Friday, 5 June 2026
INFO

เปิดประวัติ ‘แอนโธนี ฮัดสัน’ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย คนใหม่!!

(23 ต.ค. 68) ‘แอนโธนี ฮัดสัน’ กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในวงการฟุตบอลไทย หลังได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ขึ้นคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ แทนที่ มาซาทาดะ อิชิอิ เฮดโค้ชชาวญี่ปุ่นที่เพิ่งถูกปลดพ้นตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างหนักจากแฟนบอลที่ส่งเสียงถึง 'มาดามแป้ง' นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ให้เร่งหาผู้เหมาะสมมารับช่วงต่อ

ก่อนหน้านี้ ฮัดสัน ถูกคาดหมายให้เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ในการนั่งเก้าอี้หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย หลังจากสื่อกีฬาหลายสำนักรายงานตรงกันถึงการพิจารณาของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่ต้องการโค้ชมากประสบการณ์ในระดับนานาชาติ

ก่อนที่ 'มาดามแป้ง' ได้ประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ แอนโธนี ฮัดสัน ขยับจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ขึ้นมารับบทบาทเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย โดยให้เหตุผลว่า ฮัดสัน ถือเป็นบุคลากรที่อยู่กับฟุตบอลไทยในทุกระดับ ทั้งการทำงานเชิงพัฒนา การวางรากฐานระบบการฝึกซ้อม และการคุมทีมระดับสโมสร

สมาคมฟุตบอลฯ ยังชี้ว่า โค้ชชาวอังกฤษวัย 44 ปีรายนี้มีประสบการณ์ในระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง ทั้งการเป็นอดีตกุนซือทีมชาติ สหรัฐอเมริกา, นิวซีแลนด์ และ บาห์เรน ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับทีมชาติไทยสู่มาตรฐานสากล

ฮัดสัน เริ่มต้นงานกับสมาคมฟุตบอลไทยในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยรับหน้าที่วางระบบการพัฒนาเยาวชน การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติของนักเตะ และกำหนดแนวทางการฝึกซ้อมให้มีความเชื่อมโยงระหว่างทีมชาติชุดเยาวชนถึงทีมชุดใหญ่

สำหรับเส้นทางในอาชีพของเขา ฮัดสัน เคยคุมทีมในศึกไทยลีกกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พร้อมทำผลงานยอดเยี่ยม พาทีมเก็บชัยชนะได้ถึง 58% จากการคุมทัพ 12 นัด คิดเป็นค่าเฉลี่ยคะแนนต่อเกม 2.00 ก่อนหน้านั้นเจ้าตัวเริ่มเส้นทางนักฟุตบอลกับสโมสรดังอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่อด้วย ลูตัน ทาวน์, เอ็นอีซี ไนจ์เมเก้น และ วิลมิงตัน แฮมเมอร์เฮด

หลังแขวนสตั๊ด ฮัดสัน ผันตัวมาเป็นโค้ช และเคยคุมทีมมาแล้วหลากหลายทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา อาทิ รีล แมรีแลนด์, นิวพอร์ต เคาน์ตี้, บาห์เรน, นิวซีแลนด์, โคโลราโด ราปิดส์ ในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ รวมถึงทีมชาติสหรัฐอเมริกา ทั้งชุดเยาวชนและชุดใหญ่ ก่อนย้ายมาคุมทีมในกาตาร์กับ อัล มาร์คิยา และ อัล อราบี จนกระทั่งมารับงานในประเทศไทย

คุณวุฒิด้านการศึกษาและใบอนุญาตโค้ช
• UEFA Pro Licence (2010)
• UEFA A Licence (2008)
• UEFA B Licence (2007)
• New Zealand Football High Performance Sport Coach
• New Zealand Football Accelerator Programme (2017)

ประสบการณ์คุมทีมสำคัญ
• บีจี ปทุม ยูไนเต็ด – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2025)
• อัล อราบี – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2024)
• อัล มาร์คิยา – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2023)
• ทีมชาติสหรัฐอเมริกา – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2023)
• ทีมชาติสหรัฐอเมริกา – ผู้ช่วยโค้ช (2020–2023)
• ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ยู-20 – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2020–2021)
• โคโลราโด ราปิดส์ – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2017–2019)
• ทีมชาตินิวซีแลนด์ – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2014–2017)
• ทีมชาติบาห์เรน – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2013–2014)
• นิวพอร์ต เคาน์ตี้ – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2011)
• ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ (ทีมสำรอง) – หัวหน้าผู้ฝึกสอน (2010–2011)

