Tuesday, 9 June 2026
SPECIAL

เร็วกว่า 2 เท่า !! Supersonic  การกลับมาของ “เครื่องบินความเร็วเหนือเสียง”

หลายท่านที่เคยนั่งเครื่องบินข้ามทวีปที่ต้องใช้เวลาบินนาน ๆ คงรู้สึกเมื่อยล้า และอ่อนเพลียจากการเดินทาง หากสามารถลดระยะเวลาเดินทางได้ครึ่งหนึ่ง ด้วยค่าโดยสารที่ไม่สูงจนเกินไป คงเป็นสิ่งที่นักเดินทางหลายคนใฝ่ฝัน

สายการบิน United Airlines กำลังจะทำให้ความฝันนั้นกลายเป็นจริง ด้วยการประกาศแผนการสั่งซื้อเครื่องบิน Supersonic รุ่น Overture จำนวน 15 ลำ จาก Boom Supersonic ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหม่ในสหรัฐอเมริกา และคาดว่าจะพร้อมให้บริการได้ในปี 2029

โดยปกติเครื่องเจ็ทสำหรับโดยสาร บินด้วยความเร็วประมาณ 900 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่เครื่องบินแบบ Supersonic มีความสามารถในการบินได้ความเร็วเหนือเสียง โดยเครื่อง Overture ถูกออกแบบให้บินได้ที่มัค 1.7 หรือ 1.7 เท่าของความเร็วเสียง นั้นคือประมาณ 1,805 กิโลเมตร/ชั่วโมง ความเร็วเป็นสองเท่าของเครื่องบินเจ็ทปกติ

การใช้เครื่องบินพาณิชย์ที่มีความเร็วเหนือเสียงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในปี 1976 สายการบิน British Airways และ Air France เปิดตัวการให้บริการด้วยเครื่องบิน Concorde เครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียง โดยเส้นทางการบินหลักคือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อเชื่อมโยงลอนดอนและปารีสกับนิวยอร์ก ใช้เวลาบินเพียงครึ่งเดียวของการบินปกติ แต่ข้อจำกัดของเครื่องบินคอนคอร์ดคือการบริโภคเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงที่สูง จึงจำเป็นต้องขายตั๋วโดยสารไปกลับเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบันด้วยราคา 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 620,000 บาทต่อคน !!!!! ด้วยราคานี้จึงไม่ใช่การเดินทางปกติ แต่เป็นสิ่งที่บางคนอยากทำสักครั้งในชีวิต จึงเป็นการยากที่จะหาผู้โดยสารให้เต็ม 100 ที่นั่งในแต่ละเที่ยว

นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องของเสียง เนื่องจากหากเครื่องบินทำความเร็วเกินความเร็วเสียง จะก่อให้เกิดช็อคเวฟ ที่มีเสียงดังคล้ายฟ้าร้องที่เรียกกันว่า โซนิคบูม (Sonic Boom) ดังนั้นในหลายประเทศจึงห้ามการบินด้วยความเร็วเหนือเสียง บนแผ่นดินหรือพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่อาศัย จึงเป็นข้อจำกัดของเส้นทางการบินที่จะทำความเร็วได้เฉพาะเมื่อบินเหนือทะเล จากข้อจำกัดดังกล่าว และประกอบกับภาวะขาลงของธุรกิจการบินหลังเหตุการณ์ 9/11 จึงทำให้เครื่องบินคองคอร์ดหยุดให้บริการในปี 2003   

ทาง Boom Supersonic จึงได้ศึกษาบทเรียนจากคองคอร์ด และข้อกังวลของการแพร่ระบาดของโรคติดต่อที่อาจเกิดขึ้นอีก นำมาใช้ในการออกแบบเครื่องบิน Overture ที่สามารถจุผู้โดยสารได้ 65-88 คน และที่นั่งเป็นแบบสองแถว แถวละหนึ่งที่นั่ง เพื่อลดการสัมผัสในห้องโดยสาร และออกแบบเน้นเรื่องของสุขอนามัยแทนสิ่งอำนวยความสะดวกบนเครื่องสำหรับการเดินทางระยะนาน ๆ

นอกจากนั้นยังมีการออกแบบตัวเครื่องและเครื่องยนต์ เพื่อลดระดับการเกิดโซนิคบูม รวมถึงการเป็นอากาศยานไร้มลพิษ (net-zero carbon aircraft) โดยออกแบบให้เครื่องยนต์สามารถใช้เชื้อเพลิงทางเลือกได้

เป้าหมายระยะไกลของ Boom คือการพัฒนาเครื่องบินให้มีความเร็วสูงขึ้น เพื่อบินไปทุกแห่งทั่วโลกโดยใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง และออกแบบเครื่องบินให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายต่อที่นั่ง โดยตั้งเป้าให้มีค่าโดยสารต่อเที่ยวไม่เกิน 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 32,000 บาท ซึ่งเป็นราคาเดียวกับค่าโดยสารชั้นธุรกิจ

แต่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการบินหลายท่านให้ความเห็นว่าต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าสิบปีในการพัฒนาเครื่องบิน เพื่อลดเสียงที่เกิดขึ้นจากการบิน และใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 20 ปี ในการพัฒนาวัสดุเพื่อใช้กับเครื่องยนต์ให้ทนกับความร้อนที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินทำความเร็วสูงเป็นระยะเวลานาน

คงต้องติดตามกันว่าเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงที่คนทั่วไปสามารถนั่งได้จะเป็นจริงหรือไม่ เพราะหากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลให้รูปแบบการเดินทางของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการเดินทางไกลข้ามทวีป

 

ข้อมูลอ้างอิง
https://edition.cnn.com/travel/article/boom-supersonic-four-hours-100-bucks/index.html
https://www.businessinsider.com/boom-supersonic-interview-overture-concorde-ceo-2020-10
https://www.cnbc.com/2021/06/03/united-will-buy-15-ultrafast-airplanes-from-start-up-boom-supersonic.html
https://www.nbcnews.com/science/science-news/supersonic-airliners-hit-turbulence-jet-developer-shuts-rcna1044?utm_source=morning_brew
https://www.bbc.com/news/technology-57361193


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจเยี่ยมข้าราชการตำรวจ พร้อมมอบนโยบาย และกำชับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติงานรับใช้ประชาชนให้ดีที่สุด

ที่ประชุมห้องประชุมชัยจินดา สภ.หาดใหญ่  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พล.ต.อ เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เข้าตรวจเยี่ยมสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ มอบนโยบายและกำชับในการปฏิบัติหน้าที่

โดยมี​ พล.ต.ท.ดำรัส วิริยะกุล ผทค.พิเศษ ตร.รรท รอง ผบช.ภ.9,​ พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ ผบก.ภ.จว.สงขลาและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้การต้อนรับ

พล.ต.อ เพิ่มพูน ชิดชอบ เผยว่า การลงพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมข้าราชการ สภ.หาดใหญ่ ในครั้งนี้ ถือเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ช่วงสถานการณ์โควิด 19 พร้อมทั้งเป็นการติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ซึ่งตนก็ทราบดีว่าตำรวจทุกนายไม่ได้หยุดพัก ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบให้แก่ประชาชน จึงถือโอกาสลงมาเยี่ยมเยือน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และขอให้ข้าราชการตำรวจทุกนายมีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบบ้านเมือง เพื่อสร้างความมั่นใจ และรับใช้ประชาชนให้ดีที่สุด

จากนั้น เดินทางไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ที่สถานีตำรวจชุมชนตลาดใหม่ หรือ​ ป้อมโคบัง​ ที่เป็น สภ.ย่อย ของสถานีตำรวจ พร้อมให้โอวาทแก่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ให้ร่วมแรงร่วมใจ และสามัคคีกันปฏิบัติหน้าที่ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ อย่าได้ย่อท้อต่อเหตุการณ์ต่างๆ และจงยึดมั่นในคุณงามความดี จะต้องให้ความสะดวก และบริการอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชน พร้อมทั้งได้มอบของที่ระลึกให้แก่ตำรวจชุมชน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ห้วงสถานการณ์โควิด 19 อีกด้วย

ที่มา: นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

การศึกษาไทยในยุค New Normal วิกฤตหรือโอกาส?

โควิดระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้หากจะพูดถึงผลกระทบของโควิด ทุกคนคงกระจ่างแจ้งอย่างที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยกันหลายคำ เพราะทุกคนล้วนเป็นผู้ประสบภัยกันทั่วหน้า แม้ผลกระทบมากน้อยอาจต่างกัน 

โควิดส่งผลกระทบมากมายอย่างคาดไม่ถึง ทั้งด้านชีวิตและสุขภาพ สภาพเศรษฐกิจ ตลอดจนวิถีชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยนไปจากปกติเดิม จนต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่ อย่างคำว่า “New Normal” วิธีชีวิตปกติแบบใหม่ นี้ก็คือการปรับพฤติกรรมของมนุษย์ในชีวิตประจำวันเพื่อการป้องกันการติดเชื้อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดนี้เอง เช่น การทำงานก็เปลี่ยนจากการที่ต้องเดินทางไปที่ออฟฟิศ ไปสำนักงานก็เปลี่ยนมาเป็นการทำงานที่บ้าน หรือที่เราเรียกทับศัพท์กันอย่างติดปากว่า Work From Home การประชุมติดต่อประสานงานนั้นก็ทำได้โดยใช้ระบบออนไลน์เข้ามาช่วย และไม่ใช่เพียงแค่ภาคธุรกิจเท่านั้นที่ต้องปรับขบวนกันยกใหญ่ ภาคการศึกษาก็เช่นกัน ต้องปรับจากการเรียนในสถานศึกษา มาเป็นห้องเรียนออนไลน์กันทุกระดับชั้นต้องแต่อนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัย เพื่อมาตรการในการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อลดการระบาดของโรค

1 ปีกว่าผ่านมาหากจะชวนคิด ชวนตั้งคำถามว่าการศึกษาในยุค New Normal นี้ โอกาสหรือเป็นวิกฤต กับสังคมไทยนั้นก่อนจะสรุปว่าเป็นวิกฤตหรือโอกาส ลองมาสำรวจปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ กันก่อน

จากการเรียนในห้องเรียนที่มีเพื่อนร่วมห้อง มีคุณครู มีประตู หน้าต่าง มีการพบหน้าคาดตา ปรับมาเป็นการเรียนออนไลน์ ต่างคนต่างอยู่บ้าน เจอหน้ากันผ่านจอคอมพิวเตอร์ มีอินเตอร์เน็ตไว้เพื่อการเข้าถึงห้องเรียนออนไลน์ จากข่าวคราวที่ปรากฎในสื่อเห็นชัดว่าการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่ายในประเทศไทย เพราะด้วยเหตุผลหลายประการในเชิงโครงสร้าง  

ประการแรก เรายังมีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตสำหรับใช้เรียนออนไลน์ที่บ้าน ซึ่งมักจะมาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำอีกรูปแบบในระบบการศึกษาไทย จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนของไทยในปี 2563 อยู่ที่ 26018.42 ในขณะที่มีรายจ่ายปี 2562 อยู่ที่ 20,742.12 และล่าสุดรายจ่ายของครัวเรือนของไทยในปี 2563 มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น เฉลี่ยเดือนละ 21,329 บาท โดยร้อยละ 87 ของค่าใช้จ่าย ทั้งสิ้นเฉลี่ยต่อเดือนเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค และร้อยละ 13 เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค (เช่น ค่าภาษี ของขวัญ เบี้ยประกันภัย ซื้อสลากกินแบ่ง / หวย ดอกเบี้ย) ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาอยู่ที่ 1.5% เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการจัดสรรเงินสำรองเพื่อการศึกษาที่ไม่มากนั้น ยิ่งเมื่อเจอกับสถานการณ์โควิด ที่อาจทำให้รายรับของครอบครัวลดน้อยลงไปอีก จึงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับครอบครัวที่ถูกซ้ำเติมในยามโควิดระบาดนี้อยู่แล้ว จะจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียน การซื้อชั่วโมงอินเตอร์เน็ต ซึ่งช่องว่างทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นอีกในระบบการศึกษาไทย  

ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากการศึกษาของ TDRI ที่พบว่าปัญหาของครัวเรือนในประเทศไทยที่ใหญ่กว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากที่บ้านคือ การไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ประเทศไทยมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์เพียงร้อยละ 21 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่ร้อยละ 49 การเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของครัวเรือนยิ่งยากมากขึ้นหากเป็นครัวเรือนที่มีฐานะยากจน 

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในปี 2560 ในประเทศไทย ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปีน้อยกว่า 2 แสนบาทมีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพียงร้อยละ 3 ของครัวเรือนทั้งหมด ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อปี 2 แสนบาทขึ้นไปมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตร้อยละ 19 ของครัวเรือนทั้งหมด และหากจำแนกตามภูมิภาคพบว่า กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์สูงถึงร้อยละ 42 ของครัวเรือนทั้งหมด ครัวเรือนที่มีคอมพิวเตอร์ในภาคกลางร้อยละ 21 ส่วนในภาคเหนือ ร้อยละ 19 ในภาคใต้ ร้อยละ 17 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 14  ซึ่งสถิตเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำถึงความเหลื่อมล้ำในเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงการเรียนออนไลน์ของเด็กและเยาวชนไทย 

นอกจากความไม่พร้อมในเครื่องไม้เครื่องมือแล้ว ประการต่อมาที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องความไม่พร้อมของการจัดการเรียนการสอน ทั้งในแง่หลักสูตร ความพร้อมของครูอาจารย์ ตลอดดจนความพร้อมในการเรียนของนักเรียนนักศึกษาในการเรียนออนไลน์มีมากน้อยเพียงใด จากเสียงสะท้อนของทั้งผู้สอน และผู้เรียน ตลอดจนผู้ปกครองต่างต้องรับมือกับสถานการณ์การเรียนออนไลน์ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ฝั่งผู้สอน ครูอาจารย์ก็รู้สึกท้อแท้กับการไม่มีส่วนร่วมของนักเรียนนักศึกษาจากการใช้ระบบออนไลน์ ยิ่งเป็นการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยที่ให้ความไว้วางใจว่านักศึกษาโตพอที่จะรับผิดชอบตนเองได้ ยิ่งพบว่าบรรดาอาจารย์ต่างปรับทุกข์ในทำนองเดียวกันว่านักศึกษาแทบไม่ค่อยมีปฎิสัมพันธ์กับผู้สอนเท่าที่ควรจะเป็น ไม่เปิดกล้อง ไม่ถามคำถาม ไม่ตอบคำถาม ส่วนในมุมผู้เรียนก็มองว่าเรียนออนไลน์น่าเบื่อ ไม่มีบรรยากาศการเรียนที่กระตุ้นการอยากรู้อยากเห็น ครูอาจารย์ไม่มีกลวิธีการสอนที่ดึงดูดใจพอ 

ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองเด็กเล็ก ๆ ในชั้นอนุบาลหรือประถมต้นนั้นก็เหนื่อยไม่แพ้กันเพราะเหมือนต้องคอยดูแลกำกับให้ลูก ๆ หลาน ๆ นั่งหน้าจอเรียนออนไลน์ ในยุคก่อน new normal พ่อแม่ผู้ปกครองก็อาจมีหน้าที่ช่วยสอนลูกหลานในการทำการบ้าน แต่เหมือนว่าในยุค new normal นี้ต้องทั้งเรียนด้วย สอนด้วย ดูแลบุตรหลานด้วย ความเครียดจึงบังเกิดแด่พ่อแม่ผู้ปกครองกันทั่วหน้า

