Tuesday, 21 July 2026
INFO

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจาก ‘พระพุทธเจ้า’ ที่ยังใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ความเข้มแข็งของบ้านเมือง!! เกิดจากความสามัคคี ยกย่องคุณธรรม

(19 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องราวของ วัสสการพราหมณ์ ที่ถูก พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ส่งมาเพื่อขอให้พระพุทธเจ้า ทำนายว่า หากจะยกทัพไปตีวัชชี จะได้ชัยชนะหรือไม่

แต่คำตอบที่ได้นั้น กลับไม่ใช่เรื่องของการทำนายแพ้ชนะ แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ย้อนเวลากลับไปในดินแดนชมพูทวีป ในยุคที่พระพุทธเจ้านั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มหาอาณาจักรมคธ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรู กำลังจ้องจะขยายอำนาจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างแรงกล้า ที่จะยึดครองแคว้นวัชชี ซึ่งมีเมืองหลวงคือไวศาลี

ดินแดนแห่งนี้น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว เหมือนกับที่อื่น แต่เป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือมีหัวหน้าเผ่าหลายคน ร่วมกันบริหารบ้านเมือง คล้ายกับระบอบสาธารณรัฐ ในยุคโบราณ และที่สำคัญพวกเขาเข้มแข็งมากพวกเขาสามัคคีกันมาก

พระเจ้าอชาตศัตรู แม้จะประกาศว่า ดินแดนแห่งนี้เราจะทำลายให้ย่อยยับสิ้นซาก แต่ก่อนที่จะยกทัพนั้นพระองค์รู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสิ่งใดที่ผิดจากความจริง จึงส่ง มหาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอคำทำนายว่า หากยกทัพไปตี แล้วจะได้รับชัยชนะหรือไม่ และนี่ก็คือจุดที่พลิกผันของเรื่องนี้

เพราะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตอบว่าแพ้หรือชนะ พระองค์ไม่ได้ทำนายอนาคต แต่กลับไปถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถามถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ ถามว่าพวกเขา ยังคงประชุมปรึกษากันอยู่บ่อย ๆ หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าใช่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่อว่า ตราบใดที่ชาวบ้านยังคงทำเช่นนั้น ความเจริญย่อมจะมีแก่พวกเขา ไม่มีวันเสื่อมเลย

มหาอำมาตย์ที่นั่งฟังอยู่ เริ่มเข้าใจทันที นี่ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการชี้ให้เห็นเหตุและผล

พระพุทธเจ้ากำลังบอกว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

เมื่อฟังจบมหาอำมาตย์ก็ได้อุทานว่า หากรักษาได้แม้เพียงข้อเดียว ก็ยากที่จะพ่ายแพ้ แล้วนี้พวกเขาทำได้ครบทั้ง 7 ข้อ พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่มีทางที่จะชนะด้วย การรบ ได้เลย เว้นแต่จะใช้วิธีอื่น วิธียุแหย่ให้พวกเขาแตกความสามัคคีกันเอง

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง

ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

แคนดิเดต ‘นายกรัฐมนตรี’ ศึกเลือกตั้ง 2569

(18 ต.ค. 68) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศึกเลือกตั้ง 2569 ใครจะนำประเทศไทย ฝ่าความเปราะบาง??

หลังจากสมรภูมิการเมืองปี 2566 ได้เปลี่ยนสมการอำนาจอย่างชัดเจน และทำให้เห็นว่าการเมืองไทยเข้าสู่ยุคของ ‘พันธมิตรเกินความคาดเดา’ อีกครั้ง

การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 จึงถูกจับตามองอย่างหนัก ในฐานะสนามชี้!! อนาคตของประเทศในทศวรรษหน้า

แม้จะยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับแผน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนผ่าน ‘แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี’ ของแต่ละพรรค ว่าใครคือผู้นำที่จะเป็นหน้าเป็นตา และดึงคะแนนนิยมเข้าสู่พรรคให้ได้มากที่สุดในสนามใหญ่ครั้งนี้

