Tuesday, 9 June 2026
SPECIAL

ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มอบนโยบายและสิ่งของบำรุงขวัญ แก่กำลังพลในสังกัดสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก

ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก  อ.แม่สอด จ.ตาก พลตำรวจโท สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม มอบนโยบายและสิ่งของบำรุงขวัญ แก่กำลังพลในสังกัด สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก โดยมี พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตากพร้อมเจ้าหน้าที่กำลังพลให้การต้อนรับอย่างพร้อมเพรียง เริ่มจากการสักการะสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และไหว้พระภูมิเจ้าที่ ประจำสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก ตรวจกำลังพล พร้อมมอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก และต่อด้วยการประชุมบรรยายสรุปของหน่วยงานและมอบนโยบายตามลำดับ

พลตำรวจโท สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวว่า การลงพื้นที่ในการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ตามคำสั่งของ ท่าน ผบ.ตร.ให้มากวดขันด้านการลักลอบหลบหนีเข้าเมือง ซึ่งอาจนำเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ามาในประเทสไทยได้ โดยเป็นไปตามนโยบายของท่านพลเอกประยุทธน์  จันโอชานายกรัฐมนตรี ในวันนี้จึงลงพื้นที่มาดูการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึง การปราบปรามบ่อนพนันออนไลน์ ตามนโยบายของรัฐบาล พร้อมกันนี้ยังได้นำสิ่งของมามอบเพื่อปลอบขวัญ บำรุงขวัญ เป็นไปตามนโยบายของ ผบ.ตร. ต้องขอบขอบคุณในการต้อนรับและความพร้อมในการปฏิบัติ ก็ต้องขอชมเชยและฝากให้ทุกคนระมัดระวังการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วย


ภาพ/ข่าว  วรภา พันลุตัน จ.ตาก

มทบ.32 ร่วมปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมใน พท.ลำปาง

วันที่ 22 มิถุนายน 2564 ณ ลานหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองลำปาง ตำบลเวียงเหนือ อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง พลตรี อโณทัย ชัยมงคล ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ร่วมปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรม ประจำไตรมาสที่ 3 โดยมีพลตำรวจตรี นันทวิทย์ เทียมบุญธง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยพันเอก โสภณ โสภณ นันทสุวรรณ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง นายวาทิต ปัญญาคม นายอำเภอเมืองลำปาง ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลำปาง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ร่วมพิธีปล่อยแถว

ด้วยสถานการณ์ที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่มีงานทำและขาดรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มในการเกิดอาชญากรรมมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้มีการสั่งการให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมและทำการปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมประจำไตรมาสที่ 3 ขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดลำปาง รวมทั้งเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงมาตรการในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว ตามสั่งการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจภูธรภาค 5 ตำรวจภูธรจังหวัดลำปางจึงได้กำหนดให้มีการปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมประจำไตรมาสที่ 3 ขึ้นในวันนี้

ตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง จึงได้บูรณาการหน่วยงานภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มณฑลทหารบกที่ 32 ,กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดลำปาง,ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดลำปาง,ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง,อำเภอเมืองลำปาง,ศบภ.จังหวัดลำปาง,สมาคมกู้ภัยลำปาง,สมาคมกู้ภัยสว่างนครลำปางธรรมสถาน ,อส.ตบ. จำนวน 200 นายเพื่อรวมพลังในการป้องกันปราบปราม และแก้ไขปัญหาอาชญากรรม เพื่อร่วมเดินหน้าเมืองลำปาง “สุข ทุกด้าน”


ภาพ/ข่าว  ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

ขอนแก่น - ทน.ขอนแก่น อัดงบ 100 ล้านบาท ซื้อวัคซีน “ชิโนฟาร์ม” 100,000 โดส ให้กับคนในชุมชน “ธีระศักดิ์” ย้ำชัดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ลงลึกถึงกลุ่มเปราะบาง ตามระเบียบที่กำหนด วอนต้นทางชัดเจนและเร่งจัดสรรให้กับ อปท.เร่งด่วน

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 23 มิ.ย.2564 ที่สำนักงานเทศบาลนครขอนแก่น หรือ ทน.นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น ประชุมร่วมคณะทำงานด้านการจัดหาวัคซีนทางเลือก จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามระเบียบและข้อบังคับที่กำหนดภายหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อ จ.ขอนแก่น ได้รับทราบถึงแผนการจัดซื้อดังกล่าวจากเทศบาลฯละพิจารณาอนุญาตให้ทำการจัดซื้อตามระเบียบและขั้นตอนต่าง ๆ ในการนำมาให้บริการกับประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลนครขอนแก่น

นายธีระศักดิ์  ฑีฆายุพันธ์ นายกเทศมนตรีนครขอนแก่น กล่าวว่า ขณะนี้มีสัญญาณที่ดีที่คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดได้รับทราบและพิจารณาอนุญาตและสนับสนุนการดำเนินงานของเทศบาลฯในการจัดซื้อวัคซีนชิโนฟาร์ม จากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สำหรับการนำมาฉีดให้กับประชาชนในพื้นที่เขตเทศบาลฯตามกลุ่มเป้าหมายหลักที่กำหนด โดยขั้นตอนจากนี้ไปคือการจัดส่งเอกสารเพิ่มเติมตามที่ราชวิทยาลัยฯได้กำหนดออกมา ให้แล้วเสร็จจากนั้นก็จะเข้าสู่ระเบียบของกระทรวงมหาดไทยในการที่จะพิจารณาจ่ายขาดเงินสะสม ซึ่งเทศบาลฯ จะทำการจัดซื้อวัคซีนชิโนฟาร์ม จำนวน 100,000 โดส ในการให้บริการกับประชาชนในพื้นที่ที่รับผิดชอบจำนวน 50,000 คน ประมาณการวงเงินที่ใช้จ่ายประมาณ 100 ล้านบาท

