Sunday, 16 June 2024
EA

‘รมต.กระทรวงอุตสาหกรรม’ เปิดโรงงานแบตไฟฟ้าใหญ่สุดในภูมิภาคอาเซียน “อมิตา”!! พร้อมก้าวสู่โลกพลังงานสะอาดแบบครบวงจร

วันนี้ (12 ธ.ค.2564) ที่ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิธี เปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ทันสมัย มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคอาเซียน โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงแรงงาน นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายกวิน ทังสุพานิช เลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน รองศาสตราจารย์.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ฉะเชิงเทรา พร้อม ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และคณะผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพลังงานบริสุทธิ์จำกัด (มหาชน) หรือ EA ผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียน-พลังงานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวว่า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงาน จะเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ออกแบบให้โรงงานแห่งนี้ใช้ระบบที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการผลิตได้ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีในอนาคต อีกทั้งโรงงานยังเน้นแนวคิดที่ใช้พลังงานในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มุ่งเน้นการรีไซเคิลในกระบวนการผลิตให้มากที่สุด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท อมิตา เทคโนโลยี อิงค์ (ไต้หวัน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในไต้หวันมากว่า 20 ปี

ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ได้เข้าร่วมทุน ถ่ายทอดประสบการณ์และเทคโนโลยีในการสร้างโรงงานจนเป็นผลสำเร็จ ผ่านบริษัทย่อยภายใต้ ชื่อ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่มากขึ้นในระดับ World Class เพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด Pouch Cell ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และวัสดุที่มีความปลอดภัยสูงในการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ให้สามารถจุพลังงานได้สูง มีน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นอันตราย เช่น กรดหรือตะกั่ว และใช้เทคนิคพิเศษในการผลิตเซลล์ เมื่อหมดอายุการใช้งาน นำไปรีไซเคิล ด้วยการคัดแยกแผ่นขั้วบวกและขั้วลบได้ง่าย เพราะเป็นแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แบตเตอรี่ของอมิตายังออกแบบให้เข้ากันกับเทคโนโลยีแบบ Ultra-Fast Charge ที่รองรับการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที พร้อมรองรับการชาร์จได้สูงถึง 3,000 รอบ ที่จะเป็นจุดเด่นสำหรับรองรับการใช้งานของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจัยเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญในการใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด”

แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้กับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้า และเรือโดยสารไฟฟ้า เพื่อช่วยในการลดการปล่อยมลภาวะสู่สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ที่ผลิตได้ในระยะเริ่มต้น ขนาด 1 กิกะวัตต์ หรือ 1,000,000 กิโลวัตต์ สามารถนำมาใช้ในรถโดยสารไฟฟ้า ขนาด 11 เมตร ซึ่งขับเคลื่อนได้ระยะทางสูงสุด 240 กิโลเมตร ได้ถึง 4,160 คันต่อปี และการใช้รถโดยสารไฟฟ้า จำนวน 4,160 คัน สามารถช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG Emission Reduction) ประมาณ 91,709 ตันต่อปี และลดปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลได้กว่า 97,066,667 ลิตรต่อปี เมื่อเทียบกับรถโดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันดีเซล

‘ก.อุตฯ’ เปิดโรงงานผลิตแบตฯ ใหญ่สุดในอาเซียน เตรียมดันไทยสู่สังคมพลังงานสะอาดยั่งยืน

ไม่นานมานี้ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานพิธี เปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ทันสมัย มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคอาเซียน โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.กระทรวงแรงงาน, นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายกวิน ทังสุพานิช เลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน, รองศาสตราจารย์ คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา, นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ฉะเชิงเทรา พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และคณะผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธี

นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพลังงานบริสุทธิ์จำกัด (มหาชน) หรือ EA ผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานหมุนเวียน-พลังงานไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวว่า โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงาน จะเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) และการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้ออกแบบให้โรงงานแห่งนี้ใช้ระบบที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการผลิตได้ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์เทคโนโลยีในอนาคต อีกทั้งโรงงานยังเน้นแนวคิดที่ใช้พลังงานในการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต มุ่งเน้นการรีไซเคิลในกระบวนการผลิตให้มากที่สุด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท อมิตา เทคโนโลยี อิงค์ (ไต้หวัน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในไต้หวันมากว่า 20 ปี

ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ได้เข้าร่วมทุน ถ่ายทอดประสบการณ์และเทคโนโลยีในการสร้างโรงงานจนเป็นผลสำเร็จ ผ่านบริษัทย่อยภายใต้ ชื่อ บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่มากขึ้นในระดับ World Class เพื่อผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ชนิด Pouch Cell ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และวัสดุที่มีความปลอดภัยสูงในการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ให้สามารถจุพลังงานได้สูง มีน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นอันตราย เช่น กรดหรือตะกั่ว และใช้เทคนิคพิเศษในการผลิตเซลล์ เมื่อหมดอายุการใช้งาน นำไปรีไซเคิล ด้วยการคัดแยกแผ่นขั้วบวกและขั้วลบได้ง่าย เพราะเป็นแบตเตอรี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แบตเตอรี่ของอมิตายังออกแบบให้เข้ากันกับเทคโนโลยีแบบ Ultra-Fast Charge ที่รองรับการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาเพียง 15 นาที พร้อมรองรับการชาร์จได้สูงถึง 3,000 รอบ ที่จะเป็นจุดเด่นสำหรับรองรับการใช้งานของยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจัยเรื่องเวลาเป็นสิ่งสำคัญในการใช้งานอย่างคุ้มค่าที่สุด”

EA ส่งมอบโครงการโรงเรียนวัว เสริมทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนในชุมชน

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) นำโดย ดร.ศรัณญู และ นายณปพน โดยมีท่านสุวิทย์และคุณกุลพรภัสร์ ร่วมเป็นสักขีพยาน ส่งมอบโครงการ"โรงเรียนวัว" ให้กับ โรงเรียนร่วมราษฎร์วิทยานุกูล อ.เนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ เพื่อส่งเสริมการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ อ.เนินสง่าและอำเภอใกล้เคียงของจังหวัดชัยภูมิ สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาคุณภาพชีวิตในอนาคต

ได้รับเกียรติจากนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ เป็นประธานในพิธีรับมอบ ร่วมด้วยนายสุวิทย์ คำดี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายยุทธนา ศรีนวลดี นายอำเภอเนินสง่า นายประวิช ยะรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต3 และนางนงค์นุช คชา ผู้อำนวยการโรงเรียนร่วมราษฎร์วิทยานุกูล ร่วมในพิธีดังกล่าว

ประกาศเกียรติคุณ วิศวจุฬากิตติคุณอาวุโสดีเด่น ครั้งที่ 8 และวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 17 ประจำปี 2564

ประกาศเกียรติคุณ วิศวจุฬากิตติคุณอาวุโสดีเด่น ครั้งที่ 8 และวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 17  ประจำปี 2564 เชิดชูเกียรตินิสิตเก่าคณะวิศวฯ จุฬาฯ ที่มีคุณงามความดี สร้างคุโณปการต่อสังคมและประเทศชาติ

(16 มี.ค.65)​ ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อค สมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานประกาศเกียรติคุณ วิศวจุฬากิตติคุณอาวุโสดีเด่น ครั้งที่ 8 และวิศวจุฬาดีเด่น ครั้งที่ 17 ประจำปี 2564 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรตินิสิตเก่าคณะวิศวฯ จุฬาฯ ที่มีคุณงามความดี มีจริยธรรมอันดีงาม มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว สังคม ประสบความสำเร็จ และโดดเด่นด้านการงานเป็นที่ประจักษ์ สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ โดยไม่จำกัดเพศ อายุ และสาขาอาชีพ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นราชการ รัฐวิสาหกิจ ธุรกิจเอกชน หรือองค์กรอิสระ

ซึ่งในปีนี้มีผู้ที่ได้รับ รางวัลวิศวจุฬากิตติคุณอาวุโส จำนวน 8 ท่าน และรางวัลวิศวจุฬาดีเด่น จำนวน 10 ท่าน อาทิ ศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ อดุลพันธุ์ ราชบัณฑิตและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  นายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา ประธานกรรมการ บริษัท ฤทธา จำกัด นายวิวัฒน์ ทยานุวัฒน์ ประธานบริหารบริษัทในเครือบุญถาวร นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง  และนายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทพลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)  เป็นต้น

EA พลิกโฉมธุรกิจ สู่ยานยนต์ไฟฟ้า เปิดอาณาจักร ‘พลังงานบริสุทธิ์’ (EA) ผู้พร้อมป้อน ‘พลังงานใหม่’ สู่อนาคตไทย

