรือ คุณต้องให้ผมก่อน ผมถึงจะรับถือคุณ แต่ถ้าไม่ให้อะไร ผมจะไหว้ทำไม

รู้จัก ‘เติร์ก อมรศักดิ์’ TikTokers สายภาษา มีคลังศัพท์ + ความฮา ยอดติดตามทะลุล้าน


สัมภาษณ์พิเศษ : คุณเติร์ก อมรศักดิ์ เดชห้วยไผ่ วิทยากรและที่ปรึกษาด้านการพัฒนาภาษาอังกฤษในระดับองค์กร และเจ้าของเพจภาษาอังกฤษหยาบๆ



เปิดเคล็ดลับ TikTokers ด้านภาษา เบอร์ 1 ของไทย #ภาษาอังกฤษหยาบๆ รู้ศัพท์ กับความฮา ยอดฟอล 1.8 ล้าน

สวัสดีค่ะ ชื่อ เติร์กนะคะ จากเพจภาษาอังกฤษหยาบๆ หรือ รู้จักกันในนาม #พี่เติร์กภาษาอังกฤษหยาบๆ นั่นเอง ตอนนี้เป็น Content Creator เกี่ยวกับภาษาอังกฤษแบบสนุกๆ แบบวีดีโอสั้นใน TikTok และ Instagram และก็มีทำหนังสือบ้าง ทำคอร์ส และก็คลิปตลกสอดแทรกไปพร้อมๆ กัน 

2. ช่อง Turktk นำเสนอคอนเทนต์อะไรบ้าง
เติร์ก: ช่อง Turktk เราก็จะนำเสนอคอนเทนต์ที่หลากหลาย หลักๆ เลย เราจะก็ทำคอนเทนต์สอนภาษาอังกฤษแบบง่ายๆ สนุกๆ มีทั้งคำศัพท์มีทั้งประโยค ศัพท์แสลง อีกทั้งเราก็มีคลิปตลก มุกตลก มีมตลกต่างๆ อีกด้วยค่ะ



3. ทำไมต้อง #ภาษาอังกฤษหยาบๆ ได้ไอเดียมาจากอะไร?
เติร์ก : จริงๆ เลย คือภาษาอังกฤษหยาบๆ เริ่มต้นมาจากที่เราสอนคำแสลงต่างๆ และบวกกับตอนนั้นยังไม่มีช่องภาษาอังกฤษสั้นๆ ในแพลตฟอร์ม TikTok นะคะ คือเราจะชินกับการที่ใครสอนภาษาอังกฤษก็จะทำวีดิโอแบบพิถีพิถันยาวๆ เป็นวีดิโอในเชิงการศึกษา 

แต่เราจะทำเป็นแบบว่า สั้นๆ ลวกๆ เป็นที่มาของคำว่าหยาบๆ ด้วย เพราะมันทำได้ในแอปพลิเคชันเลยคือกดถ่ายปุ๊บพูดๆๆ และก็โพสต์ได้เลยค่ะ มันก็จะแบบว่าหยาบๆ ง่ายๆ รวมถึงบุคลิกภาพของเราที่มีปากแจ๋วพอสมควร (หัวเราะ) เลยผนวกกันเป็น #ภาษาอังกฤษหยาบๆ 

4. คลิปไหนที่ทำให้เราเป็นที่รู้จักมากที่สุด
เติร์ก : ก็น่าจะเป็นคลิปแรกๆ เลยค่ะ เป็นที่มาของภาษาอังกฤษหยาบๆ เนี่ยละค่ะ สอนคำแสลงหรือคำที่แบบ...ชาวต่างชาติหรือฝรั่ง ที่เขาใช้เอาไว้กัด จิก ด่ากัน ก็คือเป็นหยาบๆ แรงๆ นิดนึง ก็จะได้รับกระแสความสนใจเป็นอันมาก แต่เราก็ถ่ายทอดออกมาให้มาดูน่ารัก

อีกคลิปนึง ก็น่าจะเป็นคลิป Drive Thru สั่งกาแฟเป็นภาษาอังกฤษ คลิปนี้ก็ทำให้คนรู้จักมากยิ่งขึ้น เยอะเลย และก็อีกคลิปนึงก็จะ #ก็คนมันรวยอ่าจ้า คลิปนี้ก็จะทำให้คนขยายวงกว้างมากขึ้นก็คือคนที่ชอบอะไรตลกๆ บันเทิงๆ ก็จะรู้จักตัวตนเรามากขึ้น นอกจากสอนภาษาอังกฤษค่ะ ก็รุ่งเลย เป็นล้านวิวภายในไม่ถึง 3 ชั่วโมง จากนั้นเราก็ทำออกมาอีกเรื่อยๆ ก็รุ่งไปเรื่อยเลย โดยไม่ได้คาดคิดว่ามันจะปัง 