สรุปเส้นทาง ‘วรภัค ธันยาวงษ์’ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

(23 ต.ค. 68) เปิดประวัติ 'วรภัค ธันยาวงษ์' อดีตนายแบงก์ดัง นั่งเก้าอี้ รมช.คลัง 34 วัน ก่อนตัดสินใจลาออก

ภายหลังการประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของ นายวรภัค ธันยาวงษ์ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ทำให้หลายคนสนใจประวัติและเส้นทางการทำงานของอดีตผู้บริหารระดับสูงในแวดวงการเงินการธนาคารท่านนี้ เนื่องจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 34 วัน ท่ามกลางกระแสข่าวเชื่อมโยงกับกลุ่มสแกมเมอร์

ประวัติส่วนตัวและการศึกษา
นายวรภัค ธันยาวงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2507 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิทยาการจัดการและระบบคอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา สเตต สหรัฐอเมริกา และจบปริญญาโท สาขาการเงิน จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยมิสซูรี เมืองแคนซัสซิตี

นอกจากนี้ ยังได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้านชีวิตส่วนตัว นายวรภัคสมรสกับนางกนกพร ธันยาวงษ์ มีบุตรและธิดารวม 4 คน

เส้นทางอาชีพในแวดวงการเงิน
นายวรภัคเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ทำงานในสถาบันการเงินชั้นนำทั้งในและต่างประเทศยาวนานกว่า 30 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายแห่งดังนี้:
• ผู้เชี่ยวชาญด้านลิสซิ่ง บริษัท ไอบีเอ็ม (ประเทศไทย)
• กรรมการผู้จัดการใหญ่ แบงก์ออฟอเมริกา สาขาประเทศไทย
• กรรมการผู้จัดการ ธนาคารดอยช์แบงก์ สาขาประเทศไทย
• กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธนาคารและบริษัทหลักทรัพย์ เจพีมอร์แกน (ประเทศไทย)
• รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ 1 ธนาคารไทยพาณิชย์
• ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า และฟินันซ่า แคปิตอล
จุดสูงสุดของชีวิตการทำงานคือการได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงไทย ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 และดำรงตำแหน่งจนครบวาระ 4 ปี

ก้าวสู่ตำแหน่ง รมช.คลัง และการลาออก
นายวรภัคเข้าสู่สนามการเมืองเมื่อได้รับการเสนอชื่อให้เข้าร่วมทีมรัฐบาล และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568 ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจการเงินอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 นายวรภัคได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ โดยเจ้าตัวยืนยันในความบริสุทธิ์อย่างหนักแน่นว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น และการลาออกก็เพื่อไม่ให้เรื่องส่วนตัวสร้างความกังวลและเป็นภาระต่อการบริหารประเทศของรัฐบาล

สรุปเส้นทาง รมช.คลัง 34 วัน
การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของนายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นช่วงเวลาที่สั้นเพียง 34 วัน นับจากวันโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจนถึงวันลาออก การตัดสินใจครั้งนี้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและรักษาภาพลักษณ์ของรัฐบาล ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินการกับผู้ที่บิดเบือนและเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อไป

สรุปผลงานเด่น โค้ชทีมชาติไทย (ชุดใหญ่)

สรุปผลงานเด่น โค้ชทีมชาติไทย (ชุดใหญ่)
ข้อมูลอัปเดต: 22 October 2025

เอกสารนี้สรุปเฉพาะ "โค้ชทีมชาติไทย (ชุดใหญ่)" ที่มีผลงานโดดเด่นชัดเจน เช่น คว้าแชมป์/รองแชมป์รายการสำคัญ หรือสร้างหมุดหมายสำคัญระดับทวีป โดยจัดเรียงตามลำดับเวลา (ใกล้ปัจจุบันก่อน) และมีสรุปแบบตารางท้ายหน้า