เคยได้อ่านบทความหนึ่งของนิตยสาร Bloomberg เมื่อราว 2 ปีก่อน ตอนนั้นมีหัวข้อที่ทำให้ต้องคลิก Feed เข้าไปอ่านไปต่อ เพราะมีการพูดถึง ‘รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ไทย’ ในชื่อว่า MINE Mobility แถม Bloomberg ยังได้กล่าวยกย่องให้ MINE เปรียบเสมือน ‘Tesla of Thailand’ 

จริงๆ แล้ว MINE Mobility เป็นหนึ่งในธุรกิจของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA (Energy Absolute) ธุรกิจไทยผู้บุกเบิกและพัฒนาการนำ ‘พลังงานสะอาด’ หรือ ‘พลังงานทดแทน’ มาใช้ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

EA ถูกก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยเริ่มต้นจากการทำธุรกิจ น้ำมันปาล์ม และหลังจากทำธุรกิจได้ 7 ปี ก็จดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้สำเร็จ มีรายได้ที่น่าสนใจดังนี้…

- ปี 2560 รายได้ 11,673 ล้านบาท กำไร 3,817 ล้านบาท
- ปี 2561 รายได้ 12,490 ล้านบาท กำไร 4,975 ล้านบาท
- ปี 2562 รายได้ 14,955 ล้านบาท กำไร 6,082 ล้านบาท
- 9 เดือน ปี 2563 รายได้ 12,738 ล้านบาท กำไร 3,720 ล้านบาท
- ปี 2564 รายได้ 20,558 ล้านบาท กำไร 6,100 ล้านบาท

ทีนี้หากมาพิจารณาถึงกลุ่มธุรกิจหลักๆ ของ EA แล้ว มีผลิตภัณฑ์ใดอยู่ในพอร์ต แล้วกลุ่มธุรกิจไหนที่น่าสนใจขนาดที่ Bloomberg เปรียบให้เป็น ‘Tesla of Thailand’

1.) กลุ่มธุรกิจไบโอดีเซล
ธุรกิจกลุ่มนี้เป็นธุรกิจการผลิต และจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล หรือ B100 ซึ่งหากนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลพื้นฐานตามปริมาณ ก็จะกลายเป็นน้ำมันดีเซลที่ใช้เติมเครื่องยนต์ เช่น ดีเซล B7 B10 หรือ B20 ขณะเดียวกันนอกจากน้ำมันไบโอดีเซลแล้ว ธุรกิจกลุ่มนี้ของ EA ก็ยังมีกรีนดีเซล สารเปลี่ยนสถานะ กลีเซอรีนบริสุทธิ์ 

2.) กลุ่มธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน
สำหรับธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของ EA จะดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

3.) กลุ่มธุรกิจแห่งอนาคต
ธุรกิจกลุ่มนี้ ถือเป็นอนาคตของทั้ง EA และประเทศไทย และเป็นกลุ่มธุรกิจที่เชื่อว่าน่าจะเป็นเหตุผลให้เกิดการเปรียบเทียบกับการเป็น Tesla แห่งประเทศไทย นั่นก็เพราะธุรกิจกลุ่มนี้จะครอบคลุมการผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่ ประเภทลิเทียมไอออน พอลิเมอร์ รวมถึงยังประกอบรถยนต์ไฟฟ้า รถโดยสารไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า และเรือโดยสารไฟฟ้า และธุรกิจสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งในที่นี้จะพาลงไปดูรายละเอียดเพื่อทำความรู้จักกับธุรกิจกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น...

>> แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Li-Ion Battery)
แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เป็นอุปกรณ์กักเก็บพลังงานไฟฟ้าที่มีความสามารถในการกักเก็บประจุไฟฟ้าได้ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ชนิดที่สามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปใหม่ได้หลังจากไฟฟ้าถูกใช้หมดไป โดยบริษัทฯ ได้ออกแบบให้มีคุณสมบัติที่โดดเด่น คือ สามารถกักเก็บพลังงานไฟฟ้าได้สูงมีน้ำหนักเบา มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนของกลุ่มบริษัทนั้น นอกจากไม่มีส่วนประกอบของสารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยร่วมลงทุนในบริษัท AMITA Technologies Inc. (AMITA-Taiwan) ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ในด้านการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใช้สำหรับระบบกักเก็บพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้า จากประเทศไต้หวัน

>> รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า
โดยในปี 2563 กลุ่มบริษัทได้เริ่มก่อสร้างโรงงานประกอบยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ผลิตโดยกลุ่มบริษัท ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงสุดประมาณ 8,000 คันต่อปี และสามารถปรับเปลี่ยนสายการผลิตเป็นรถประเภทอื่นได้ เช่น รถโดยสารไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า เรือไฟฟ้า หรือรถที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ 

ปัจจุบันได้มีการเริ่มทยอยส่งมอบรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า “MINE BUS” ซึ่งเป็นรถชานต่ำ รองรับผู้โดยสารที่ใช้รถวีลแชร์ เด็กและผู้สูงอายุ ให้สามารถขึ้น-ลงได้ง่าย สะดวก โดยภายในห้องโดยสารมีความกว้างขวาง ระยะห่างระหว่างเบาะกว้าง ไม่อึดอัด มีช่องเสียบ USB เพื่อชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือให้บริการระหว่างการเดินทาง ยิ่งไปกว่านั้นในรถจะไม่มีทางเดินต่างระดับของช่วงห้องโดยสารที่สูงแบบรถประเภทอื่น ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขนาด 250-350 kWh ที่ออกแบบให้สามารถชาร์จประจุไฟฟ้าได้ด้วยความเร็วภายในเวลาประมาณ 15-20 นาที สามารถขับเคลื่อนระยะทางได้ถึง 250-300 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ช่วยยกระดับการเดินทางบนท้องถนนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

>> เรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า 
บริษัทฯ นำแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน (Lithium-ion Battery) ที่ใช้เป็นอุปกรณ์กักเก็บพลังงานให้กับยานยนต์ไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) ประเภทรถยนต์ มาพัฒนาต่อยอดเป็นเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า “MINE SMART FERRY” ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเรือไฟฟ้าลำแรกของประเทศไทย ผ่านการตรวจสอบการออกแบบ การทดสอบระบบ และการเดินเรือตามมาตรฐานและมีความปลอดภัย สามารถคว้ารางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2563 สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 250 คน สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 18 knots ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขนาด 700 - 800 kWh ที่ผลิตจากโรงงานของบริษัท อมิตา เทคโนโลยี ภายในกลุ่มของบริษัทฯ สามารถชาร์จประจุไฟฟ้าจาก 0-80% ของ State of Charge (SOC) ในเวลาเพียง 15-20 นาที และขับเคลื่อนได้ระยะทางประมาณ 100 กม.ต่อการชาร์จหนึ่งรอบจากหัวชาร์จ 26 หัว ปัจจุบันมีให้บริการใน 3 เส้นทางระหว่างเส้นทางพระนั่งเกล้า-สาทร

ยิ่งไปกว่านั้น ทางบริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับกรมเจ้าท่า ในการพัฒนาท่าเรือสะพานพุทธ และท่าเรือนนทบุรี เพื่อติดตั้งจอแสดงข้อมูลการเดินทางต่างๆ แก่ผู้โดยสารบริเวณจุดรอเรือบนท่า และใช้ระบบบัตร EMV Contactless เป็นระบบหลักระบบเดียวในการชำระค่าโดยสาร เพื่อเป็นการนำร่องให้กับผู้ให้บริการขนส่งมวลชนรายอื่นๆ ได้สร้าง Ecosystem ของระบบบัตรโดยสารแบบ Open loop อีกด้วย

>> สถานีชาร์จประจุไฟฟ้า EA ANYWHERE
บริษัทเป็นผู้บุกเบิกการติดตั้งเครื่องชาร์จประจุไฟฟ้าเพื่อให้บริการชาร์จประจุไฟฟ้าให้กับยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่จะซื้อยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ โดยดำเนินงานธุรกิจสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้เครื่องหมายการค้า “EA Anywhere” ให้บริการชาร์จประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งประเภท PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) และประเภท BEV (Battery Electric Vehicle) สามารถใช้ได้ทั้งการอัดประจุไฟฟ้ากระแสสลับได้สูงสุดที่ 44 กิโลวัตต์/ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับ On-board Charger ของรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละรุ่น ส่วนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าประเภทกระแสตรง สามารถอัดประจุไฟฟ้าได้สูงสุดที่ 150 กิโลวัตต์ /ชั่วโมง

ความภาคภูมิใจของคนไทย!! เปิดเส้นทางฐานผลิตแบตฯ ใหญ่สุดในอาเซียน ใต้แนวคิดปั้น ‘ศก.-พลังงาน’ แห่งอนาคตจาก EA