“ผู้ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนในกลุ่มของวัคซีนทางเลือกที่เทศบาลฯจัดซื้อรวมจำนวน 50,000 คนนั้น ได้มีการกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้ 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย ครู และบุคลากรทางการศึกษา ,กลุ่มผู้ค้าในตลาดและประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป และ กลุ่มเปราะบางไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ทั้งหมดเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรการโรคติดต่อจังหวัดและระเบียบของราชวิทยาลัยฯ ซึ่งขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ จากนี้ไปคณะทำงานจะประสานงานร่วมทุกฝ่ายเพื่อให้การดำเนินงานนั้นเสร็จสิ้น โดยคาดว่าจะได้รับการส่งมอบวัคซีนในเดือน ต.ค. ซึ่งเทศบาลฯได้ประสานการทำงานร่วมกับ รพ.ศรีนครินทร์ มข.เป็นหน่วยงานบริการทางการแพทย์ในการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มเป้าหมายตามบัญชีรายชื่อที่กำหนดไว้”

นายธีระศักดิ์ กล่าวต่ออีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าวัคซีนจากราชวิทยาลัยฯชุดแรก 400,000 โดสได้มีการจัดสรรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ แล้วแต่ยังไม่มีปรากฎรายชื่อขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดเลย จึงขอให้คณะกรรมการกลางได้พิจารณาจัดสรรวัคซีนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลำดับต้น ๆ ด้วย เพื่อที่จะได้รับวัคซีนทางเลือกมาสนับสนุนวัคซีนหลักที่รัฐบาลจัดสรร จนนำไปสู่การให้ประชาชนทุกพื้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 กันให้ได้อย่างครอบคลุมตามสัดส่วนที่รัฐบาลกำหนด ขณะเดียวกันรายชื่อของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน ในส่วนที่เทศบาลฯรับผิดชอบนอกจากการลงพื้นที่สำรวจของคณะทำงานแล้ว จะยังคงมีการประสานรายชื่อกับระบบหมอพร้อม และขอนแก่นพร้อม เพื่อดำเนินการจัดระบบการฉีดวัคซีนครอบคลุมเป้าหมายที่กำหนดต่อไป

สงขลา - แพขนานยนต์ เปิดวิ่งให้บริการเริ่มเช้าวันนี้ หลังหยุดวิ่งมา 2 วัน พนักงานแพขนานยนต์บางส่วนติดโควิค ต้องกักตัวระยะหนึ่ง

เพื่อดูอาการและทางแพขนานยนต์ได้บิ๊กคลีนนิ่งทำความสะอาดแพขนานยนต์ ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ทั้ง 3 ลำรวมทั้งอาคารสำนักงานบริเวณท่าแพทุกหลังด้วย วันนี้สามารถเปิดให้บริการได้ แต่เปลี่ยนแปลงเวลาให้บริการเป็น 2 ช่วงคือ ภาคเช้าตั้งแต่ 05.00น - 09.00 น. ภาคบ่าย 16.00 น.- 20.00 น.

เช้าวันนี้ (ที่ 23 มิ.ย.64) แพขนานยนต์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาเปิดวิ่งให้บริการแล้ว ตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นมา มีประชาชนทั้งชาวสงขลาและชาวสิงหนครมาใช้บริการตามปรกติ หลังหยุดวิ่งมา 2 วัน พนักงานแพขนานยนต์บางส่วนติดโควิคต้องกักตัวระยะหนึ่งเพื่อดูอาการและทางแพขนานยนต์ได้บิ๊กคลีนนิ่งทำความสะอาดแพขนานยนต์ ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ทั้ง 3 ลำรวมทั้งอาคารสำนักงานบริเวณท่าแพทุกหลังด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่มาใช้บริการและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่มีความจำเป็น ต้องใช้แพขนานยนต์ ข้ามฟากเป็นประจำทุกวัน เนื่องจากเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายที่ดีที่สุดในขณะนี้

ในขณะเดียวกัน ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ออกประกาศ ขอเปลี่ยนแปลงเวลาให้บริการแพขนานยนต์เป็น 2 ช่วงเวลา ดังนี้ ช่วงที่ 1 เวลา 05.00 น. - 09.00 น. ช่วงที่ 2 เวลา 16.00 น. - 20.00 น. ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง จึงเรียนมาเพื่อทราบและขออภัยในความไม่สะดวก

สำหรับสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนแปลงเวลาจำกัดการให้บริการ สาเหตุเนื่องจากพนักงานแพขนานยนต์บางส่วนติดโควิค ต้องกักตัวระยะหนึ่ง 14 วันเพื่อดูอาการจนกว่าแน่ใจว่าหายดีแล้ว แพขนานยนต์ถึงจะได้มาให้บริการเต็มรูปแบบตามปกติอีกครั้งหนึ่ง โดยในเช้าวันนี้ ใช้แพขนานยนต์ 2 ลำ คือ หมายเลข 9 และหมายเลข 11 โดยหมายเลข 9 บรรทุกรถยนต์และรถจักรยานยนต์บางส่วน ส่วนหมายเลข 11 ใช้บรรทุกเฉพาะรถจักรยานยนต์เท่านั้น เนื่องจาก มีรถจักรยานยนต์ทั้งฝั่งสิงหนครและฝั่งอำเภอเมืองสงขลาที่จะเดินทางไปทำงานเป็นจำนวนมากจึงต้องแยกแพขนานยนต์คนละลำเพื่อความรวดเร็วสำหรับคนทำงาน ที่ใช้รถจักรยานยนต์