มาซาทาดะ อิชิอิ (Masatada Ishii) — ช่วงคุมทีม: พ.ย. 2023 – ต.ค. 2025
• แชมป์คิงส์คัพ 2024 (ชนะซีเรีย 2–1 ที่สงขลา)
• รองแชมป์อาเซียน 2024 (AFF Mitsubishi Electric Cup 2024; แพ้เวียดนามรวม 5–3 ในรอบชิงฯ เมื่อ 5 ม.ค. 2025)
อเล็กซานเดร “มาโน่” โพลกิ้ง (Alexandré Pölking) — ช่วงคุมทีม: ต.ค. 2021 – พ.ย. 2023
• แชมป์อาเซียน 2 สมัยติด — AFF 2020 (แข่ง ธ.ค. 2021–ม.ค. 2022) และ AFF 2022 (แข่งปลายปี 2022–ต้นปี 2023)
ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย (รักษาการ) (Sirisak Yodyardthai (caretaker)) — ช่วงคุมทีม: ม.ค. 2019 – มิ.ย. 2019
• เข้ารอบ 16 ทีม เอเชียนคัพ 2019 (ครั้งแรกนับแต่ปี 1972) — ชนะบาห์เรน 1–0, เสมอยูเออี 1–1
มิโลวาน ราเยวัช (Milovan Rajevac) — ช่วงคุมทีม: พ.ค. 2017 – ม.ค. 2019
• แชมป์คิงส์คัพ 2017 (ชนะเบลารุสด้วยจุดโทษ, จัดที่ราชมังคลาฯ)
เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (Kiatisuk Senamuang) — ช่วงคุมทีม: มิ.ย. 2014 – มี.ค. 2017
• แชมป์ AFF Suzuki Cup 2014 และ 2016
• พาทีมเข้าสู่รอบสุดท้ายคัดบอลโลกโซนเอเชีย (รอบ 12 ทีม) ในคัดเลือกฟุตบอลโลก 2018
ปีเตอร์ รีด (Peter Reid) — ช่วงคุมทีม: ก.ค. 2008 – เม.ย. 2009
• รองแชมป์ AFF Suzuki Cup 2008 (แพ้เวียดนามรวม 2 นัด 2–3)
ปีเตอร์ วิธ (Peter Withe) — ช่วงคุมทีม: 1998 – 2003
• แชมป์อาเซียน (Tiger Cup/AFF) 2 สมัย — ปี 2000 และ 2002
 

ทำไมผู้หญิงยุคใหม่ถึงรัก F1 จากสนามแข่งสู่ซีรีส์ Netflix และโลกแฟชั่น

ในอดีต “Formula 1” หรือ F1 เคยถูกมองว่าเป็นกีฬาของผู้ชาย — สนามแข่ง, เครื่องยนต์, เสียงคำรามของม้าเหล็ก, และตัวเลขทางวิศวกรรมที่คนทั่วไปเข้าใจยาก แต่ในเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่าทึ่ง เพราะตอนนี้… ผู้หญิงทั่วโลกกำลังกลายเป็นพลังใหม่ของวงการ F1 ทั้งในฐานะแฟนคลับ ครีเอเตอร์ และผู้ชมหลักในสื่อออนไลน์

1. จาก “ความเร็วของรถ” → สู่ “เรื่องราวของคน”
ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนหลัง Netflix เปิดตัวสารคดีชื่อดัง Drive to Survive ในปี 2019 ซีรีส์นี้ไม่ได้เล่าถึงเครื่องยนต์ แต่เล่าถึง “มนุษย์” — การแข่งขันภายในทีม ความสัมพันธ์ของนักแข่ง แรงกดดันในชีวิตจริง และดราม่าที่เกิดหลังพวงมาลัย ผู้ชมรู้สึกอิน เข้าใจ และเห็นอีกมุมของฮีโร่ในสนามแข่ง ผลสำรวจของ Nielsen ชี้ว่า หลังซีรีส์ออกอากาศ สัดส่วนผู้ชม F1 เพศหญิงเพิ่มขึ้นกว่า 30% ภายใน 5 ปี