5. มีคลิปไหนที่ทำออกมาแล้วรู้สึกคาดไม่ถึง ทั้งคลิปรุ่ง และคลิปร่วง 
เติร์ก : สำหรับคลิปรุ่งที่คาดไม่ถึงเลยก็น่าจะเป็น #ก็คนมันรวยอ่าจ้า คือไม่คาดคิดจริงๆ เพราะว่าตอนที่ถ่าย คือถ่ายแบบเล่นๆ แบบกดกล้องถ่ายง่ายๆ และก็กดลงเลย คือไม่ได้คิดอะไรเลย (หัวเราะ) 

ส่วนคลิปที่ร่วง ก็เป็นคลิปที่เราจะพยายามคิดเยอะ โปรดักชันเยอะ ซึ่งเราเคยทำคลิปสอนภาษาที่สร้างสถานการณ์จริงจัง มีตัวละคร มีมุมกล้องถ่ายจากกล้องใหญ่ และค่อยมาลง และตัดต่อดีๆ สุดท้ายก็ร่วงเฉยเลยก็มีนะคะ (หัวเราะ)
 

‘ยวน แบลร์’ ลูกชายอดีตนายกฯ อังกฤษ เศรษฐีพันล้านจากการสร้าง ‘Multiverse’

ลูกชายหมายเลขหนึ่งหลายคน ที่กลายเป็นจุดสนใจของสังคมตั้งแต่เด็ก อาจเกิดมามีชีวิตที่ล้มเหลว จากความกดดัน หรือความคาดหวังของคนจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ ยวน แบลร์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ที่โตขึ้นมาประสบความสำเร็จเป็นมหาเศรษฐี แถมยังได้รับพระราชทานเครื่องราชชั้นเอ็มบีอี จากสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ที่ 2 ตั้งแต่อายุยังน้อย

ยวน แบลร์ กลายเป็นข่าวพาดหัวอย่างรวดเร็ว หลังจากที่สร้างสรรค์แพลตฟอร์ม มัลติเวิร์ส เทคโนโลยีการเรียนรู้ออนไลน์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีภายในเวลาไม่กี่เดือน

ก่อนหน้านี้ ในวัย 16 ยวน เคยเป็นข่าวพาดหัวตอนที่ออกมาขอโทษสังคม เรื่องเมาแล้วขับ ที่ย่านเวสต์เอ็น กรุงลอนดอน แต่ 20 กว่าปีต่อมา กลายเป็นพาดหัวในเรื่องดีๆ ในฐานะอัจฉริยะแห่งยุคมิลเลนเนียน ด้วยแพลตฟอร์มของเขา ทำให้เด็ก ๆ สามารถหางานที่ดี ๆ ทำได้ โดยไม่ต้องเรียนจบระดับมหาวิทยาลัย

มหาเศรษฐีระดับเจ้าของบริษัทและซีอีโอหลายคนดรอปหรือเลิกเรียนหนังสือกลางคัน แต่ไม่ใช่ ยวน ที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ยุโรปโบราณจากมหาวิทยาลัยบริสตอล รวมทั้ง ปริญญาโทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเยล

นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์ฝึกงานที่รัฐสภาของสหรัฐฯ ก่อนจะไปเขาเรียนด้านการเงินของมอร์แกน สแตนลีย์ ในปี 2008 เขาให้สัมภาษณ์ว่า จริง ๆ พอโตแล้วก็ขี้เกียจเรียนหนังสือ แต่ต้องเรียน เพราะเห็นว่า คือหนทางเดียวที่จะมีอาชีพการงานที่ดี

แม้ว่า ยวน แบลร์ จะเติบโตมาบนกองเงินกองทองอยู่แล้ว แต่ความร่ำรวยเป็นเศรษฐีพันล้านของเขา มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเองโดยแท้ ในการสร้างสรรค์ มัลติเวิร์ส ที่เป็นสตาร์ตอัปการเรียนรู้ ที่ช่วยจับคู่สมาชิกรุ่นเยาว์ของเว็บไซต์เข้ากับงานการในบริษัทชั้นนำ อย่างกูเกิลและบลูมเบิร์ก ฯลฯ

ไอเดียของยวน เกิดขึ้นหลังจากที่เขาเริ่มตระหนักว่า ที่เรียนมาด้านประวัติศาสตร์ยุโรปโบราณจากบริสตอลนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่ มัลติเวิร์ส ยังไม่สุกงอม จนกระทั่งเขาได้พบกับ โซฟี อะเดลแมน ที่มอร์แกน สแตนลีย์ และทั้งคู่ก็ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทชื่อ ไวท์แฮท

แพลตฟอร์มดังกล่าว เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ โทนี พ่อของเขาเคยประกาศเป็นนโยบายของอังกฤษ เรื่องการสนับสนุนให้เด็กทุกคนมีโอกาสได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย โดยในปี 1999 ที่โทนี แบลร์ เป็นนายกรัฐมนตรี เขาทำได้อย่างที่พูดเพียง 50% เท่านั้น เป้าหมายของเขาสำเร็จในปี 2019 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่เขาลงจากตำแหน่งไปนานถึง 12 ปี


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top