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้มีประชาชนเดินทางมาใช้บริการแพขนานยนต์เหมือนปรกติไม่ได้ลดน้อยลงเลย เนื่องจากมีความมั่นใจในความปลอดภัยและการปลอดเชื้อเพราะทางแพขนานยนต์ได้บิ๊กคลีนนิ่งทำความสะอาดแพขนานยนต์ ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อแพ ทั้ง 3 ลำรวมทั้งอาคารสำนักงานบริเวณท่าแพทุกหลังด้วย


ภาพ/ข่าว  นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

สนง.ศาลยุติธรรม ร่วมมือ สนง.ปลัดกระทรวงกลาโหม ลงนาม MOU มุ่งหวังสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมแก่สังคมอย่างยั่งยืน

วันนี้ (23 มิถุนายน 2564) เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 12 อาคารศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และพลเอกประชาพัฒน์ วัจนะรัตน์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ ทำการแทนปลัดกระทรวงกลาโหม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรม กับ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เรื่อง ความร่วมมือ แลกเปลี่ยน สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ และพัฒนาบุคลากรทางวิชาการ

นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมและกรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม และหลักธรรมาภิบาล อันเป็นหลักการสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่เพื่ออำนวยความยุติธรรมและดำรงไว้ซึ่งความสงบสุขของสังคม อีกทั้ง คำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนาสมรรถนะข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม กับ ตุลาการพระธรรมนูญและข้าราชการสำนักตุลาการทหาร โดยการเพิ่มพูนความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ การบริหารงานยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น สำนักงานศาลยุติธรรม และกรมพระธรรมนูญ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจลักษณะเดียวกัน คือ งานธุรการที่สนับสนุน และอำนวยความสะดวกแก่ศาลในการพิจารณาพิพากษาคดี รวมถึงงานด้านวิชาการ ตลอดจนการฝึกอบรมบุคลากรในด้านต่าง ๆ จึงได้ร่วมกันจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการในการแลกเปลี่ยน และสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการระหว่างหน่วยงาน อาทิ บทความทางวิชาการ เอกสารงานวิจัย คู่มือการปฏิบัติงาน แนวปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ

รวมถึงคำพิพากษา คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยที่สามารถเปิดเผยและเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างงานวิชาการ ตลอดจนแลกเปลี่ยน และสนับสนุนการฝึกอบรมและดูงานในหลักสูตรต่าง ๆ ตามความเหมาะสมต่อการปฏิบัติงาน ด้วยความมุ่งหวังที่จะสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมแก่สังคมอย่างยั่งยืน โดยบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน สร้างความสงบสุขในสังคม ความเชื่อมั่น และความศรัทธาในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยต่อไป

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเตือนการแชร์ภาพหรือคลิปที่ไม่เหมาะสมบนสื่อสังคมออนไลน์

พ.ต.อ.กฤษณะ  พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณี การโพสต์ การแชร์ ภาพหรือคลิปวิดีโอที่ไม่เหมาะสมบนสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย ว่าที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น กรณีเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 64 ในพื้นที่ จ.ชลบุรี เด็กหญิงผู้เสียหายได้ถูกกลุ่มรุ่นพี่รุมทำร้ายร่างกายและถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ก่อนจะนำไปเผยแพร่ลงบนสื่อสังคมออนไลน์ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงการกระทำดังกล่าว และกรณีเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.64 ที่ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ชายวัย 32 ปี ได้ทะเลาะกับภรรยาและเกิดความน้อยใจ ก่อนจะฆ่าตัวตายโดยได้ถ่ายทอดสดการฆ่าตัวตายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ด้วย

ขอเรียนถึงประเด็นของการนำคลิปหรือภาพถ่าย ที่เป็นลักษณะการทำเรื่องที่ไม่ดี  ไม่เหมาะสม กลั่นแกล้ง ส่งต่อข้อความแสดงการเกลียดชัง  คุกคามทางเพศ ล้วนมีผลกระทบต่อสภาพร่างกายหรือจิตใจ ของผู้ถูกกระทำและผู้ที่พบเห็น ซึ่งขณะนี้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ได้เล็งเห็นความสำคัญและรณรงค์เรื่องนี้มาโดยตลอด อย่างเช่นโครงการล่าสุดที่ทาง สสส. ได้จัดแคมเปญ #UnknownTogether ที่มุ่งเป้าหมายไปที่การลดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ ทำให้ผู้ใช้สื่อเกิดความเท่าทัน มีสติ ไม่กลั่นแกล้งผู้อื่น พร้อมฟื้นฟูจิตใจผู้ที่ตกเป็นเหยื่อให้รู้จักคุณค่าของตัวเอง

ในทางกฎหมายหากคลิปวิดีโอหรือภาพที่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผู้ที่แชร์หรือส่งต่อก็อาจจะมีความผิดในลักษณะของการเป็นผู้สนับสนุนซึ่งมีโทษ 2 ใน 3 ส่วนจากโทษของการกระทำความผิดนั้น ๆ

ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญและกำชับทุกหน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากมีการกระทำความผิดในลักษณะไม่เหมาะสมหรือกระทำผิดกฎหมายบนโลกออนไลน์ ให้ทำการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีไปตามขั้นตอนของกฎหมาย พร้อมสร้างการรับรู้ให้ประชาชนทุกภาคส่วน หยุดการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ไม่เหมาะสม

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอฝากเตือนในเรื่องการกระทำที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ การโพสต์ แชร์ หรือการแสดงความคิดเห็น ควรทำในทางที่สร้างสรรค์ ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือไปกระทบผู้อื่นและสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยเฉาะที่เกิดขึ้นกับเด็กซึ่งได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 และตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็กและเยาวชนขององค์การสหประชาชาติ