ดังนั้นปรากฏการณ์ของโควิด-19 ที่มีพลิกโฉมการเรียนการสอนจากห้องเรียนทางกายภาพสู่ห้องเรียนออนไลน์ หากมองดี ๆ แล้ว จะพบว่าความปกติใหม่ หรือ New normal นี้ ทำให้เกิดความตระหนักรู้ใหม่และกระตุ้นเตือนให้เราหันกลับมาทบทวนสิ่งที่เป็นความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตัวหลักสูตร ที่ควรตั้งคำถามว่าหลักสูตรที่มีอยู่เดิมตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยม และอุดมศึกษานั้นเหมาะสมสำหรับพัฒนาการการเรียนรู้ในแต่ละช่วงวัยของเด็กและเยาวชนจริงหรือไม่ หลักสูตรที่มีเหมาะสมกับบริบทในท้องถิ่น ในพื้นที่ของเด็ก ๆ หรือไม่ หรือแม้แต่กฎเกณฑ์กติกาบางอย่างที่แท้จริงแล้วสำคัญหรือไม่อย่างไร หากเด็ก ๆ ต้องเรียนอยู่ที่บ้าน เช่น การแต่งชุดนักเรียนและการไว้ทรงผม และกติกาหรือระเบียบวินัยแบบไหนที่ควรต้องสร้างให้เกิดขึ้นกับเด็ก ๆ แทน เป็นต้น นอกจากตัวเนื้อหาของหลักสูตรแล้ว กลวิธีการสอนและรูปแบบในการนำเสนอสำหรับการเรียนรู้ในห้องเรียนออนไลน์นั้นก็มีความสำคัญที่จะต้องคำนึงถึงและต้องถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับเนื้อหาและธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ด้วย การใช้วิธีการเดียวกันกับการสอนในห้องเรียนปกตินั้นคงจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป 

ทั้งนี้ TDRI ได้ทำการศึกษาเราควรใช้ความตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์นี้ มาออกแบบอนาคตของการศึกษาไทย โดยให้น้ำหนักกับสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของนักเรียนให้มากที่สุด ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยมากในหลายประเด็น เช่น 

• ให้น้ำหนักกับปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างครูและนักเรียน มากกว่า จำนวนชั่วโมงที่นักเรียนอยู่ในห้องเรียนหรือเรียนผ่านสื่อโทรทัศน์หรือสื่อออนไลน์
• ให้น้ำหนักกับการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับความสนใจของนักเรียน เชื่อมโยงกับชุมชนและบริบทที่นักเรียนอยู่มากกว่า การเรียนรู้อิงตามมาตรฐานแบบเดียวกันทั้งประเทศ
• ให้น้ำหนักกับการประเมินผลเพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน (formative assessment) จากชิ้นงานและพฤติกรรมของนักเรียน มากกว่า การประเมินเพื่อการตัดสิน (summative assessment) เพื่อนำไปใช้ให้คุณให้โทษแก่โรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษา
• ให้น้ำหนักกับการเรียนรู้เพื่อสุขภาพกายและใจ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านวิชาการ สถานการณ์โรคระบาดส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของทุกคนรวมถึงเด็ก ๆ ทุกวัย 
• ให้น้ำหนักกับการจัดสรรทรัพยากรออฟไลน์แก่เด็กและครอบครัว ควบคู่กับ ทรัพยากรออนไลน์ เช่น จัดสรรหนังสือเด็กให้แก่ครอบครัวด้อยโอกาสเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ที่บ้าน จัดให้มีอาสาสมัครติดตามสถานการณ์เด็กในแต่ละครอบครัวและให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในการดูแลลูก เป็นต้น ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีของประเทศไปด้วย 

ดังนั้น หากย้อนกลับมาที่คำถามของเราว่า การศึกษาไทยในยุค New normal นี่เป็นวิกฤตหรือโอกาส ก็คงตอบได้อย่างชัดเจนว่ามีทั้งสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นวิกฤต และโอกาส เพราะวิกฤตในวันนี้เราสามารถพลิกให้เป็นบทเรียนเพื่อสร้างโอกาสในวันหน้าได้ เพียงแต่ต้องปรับมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย ปรับวิธีคิดของบุคลากรทางการศึกษา สร้างความร่วมมือกันใหม่ในการมีส่วนช่วยกันยกเครื่องระบบการศึกษา ทั้งพัฒนาหลักสูตร พัฒนาศักยภาพบุคคลกรทางการศึกษา พัฒนาแนวทางและรูปแบบการ 

โดยมีการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งส่วนกลางและระดับท้องถิ่น นอกจากนี้อาจจะต้องดึงภาคเอกชนและหน่วยงานนอกระบบราชการ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนมาร่วมมือกันออกแบบการจัดการเรียนการสอน รวมถึงถอดบทเรียนองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศ เพราะเราจะพบว่าแนวโน้มในการความเป็น New normal นี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกในอนาคต เช่น เปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การเกิดเทคโนโลยี disruptive หรือแม้แต่การเปลี่ยนด้านการเมือง การปกครองและเศรษฐกิจของโลก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องเตรียมพร้อมในการสร้างคน สร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เพื่อการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศและโลก ซึ่งการศึกษาคือเครื่องมือสำคัญในการสร้างคนนั้นเอง 

 

ข้อมูลอ้างอิง
http://statbbi.nso.go.th/staticreport/page/sector/th/08.aspx
สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนเป็นประจำตั้งแต่ปี 2500 (nso.go.th)
New Normal ของการศึกษาไทยคืออะไร เมื่อการเรียนทางไกลไม่ใช่คำตอบ - TDRI: Thailand Development Research Institute
วิกฤตโควิด-19 รัฐต้องเร่งลดช่องว่างดิจิทัล เพื่อความเท่าเทียมในห้องเรียนออนไลน์ - TDRI: Thailand Development Research Institute


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

คอร์รัปชัน...ไหมครับท่าน ตอนที่ 6 เรียนรู้จากสิงคโปร์ การป้องกันและการปราบปรามการทุจริต

การแก้ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบที่ประสบความสำเร็จและได้รับการกล่าวขานเสมอในแถบภูมิภาคนี้ คือ กรณีการจัดการการทุจริตในประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง ยืนยันด้วยผลงานการจัดอันดับใน ดัชนีการรับรู้เรื่องคอร์รัปชัน (Corruption Perception Index-CPI) จัดทำโดย องค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International) สำหรับประเทศในแถบเอเชีย สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีคะแนนสูงที่สุด 85 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 3 ของโลก ในขณะที่ฮ่องกง และญี่ปุ่นอยู่ในลำดับที่ 11 และ 19 ตามลำดับ (77 และ 74 คะแนน) ประเทศไทยได้คะแนนดังกล่าวที่ 36 คะแนนอยู่ในลำดับที่ 104 น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประเทศในโลกที่มีคะแนนเกินครึ่งโดยที่ประเทศที่มีคะแนนเกินครึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปยุโรปนั้น ทำให้เราน่าจะเรียนรู้จากกรณีของสิงคโปร์ในการจัดการกับการทุจริตประพฤติมิชอบแบบที่แม้มีอำนาจในการบริหารประเทศสูงสุด เช่น นายกรัฐมนตรี ก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน

หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการจัดการกับปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบของสิงคโปร์ คือ สำนักงานสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชัน (Corrupt Practices Investigation Bureau : CPIB) ซึ่งศักยภาพในการปฏิบัติงานเพื่อจัดการกับปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบในสิงคโปร์นั้นได้รับการยอมรับในระดับโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประสิทธิภาพในงานด้านการสืบสวน (investigation) กลไกในการจัดการกับปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบของสิงคโปร์นั้นมีศักยภาพที่โดดเด่นและสามารจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันได้อย่างเป็นรูปธรรมผ่านกลไกการทำงานภายใต้กลยุทธ์หลัก 5 ด้าน กล่าวคือ ด้านแรก เจตนารมณ์ของฝ่ายการเมืองที่ต้องการกำจัดปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง (Strong political will) ด้านที่สอง กฎหมายป้องกันการทุจริตและคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพ (Effective laws) ด้านที่สาม ระบบศาลและการดำเนินคดีที่มีความอิสระ (Independent judiciary) ด้านที่สี่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จริงจังและเด็ดขาด (Effective enforcement) และ ด้านที่ห้า การให้บริการสาธารณะหรือการดำเนินงานของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ (Responsive public service) 

สำนักงานสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชัน (CPIB) ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรีและได้รับรับรองการใช้อำนาจในการปฏิบัติงานอย่างอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งสิงคโปร์และกฎหมายป้องกันการทุจริต (prevention of corruption act) ที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 1960 โดยให้อำนาจในการจับกุมและสืบสวนการกระทำผิดในหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในสิงคโปร์ รวมถึงข้าราชการและพนักงานเอกชนทุกคนตลอดจนข้าราชการระดับสูงในหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี หรือข้าราชการอาวุโสของกระทรวงต่าง ๆ

บทบาทหน้าที่หลักของสำนักงานสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชัน แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 
(1) การรับเรื่องราวร้องทุกข์และสืบสวนเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันทั้งใน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน 
(2) การสืบสวนการประพฤติหรือปฏิบัติงานโดยมิชอบ (malpractices) ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ 
(3) การพิจารณาพฤติกรรมและกระบวนการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการในการให้บริการสาธารณะเพื่อลดโอกาสของการเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน 

สำนักงานสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชันของสิงคโปร์ (CPIB) มีโครงสร้างในการทำงานที่เล็ก ไม่ซับซ้อน มีผลทำให้การปฏิบัติงานมีความคล่องตัวสูงประกอบกับการมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ให้อำนาจในการปฏิบัติงานได้อย่างอิสระ จึงทำให้การปฏิบัติงานด้านการสืบสวนของสำนักงานสืบสวนการทุจริตคอร์รัปชั่น (CPIB) สามารถจัดการกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว

ลองพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศไทยในการจัดการกับปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบบ้างว่าหากจะปรับใช้จากกรณีของสิงคโปร์นั้นเราจะสามารถนำสิ่งดี ๆ มาใช้ได้อย่างไร

ประการแรก กลยุทธ์การจัดการปัญหาคอร์รัปชัน นั้น คือ ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาจากฝ่ายการเมือง เป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการฝ่าด่านการแก้ปัญหานี้ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ การเมืองไม่นิ่งและมีการต่อรองทางการเมืองเพื่อรักษาเสถียรภาพในการบริหารประเทศ การเมืองนิ่งในประเทศไทยนั้นหากย้อนกลับไปสักยี่สิบปีจะพบว่า มีแค่สองช่วง คือ สมัยรัฐบาลทักษิณ 1 และสมัยรัฐบาลที่มาจากการกระทำรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม ปัญหาการคอร์รัปชั่นในสมัยนั้น ยังอยู่ในระดับมีนัยสำคัญ ดังนั้น หากจะฝ่าด่านการแก้ปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบโดยยึดกลยุทธ์ 5 ด้านของสิงคโปร์ สำหรับประเทศไทยจึงติดตั้งแต่ข้อแรก 

ลองพิจารณาในด้านที่สอง กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากนับจำนวนกฎหมาย ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหาทุจริตจำนวนมาก แต่กฎหมายดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การเพิ่มขั้นตอนเพื่อไม่ให้เข้าสู่กระบวนการด้านระยะเวลาตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องแล้วเสร็จ หรือมีบางตัวบทที่ตัดตอนหรือยกประโยชน์ให้กับความล่าช้าไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ ดังนั้น ในด้านที่สองนี้ แม้ว่าจะมีกฎหมายที่เขียนไว้อย่างสวยหรูเพียงใด แต่การปฏิบัติตามกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การแก้ปัญหาการคอร์รัปชันไม่สัมฤทธิผล

ด้านที่สาม ระบบศาลและการดำเนินคดีที่มีความอิสระ หากพิจารณาเชิงระบบ ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีพัฒนาการพอสมควร เพราะมีการจัดตั้งศาลคดีทุจริต ขึ้นมาโดยเฉพาะ หากแต่กลไกที่นำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น ต้องเป็นผู้เสียหาย ดังนั้น ประเด็นเรื่องรัฐเป็นผู้เสียหาย จึงเป็นอุปสรรคเมื่อหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบและนำคดีขึ้นสู่ศาล ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า หรือหย่อนสมรรถภาพ หรือในกรณีที่เลวร้าย คือ มีการต่อรองคดีได้ ทำให้แม้ว่าระบบศาลและการดำเนินคดีมีความอิสระ แต่ติดตั้งแต่ต้นทางนั่นเอง

ด้านที่สี่ การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด จริงจัง เด็ดขาด ในประเด็นนี้ หากไม่พูดถึงกรณีนาฬิกายืมเพื่อนมา ก็ต้องยอมรับว่า เรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดูจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เข้มงวดที่สุด ในบรรดาบทบัญญัติด้านการปราบปรามการทุจริต ในกรณีอื่น ๆ นั้น มีหลายปัจจัยที่ทำให้การดำเนินการแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ความล่าช้าในการสืบสวนสอบสวน แม้ว่ากฎหมายจะระบุชัดในประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การงดหรือการลดค่าปรับหรือการขยายเวลาการจัดซื้อจัดจ้าง 

ด้านที่ห้า การให้บริการสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ ในประเด็นนี้ ต้องให้เครดิตว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้รับบริการ แม้ว่าบางกรณียังอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่านและการใช้ดุลพินิจยังลักลั่นอยู่บ้าง เช่น การเรียกสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนในหน่วยงานรัฐแม้ว่าหน่วยงานนั้นจะอยู่ในกระทรวงมหาดไทยและเชื่อมต่อฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ได้แล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่บริการสาธารณะอยู่ในระดับที่ดีขึ้น เพราะการปรับปรุงระบบบริการตามเทคโนโลยี และความพยายามในการให้บริการสาธารณะ

จากการพิจารณาใน 5 ด้านในกรณีสิงคโปร์จะพบว่า ประเทศไทยต้องพัฒนาต่อไปโดยเฉพาะเรื่อง ความตั้งใจในการแก้ปัญหา “อย่างจริงจัง” ของประชาชน แม้ว่าจะหวังพึ่งฝ่ายการเมืองได้ยาก หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป ภายใต้การตื่นรู้ ความเข้าใจถึงปัญหาและพิษภัยของการคอร์รัปชัน จะทำให้ปัญหาค่อย ๆ เบาบางลงแต่ใช้ระยะเวลาพอสมควร ทางออกสำคัญยิ่ง คือ การเปิดเผยข้อมูลและการ “ไม่ทน” ต่อการทุจริตประพฤติมิชอบ และการทำงานแบบเครือข่ายที่มีการเชื่อมโยงกัน นอกจากนั้น การออกแบบลักษณะของปัญหาที่ทำให้สามารถจัดการกรณีที่มีฐานความผิดรองรับแล้วโดยการเชื่อมโยงเทคโนโลยี จะทำให้การจัดการคดีมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น กรณีการกระทำความผิดจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึง การงดหรือลดค่าปรับหรือขยายเวลาโดยมิชอบซึ่งกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างมีรายละเอียดและประเด็นที่รัดกุมเพียงพอที่จะทำให้การใช้เทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้ ข้อดีอย่างยิ่งของการใช้เทคโนโลยี AI หรือการสอบสวนคดีแบบเป็นขั้นเป็นตอน คือ เทคโนโลยีไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่มีพรรคมีพวก ถูกผิดว่ากันตามตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมมากกว่าปัจจุบันที่ระบบอุปถัมภ์และพรรคพวกได้หยั่งรากลึกลงไปจนกระทั่งวิกฤติโควิด-19 ปรากฏการทุจริตหลายรูปแบบตั้งแต่หน้ากาก อุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือแม้กระทั่งวัคซีน