2. Fandom ใหม่: “ดูเพราะคน” มากกว่า “คะแนน”
ใน TikTok และ X (Twitter) กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า F1 Fangirl Culture — แฟนผู้หญิงดู F1 เพราะหลงใหลในบุคลิก มิตรภาพ และเคมีระหว่างนักแข่ง คอนเทนต์แนว “F1 Boyfriend Ranking” หรือ “Paddock Fashion Review” มียอดวิวหลายสิบล้านครั้ง และนักแข่งรุ่นใหม่อย่าง Lando Norris หรือ George Russell กลายเป็นไอคอนขวัญใจแฟนทั่วโลก

3. F1 กลายเป็นแฟชั่นวีคของวงการกีฬา
Monaco GP, Miami GP หรือ Singapore GP ไม่ได้เป็นแค่สนามแข่ง แต่คือเวทีแฟชั่น Luxury Lifestyle เต็มรูปแบบ ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกปรากฏใน Paddock Club เช่น Jennie BLACKPINK, Rosie Huntington-Whiteley, Chiara Ferragni แบรนด์ระดับโลกอย่าง Louis Vuitton × Ferrari และ TAG Heuer × Red Bull Racing ก็ใช้ F1 เป็นเวที Collaboration

4. Community ของผู้หญิงใน F1 ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกกีฬา
แฟนหญิงไม่ได้เป็นแค่ผู้ชม แต่สร้างคอมมูนิตี้ของตัวเอง เช่น เพจ TikTok @womensgrid หรือพอดแคสต์ Two Girls 1 Formula ที่พูดเรื่อง F1 ในมุมผู้หญิงอย่างสนุกและเฉียบ ผลลัพธ์คือการเกิด “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้หญิงที่ชื่นชอบกีฬาเดิมทีถูกครอบครองโดยผู้ชาย

5. สัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน: F1 กับพลังหญิง
หลายทีมเริ่มผลักดันนักแข่งหญิงผ่านโครงการ F1 Academy ที่เปิดทางให้ผู้หญิงก้าวเข้าสู่สนามใหญ่ในอนาคต ผู้หญิงจึงมอง F1 ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็น “เวทีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกกีฬา” จากสนามแห่งอำนาจชาย สู่พื้นที่แห่งความเท่าเทียม

สรุป
จากสนามแข่ง สู่ซีรีส์ จากซีรีส์ สู่แฟชั่น และจากแฟชั่น สู่การสร้างคอมมูนิตี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ F1 กลายเป็นกีฬาที่ “ผู้หญิงอยากอยู่ในนั้น” — ไม่ใช่แค่ดู แต่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง F1 ไม่ใช่แค่เสียงเครื่องยนต์ แต่มันคือเสียงของยุคสมัยใหม่ที่ผู้หญิงก็ขับเคลื่อนได้

อ้างอิงข้อมูล
- Nielsen Global Fan Survey 2024
- Formula 1 Official Fan Insights 2025
- The Guardian, FT, Netflix Drive to Survive Series
- TikTok #F1Fangirl #PaddockFashion #DriveToSurvive

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

เปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในศึกเลือกตั้งปี 2569 ใครจะพาไทยฝ่าเส้นทางที่เปราะบาง... คนไทยเตรียมลุ้นไปด้วยกัน

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมือง จากพระพุทธเจ้า

(20 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

พระพุทธเจ้า เคยกล่าวว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดีๆที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง
.
ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

โควทคำพูด แถลงการณ์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี

(19 ต.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ขอชี้แจงให้ทราบว่า บทความของสำนักข่าว ฐานเศรษฐกิจ ลงวันที่ 19 ตุลาคม ที่รายงานว่า
'นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา'นั้น ไม่เป็นความจริง
สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี
จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าว

The Thansettakij article dated October 19 reported that “the Korean Prime Minister stated that seven Thai politicians are involved in a Cambodian scam case.” The Government of the Republic of Korea clarifies that this report is not factual. The Embassy of the Republic of Korea will take necessary measures against this fake news.