ขอฝากเตือนเพิ่มเติมถึงทุกผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เมื่อพบเห็นการกระทำในลักษณะดังกล่าว อย่าเข้าไปดู แสดงความคิดเห็น หรือส่งต่อ เพราะยิ่งมีส่งต่อเรื่องราวดังกล่าวก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำผู้เสียหายและส่งเสริมการกระทำที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากทุกคนล้วนเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวและทำให้สังคมออนไลน์เป็นสังคมที่น่าอยู่ต่อไป และหากพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งไปยัง Call Center สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ผู้ช่วยฯรอย”เผยตำรวจ สภ.วัฒนานคร รวบคนร้าย ชิงทรัพย์ร้านทอง พร้อมของกลาง คาจุดสกัด

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผช.ผบ.ตร.และ รรท ผบช.ภ.2 ได้เปิดเผยว่า จากกรณี ที่ สภ.พระอินทร์ราชจว.พระนครศรีอยุธยา ได้รับรายงานเหตุ ว่าเมื่อ เวลาประมาณ 15.00 น. ของวันที่ 22 มิ.ย ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุคนร้ายจำนวน 1 คน ก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองเยาวราชเอเชีย ในห้างโลตัส บางปะอิน สภ.พระอินทร์ราชา จว.พระนครศรีอยุธยาได้สร้อยทองรูปพรรณน้ำหนักเส้นละ 1 บาทไปจำนวน 21 เส้น  แล้วหลบหนีไปโดยใช้รถยนต์โตโยต้า วีออส  ทะเบียนกษ 6547 นครสวรรค์ เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน  ติดตามแกะรอยคนร้ายทราบข้อมูลว่าหลบหนีไปทาง จว.นครนายก มุ่งหน้า ปราจีน-สระแก้ว

ซึ่งต่อมา พล.ต.ต.ณัฐพงษ์ สัตยานุรักษ์ ผบก.ภ.จว.สระแก้ว ได้รับการประสานจากชุดสืบสวนติดตาม ให้ช่วยสังเกตุ ยานพาหนะคนร้าย และสกัดจับตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น. จึงได้สั่งการทุก สภ.ตั้งจุดตรวจจุดสกัด จนกระทั่ง เวลาประมาณ  21.00 น.เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายตรวจ สภ.วัฒนานคร จว.สระแก้ว ซึ่งตั้งจุดสกัดบริเวณหน้าสวนสมเด็จพระนเรศวร ถ.สุวรรณศร ได้พบรถยนต์คนร้าย กำลังมุ่งหน้าไปทาง อ.อรัญประเทศขับขี่มาถึงจุดตรวจ จึงได้เรียกตรวจค้น พบนายธราเทพ จันทร์แดงอายุ 34 ปี  ขับขี่รถมาคนเดียว ผลการตรวจค้นพบ สร้อยคอทองคำจำนวน 19 เส้น ซึ่งนายธราเทพฯ ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านทองดังกล่าว แต่ทองตกหล่น ระหว่างวิ่งหลบหนีไป 1 เส้น และตนได้แวะขายทองที่ร้านทองในเขตนครนายกไป1 เส้น เหลือทองตามจำนวนที่ถูกตรวจพบ

 

จึงประสานแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. พระอินทร์ราชา ให้ทราบ และติดตามมาสมทบ ร่วมกันจับกุมตัวนายธราเทพฯ พร้อมของกลาง ขณะนี้ผู้ต้องหา และของกลาง อยุ่ที่ สภ.วัฒนานคร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการจับกุม และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน จว.สระแก้ว มาตรวจเก็บ DNA ของผู้ต้องหาไว้ด้วยแล้วและเตรียมส่งมอบตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระอินทร์ราชา รับไปดำเนินการตามกฏหมายต่อไป

โครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. เพื่อร่วมกันทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดภายในชุมชนอย่างยั่งยืน ตามโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ

วันที่ 22 มิถุนายน 2564 เวลา 10.00 น. ณ ศาลาประชาคมบ้านชุมตาบงสอง อ.ชุมตาบง จังหวัด นครสวรรค์ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร.(ปป) เป็นประธานการตรวจเยี่ยมและติดตามความก้าวหน้าโครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมด้วย

พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส.,พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รอง ผบช.ปส.(1),พล.ต.ต.อนุภาพ ศรีนวล รอง ผบช.ปส.(4),พล.ต.ต.สมบัติ ชูชัยยะ ผบก.อก.บช.ปส. และ พ.ต.อ.เกรียงไกร บุญซ้อน รอง ผบก.สส.สทส.ปรก.สนง.ผบช.ปส. โดยมี พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์,พ.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา รอง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์,พ.ต.อ.เดชา ศรีชัย ผกก.สภ.ชุมตาบง,นายอรรถการณ์ จิตถวิล นายอำเภอชุมตาบง,คุณวาสนา พันธ์สุข สาธารณสุขอำเภอชุมตาบง,นายจตุพล ยะจอม ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง,นายณัฐพล ยอดตลาด นักวิชาการสาธารณสุขโรงพยาบาลชุมตาบง,นายสุนทร รอดพุ่ม ประธาน กต.ตร.สภ.ชุมตาบง,นายอวยชัย มหัฆพงษ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชุมตาชงบง,กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และส่วนราชการต่าง ๆ ในพื้นที่เข้าร่วมให้การต้อนรับพร้อมเสนอผลการปฏิบัติงานของชุมชนบ้านชุมตาบงสอง อ.ชุมตาบง จว.นครสวรรค์

ในการนี้ พล.ต.อ.มนู เมฆหมอก รอง ผบ.ตร.(ปป) และ พล.ต.ท.มนตรี ยิ้มแย้ม ผบช.ปส. ได้มอบหน้ากากอนามัย พร้อมด้วยเจลแอลกอฮอล์ แก่ตัวแทนโครงการเพื่อใช้ในการแจกจ่ายให้กับคนในชุมชนสำหรับป้องกันโรคไวรัส COVID-19

โครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร ตามยุทธศาสตร์ชาติ(ปักกลด)

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 เวลา 14.30 น. ณชุมชนคลองบางสะแก หมู่ 3 ตำบลลาดหลุมแก้ว อำเภอลาดหลุมแก้วจังหวัดปทุมธานี พล.ต.ต.ชยุต มารยาทตร์ ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.ธรรมนูญ เชาวะวนิชย์ รอง ผบก.ฯ เดินทางมาตรวจเยี่ยม "โครงการดำเนินงานชุมชนยั่งยืน เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจรตามยุทธศาสตร์ชาติ (ปักกลด)” โดยมี พ.ต.อ.นิทัศน์ จิตตวิทยานุกูล ผกก.สภ.ลาดหลุมแก้ว

นายสมพร ทวีพจน์

ปลัด อ.ลาดหลุมแก้ว

นายวัน แจ่มเหมือน

รอง นายก อบต. ลาดหลุมแก้ว

นางธนพร ชาวอบทม ผอ.รพ.สต.ธาตุทอง

นายณัฐวุฒิ ปานเฟื่อง ผู้ใหญ่บ้าน ม.3

จนท.ชุดชุมชนยั่งยืนฯ

ผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติด และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการอย่างพร้อมเพรียงกัน พล.ต.ต.ชยุตฯ ได้กล่าวแนะนำตัวและขอบคุณ จนท.ฝ่ายปกครอง จนท.สาธารณสุขและ ประชาชนที่มาร่วมกิจกรรมและขอความร่วมมือในการดำเนินโครงการดังกล่าวให้บรรลุวัตถุประสงค์ พร้อมกับ

     1.แจ้งให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของโครงการการบูรณาการและแนวทางการดำเนินการตามโครงการดังกล่าว

     2.มอบชุดป้องกันเชื้อโรค (PPE) หน้ากากอนามัย สเปรย์แอลกอฮอล์ให้แก่ จนท.ชุดชุมชนยั่งยืน และประชาชนที่มาร่วมโครงการ เพื่อใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

     3.มอบเงินสดให้แก่ จนท.ชุดชุมชนยั่งยืนฯ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่

     4.พูดคุยกับกลุ่มเสี่ยงที่เคยเป็นผู้เสพยาเสพติดซึ่งสมัครใจเข้าร่วมโครงการและให้กำลังใจในการดำรงชีวิตต่อไป


ภาพ/ข่าว ประภาพรรณ

สืบ ตม.1 จับกุมเครือข่ายขบวนการขนแรงงานชาวกัมพูชา “แก๊งป้ายเอียง”

ตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สุวัฒน์  แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.สิทธิชัย  โล่กันภัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อาชยน  ไกรทอง รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1,พ.ต.อ.ศุภณัฎฐ์ เจริญเรืองสกุล,พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา, พ.ต.อ.ยศเอก รักษาสุวรรณ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคดีที่น่าสนใจ ดังนี้

กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 นำโดย พ.ต.อ.กีรติศักดิ์  ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.ท.พลสิทธิ์ สุทธิอาจ รอง ผกก.สส.บก.ตม.1 พ.ต.ท.ทรงพันธุ์ กุลดิลก, พ.ต.ท.ปัฐน์ แสนอินอำนาจ สว.กก.สส.บก.สส.สตม. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 ได้ร่วมกันจับกุม 1.นายเบิร์ด (นามสมมุติ) อายุ 33 ปี สัญชาติไทย  2.นายบังซอด (นามสมมุติ) อายุ 36 ปี สัญชาติไทย 3.นายเชียงฯ อายุ 20 ปี สัญชาติกัมพูชา 4.นางใหม่ฯ อายุ 18 ปี สัญชาติกัมพูชา 5.นายพานุฯ อายุ 40 ปี สัญชาติกัมพูชา 6.MR.SALON (นายซาลอนฯ) อายุ 29 ปี สัญชาติกัมพูชา 7.MISS.SREYROTH (นางซาไลลอทฯ) อายุ 28 ปี สัญชาติกัมพูชา

พร้อมด้วยของกลาง รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียนกรุงเทพมหานคร สีชมพู, รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กรุงเทพมหานคร สีชมพู, โทรศัพท์มือถือยี่ห้อ OPPO รุ่น A15s สีน้ำเงิน

โดยกล่าวหา ผู้ถูกจับกุมที่ 1 และ 2 ฐานเป็นตัวการร่วมตาม ป.อาญา ม.83 ตาม ม.64 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” และ “ฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558”

ผู้ถูกจับกุมที่ 3-5 ฐานความผิดตาม ม.11, ม.18 และ ม.81 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรจะต้องเดินทางเข้ามาหรือออกไปตามช่องทาง ด่านตรวจคนเข้าเมือง”, “บุคคลซึ่งเดินทางเข้ามาในหรือออกไปนอกราชอาณาจักรต้องยื่นรายการตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง และผ่านการตรวจอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ของด่านตรวจคนเข้าเมือง” และ “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต”

ผู้ถูกจับกุมที่ 6-7 ฐานความผิดตาม ม.81 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด”

พฤติการณ์ในการจับกุม  เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับแจ้งจากสายลับทราบว่า จะมีขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว (แก๊งค์ป้ายเอียง) ตระเวนรับบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา บริเวณปากซอยรามคำแหง 65 เพื่อจะนำหลบหนีออกไปยังประเทศกัมพูชา ผ่านทางช่องทางธรรมชาติ โดยใช้รถตู้โดยสาร ทะเบียน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบรถยนต์ตู้เป้าหมาย ได้มาจอดรับแรงงานต่างด้าวและมุ่งหน้าไปยังถนนรามอินทรา เจ้าหน้าที่ฯ ได้ขับรถติดตามเพื่อดูพฤติการณ์ และเมื่อถึงบริเวณสถานที่จับกุมบริเวณถนนรามคำแหง ขาออก ตรงข้ามซอยรามคำแหง 110 แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ใช้รถยนต์ตรวจการณ์อัจฉริยะ สตม. แสดงตัว ให้สัญญาณเพื่อหยุดรถคันดังกล่าว และทำการแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆ 