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบในประเทศไทยนั้น ยังมีทางแก้ไข และสามารถทำให้ดีขึ้นได้ หากมีความร่วมมือในภาคประชาชน อย่างเพิ่งสิ้นหวังครับ


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สมบัติ อนันตรัมพร ประธาน บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ฯ Update เทคนิคการใช้งานระบบสายสัญญาณ และอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่เหมาะกับ Data Center​ ผ่านงานสัมมนา “How to Manage Cabling & Networking for Data Center”

#INTERLINK

เมื่อวันที่​ 26 มิ.ย.2564​ คุณสมบัติ อนันตรัมพร ประธาน บมจ. อินเตอร์ลิ้งค์ฯ (INTERLINK)​ ได้จัดงานสัมมนา “How to Manage Cabling & Networking for Data Center”

โดยกล่าวเปิดงาน ผ่านระบบ Zoom จากหัวหิน พร้อมนำทีมวิทยากรชั้นนำมา Update เทคนิคการใช้งานระบบสายสัญญาณ และอุปกรณ์เน็ตเวิร์คที่เหมาะกับ Data Center ให้กับผู้บริหารหน่วยงาน ไอที กลุ่มสถาบันการเงินกว่า 50 หน่วยงาน เพื่อให้กลุ่มลูกค้าเห็นภาพจริง และตอบโจทย์ทุกความต้องการ

สำหรับงานในครั้งได้มีการ​ ???? LIVE จากสนง.ใหญ่ อินเตอร์ลิ้งค์ กรุงเทพฯ

หมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos) ดินแดนสัตว์หายากที่ต้องมาเยือนสักครั้ง

กาลาปากอสเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวที่ต้องจ่ายแพงกว่าปกติ ค่าที่ขึ้นชื่อระดับโลกเรื่องสัตว์แปลก ๆ รวมถึงความงดงามมหัศจรรย์ของภูมิทัศน์ ผนวกเข้ากับเรื่องราวของ ชาลส์ ดาร์วิน ผู้เคยร่วมโดยสารเรือหลวงอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว เขาได้ผ่านไปเยือนหมู่เกาะแห่งแปซิฟิกซึ่งห่างจากฝั่งราวพันกิโลเมตรเหล่านี้ แล้วเขียนหนังสือท้าทายความเชื่อของคริสตศาสนจักรว่าด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ นี่ยิ่งกระพือความอยากของใครต่อใครให้ไปเยือนกาลาปากอส

คนมีเงินเป็นถุงเป็นถังคงไม่กระไร แต่สำหรับผมผู้ซึ่งเป็นนักเดินทางทุนต่ำจำเป็นต้องคิดแล้วคิดอีกหลายตลบกว่าจะตัดสินใจจัดทริปนี้ให้กับตัวเอง เริ่มตั้งแต่ตั๋วเครื่องบิน ซึ่งคนต่างชาติต้องจ่ายแพงกว่าคนเอกวาดอร์ราวสองเท่า ไหนจะค่าเข้าเขตพิเศษ ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติ ค่าที่พักอาหารและจิปาถะต่าง ๆ ระหว่างที่อยู่บนเกาะ รวม ๆ แล้วเพียงสิบวันผมต้องควักเงินจ่ายไปเท่ากับค่าใช้จ่ายในการเดินทางปกติสองเดือน ถือว่าโหดมาก

ผมตั้งต้นที่เมืองวายากิล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศเอกวาดอร์ (หรือจะขึ้นเครื่องที่สนามบินเมืองหลวงกีโตก็ได้เช่นกัน) เครื่องบินเทคออฟจากรันเวย์ ใช้เวลาราวชั่วโมงก็ลดระดับความสูงลงเพื่อจะร่อนลงรันเวย์ของสนามบินเซย์มอร์บนเกาะบัลตราอันเป็นหน้าด่านแรก น้ำทะเลสีครามน้ำเงินปรากฎขึ้น เห็นผืนแผ่นดินสีน้ำตาลเห็นจากมุมสูงก็รู้ทันทีว่านั่นต้องเป็นหมู่เกาะกาลาปากอสแน่นอน ผู้โดยสารส่วนใหญ่ออกอาการตื่นเต้นกันอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเครื่องจอดสนิทแล้วผู้คนก็ออกมาสู่อาคารผู้โดยสาร เดินตาม ๆ กันไป เจ้าหน้าที่ประทับตราการเข้าสู่เกาะลงในพาสปอร์ตเสร็จก็ไปขึ้นรถบัสซึ่งอยู่ด้านนอกอาคาร นักท่องเที่ยวบางส่วนที่มากับทัวร์ก็มีไกด์คอยอำนวยความสะดวกให้ ส่วนคนที่มาเองก็ต้องช่วยเหลือตัวเองเพื่อจะไปยังเกาะซานตาครูซ รถบัสพามาถึงท่าเรือ เกาะบัลตราและซานตาครูซอยู่ใกล้กันมาก นั่งเรือเล็กไม่ถึงห้านาทีก็ข้ามมาอีกฝั่งแล้ว จากนั้นก็ต้องนั่งรถบัสอีกหนึ่งต่อเพื่อไปยังปวยร์โตอโยราอันเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของเกาะ 

เนื่องจากผมไม่ได้จองที่พักล่วงหน้า จึงต้องใช้เวลาเดินหาเกสต์เฮาส์ที่ราคาไม่โหดเกินไปนัก เสียเวลาราวสองชั่วโมงก็ได้ห้องเดี่ยวในราคา 15 เหรียญต่อวัน (ประเทศเอกวาดอร์ใช้เงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐ) อาจจะถูกสุดในเมืองแล้ว ภารกิจต่อไปคือการหาร้านเช่าจักรยาน เมืองนี้เล็กเท่าปาย เดินเที่ยวก็ได้ แต่จะสะดวกกว่าหากอยากออกนอกเมืองไปยังจุดท่องเที่ยวอื่น ๆ เสร็จจากการเช่าจักรยานก็มาจัดการเรื่องปากท้องบ้าง ร้านอาหารทั้งหลายเน้นขายนักท่องเที่ยว ซึ่งราคาแพงกว่า วิธีลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ก็คือการจับจ่ายในร้านชำหรือซูเปอร์มาร์เก็ตหรือกินอาหารที่ตลาดสดแทน