ประเทศผู้ผลิต Rare Earth

(19 ต.ค. 68) เวลาพูดถึงทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ หลายคนอาจนึกถึงน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ แต่ในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุดิบอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า “หัวใจลับของเทคโนโลยี” นั่นคือ Rare Earth หรือแร่หายาก 
.
ถึงแม้จะมีชื่อว่าหายาก แต่จริง ๆ แล้วสามารถพบได้ทั่วไปในเปลือกโลก เพียงแต่การขุดและการแยกสกัดอาจทำได้ยากและมีต้นทุนสูง บวกกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ทุกประเทศจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ได้
.
เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างมอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กังหันลมกลางทะเล หรือแม้แต่สมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้หากไม่มี Rare Earth และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าก็อาจไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วอย่างทุกวันนี้
.
ตัวอย่าง Rare Earth ที่สำคัญ
• แม่เหล็กถาวร Neodymium-Iron-Boron (NdFeB) คือหัวใจที่ทำให้มอเตอร์ EV มีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง และทำให้กังหันลมผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแม่เหล็กถาวรชนิดที่แข็งแกร่งที่สุดในเชิงพาณิชย์เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
• Lanthanum (La) และ Cerium (Ce) อยู่เบื้องหลังหน้าจอที่คมชัด และกระบวนการผลิตแผงโซลาร์
• Europium (Eu), Terbium (Tb), Praseodymium (Pr) เติมเต็มสีสันให้ LED และจอทีวี
• ขณะที่ในอดีต แบตเตอรี่ NiMH ของรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรก ๆ ก็ต้องพึ่ง Rare Earth เช่นกัน
.
มิติด้านความมั่นคง
ความสำคัญของ Rare Earth ไม่ได้จำกัดอยู่ในสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ยังลึกไปถึงเทคโนโลยีทางทหาร โดยเครื่องบินรบ F-35 หนึ่งลำใช้แร่หายากกว่าหลายร้อยกิโลกรัม รวมถึงในระบบนำวิถีจรวด เรือดำน้ำ และเรดาร์ ล้วนต้องพึ่ง Rare Earth ทั้งสิ้น 
.
นี่คือเหตุผลที่ ศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษา (CSIS) เคยนิยามว่า Rare Earth เป็น ‘ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์’ เพราะการครอบครองหรือควบคุมห่วงโซ่อุปทานหมายถึงการได้เปรียบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
.
จีน จักรพรรดิแห่ง Rare Earth
หากน้ำมันเคยถูกเรียกว่า ‘อาวุธยุทธศาสตร์’ ของตะวันออกกลาง Rare Earth เองก็เป็น ‘อาวุธเงียบของจีน’ 
• ปี 2024 จีนผลิต Rare Earth คิดเป็น เกือบ 70% ของโลก (ประมาณ 270,000 ตัน)
• มีปริมาณสำรองราว 34% ของโลก (ประมาณ 44 ล้านตัน)
• และที่สำคัญที่สุดคือ เกือบ 100% ของการแปรรูป Rare Earth หนักเกิดขึ้นในจีน
.
นั่นหมายความว่า ต่อให้ประเทศอื่นมีแร่ในดิน แต่ก็ยังต้องพึ่งจีนในขั้นตอนการสกัดและทำให้บริสุทธิ์
จีนยังเดินเกมครบวงจร ตั้งแต่เหมืองยักษ์ ไป๋หยันโอโบ (Baiyun Obo) การควบคุมโควตาการผลิต ปราบเหมืองเถื่อน ไปจนถึงการตั้งคลังสำรอง Rare Earth แบบเดียวกับที่โลกเคยเห็นในยุทธศาสตร์น้ำมัน
.
นี่คือเหตุผลที่ Rare Earth ไม่ได้เป็นเพียงวัตถุดิบ แต่เป็นเครื่องมือเจรจาในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ที่จีนสามารถเปิด-ปิดก๊อกได้ตามสถานการณ์ จึงไม่แปลกที่สหรัฐฯ และยุโรปต่างกังวล และพยายามสร้างห่วงโซ่ทางเลือก
.
ประเทศอื่น ๆ พยายามไล่ตาม
• สหรัฐฯ มีเหมือง Mountain Pass ในแคลิฟอร์เนียเป็นหัวหอก ผลิตได้ราว 45,000 ตันต่อปี ครองตำแหน่งผู้ผลิตอันดับ 2 ของโลก และกำลังเร่งลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปเพื่อลดการพึ่งพาจีน โดยมีนโยบายเชิงรุกอย่างการตั้งกำแพงภาษี 25% กับแม่เหล็กแรร์เอิร์ธจากจีน (มีผลปี 2026) และท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลใหม่ที่ต้องการความมั่นคงของแร่ธาตุสำคัญ
• เมียนมา ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลกด้วยกำลังการผลิต 31,000 ตันต่อปี และเป็นแหล่งสำคัญของ “แรร์เอิร์ธหนัก” (Heavy Rare Earths) ที่จีนต้องพึ่งพาถึง 70% อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเมียนมามีความเปราะบางสูงจากปัญหาเหมืองนอกระบบ และความไม่สงบทางการเมืองล่าสุดที่กองกำลังอิสระเข้ายึดพื้นที่เหมืองสำคัญ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของจีน
.
ออสเตรเลีย, ไทย และไนจีเรีย เป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตระดับกลางที่มีบทบาทน่าสนใจ ด้วยกำลังการผลิตเท่ากันที่ 13,000 ตันต่อปี
• ออสเตรเลีย เดินเกมผ่านบริษัท Lynas และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีปริมาณสำรองในประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ 5.7 ล้านตัน
• ไทย มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด และกำลังตอกย้ำบทบาทการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่สำคัญจากการลงทุนของ BYD และมีโรงงานแปรรูปแม่เหล็กอยู่แล้ว
• ไนจีเรีย กลายเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่น่าจับตาจากแอฟริกา และเพิ่งลงนามความร่วมมือกับฝรั่งเศสเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมแร่ธาตุสำคัญ
.
กลุ่มยักษ์หลับ ประเทศที่มีปริมาณสำรองมหาศาล แต่ยังคงมีกำลังการผลิตในระดับต่ำด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน
• รัสเซีย แม้จะมีแร่สำรองมากเป็นอันดับ 5 แต่ผลิตได้เพียง 2,500 ตัน และกำลังพยายามหาทางร่วมมือกับชาติตะวันตกเพื่อพัฒนาโครงการที่ล่าช้า
• อินเดีย มีศักยภาพสูงจากแร่ชายหาด แต่ผลิตได้ 2,900 ตัน และกำลังพยายามยกระดับอุตสาหกรรมผ่านการเข้าร่วมกลุ่ม Minerals Security Partnership (MSP) ที่นำโดยสหรัฐฯ
• เวียดนาม มีปริมาณสำรองอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ผลิตได้เพียง 300 ตัน เนื่องจากอุตสาหกรรมหยุดชะงักจากปัญหาคอร์รัปชันครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติชะลอแผน

อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจาก ‘พระพุทธเจ้า’ ที่ยังใช้ได้จริงจนถึงทุกวันนี้ ความเข้มแข็งของบ้านเมือง!! เกิดจากความสามัคคี ยกย่องคุณธรรม

(19 ต.ค. 68) ดร.อธิป อัศวานันท์ ได้โพสต์คลิปลง TikTok เกี่ยวกับ อปริหานิยธรรม 7 บทเรียนการเมืองจากพระพุทธเจ้า ที่ยังใช้ได้จริงทุกวันนี้ โดยในคลิปนั้นมีใจความว่า ...

ท่านทั้งหลายเคยทราบไหมครับว่า พระพุทธเจ้าของเรา เคยให้คำแนะนำทางการเมือง เกี่ยวกับการปกครอง ที่จะนำไปสู่ความเจริญของบ้านเมือง และนี่ก็คือ เรื่องราวของ อปริหานิยธรรม 7

ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องราวของ วัสสการพราหมณ์ ที่ถูก พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์ผู้ทรงอำนาจ ส่งมาเพื่อขอให้พระพุทธเจ้า ทำนายว่า หากจะยกทัพไปตีวัชชี จะได้ชัยชนะหรือไม่

แต่คำตอบที่ได้นั้น กลับไม่ใช่เรื่องของการทำนายแพ้ชนะ แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้ง เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง ที่ยังคงใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ย้อนเวลากลับไปในดินแดนชมพูทวีป ในยุคที่พระพุทธเจ้านั้นยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มหาอาณาจักรมคธ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าอชาตศัตรู กำลังจ้องจะขยายอำนาจ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อย่างแรงกล้า ที่จะยึดครองแคว้นวัชชี ซึ่งมีเมืองหลวงคือไวศาลี