การเลือกตั้งปี 2569 จะไม่ใช่แค่การเลือกพรรคอีกต่อไป แต่คือการเลือก ‘ผู้นำประเทศ’ ในยุคที่เศรษฐกิจเปราะบาง การเมืองแบ่งขั้ว และภูมิรัฐศาสตร์ โลกผันผวนรุนแรง

แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนไม่เพียงแต่ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี นโยบายต้องโดนใจ และต้องพร้อมเจรจา ประสานผลประโยชน์ รักษาเสถียรภาพให้ได้หลังการเลือกตั้ง

ใครจะได้นั่งเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป ก็ยังไม่มีใครรู้

แต่การต่อสู้ ในศึกเลือกตั้ง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!

รู้หรือไม่? 'อังคณา นีละโพจิตร' เคยได้รางวัล 'แมกไซไซ'

รางวัลรามอน แมกไซไซ หรือ รางวัลแมกไซไซ (Ramon Magsaysay Award) ก่อตั้งขึ้น เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1957 โดยคณะกรรมการของกองทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ บราเธอร์ส (Rockefeller Brothers Fund) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาโดยการสนับสนุนของรัฐบาลฟิลิปปินส์ รางวัลแมกไซไซนั้น ถือเสมือนหนึ่งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเอเชีย

ตลอดระยะเวลาเกือบ 7 ทศวรรษที่ผ่าน มีคนไทยและองค์กรในไทยได้รับรางวัลนี้มาแล้วถึง 25 ครั้ง และหนึ่งในนั้นมี ‘อังคณา นีละไพจิตร’ นักสิทธิมนุษยชนคนดัง เคยได้รับรางวัลดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ประเทศไทย ครองแชมป์!! ประเทศที่มีอาหารดีที่สุดในโลก ประจำปี 2025

(13 ต.ค. 68) ไทยครองแชมป์ ‘ประเทศที่มีอาหารดีที่สุดในโลก’ ประจำปี 2025 ด้วยคะแนนสูงสุด 98.33 จากผลโหวตของผู้อ่านทั่วโลก มีร้านอาหารในกรุงเทพฯ ถึง 7 แห่งติดอันดับท็อป 35 ของโลก ไทยมีความหลากหลายรังสรรค์รสชาติแปลกใหม่ไม่ซ้ำ และตลาดกลางคืนที่คึกคักทำให้การลิ้มรสแบบไม่มีวันหยุด ไทยโดดเด่นในการรังสรรค์อาหารรสเลิศที่เรียบง่ายแต่น่าประทับใจ ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนอาหารไทยหรือไม่ ชามก๋วยเตี๋ยว แกง และซุป ทำให้คุณตกหลุมรัก โดยเฉพาะเมื่อเสิร์ฟโดยคนท้องถิ่นที่เป็นมิตร

'พงศ์กวิน' รมว.รุ่นใหม่ เปิด 6 ผลงานเด่น รอบ 60 วัน พลิกโฉม – ยกระดับ – สร้างโอกาสแรงงานทุกมิติ

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่ 4 กรกฎาคม จนถึง 4 กันยายน 2568 ครบ 60 วันแรก ที่ตนและทีมงานได้เร่งดำเนินการทุกๆ นโยบายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องแรงงานและประชาชนชาวไทย ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยทัดเทียมนานาประเทศ โดย 6 ผลงานเด่น ประกอบด้วย

1.เปิดตัว Fit4Work พลิกโฉมหลักสูตรแรงงานตรงใจนายจ้างลดปัญหาว่างงาน เพิ่มรายได้ โดยจับมือกับ GSPA NIDA ยกระดับทักษะแรงงานยุคดิจิทัล ช่วยสร้างแรงงาน ยุค AI ที่พร้อมทำงาน ตรงความต้องการของตลาด ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ผลักดันประเทศก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน

2.ผลักดันโครงการ Learn to Earn เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ ต่อยอดอนาคตแรงงานไทย ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง มีรายได้เสริม ช่วยลดภาระครอบครัว และแก้ปัญหา การว่างงานของนักศึกษาจบใหม่

3.จัดทำหลักสูตรด้าน AI และ DATA Center ร่วมกับ ผู้ประกอบการระดับโลก อาทิเช่น Dell Microsoft  Huawei

4. ผลักดันให้ ม.หอการค้าไทย-กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน-หอการค้าไทย ลงนาม MOU พัฒนาทักษะดิจิทัลร่วมมือกันยกระดับทักษะแรงงานไทยให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัล  

5.แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา โดยผ่อนผันให้แรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ถือบัตรผ่านแดน (Border Pass) ทำงานบริเวณชายแดน ผลักดันให้มีการจ้างแรงงานประเทศอื่นเพิ่มเติม เช่น แรงงานศรีลังกา  รวมถึง พิจารณาให้คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาทั้ง 9 แห่งใน 4 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี ซึ่งกรมการปกครองได้จัดทำทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ เพื่อทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งอนุญาต โดยขณะนี้อยู่ระหว่าง การดำเนินการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ประกาศกระทรวงแรงงาน และประกาศกระทรวงมหาดไทย)

6.ตั้งคณะทำงานยกร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ. …. เพื่อคุ้มครองแรงงานอิสระ พร้อมรับฟัง แรงงานอิสระทุกกลุ่ม ผู้ประกอบอาชีพไรเดอร์ และปรับแก้กฎหมายให้สอดคล้องและเอื้อประโยชน์กับทุกฝ่ายโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมในทุกมิติ และมุ่งไปสู่การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจ

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตนได้ขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาอย่างเต็มที่ด้วยการ ลงพื้นที่ รับฟังปัญหา และเร่งแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตนพร้อมเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีงานทำที่มั่นคง และได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นธรรม และผมขอขอบคุณพี่น้องแรงงานทุกคน เพื่อนข้าราชการ และทุกภาคส่วน ที่ได้เสียสละและมุ่งมั่นช่วยกันทำให้เกิดโครงการดีๆ ซึ่งหลายโครงการไม่ได้ใช้งบประมาณ แต่เน้นการบูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรภายนอก ทั้งภาคการศึกษา และภาคเอกชน 

นายพงศ์กวิน เน้นย้ำว่า แม้ระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่จะไม่ยาวนานนัก แต่มั่นใจว่ากระทรวงแรงงานได้บ่มเพาะต้นกล้าทางความคิดในการเปลี่ยนแปลงจาก 'กระทรวงจับกัง' สู่การเป็น “กระทรวงทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ” เพื่อประโยชน์แก่พี่น้องแรงงานทุกระดับอย่างแท้จริง

สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี

(6 ก.ย. 68) หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า ในจำนวนเด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 15 ปีพบการเสียชีวิตอันดับ 1 มาจากการจมน้ำเฉลี่ยปีละ 1,234 คน หรือวันละ 3 – 4 คน ระหว่างปี 2546 - 2556 หรือในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มียอดเสียชีวิตรวมถึง 14,789 ราย เป็นการเสียชีวิตในแหล่งน้ำธรรมชาติมากที่สุด 49.4 % และมักจะจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันหลายๆ คน

ปีแห่งการลดค่าไฟ!!

ก่อนวันที่ 1 กันยายน 2566 ค่าไฟอยู่ที่ 4.70 บาท/หน่วย
หลังจากที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามารับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ปรับลด และตรึงค่าไฟอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงราคาพลังงานโลกสูง โดยมีการปรับดังนี้    

• ก.ย.–ธ.ค. 2566: ลดเหลือ 4.45 บาท/หน่วย
• ตลอดปี 2567: ตรึงที่ 4.18 บาท/หน่วย
• ม.ค.–เม.ย. 2568: ลดเหลือ 4.15 บาท/หน่วย
• พ.ค.–ส.ค. 2568: ลดเหลือ 3.98 บาท/หน่วย
• ก.ย.–ธ.ค. 2568: ลดเหลือ 3.94 บาท/หน่วย

ปี 2568 จึงถูกมองว่าเป็น ‘ปีแห่งการลดค่าไฟ’ ของไทยอย่างแท้จริง!!