ตัวเมืองปวยร์โตอโยราไม่ได้ต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ในแง่ที่เต็มไปด้วยร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และอะไรต่อมิอะไรพรักพร้อมรองรับคนจับจ่ายซื้อหาในสิ่งที่ตนต้องการ แต่สิ่งที่แตกต่าง ก็คือสัตว์เชื่อง ๆ ทั้งหลายที่ไม่ค่อยกลัวมนุษย์ บริเวณตลาดปลามีแมวน้ำกระดึ๊บตามแม่ค้าต้อย ๆ ชายชาวประมงต่างทำการแล่ปลาบนเรือเล็กก็มีนกพิลิแกนมะรุมมะตุ้มอ้าปากกว้างคอยรับเศษอาหาร นกหน้าตาประหลาดก็บินเล่นแถวนั้น ตามโขดหินมีปูแดงขี้ตกใจมากมาย นกฟินช์ตัวเล็กเท่านกกระจอกก็เชื่องมากพอที่จะเข้าไปใกล้เพื่อทักทายและถ่ายรูปพวกเขา ในวันแดดดีเจ้าอิกัวน่าทะเลทั้งหลายต่างพากันขึ้นมาผึ่งแดด พวกมันชื่นชอบการดำน้ำและเป็นนักดำน้ำที่เก่งกาจ เมื่อขึ้นฝั่งมาอาบแดดก็พ่นน้ำออกทางจมูก หน้าตาพวกมันคล้ายกับก๊อตซิลล่ามาก พื้นที่บนหาดเล็กใกล้ท่าเรืออีกแห่งก็มีสิงโตทะเลพากันนอนขี้เกียจขึ้นอืดอย่างไม่แคร์สายตานักท่องเที่ยว เข้าใกล้มากอาจจะโดนขู่บ้าง แต่พวกมันก็ไม่น่าเข้าใกล้เท่าไหร่เพราะกลิ่นตัวแรงมาก เวลาบ่ายแก่ เด็ก ๆ ชาวเกาะพากันปั่นจักรยานมาท่าน้ำเพื่อกระโดดน้ำเล่น

ในระยะเดินทอดน่องสามารถไปเที่ยวสถานีวิจัยดาร์วิน เป็นสถานที่เรียนรู้ระบบนิเวศกาลาปากอส รวมถึงการพยายามสอดแทรกจิตสำนึกด้านการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่าทว่าเปราะบางเหล่านี้ เมื่อเข้าไปในศูนย์ จะมีฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ นักท่องเที่ยวเดินเป็นวงกลม นับว่าเป็นห้องเรียนที่ดีเยี่ยมทั้งสำหรับผู้ใหญ่และเด็ก ๆ ด้วย นอกจากสิ่งที่จัดแสดงแล้ว ทางศูนย์ยังทำงานวิจัยหลายอย่างด้วย เช่นการขยายพันธุ์เต่าบกยักษ์ เป็นต้น

อีกด้านของปวยร์โตอโยรามีหาดตอร์ตูกาทรายขาวน้ำใส เหมาะสำหรับเดินเล่น อาบแดด ว่ายน้ำ และพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง ดูเหมือนอิกัวน่าทะเลจะมีปริมาณมากกว่านักท่องเที่ยวเสียอีก นกบู๊บบี้ตีนฟ้าน่าจะเป็นอีกไฮไลต์ พวกมันก็เชื่องมากเช่นกัน ท้ายหาดมีเวิ้งอ่าว นักท่องเที่ยวบางส่วนเช่าคายักพายเล่นกัน บ้างหลบใต้ต้นไม้นอนอ่านหนังสือ คนที่มากันเป็นครอบครัวก็จัดปิกนิคกัน สังเกตว่าไม่มีขยะเกลื่อน น่าจะเพราะทุกคนรู้ว่าจะต้องช่วยกันอนุรักษ์เพื่อให้ความงดงามคงอยู่นานเท่านาน

ยังมีอีกหาดทรายงามซึ่งอยู่ห่างจากย่านชุมชนค่อนข้างมาก คือการ์ราปาเตโร นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ใช้วิธีเช่าแท็กซี่ให้ไปส่ง แต่ผมปั่นจักรยานไป ระหว่างทางผ่านบ้านเรือนเรือกสวน กาลาปากอสมีประชากรอยู่ราวสามหมื่นคน ประกอบอาชีพเกษตรและด้านการท่องเที่ยว เมื่อปั่นผ่านหมู่บ้านเบยาวิสตา รู้ว่ามีถ้ำลาวาจึงแวะชมเสียหน่อย ผมไม่ได้สนใจการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา จึงไปแค่ให้ได้เห็นและเป็นประสบการณ์เท่านั้น ออกจากถ้ำก็ปั่นต่อไปจนถึงหาดการ์ราปาเตโร ซึ่งพบว่าสงบเงียบมาก ทางเดินลงสู่หาดสร้างไว้เพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวออกนอกเส้นทาง ลมพักโบกโกรกเย็นเกือบหนาวในวันที่เมฆห่มคลุมท้องฟ้า บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้ชวนให้ลงไปแหวกว่ายเล่นน้ำ แต่เหมาะสำหรับเดินทอดน่องเล่นตามชายหาด โดยมีเจ้านกนางนวลโฉบดิ่งลงสู่ทะเลเพื่อจับปลาเป็นอาหาร เป็นภาพเพลินตาเพลินใจดี ความพิเศษของหาดโดดเดี่ยวแห่งนี้ คือสามารถพักแรมได้ โดยจะต้องนำเต็นท์มากางนอนได้ในจุดที่บริการไว้ให้ เสียดายที่ผมไม่ได้นำเต็นท์มาด้วย เพราะก่อนมาที่นี่หาข้อมูลเรื่องแคมป์ปิ้งจากอินเตอร์เน็ตไม่ได้เลย

ไฮไลท์ตื่นตาตื่นใจอีกแห่งบนเกาะซานตาครูซคือศูนย์อนุรักษ์เต่าบกยักษ์เอลชาโต นี่ก็ต้องอาศัยแรงขาในการปั่นจักรยานไป เพราะอยู่ห่างจากตัวเมืองร่วมสิบกิโลเมตร ดีที่การจราจรบนเกาะไม่คับคั่ง จึงปั่นช้า ๆ อย่างเพลิดเพลินทั้งไปและกลับ นักท่องเที่ยวต้องเปลี่ยนใส่รองเท้าบู๊ตเมื่อจะเข้าไปในศูนย์ และต้องเว้นระยะห่าง ไม่เข้าไปใกล้เต่ายักษ์ทั้งหลายมากจนเกินไป จากข้อมูลบอกว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนยังมีประชากรเต่าบกยักษ์นับแสน ปัจจุบันลดจำนวนลงไปมาก สาเหตุหนึ่งคือฝีมือการล่าของมนุษย์นั่นเอง 

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยและเป็นเหตุผลหลักอย่างหนึ่งของการลงทุนมาเยือนกาลาปากอส ก็คือกาแฟ ซึ่งนับเป็นพืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งของที่นี่ การได้มาเยือนเพื่อเรียนรู้เข้าใจเกี่ยวกับกาแฟมากขึ้นจึงมีความหมายกับผมมากทีเดียว ผมใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับการสืบเสาะแหล่งปลูกกาแฟ พูดคุยกับทั้งบาริสต้าและเจ้าของโรงคั่ว ชิมรสชาติกาแฟที่ปลูกในพื้นที่แล้วเปรียบเทียบกับกาแฟที่มาจากแหล่งอื่น ๆ สำหรับผม ถ้ากาลาปากอสไม่มีสัตว์ประหลาด แต่มีแค่กาแฟแล้วผมมาเยือนที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวผมก็เห็นว่าคุ้มค่ามากแล้ว 

ขึ้นชื่อว่าหมู่เกาะย่อมไม่ได้มีแค่ซานตาครูซ แต่ยังมีเกาะน้อยใหญ่กระจุกกันอยู่อีกนับสิบ แต่ผมไม่มีโอกาสไปเยือน แค่สิบวันกระเป๋าสะตังก็จะฉีกอยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ ก็นับว่าคุ้มค่ามาก เพราะไม่แน่ใจว่าชีวิตนี้จะยังมีโอกาสได้กลับมาเยือนเกาะห่างไกลในมหาสมุทรแปซิฟิกนี้อีกหรือไม่ 


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

'ผู้ช่วยฯ รอย'​ เร่งสปีด!! สำรวจความคิดเห็น ปรับปรุงเครื่องแบบสายป้องกันปรามปราบ ผ่านคิวอาร์โค้ด ภายใน 30 มิ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร.เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.ได้มีนโยบายให้พัฒนาเครื่องแบบสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปรามปราบ​ (ปป.)​ และนำไปทดลองใช้ที่​ สน.บางยี่ขัน,​ บุคคโล และจักรวรรดิ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา  