ดินแดนแห่งนี้น่าสนใจมาก เพราะพวกเขาไม่ได้ปกครองโดยกษัตริย์องค์เดียว เหมือนกับที่อื่น แต่เป็นการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือมีหัวหน้าเผ่าหลายคน ร่วมกันบริหารบ้านเมือง คล้ายกับระบอบสาธารณรัฐ ในยุคโบราณ และที่สำคัญพวกเขาเข้มแข็งมากพวกเขาสามัคคีกันมาก

พระเจ้าอชาตศัตรู แม้จะประกาศว่า ดินแดนแห่งนี้เราจะทำลายให้ย่อยยับสิ้นซาก แต่ก่อนที่จะยกทัพนั้นพระองค์รู้ว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสิ่งใดที่ผิดจากความจริง จึงส่ง มหาอำมาตย์ผู้ใกล้ชิด ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอคำทำนายว่า หากยกทัพไปตี แล้วจะได้รับชัยชนะหรือไม่ และนี่ก็คือจุดที่พลิกผันของเรื่องนี้

เพราะพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตอบว่าแพ้หรือชนะ พระองค์ไม่ได้ทำนายอนาคต แต่กลับไปถามพระอานนท์ที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ถามถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อยู่ในดินแดนแห่งนี้ ถามว่าพวกเขา ยังคงประชุมปรึกษากันอยู่บ่อย ๆ หรือไม่ พระอานนท์ตอบว่าใช่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสต่อว่า ตราบใดที่ชาวบ้านยังคงทำเช่นนั้น ความเจริญย่อมจะมีแก่พวกเขา ไม่มีวันเสื่อมเลย

มหาอำมาตย์ที่นั่งฟังอยู่ เริ่มเข้าใจทันที นี่ไม่ใช่การทำนาย แต่เป็นการชี้ให้เห็นเหตุและผล

พระพุทธเจ้ากำลังบอกว่า ความแข็งแกร่งจากบ้านเมือง มาจากเหตุและปัจจัยเหล่านี้ พระพุทธเจ้า ทรงแสดงหลักการ 7 ประการ ที่ทำให้สังคมไม่เสื่อมถอย อปริหานิยธรรม 7

ประการแรก การหมั่นประชุมศึกษา นี่ไม่ใช่แค่การนั่งคุยกัน แต่เป็นการระดมสติปัญญา แลกเปลี่ยนมุมมอง หาทางออกร่วมกัน องค์กรที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันไม่มีที่ไหนเลยที่ไม่มีการประชุมปรึกษาหารือกัน

ประการที่ 2 ความพร้อมเพียงกัน มาประชุมก็มาพร้อมกัน เลิกก็เลิกพร้อมกัน ทำงานก็ทำด้วยกัน ไม่แตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย ไม่มีการเล่นพวก นี่คือพลังของความสามัคคีที่แท้จริง

ประการที่ 3 การเคารพกติกาที่มีอยู่ ไม่แก้ กฎระเบียบตามอำเภอใจ ไม่ยกเลิกสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่แล้ว นี่คือหลักนิติธรรมที่เราพูดถึง เราพูดกันบ่อย ในปัจจุบัน ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน ไม่มีใครอยู่เหนือกฎ

ประการที่ 4 การเคารพผู้อาวุโส ผู้มีประสบการณ์ แต่ไม่ใช่การเชื่อฟังแบบหุ่นยนต์ เป็นการรับฟังด้วยเหตุผล เพราะท่านเหล่านั้นผ่านอะไรมามาก มีภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การเรียนรู้

ประการที่ 5 การไม่ข่มเหง หรือละเมิดสตรี สังคมที่ดี ต้องให้ความเคารพและปกป้องทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า นี่คือเครื่องชี้วัดความศิวิไลซ์ ของสังคมนั้น ๆ

ประการที่ 6 การรักษาประเพณี วัฒนธรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหล่านี้คือจิตวิญญาณของชุมชน เป็นสิ่งที่ยึดโยงให้คน รู้สึกเป็นพวกเดียวกัน มีรากแก้วร่วมกัน