เทียบตัวเลขเศรษฐกิจ ไทย-กัมพูชา

(28 ก.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Vantage Thailand’ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

เทียบตัวเลขเศรษฐกิจ ไทย-กัมพูชา: มุมมองผ่านตัวเลขสำคัญที่นักลงทุนควรรู้

1. ทุนสำรองระหว่างประเทศ
ไทย: 205,600 ล้านเหรียญสหรัฐ
กัมพูชา: 13,900 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทุนสำรองเปรียบเสมือน “เงินฉุกเฉินของประเทศ” ที่ช่วยรับมือกับวิกฤตการเงิน ไทยมีเงินสำรองสูงกว่ากัมพูชาเกือบ 15 เท่า ซึ่งบ่งบอกถึงเสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งกว่า

2. เงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
ไทย: 32,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
กัมพูชา: 3,200 ล้านเหรียญสหรัฐ
เม็ดเงิน FDI สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อเศรษฐกิจในประเทศนั้น ๆ ไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางหลักสำหรับเงินลงทุนจากต่างชาติในภูมิภาคนี้

3. ดุลบัญชีเดินสะพัด
ไทย: เกินดุล 32,400 ล้านเหรียญ
กัมพูชา: ขาดดุล 3,000 ล้านเหรียญ
ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการหารายได้จากต่างประเทศ ไทยมีความสามารถในการส่งออกที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน

4. ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ (Default Spread)
ไทย: 1.50%
กัมพูชา: 5.50%
ความต่างกว่า 4% นี้ สะท้อนความน่าเชื่อถือด้านการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า มักได้เปรียบเรื่องต้นทุนการกู้ยืมและการลงทุนในตราสารหนี้

5. ดัชนีคุณภาพชีวิต
ไทย: 109.14 (สูง)
กัมพูชา: 80.85
ดัชนีที่คำนวณจากหลายปัจจัย เช่น ความปลอดภัย การดูแลสุขภาพ ราคาสินค้า และสิ่งแวดล้อม ไทยยังคงได้คะแนนสูงกว่าชัดเจน

6. ดัชนีความปลอดภัย
ไทย: 63.21 (สูง)
กัมพูชา: 49.81 (ปกติ)
สะท้อนระดับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน เช่น ความรุนแรง อาชญากรรม หรือภัยสังคม

7. ดัชนีระบบสาธารณสุข
ไทย: 77.29 (สูง) 
กัมพูชา: 51.56 (ปกติ)
ด้านนี้ถือเป็นจุดเด่นของไทย ที่มีระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งจากภาครัฐและเอกชน

8. เครดิตเรตติ้งของประเทศ (Credit Rating)
ไทย: Baa1 (Investment Grade)
กัมพูชา: B2 (Junk Bond)
ประเทศไทย: Baa1 – อยู่ใน “Investment Grade”
Baa1 คือระดับที่นักลงทุนทั่วโลก “มั่นใจได้” ว่าประเทศนี้มีศักยภาพในการชำระหนี้ตามสัญญา ไม่ใช่ประเทศที่เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ในอนาคตอันใกล้ กัมพูชา: B2 – อยู่ใน “Junk Bond” ในทางตรงกันข้าม B2 คือระดับที่ถือว่า “เสี่ยงสูง” สำหรับการลงทุน นักลงทุนสถาบันหรือกองทุนขนาดใหญ่จำนวนมาก “ไม่สามารถลงทุน” ในตราสารหนี้ของประเทศที่อยู่ในระดับ Junk Bond ได้เลยตามกฎเกณฑ์ของตนเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top