จากการตรวจสอบคนขับพบว่าคือ นายเบิร์ดฯ (นามสมมุติ) หรือผู้ถูกจับกุมที่ 1 เป็นคนขับรถตู้ และพบแรงงานต่างด้าวจำนวน 8 คน นั่งอยู่ในรถ โดยตรวจพบว่าเป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ไม่มีเอกสารหนังสือเดินทาง จำนวน 3 คน, การอนุญาตสิ้นสุด จำนวน 2 คน มีเอกสารหนังสือเดินทางถูกต้อง 3 คน จึงได้จับกุมตัวนายเบิร์ดฯ ผู้ขับรถตู้และแจ้งข้อหาตาม ม.64 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ “ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” และ “ฝ่าฝืนประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง มาตรการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2564 ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558” โดยนายเบิร์ดฯรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นจึงควบคุมตัวนายเบิร์ดฯมาที่ กก.สส.บก.ตม.1 เพื่อสืบสวนขยายผลจากการ

สอบปากคำนายเบิร์ดฯ (นามสมมุติ) ให้การว่ากลุ่มรถตู้ของพวกตนจะใช้สีสันฉูดฉาดเช่น สีชมพู, สีส้ม, สีเขียว และจะติดป้ายทะเบียนลักษณะเอียง 45 องศา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำโทรศัพท์ของนายเบิร์ดฯ ยี่ห้อ OPPO รุ่น A15s สีน้ำเงิน มาทำการตรวจสอบกับเครื่องมือตรวจพิสูจน์หลักฐานทางโทรศัพท์ (CELEBRITE) เพื่อค้นหาเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการซึ่งนายเบิร์ดฯ ให้การว่า ตนได้รับการว่างจ้างจากนายบังซอดฯ (นามสมมุติ) หรือผู้ถูกจับกุมที่ 2 เป็นผู้ว่าจ้างตนให้ไปตระเวนรับแรงงานต่างด้าวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในราคาต่อเที่ยวครั้งละ 6,500 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.ตม.1 จึงได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดนำส่ง พงส.สน.บางชัน จากนั้นชุดสืบสวนจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานจากคำให้การและข้อมูลการเชื่อมโยงทางโทรศัพท์ เพื่อขอศาลอนุมัติออกหมายจับ นายบังซอดฯ 

ต่อมาศาลอาญามีนบุรีได้อนุมัติออกหมายจับนายบังซอดฯ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงได้วางกำลังไว้เฝ้าสังเกตการณ์บริเวณบ้านของนายบังซอดฯ จนกระทั่งพบตัวนายบังซอดฯ จึงได้แสดงหมายจับและทำการจับกุมตัว โดยนายบังซอดฯ (นามสมมุติ) ได้ให้การรับสารภาพว่าตนเป็นคนจัดหาแรงงานต่างด้าวและว่าจ้างให้นายเบิร์ดฯ ตระเวนรับแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาเพื่อไปส่งบริเวณช่องทางธรรมชาติเขตติดต่อ ไทย-กัมพูชา โดยตนหาลูกค้าโดยการติดต่อกับนายบอย (นามสมมุติ) ชาวกัมพูชาซึ่งตนได้รู้จักกันมาก่อนหน้า นายบอยเป็นนายหน้าคอยหาลูกค้าผ่านแอพพลิเคชั่น FACEBOOK ในลักษณะการ LIVE สด  และนอกจากนั้นบังซอดฯ ยังได้ให้การซัดทอดไปยัง นายใหญ่ฯ (นามสมมุติ) สัญชาติไทย ว่าเป็นอีกหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการ ซึ่งทาง กก.สส.บก.ตม.1 อยู่ในระหว่างการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป

สตม. จึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดต่าง ๆ รวมทั้งการดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย  ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนหรือ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเบาะแสในการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ชุมพร – ยื่นหนังสือ ขอผ่อนคลายให้ร้านอาหารจำหน่ายเครื่องดื่นแอลกอฮอล์ได้

วันนี้ (22 มิย. 64) เวลา 8.30 น นายกฤษฎา ถนอมรักษ์ ตัวแทนชมรมร้านอาหารจังหวัดชุมพรร่วมกว่า 30 ร้าน พร้อมด้วยสมาชิกได้ยื่นหนังสือขอผ่อนคลายให้มีการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหารได้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดชุมพรเดินหน้าต่อไปได้

ทั้งนี้ปัจจุบันเมื่อลูกค้ามานั่งแล้วสั่งอาหารกลับบ้าน หรือหากจะนั่งก็นั่งไม่นานซึ่งจนทำให้ผู้ประกอบการร้านค้าได้รับผลกระทบแบกภาระค่าใช้จ่ายเช่น ค่าเช่า ,ค่าน้ำค่าไฟ ,ค่าภาษี ,ค่าจ้างค่าเยี่ยวยาพนักงาน ,ค่าดอกเบี้ยธนาคาร และค่าบำรุงรักษาต่าง ๆ

ทางด้าน นายธีระ อนันตเสรีวิทยา ผวจ.ชุมพร กล่าวว่า ได้คุยกับคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดชุมพร เพื่อให้ความช่วยเหลือร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งให้ความร่วมมือทางจังหวัดกันตลอดมา และในวันนี้ก็ได้มีการประชุมของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดชุมพร ก็จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมเพื่อให้ความช่วยเหลือทางชมรมร้านอาหารจังหวัดชุมพร เพื่อให้ทางชมรมร้านอาหารจังหวัดชุมพรยืนอยู่ได้ เพราะเราก็คือ “ชุมพรทีม” เหมือนกัน