หลังจากนั้นได้เก็บข้อมูลความเห็นการใช้งานของผู้สวมใส่ เพื่อนำมาพัฒนาให้มีความเหมาะสม  เข้ากับสภาพการปฏิบัติงานจริง จนออกมาเป็นชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปรามแบบที่ 2 

ทั้งนี้​ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปรับปรุงเครื่องแบบสายงานป้องกันปราบปรามที่พัฒนาใหม่นี้​ ให้มีความเหมาะสม และเอื้อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ สวมใส่แล้วมีความคล่องตัว เป็นมาตรฐานสากล เข้ากับสภาพปัจจุบันยิ่งขึ้น ทางตำรวจจึงได้ออกแบบสำรวจความคิดเห็นตำรวจ สายงาน ปป.​ ทั่วประเทศ โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลด ตอบแบบสำรวจได้ตาม QR Code ให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้

ในขณะเดียวกัน พล.ต.ท.รอย​ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด เรื่อง สำรวจความคิดเห็นการพัฒนาเครื่องแบบสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ครั้งที่ 2 ถึง ผบช.น., ภ.1-9 และ ก.​ ให้นำเครื่องแบบสายตรวจใหม่ทดลองใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยทางบช.น ได้ดำเนินการทดลองใช้ที่สน.บางยี่ขัน,​สน.บุคคโล และ สน.จักรวรรดิ ระหว่างวันที่ 3-13 พ.ค.64 เป็นระยะเวลา 10 วัน 

ต่อมาคณะทำงานนโยบายการพัฒนางานป้องกันปราบปราม ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเครื่องแบบและสำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง มาทำการวิจัยและพัฒนาออกแบบเป็นชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปรามแบบที่ 2 เพื่อให้การปรับปรุงเครื่องแบบสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปรามมีความคล่องตัวเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ในสภาพปัจจุบัน และเป็นมาตรฐานสากล 

ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานสูงสุด จึงให้ท่านแจ้งข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่สายงานป้องกันปราบปรามในสังกัดกรอกแบบสำรวจความคิดเห็นการพัฒนาเครื่องแบบ สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายงานป้องกันปราบปราม ให้แล้วเสร็จภายใน 30 มิ.ย.64 

ซึ่งสามารถดาวน์โหลดแบบสำรวจฯ ได้ตาม QR code นี้ โดยมอบหมายให้ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.ก., คณะทำงานนโยบายการพัฒนางานป้องกันปราบปราม รวบรวมสรุปข้อมูลผลการสำรวจดังกล่าว เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผ่าน ผอ.สยศ.ตร.) ภายในวันที่ 3 ก.ค.64 จึงแจ้งมาเพื่อทราบและดำเนินการ 'หนังสือดังกล่าวระบุ'​

'ตำรวจ' เตือนภัย!! ระวังถูกแท็กเฟซบุ๊ก​ พร้อมภาพข่าวอุบัติเหตุหรือภาพลามก อย่ารับแท็กเด็ดขาด อาจถูกแฮกเฟซบุ๊กไม่รู้ตัว

พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ในฐานะ รอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ช่วงนี้ในเฟซบุ๊กของพี่น้องประชาชน อาจจะมีคนที่เป็นเพื่อนหรือไม่ใช่เพื่อนของเรามาแท็กเฟซบุ๊ก และแท็กพร้อมกับผู้อื่นอีกหลายสิบคน ซึ่งข้อมูลที่ส่งมาประกอบด้วยลิงก์ภาพข่าวอุบัติเหตุ​ หรือภาพข่าวลักษณะลามกอนาจาร จากสำนักข่าวมีชื่อบ้าง ไม่มีชื่อบ้าง หากเรามีความสนใจข่าวที่แท็ก แล้วกดเข้าไปดูจะพบว่ามีหน้าต่างให้เรากรอกอีเมลและ พาสเวิร์ดเข้าเฟซบุ๊กใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก 

เพราะลิงก์ดังกล่าวเป็นลิงก์หลอกลวง ที่แฮกเกอร์สร้างมาเพื่อลวงให้เรากรอกข้อมูล อันได้แก่ อีเมลกับรหัสผ่านเฟซบุ๊ก ทำให้แฮกเกอร์ทราบข้อมูล และเข้าถึงบัญชีเฟซบุ๊กของเราได้ หากใครกรอกข้อมูลไป เฟซบุ๊กอาจถูกแฮก จากนั้นแฮกเกอร์จะเปลี่ยนรหัส​ ทำให้เราไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊กของเราได้ สุดท้ายแฮกเกอร์อาจเอาบัญชีเฟซบุ๊กของเราไปกระทำความผิด เช่น หลอกยืมเงินเพื่อนในเฟซบุ๊กของเรา หรือ นำไปหลอกลวงฉ้อโกงผู้อื่น เป็นต้น

พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีนโยบายในการสร้างความรับรู้ให้กับประชาชนในการป้องกันตัวเองมิให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรในทุกรูปแบบ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงฝากเตือนพี่น้องประชาชนที่พบว่าบัญชีเฟซบุ๊กตัวเองถูกแท็กในลักษณะดังกล่าว ไม่ควรกดเข้าไปดู หรือ กรอกอีเมลกับรหัสผ่านอย่างเด็ดขาดเพราะท่านอาจตกเป็นเหยื่อของแฮกเกอร์ 

อย่างไรก็ตาม หากท่านถูกแฮกเฟซบุ๊กไปแล้วและไม่สามารถเข้าเฟซบุ๊กตัวเองได้​ ให้ปฏิบัติการ 3 แจ้ง คือ... 

1.​ แจ้ง​ (Report) เฟซบุ๊ก เพื่อให้เฟซบุ๊กกู้คืนบัญชีกลับมาให้เรา
2.​ แจ้งเพื่อนของเราในทุกช่องทางว่าเฟซบุ๊กเราถูกแฮก 
และ​ 3.​ แจ้งความกับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“The Roof Koreans” เมื่อชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลี ต้องจับปืนป้องกันตัวบนดาดฟ้า จากการจลาจลครั้งใหญ่ใน LA

Roof Koreans หรือที่เรียกว่า Rooftop Koreans เป็นศัพท์สแลงที่หมายถึงเจ้าของธุรกิจชาวเกาหลี-อเมริกันที่ปกป้องอาคารร้านค้าของพวกเขาในระหว่างการจลาจลในนครลอสแองเจลิส ในปี พ.ศ. 2535 ภาพของเจ้าของธุรกิจชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีที่ยืนถืออาวุธปืนอยู่บนหลังคาถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสื่อต่าง ๆ ทำให้พวกเขาได้กล่าวถึงในความกล้าและห้าวหาญ โดยคนอเมริกันเชื้อสายเกาหลีพร้อมอาวุธปืนขึ้นไปตั้งหลักบนหลังคาดาดฟ้าอาคารที่พวกตนประกอบธุรกิจอยู่ เพื่อป้องกันอาคารร้านค้าตลอดจนทรัพย์สินให้พ้นจากการปล้นโดยผู้ก่อการจลาจล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน และชาวอเมริกันเชื้อสายฮิสปานิก จากเหตุการณ์จลาจลกรณีตำรวจผิวขาวของกรมตำรวจแห่งนครลอสแองเจิลลิส (LAPD) 4 นายรุมทุบตี Rodney King ชายผิวสี และมีการการจลาจลในนครลอสแอนเจลิส ในปี พ.ศ. 2535 อันเป็นการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในเขตพื้นที่เทศมณฑลลอสแอนเจลิส ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 