“หากวันนี้ประเทศไทย มีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าโรงงานแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา ถึง 1.4 เท่า ด้วยเงินลงทุนที่ถูกกว่า จะทำให้สามารถผลิตแบตเตอรี่ได้ในราคาที่ถูกกว่า และส่งให้ไทยสามารถเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในการส่งออกแบตเตอรี่ไปต่างประเทศได้ในอนาคต” 

นี่คือความมุ่งมั่นจาก ‘สมโภชน์ อาหุนัย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA (Energy Absolute) ธุรกิจไทยผู้บุกเบิกและพัฒนาการนำ ‘พลังงานสะอาด’ หรือ ‘พลังงานทดแทน’ มาใช้ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายในประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า 

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความมั่นใจหรือแค่คำพูด แต่เป็นภารกิจของ EA ในการพาประเทศไทยเข้าสู่โอกาสใหม่แห่งอนาคต ภายใต้ Gigafactory โรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ทันสมัย ซึ่งมีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน!!

12-12-2021 หรือวันที่ 12 เดือน 12 ปี 2564 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งวันที่ประเทศไทยต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ EA ประกาศตอบสนอง New S-Curve ของประเทศไทย ด้วยการเปิดโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจร ทันสมัย มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้ ‘อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย)’ ซึ่งจะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบลูเทคซิตี้ (Bluetech City) กิจการของ EA ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

CEO แห่ง EA อย่าง สมโภชน์ ยอมรับว่า การที่เขาเลือกตั้งโรงงานแห่งนี้ เพราะเขามองเห็นว่า แม้ทิศทางของโลกจะหันหาเข้าสู่การใช้พลังงานทดแทน แต่พลังงานทดแทนที่ต้องผลิตให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ชีวิตคน ก็ยังไม่เสถียร

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ EA ภายใต้ สมโภชน์ เบนเข็มเข้าโฟกัสโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน เพื่อตอบโจทย์การใช้พลังงานที่มีความเสถียร 

แน่นอนว่า ในปัจจุบันเริ่มมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และราคาต้นทุนก็ถูกลงเรื่อยๆ เรียกว่าถูกจนกระทั่งสามารถผลิตออกมาได้ถูกกว่าการใช้น้ำมัน การใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งถ่านหินเสียอีก แต่ปัญหามันติดอยู่ที่ว่า พลังงานทดแทน เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เวลาไม่มีแดด โซล่าร์เซลล์ ก็ไม่ผลิตกระแสไฟฟ้า หรือแม้แต่เวลาไม่มีลม กังหันลม ก็ไม่ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเช่นกัน

“มนุษย์เรา ต้องการไฟฟ้าในเวลาที่เราต้องการ เมื่อกลับถึงบ้าน รู้สึกร้อน ใครๆ ก็อยากเปิดแอร์ เวลากลางคืน ทุกคนก็อยากมีไฟฟ้าใช้ แบตเตอรี่ก็จะทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าเวลาที่เราไม่ได้ใช้ และจะจ่ายกระแสไฟฟ้าออกมาเวลาที่เราต้องการ ถ้าเราสามารถทำขั้นตอนนี้ได้ถูกลง นั่นคือ เราไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งถ่านหินอีกเลย และแบตเตอรี่ คือ คำตอบของเรื่องนี้

“ถึงกระนั้น บางคนบอกอาจจะมองว่า แบตเตอรี่ ราคายังแพงอยู่ ไว้เดี๋ยวเวลาพลังงานชนิดนี้ถูก ค่อยไปผลิตเอามาใช้ก็ได้ รอก่อน แต่ผมมองว่าความคิดแบบนี้ทำให้เราเป็นผู้ตามเรื่อยไป และประเทศไทย ถ้ายังคิดแบบนี้ เราก็ยังต้องเป็นผู้ซื้อตลอดไป

“ยิ่งไปกว่านั้น หากเราต้องการจะหลุดพ้นจาก Middle Income Trap มันก็มีแค่ทางเลือกเดียว คือ การพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเราเองขึ้นมาให้ได้ เราต้องมีแรงของตัวเอง เพื่อเพิ่ม Value added หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ เพื่อให้ประชาชน พี่น้องชาวไทย มีรายได้ที่ดีขึ้น ทำให้ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศหายไปได้”