ที่ผ่านมาเราก็ได้รับความร่วมมือจากชมรมร้านอาหารจังหวัดชุมพรเป็นอย่างดี และขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือกันตลอดมา จนสามารถให้เราควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ในพื้นที่ชุมพรได้ถึงวันนี้

ราชกิจจานุเบกษาผ่อนคลายมาตรการ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย. 64 เป็นต้นไป

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมาได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ผ่อนคลายในพื้นที่เฝ้าระวังสูงสูด 53 จังหวัดประกอบด้วย กระบี่ ,กาญจนบุรี ,กาฬสินธุ์ ,กำแพงเพชร ,ขอนแก่น ,ชัยนาท ,ชัยภูมิ ,ชุมพร ,เชียงราย ,เชียงใหม่ ,ตราด ,ตาก ,นครนายก ,นครพนม ,นครราชสีมา ,นครสวรรค์ ,น่าน ,บึงกาฬ ,บุรีรัมย์ ,ปราจีนบุรี ,พะเยา ,พังงา ,พัทลุง ,พิจิตร ,พิษณุโลก ,เพชรบูรณ์ ,แพร่ ,ภูเก็ต ,มหาสารคาม ,มุกดาหาร ,แม่ฮ่องสอน ,ยโสธร ,ร้อยเอ็ด ,ลพบุรี ,ลำปาง ,ลำพูน ,เลย ,ศรีสะเกษ ,สกลนคร ,สตูล ,สิงห์บุรี ,สุโขทัย ,สุพรรณบุรี ,สุราษฎร์ธานี ,สุรินทร์ ,หนองคาย ,หนองบัวลำภู ,อ่างทอง ,อำนาจเจริญ ,อุดรธานี ,อุตรดิตถ์ ,อุทัยธานี และอุบลราชธานี


ภาพ/ข่าว  ธนากร โกศลเมธี รายงานศูนย์ข่าวสารจังหวัดชุมพร  

กรุงเทพฯ - กองทัพเรือ จัดกิจกรรม “กองทัพเรือ เพื่อประชาชน ร่วมใจต้านภัย COVID – 19” ถวายเป็นพระราชกุศล ตั้งครัวสนามเคลื่อนที่แจกจ่ายอาหารให้กับประชาชน”

กองทัพเรือ จัดกิจกรรม “กองทัพเรือ เพื่อประชาชน ร่วมใจต้านภัย COVID – 19” ถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในค่าครองชีพ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยกองทัพเรือจัดรถครัวสนาม จัดทำอาหารกล่อง และน้ำดื่ม วันละ 690 ชุด พร้อมหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สนับสนุนสิ่งของเครื่องอุปโภค บริโภค นำไปมอบให้แก่ประชาชน ในทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม 2564 โดยกำหนดให้การช่วยเหลือประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับหน่วยงานของกองทัพเรือ ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล พร้อมทั้งจัดกำลังพลจิตอาสากองทัพเรือ โดย ฐานทัพเรือกรุงเทพ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19

“กองทัพเรือเพื่อประชาชน ร่วมใจต้านภัย COVID-19 ถวายเป็นพระราชกุศล” จะปฏิบัติภารกิจในการประกอบอาหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ไปจนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในพื้นที่ต่าง ๆ จะคลี่คลาย โดยในวันนี้ 21 มิ.ย. 64 เวลา 16.30 น. พล.ร.ท.มนตรี รอดวิเศษ ผทค.พิเศษ ทร. และ พล.ร.ต.ณพ พรรณเชษฐ์ รอง ปช.ทร. ผู้แทน ทร. ร่วมด้วย เรือโท ยุทธนา โมกขาว รองผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย ร่วมมอบอาหารให้แก่ประชาชน ณ บริเวณลานจอดรถ นันทอุทยานสโมสร กรุงเทพฯ


ภาพ/ข่าว  สมนึก เชื้อสนุก

ปทุมธานี – BGC ส่งเตียงกระดาษสู้โควิด 50 เตียง มอบรพ.สนาม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2564 ที่โรงพยาบาลสนาม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา ตำบลรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี บีจีซี (BGC) หรือ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) โดยมี คุณเดวีนา น้อย ผู้จัดการส่วนกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) และคุณวิทยา คงสุวรรณ ผู้จัดการส่วนสนับสนุนเทคนิคการบริษัท บางกอกบรรจุภัณฑ์ จำกัด ได้มอบเตียงกระดาษรีไซเคิล จำนวน 50 เตียง มอบให้ โรงพยาบาลสนามฯ เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือในภาวะเร่งด่วนสำหรับผู้ป่วย โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 ) มีนายแพทย์รังสรรค์ บุตรชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลประชาธิปัตย์ และดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนามฯ พร้อมด้วยบุคลากรทางการแพทย์ ร่วมรับมอบ

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดปทุมธานี ทำให้หลายโรงพยาบาลเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเตียงสำหรับรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งผลิตจากกระดาษรีไซเคิล 100% น้ำหนักเบา ประหยัดพื้นที่ขนส่งและการจัดเก็บ ประกอบง่าย โดยไม่ต้องใช้กาว ใช้ได้นาน 3 เดือน หากไม่โดนน้ำ และรับน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัมในแนวราบ จากสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จำนวน 7,124 ราย รับการรักษาจนหายแล้วจำนวน 4,364 ราย อยู่ระหว่างการรักษาจำนวน 2,715 ราย และมีผู้เสียชีวิตจากโควิดจำนวน 49 ราย ส่วนโรงพยาบาลสนาม สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 60 พรรษา มีจำนวนผู้ป่วยสะสม 255 ราย กลับบ้านแล้ว 92 ราย อยู่ระหว่างการดูแลรักษาจำนวน 163 ราย