และประการสุดท้าย การอุปถัมภ์คนดีมีศีลธรรม นักบวช นักปราชญ์ ผู้ทรงคุณธรรม เพราะคนเหล่านี้ คือเข็มทิศทางจริยธรรมของสังคม เมื่อสังคมให้คุณค่ากับคนดี คนดีก็จะเพิ่มขึ้น

เมื่อฟังจบมหาอำมาตย์ก็ได้อุทานว่า หากรักษาได้แม้เพียงข้อเดียว ก็ยากที่จะพ่ายแพ้ แล้วนี้พวกเขาทำได้ครบทั้ง 7 ข้อ พระเจ้าอชาตศัตรู ไม่มีทางที่จะชนะด้วย การรบ ได้เลย เว้นแต่จะใช้วิธีอื่น วิธียุแหย่ให้พวกเขาแตกความสามัคคีกันเอง

และนี่ก็คือข้อคิดที่ลึกซึ้งมาก ข้าศึกศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่กองทัพจากภายนอก แต่เป็นความแตกแยกจากภายใน ประเทศที่แข็งแกร่ง ไม่ได้แพ้ใคร แต่แพ้ตัวเอง แพ้เพราะลืมหลักการพื้นฐานเหล่านี้

หลักการนี้คล้ายกับหลักประชาธิปไตยในสมัยใหม่มาก แต่จริง ๆ แล้ว มันลึกซึ้งกว่านั้น มันไม่ได้พูดถึงแค่ระบบการเมือง แต่พูดถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรมและค่านิยมที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง

ลองมองรอบตัวเราในวันนี้ ทั้งในระดับครอบครัว องค์กร หรือประเทศ เรายังคงรักษาหลักการเหล่านี้อยู่หรือไม่ เรายังพูดคุยปรึกษากันอยู่หรือเปล่า หรือต่างคนต่างอยู่ในโลกของตัวเอง มีความเชื่อแบบสุดโต่งของตัวเอง เรายังเคารพกติการ่วมกันหรือไม่ หรือใครมีอำนาจก็ แก้กฎระเบียบได้ตามใจชอบ เรายังให้คุณค่ากับคนดี มีคุณธรรมอยู่หรือเปล่า หรือกลับไปยกย่องคนที่ร่ำรวย และมีอำนาจ โดยไม่สนใจว่า มาด้วยวิธีไหน

แคนดิเดต ‘นายกรัฐมนตรี’ ศึกเลือกตั้ง 2569

(18 ต.ค. 68) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ศึกเลือกตั้ง 2569 ใครจะนำประเทศไทย ฝ่าความเปราะบาง??

หลังจากสมรภูมิการเมืองปี 2566 ได้เปลี่ยนสมการอำนาจอย่างชัดเจน และทำให้เห็นว่าการเมืองไทยเข้าสู่ยุคของ ‘พันธมิตรเกินความคาดเดา’ อีกครั้ง

การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 จึงถูกจับตามองอย่างหนัก ในฐานะสนามชี้!! อนาคตของประเทศในทศวรรษหน้า

แม้จะยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่หลายพรรคการเมืองเริ่มขยับแผน พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนผ่าน ‘แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี’ ของแต่ละพรรค ว่าใครคือผู้นำที่จะเป็นหน้าเป็นตา และดึงคะแนนนิยมเข้าสู่พรรคให้ได้มากที่สุดในสนามใหญ่ครั้งนี้

การเลือกตั้งปี 2569 จะไม่ใช่แค่การเลือกพรรคอีกต่อไป แต่คือการเลือก ‘ผู้นำประเทศ’ ในยุคที่เศรษฐกิจเปราะบาง การเมืองแบ่งขั้ว และภูมิรัฐศาสตร์ โลกผันผวนรุนแรง

แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนไม่เพียงแต่ต้องมีภาพลักษณ์ที่ดี นโยบายต้องโดนใจ และต้องพร้อมเจรจา ประสานผลประโยชน์ รักษาเสถียรภาพให้ได้หลังการเลือกตั้ง

ใครจะได้นั่งเก้าอี้ ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป ก็ยังไม่มีใครรู้

แต่การต่อสู้ ในศึกเลือกตั้ง ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!!


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top