ปฏิวัติการเดินทาง ยกระดับเมืองหลวงปลอดควันพิษ ใกล้ความจริง!! ขนส่งมวลชนไฟฟ้า 100% หลัง EA บุกซื้อกิจการ Smart Bus

เรื่องที่จะกล่าวต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่แผน หรือภาพฝัน แต่เป็นภารกิจการเติมเต็มอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่สังคมเมืองอย่างจริงจัง ซึ่งเริ่มขึ้นให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างผ่านบริการ ‘ขนส่งมวลชนสาธารณะพลังงานไฟฟ้า 100%’

หมุดหมายดังกล่าว เกิดจากการต่อยอดแผนธุรกิจอีกขั้นของ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA ผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร ที่ส่งบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อ บริษัท อี ทรานสปอร์ต โฮลดิง จำกัด (E Transport Holding Co., Ltd.) เข้าซื้อกิจการของบริษัท สมาร์ทบัส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง ให้บริการรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 37 สาย ด้วยงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) เปิดเผยให้ฟังถึงความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ธุรกิจด้านขนส่งสาธารณะด้วยยานยนต์ไฟฟ้าไว้ว่า…

“ปัจจุบัน EA มีโรงงานผลิตรถโดยสารไฟฟ้าภายในประเทศที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต จนถึงการให้บริการดูแลซ่อมบำรุงหลังการขายที่ครบวงจร พร้อมทั้งมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน สามารถผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงานได้เองครบทุกกระบวนการ

“โดยในส่วนของกำลังผลิตแบตฯ ในระยะแรก จะอยู่ที่ 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี เพื่อป้อนให้กับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของบริษัท ได้แก่ รถโดยสารไฟฟ้า MINE Bus, เรือโดยสารไฟฟ้า MINE Smart Ferry และรถบรรทุกไฟฟ้า

ยกระดับการเดินทางในคลองแสนแสบด้วย ‘เรือโดยสารไฟฟ้า’ เมื่อ EA ส่ง MMR เซ็นเอ็มโอยู ‘บ.ครอบครัวขนส่ง’ ลุยพัฒนาเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้า ‘คลองแสนแสบ’

ภาพน้ำคลองดำ เน่าเหม็น จากคราบเขม่าควันของน้ำมันเรือในคลองแสนแสบคลองสายประวัติศาสตร์ของไทยซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรสำคัญที่ผ่านมาหลายชั่วอายุคน จะเปลี่ยนไปในไม่ช้า เมื่อตอนนี้การรุดหน้าของการยกระดับขนส่งมวลชนไฟฟ้า ทั้งรถ-ราง-เรือ ในเมืองไทยให้สะดวกสบาย มีความชัดเจนมากถึงมากที่สุด

ล่าสุด EA หรือ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ ได้ส่ง บริษัทย่อย ‘ไมน์ โมบิลิตี รีเสิร์ช’ (MMR) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด ผู้ประกอบการเรือโดยสารประจำทางคลองแสนแสบ ในโครงการเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าคลองแสนแสบ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อศึกษา-พัฒนาออกแบบเรือโดยสารพลังงานไฟฟ้าคลองแสนแสบ ให้มีประสิทธิภาพสามารถใช้งานได้จริง และเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนเรือน้ำมันให้เป็นเรือไฟฟ้าต่อไปในอนาคต

22 มีนาคม 2565 ถือเป็นวันสำคัญแห่งการริเริ่มเป้าหมายใหญ่แห่งน่านน้ำที่อยู่คู่กับคนไทยมาเป็นเวลานาน โดย นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) EA เปิดเผยว่า บริษัทไมน์ โมบิลิตี รีเสิร์ช จำกัด หรือ MMR ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท ครอบครัวขนส่ง (2002) จำกัด โดยมี นายเชาวลิต เมธยะประภาส กรรมการผู้จัดการ ร่วมลงนาม

ยั่งยืนระดับโลก!! EA ติดอันดับดัชนีความยั่งยืนระดับสากล ‘The Sustainability Yearbook 2022’ จาก S&P Global ตอกย้ำเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งสถาบันไทยและต่างประเทศ

ปัจจุบันภาคเอกชนนับว่ามีความสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่สามารถดึงเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

แต่ในขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียนเอง หากต้องการได้รับการยอมรับจากนักลงทุน สิ่งสำคัญคือการพัฒนาธุรกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน พร้อมกับตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ และให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล

เฉกเช่น บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA ที่สามารถพัฒนาและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ จนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 41 บริษัทไทยติดอันดับดัชนีด้านความยั่งยืนระดับสากล ‘The Sustainability Yearbook 2022’ ระดับ Member ซึ่งจัดโดย S&P Global

อมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) EA สะท้อนภาพธุรกิจของ EA ว่า การที่ S&P Global ประกาศรายชื่อบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับใน The Sustainability Yearbook 2022 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มี 41 บริษัทไทยที่ติดอันดับจากบริษัททั่วโลก 716 บริษัท โดย EA เป็นหนึ่งในบริษัทที่ติดอันดับดัชนีดังกล่าว ในระดับ Member และผลประเมินด้านความยั่งยืนของ S&P Global สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนในสายตาผู้ลงทุนทั้งไทย และต่างประเทศ และแน่นอนว่าการจัดอันดับดังกล่าว จะเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ลงทุนทั่วโลกใช้ในการวิเคราะห์ และพิจารณาตัดสินใจในการเข้าลงทุน

ในปีนี้ S&P Global เน้นย้ำถึงวิกฤติของปัญหาภาวะโลกร้อนที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน นั่นจึงเป็นส่วนช่วยเสริมให้ EA มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น เพราะธุรกิจหลักของ EA มุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมสร้างศักยภาพทางด้านพลังงานสะอาดและด้านพลังงานไฟฟ้า 

โดยมีธุรกิจที่ถือว่าเป็น New S Curve อย่างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน ตลอดจนเป็นผู้นำด้านสถานีอัดประจุ เพื่อที่จะยกระดับการเดินทางสมัยใหม่ให้มีความสะดวกสบาย ช่วยลดมลภาวะอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนไทย มีรายได้สูงขึ้น ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้าม Middle income Trap ไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพและมีความยั่งยืนทางด้านพลังงานในอนาคต

ขณะเดียวกัน EA ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนาองค์กร จากการเป็นผู้ผลิตพลังงานสะอาดสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจ EV แบบครบวงจร ซึ่งในปี 2565 จะเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากที่ได้ทยอยลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังมีการลงทุนเพิ่มเติม โดยจะเน้นในธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

แน่นอนว่า ผลตอบแทนจากการที่บริษัทฯ ได้ลงทุนมาเริ่มเห็นผลชัดเจนมากขึ้น ทำให้ในปี 2565 บริษัทฯ มองถึงตั้งเป้าหมายการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% โดยมาจากการเติบโตของธุรกิจ EV ทั้งในส่วนของ แบตเตอรี่ รถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า และสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ธุรกิจไบโอดีเซล-พลังงานทดแทน วางเป้าหมายรักษาการเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับผลการดำเนินงาน ในปี 2564 ที่ผ่านมา พบว่า EA  มีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 6,100.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 895.50 ล้านบาท หรือ 17.21% เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มีกำไรสุทธิรวม 5,204.57 ล้านบาท

โดยปี 2564 บริษัทมีรายได้ 20,588.10 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,358.96 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 19.53% เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่มารายได้รวม 17,199.14 ล้านบาท

EA ส่ง บ.ย่อย “กรีน เทคโนโลยี รีเสิร์ช” เซ็น MOU กับ สอวช. "โครงการ บพข. - GTR" ร่วมวิจัยพัฒนา "ปาล์มน้ำมัน" สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีเป็นมิตรสิ่งแวดล้อมสอดรับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม Bio-Circular-Green Economy ของไทย

วานนี้ 11 พฤษภาคม 2565 ณ ห้องประชุมหว้ากอ 2 ชั้น 114 อาคารจัสตุรัสจามจุรีสแควร์ บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ส่ง บจก.กรีน เทคโนโลยี รีเสิร์ช จำกัด (GTR) หรือบริษัทย่อย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมมือโครงการ บพข. - GTR  เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรม ภายใต้การนำองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สอดรับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม Bio-Circular-Green Economy ของประเทศไทย

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า บจก. กรีน เทคโนโลยี รีเสิร์ช (GTR) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้เซ็นบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ สอวช. โดยหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดสรรทุนวิจัยและสร้างนัวตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและบริการ รวมถึงสนับสนุนถ่ายทอดเทคโนโลยี สร้างตลาดนวัตกรรม การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ และพัฒนาแพลตฟอร์มทางนวัตกรรมในภาคการผลิตและภาคบริการทุน


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top