ภาพ/ข่าว ประภาพรรณ ขาวขำ/รายงาน

ตาก - โรงเรียนราษฎวิทยา จัดกิจกรรมการประกาศ เจตจำนงสุจริตในการบริหารงาน

ที่บริเวณห้องโถงของโรงเรียนราษฎวิทยา เขตเทศบาลนครแม่สอด นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ผู้จัดการและผู้รับใบอนุญาต ของโรงเรียนราษฎวิทยา ประธานแม่สอดมูลนิธิสามัคคีการกุศล พร้อมด้วยนายวัชรินทร์  ใจยะสิทธิ์ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการทุกฝ่าย ตัวแทนคณะครูได้จัดกิจกรรม การประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงานภายในองค์กร โรงเรียนราษฎร์วิทยา(ตี่มิ้ง) มุ่งเน้นการบริหารจัดการองค์กร อย่างมีธรรมาภิบาล

โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อสร้างความศรัทธา และเชื่อมั่นแก่สังคมว่าโรงเรียนราษฎร์วิทยา(ตี่มิ้ง) เป็นองค์กรธรรมาภิบาลในฐานะผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนราษฎร์วิทยา(ตี่มิ้ง)จึงขอประกาศเจตจำนงในการบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้พร้อมรับผิดชอบและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ ทั้งนี้ขอให้บุคลากรทุกคนมุ่งมั่นปฏิบัติงานตามภารกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม และปราศจากการทุจริตภายใต้นโยบาย ดังต่อไปนี้

1. ด้านความโปร่งใส คือ เปิดเผยข้อมูลการดำเนินภารกิจของหน่วยงาน รวมถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง   เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และมีระบบการบริหารจัดการที่ชัดเจน

2. ด้านความพร้อมรับผิด คือ มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้กฎหมายระเบียบ วิธีการที่ถูกต้อง รับผิดชอบต่อการตัดสินใจและการบริหารงาน  พร้อมที่จะถูกตรวจสอบเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อโรงเรียน

3. ด้านความปลอดจากการทุจริต คือ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือรับสินบน

4. ด้านวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร คือ การทำให้หน่วยงานปลอดจากการทุจริต โดยไม่ยอมรับการทุจริตทุกประเภทและไม่เพิกเฉย ที่จะดำเนินการเพื่อยับยั้งการทุจริตในหน่วยงาน

5. ด้านคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน คือ กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจนมีความเป็นธรรมในการปฏิบัติงาน อำนวยความยุติธรรมและมีความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคล การบริหารจัดการงบประมาณ และการมอบหมายงาน

จึงประกาศให้ทราบและถือปฏิบัติโดยทั่วกัน


ภาพ/ข่าว วรภา พันลุตัน จ.ตาก

ศรีสะเกษ - ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 ประกาศเจตจำนงสุจริตในการบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.64 ที่ห้องประชุมเพชร สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ว่าที่ ร.ต.ดร.ทวีศักดิ์ นามศรี ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 พร้อมด้วย น.ส.รุ่งอรุณ เมธาภัทรกุล นายสุเทพ ศรบุญทอง นายคำโพธิ์ บุญสิงห์ รอง ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 และบุคลากรในสำนักงาน ได้ร่วมกันประกาศเจตจำนงในการบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ และเพื่อเป็นแบบอย่างให้บุคลากรทุกคนปฏิบัติงานด้วยความมุ่งมั่น ปฏิบัติงานตามภารกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม และปราศจากการทุจริต ตามโครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถม ศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2564 โดยมี นางวิไรรัตน์ เครื่องทอง ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

ว่าที่ ร.ต.ดร.ทวีศักดิ์ นามศรี ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 กล่าวว่า สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 มุ่งเน้นที่จะบริหารจัดการองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อสร้างความศรัทธาและเชื่อมั่นแก่สังคมว่า สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 เป็นองค์กรธรรมาภิบาล ในฐานะผู้บริหาร สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 จึงขอประกาศเจตจำนงในการบริหารงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ พร้อมรับผิดชอบและต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ

ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 กล่าวต่อไปว่า ตนขอให้บุคลากรทุกคนมุ่งมั่นปฏิบัติงานตามภารกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม และปราศจากการทุจริตภายใต้นโยบาย ดังต่อไปนี้ ด้านความโปร่งใส คือ เปิดเผยข้อมูลการดำเนินภารกิจของหน่วยงาน รวมถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และมีระบบการบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนที่ชัดเจน ด้านความพร้อมรับผิด คือ มุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติราชการอย่างเต็มประสิทธิภาพภายใต้กฎหมาย ระเบียบ วิธีการที่ถูกต้อง รับผิดชอบต่อการตัดสินและการบริหารงาน และความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อ สพป.ศรีสะเกษ เขต 1

ด้านความปลอดจากการทุจริต คือ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือรับสินบน ด้านวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร คือ ไม่ยอมรับการทุจริตทุกประเภทและไม่เพิกเฉยที่จะดำเนินการ เพื่อยับยั้งการทุจริตในหน่วยงาน และด้านคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน คือ กำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน มีความเป็นธรรมในการปฏิบัติงาน อำนวยความยุติธรรมและมีความโปร่งใสในการบริหารงานบุคคล การบริหารจัดการงบประมาณและการมอบหมายงาน ทั้งนี้ ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมดังกล่าวภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีจุดตรวจวัดอุณหภูมิ เจลแอลกอฮอล์ มีการเว้นระยะห่าง และสวมหน้ากากอนามัยทุกคน


ภาพ/ข่าว  ศิริเกษ หมายสุข ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ศรีสะเกษ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top