Saturday, 20 April 2024
THESTATESIMES

'ผบช.ภ.9' แถลง รวบแก๊งค้ายาฯ ยึดเฮโรอีน หนัก 110 กก. ซุกรถกระบะ มูลค่า 300 ล้านบาท ปลายทางมาเลเซีย

เมื่อวานนี้ (5 ตุลาคม 2565) ที่ ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ภายในเขตเทศบาลนครยะลา อ.เมืองยะลา จ.ยะลา พล.ต.ท.นันทเดช ย้อยนวล ผบช.ภ.9, แถลงว่า ตามนโยบายนายกรัฐมนตรี, พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณรอง นายกรัฐมนตรี, พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร., ให้หน่วยในสังกัด เร่งรัด กวดขัน จับกุม ยึดทรัพย์ เกี่ยวกับยาเสพติด ภายใต้การอํานวยการของ พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4, พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ รอง ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.นรินทร์ บูสะมัญ ผบก.ภ.จว.ปัตตานี, พ.ต.อ.กีรติ แวยูโซ๊ะ รอง ผบก.ภ.จว.ปัตตานี และพ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผกก.สภ.เมืองปัตตานี

ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามนโยบายรัฐบาลให้มีการปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง โดยให้ถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2565 เวลาประมาณ 23.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปัตตานี ได้สืบสวนติดตามการลักลอบลำเลียงยาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีการลักลอบลำเลียงขนยาเสพติด (เฮโรอีน) โดยใช้รถกระบะบรรทุก สีเขียว ไม่ทราบยี่ห้อ และ หมายเลขทะเบียน เพื่อจะนำเฮโรอีนไปส่งยังชายแดนไทย - มาเลเซีย ในช่วงเวลา ประมาณ 22.00 - 24.00 น.ของวันที่ 2 ตุลาคม 2565 

โดยบุคคลที่ลำเลียงเฮโรอีนมาเป็นบุคคลเพศชาย สัญชาติไทย วัยกลางคน จำนวน 2 คน ทาง พ.ต.อ.ญาณพงศ์ อุบลบาน ผกก.สภ.เมืองปัตตานี และ ร.ต.อ.ชูวิทย์ อ่อนขวัญเพ็ชร รอง สวป.สภ.เมืองปัตตานี หัวหน้า ชุด จับกุม จึงได้มีการวางแผนสกัดกั้นเพื่อจับกุม โดยตั้งจุดตรวจบริเวณถนนสาย 42 เมื่อผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ขับขี่ผ่านจึงได้เรียกตรวจแต่ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ได้ขับขี่หลบหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุด จับกุมจึงไล่ติดตามจนสามารถควบคุมตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางได้ที่บริเวณหน้าสถานีขนส่งจังหวัดปัตตานี ถนนสาย 42 ในพื้นที่ ต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ประกอบด้วย 

1.) นายลอดี เปาะเยะ อายุ 30 ปี ที่อยู่ 181 หมู่ที่ 5 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี

2.) นายอาหะมะ ยามา อายุ 46 ปี ที่อยู่ 100 หมู่ที่ 5 ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี พร้อมของกลาง 

(​​1) เฮโรอีน น้ำหนักรวมประมาณ 110 กิโลกรัม

(2) รถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีเขียว รุ่นไทรตัน หมายเลขทะเบียน บน - 1521 ปัตตานี จำนวน 1 คัน

(​​3) โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ OPPO รุ่น A 54 สีน้ำเงิน จำนวน 1 เครื่อง

(​​4) โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ VIVO รุ่น 1610 สีดำ จำนวน 1 เครื่อง 

โดยกล่าวหาว่า 

1.) ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย โดยกระทำเพื่อการค้า (ผู้ต้องหาที่ 1 และผู้ต้องหาที่ 2)

2.) (ผู้ต้องหาคนที่ 2) เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต สถานที่เหตุเกิด ริมถนนเพชรเกษมสาย 42 บริเวณหน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดปัตตานี ต.ตะลุโบะ อ.เมือง จ.ปัตตานี ได้ตรวจยึดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 จำนวน 2 รายการ ดังนี้

1.) รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า รุ่นสกุบปี้ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 1 กต 7096 นราธิวาส จำนวน 1 คัน ราคาประมาณ 30,000 บาท

​​2.) รถยนต์กระบะตอนครึ่ง ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรตัน สีเขียว หมายเลขทะเบียน บน 1521 ปัตตานี จำนวน 1 คัน ราคาประมาณ 300,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สิน ที่ตรวจยึดประมาณ 330,000 บาท ​สำหรับมูลค่ายาเสพติด (เฮโรอีน)ที่สามารถตรวจยึดมาได้ เมื่อถูกนำส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านจะมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 300,000,000 บาท ผบช.ภ.9 กล่าว

‘3 Steps Plus’ พา ‘GC’ พลิกทำกำไรในช่วง ศก.โลกขาลง ‘ยกระดับการแข่งขัน-สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์-บูรณาการความยั่งยืน’

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC พลิกทำกำไร ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกถดถอยและตลาดเคมีภัณฑ์ขาลง เป็นผลมาจากการวางแผนเตรียมรับมือล่วงหน้า ทำมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรการภายในที่เข้มแข็ง ได้แก่ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ รักษาวินัยทางการเงินเข้มแข็ง และกลยุทธ์ 3 Steps Plus ที่มาถูกทาง ช่วยขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสถานการณ์ธุรกิจเคมีภัณฑ์ทั่วโลกที่ยังผันผวน

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า 

“อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างมาก และ Industry Landscape ที่เปลี่ยนไป ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ทั่วโลก ในขณะที่ GC ได้มีการวางแผนเตรียมรับมือล่วงหน้า มุ่งเน้นทำสิ่งที่เราควบคุมได้ และดำเนินมาตรการภายในที่เข้มแข็งมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559 ผ่านโครงการกว่า 10,000 โครงการ ส่งผลให้เกิดผลประโยชน์สะสมเฉลี่ยมากกว่า 6,900 ล้านบาทต่อปี”

มาตรการภายในที่เข้มแข็งดังกล่าว ได้แก่
>>Business Enhancement: การเพิ่มประสิทธิภาพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิต ได้ผลประโยชน์สะสมเฉลี่ยมากกว่า 5,200 ล้านบาทต่อปี

>>Organization & Digital Transformation: ปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ การปรับโครงสร้างองค์กร และเพิ่มศักยภาพบุคลากร ได้ผลประโยชน์สะสมเฉลี่ยประมาณ 1,700 ล้านบาทต่อปี

>>ดำเนินมาตรการทางการเงิน: คงวินัยทางการเงินที่เข้มแข็ง บริหารสภาพคล่อง ควบคุมค่าใช้จ่าย และ บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ

*ลด OPEX ต่อเนื่องทุกปี โดยในปี 2566 คาดว่าจะลดได้ 1,500-2,000 ล้านบาท
*ลด CAPEX ประมาณ 7,000 ล้านบาท โดยการเลือกลงทุนอย่างชาญฉลาดในโครงการที่ให้ผลตอบแทนที่ดี และในขณะเดียวกันสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
*การลดหนี้และบริหารต้นทุนทางการเงิน โดยการซื้อคืนหุ้นกู้ (US Bond buy back) ทำให้มีกำไรประมาณ 460 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาของปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี

>>Asset Light Strategy: ปรับโครงสร้างธุรกิจ ลดการถือครองสินทรัพย์ที่เป็น Non-core Assets

“ผลจากการดำเนินตามกลยุทธ์ 3 Steps Plus ส่งผลให้ GC มีพื้นฐานที่ดี และมีผลบวกในด้านต่าง ๆ รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ดีขึ้น พร้อมกันนี้ GC ได้ทำการทบทวนและจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับสถานการณ์ Industry Landscape ที่เปลี่ยนไป โดยกลยุทธ์ 3 Steps Plus ประกอบด้วย 

(1) Step Change ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
(2) Step Out  มุ่งสู่ธุรกิจ High Value (Specialty Chemicals) and Low Carbon ( Bio and Circularity) 
(3) Step Up บูรณาการความยั่งยืนเข้าไปในธุรกิจ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่ง GC มีการดำเนินงานได้ตามแผนที่วางไว้”

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3/2566 ของ GC ปรับตัวดีขึ้น มีกำไรสุทธิ 1,427 ล้านบาท มี Adjusted EBITDA ที่ 12,307 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2566 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงขาลง มีการปรับตัวลดลงของ EBITDA ในไตรมาสที่ 3/2566 เมื่อเทียบกับ ไตรมาสที่ 2/2566 ประมาณ 20 - 40 % 

GC องค์กรยั่งยืนได้รับการยอมรับในระดับสากลและระดับประเทศ
>>GC ได้รับรางวัล DJSI อันดับหนึ่งของโลก ในกลุ่มเคมีภัณฑ์ ต่อเนื่อง 4 ปีติดต่อกัน (2562-2565) และในปี 2566 ได้รับคะแนนสูงสุดในกลุ่มเคมีภัณฑ์ ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2566

>>นอกจากนี้ยังมีรางวัลเกียรติยศอื่น ๆ อาทิ รางวัล Platinum ระดับสูงสุดจาก Ecovadis, ดัชนีชี้วัดความยั่งยืน CDP Water and Climate ได้รับการจัดอันดับ A LIST, องค์กรต้นแบบด้านความยั่งยืนระดับสูงสุด (LEAD) ของโลกจาก UN Global Compact Lead, หุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2566 ที่ระดับ AAA

>>ล่าสุดได้ตอกย้ำศักยภาพการเป็น Sustainability Thought Leader จากการจัดงาน GC Sustainable Symposium 2023: We are GEN S ซึ่งเป็นเวทีแบ่งปันองค์ความรู้ด้านความยั่งยืนในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยมีผู้ชมการถ่ายทอดสดผ่าน LIVE ใน 125 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังได้ต่อยอดธุรกิจเพื่อก้าวสู่การเป็น ‘องค์กรคาร์บอนต่ำ’ และเพิ่มโอกาสในการร่วมงานกับพาร์ตเนอร์ใหม่ ๆ ที่สำคัญ

“ความสำเร็จของ GC ไม่เพียงตอกย้ำการเป็นองค์กรชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยความรับผิดชอบต่อโลก แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของคณะผู้บริหารและบุคลากรทุกคนที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตให้กับองค์กร ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน รวมถึงการสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม” ดร.คงกระพัน กล่าวสรุป


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top