โดยความไม่สงบเริ่มขึ้นในวันที่ 29 เมษายน เมื่อมีคำพิพากษาให้ตำรวจ 4 นายพ้นผิดจากข้อหากระทำการเกินกว่าเหตุและทำร้ายร่างกายขณะจับกุม Rodney King ชายผิวสีที่ก่อเหตุเมาแล้วขับ การจลาจลดำเนินอยู่ 6 วันก่อนจะจบลงในวันที่ 4 พฤษภาคม มีผู้เสียชีวิต 63 คน ทรัพย์สินเสียหายคิดเป็นมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (มูลค่าในขณะนั้น)

ภาพเหตุการณ์ที่ตำรวจผิวขาวของ Los Angeles Police Department (LAPD) 4 นายรุมทุบตี Rodney King ชายผิวสี จนทำให้เกิดการการจลาจลในนครลอสแอนเจลิส ในปี พ.ศ. 2535

Latasha Harlins (ซ้าย) เด็กสาวผิวสีวัย 15 ปี เสียชีวิตหลังจากถูก Soon Ja Du (ขวา) ยิง

การจลาจลในลอสแอนเจลิส ปี พ.ศ. 2535 เป็นผลพวงมาจากหลายสาเหตุ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2534 ความขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันกับชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีเพิ่มสูงขึ้นเมื่อ Soon Ja Du เจ้าของร้านค้าผู้มีเชื้อสายเกาหลียิง Latasha Harlins เด็กสาวผิวสีวัย 15 ปีจนเสียชีวิตหลัง Soon Ja Du กล่าวหาว่า Harlins พยายามขโมยของในร้าน เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 คณะลูกขุนมีความเห็นให้ดูมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา (Voluntary manslaughter) มีโทษสูงสุดคือจำคุก 16 ปี แต่จอยซ์ คาร์ลิน ผู้พิพากษาตัดสินให้ Soon Ja Du ถูกคุมประพฤติ 5 ปี บำเพ็ญงานสาธารณประโยชน์ 400 ชั่วโมง และปรับ 500 ดอลลาร์สหรัฐ

ในเดือนเดียวกันกับที่ Soon Ja Du ก่อเหตุ Rodney King และเพื่อนอีก 2 คนถูกตำรวจจับกุมจากหลังเมาแล้วขับและพยายามหลบหนีการจับกุม King และเพื่อนถูกตำรวจรุมทำร้ายระหว่างการจับกุม ซึ่งมีผู้บันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้ได้แล้วส่งไปให้สำนักข่าวท้องถิ่น KTLA เดือนเมษายน พ.ศ. 2535 หลังอัยการเขตเทศมณฑลลอสแอนเจลิสตั้งข้อหาตำรวจ 4 นายว่ากระทำการเกินกว่าเหตุและใช้กำลังประทุษร้าย คณะลูกขุนที่ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกันผิวขาวมีความเห็นให้ตำรวจทั้ง 4 นายไม่มีความผิด หลังจากตีความเหตุการณ์ในวิดีโอว่า King พยายามขัดขืนการจับกุม

ตำรวจ 4 นายที่ร่วมกันทำร้าย King โดย 2 นายได้รับโทษจำคุก 30 เดือน ฐานละเมิดสิทธิพลเมือง ส่วนอีก 2 นายถูกไล่ออกจากกรมตำรวจลอสแอนเจลิส

หลังมีคำพิพากษาในวันที่ 29 เมษายน จึงเกิดการชุมนุมที่หน้ากรมตำรวจลอสแอนเจลิส และชาวผิวสีบางกลุ่มที่โกรธแค้นเริ่มไล่ทำร้ายชาวอเมริกันผิวขาวในนครลอสแอนเจลิสโซนใต้ ก่อนที่วันต่อมามีการประกาศเคอร์ฟิว และความรุนแรงแผ่ขยายไปเป็นการวางเพลิงและปล้นทรัพย์ในนครลอสแอนเจลิสโซนกลาง รวมถึงการปะทะกันระหว่างชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันกับชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีเมื่อมีผู้ก่อการจลาจลบุก Korea Town 

วันที่ 1 พฤษภาคม Rodney King เรียกร้องให้มีการยุติการจลาจล มีการเคลื่อนกำลังทหารจากรัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐบาลกลางรวมกว่า 10,000 นาย เข้ามาในเมือง วันที่ 4 ของการจลาจล (2 พฤษภาคม) มีการเพิ่มกำลังเสริมรวมเป็น 13,500 นาย ทำให้ลอสแอนเจลิสกลายเป็นเมืองที่ถูกกองประจำการสหรัฐยึดครองมากที่สุดนับตั้งแต่การจลาจลในวอชิงตัน ดี.ซี. พ.ศ. 2511 การจลาจลจบลงในวันที่ 4 พฤษภาคม เมื่อกองกำลังรัฐบาลควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และมีการยกเลิกเคอร์ฟิว แต่ให้คงกำลังทหารไว้จนถึงวันที่ 27 พฤษภาคม

หลังเหตุการณ์สงบ มีผู้เสียชีวิต 63 คน บาดเจ็บ 2,383 คน และถูกจับกุม 12,111 คน อาคารบ้านเรือนถูกเผาทำลายกว่า 3,767 แห่ง กรมตำรวจลอสแอนเจลิสถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทในการควบคุมและจัดการสถานการณ์ที่ผิดพลาด จน แดริล เกตส์ ผู้บัญชาการของกรมตำรวจลอสแอนเจลิสต้องประกาศลาออก ส่วนคดี Rodney King ได้รับการพิจารณาใหม่ในปี พ.ศ. 2536 นำไปสู่การตัดสินโทษตำรวจ 4 นายที่ร่วมกันทำร้าย King โดย 2 นายได้รับโทษจำคุก 30 เดือนฐานละเมิดสิทธิพลเมือง ส่วนอีก 2 นายถูกไล่ออกจากกรมตำรวจลอสแอนเจลิส ส่วน King ได้รับเงินชดเชย 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Korea Town นครลอสแอนเจลิส

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิด The Roof Koreans (The Rooftop Koreans) ด้วยนครลอสแอนเจลิสเป็นที่พำนักอาศัยของชาวเกาหลีกว่า 300,000 คน เป็นหนึ่งในศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ของผู้อพยพชาวเกาหลี หลายคนมาถึงในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เมื่อสภาพทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ในขณะนั้นมีความแตกต่างอย่างมากกับเกาหลีใต้ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากขาดโอกาสในการทำงานและเงินทุนที่จำกัด ชาวเกาหลีจำนวนมากจึงซื้อร้านค้าในพื้นที่ของคนผิวสีเป็นส่วนใหญ่ มักจะมาจากเจ้าของสีขาวย้ายออก นอกจากนี้ราคาค่าเช่าในพื้นที่เหล่านี้ยังถูกมากจนสามารถที่จะเปิดทำธุรกิจได้ด้วยเงินทุนไม่มากนัก

นครลอสแอนเจลิสกลายเป็นอนาธิปไตยอย่างรวดเร็ว มีทั้ง การลอบวางเพลิง การฆาตกรรม และการอาละวาดปล้นสะดม ตำรวจนครลอสแอนเจลิสละทิ้งย่าน Korea Town ตลาดแคลิฟอร์เนีย นครลอสแอนเจลิส ในระหว่างการจลาจลในปี 1992

เมื่อเกิดการประท้วงในเรื่องของการพ้นผิดของตำรวจที่รุมทำร้าย Rodney King นครลอสแอนเจลิสกลายเป็นอนาธิปไตยอย่างรวดเร็ว มีทั้งการลอบวางเพลิง การฆาตกรรม และการอาละวาดปล้นสะดม ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์เริ่มก่อตัวขึ้นในชุมชนเกาหลี ชาวเกาหลีจำนวนมากถูกทำร้ายจนบาดเจ็บตายล้มตายระหว่างการปล้นตามร้านค้าต่าง ๆ และการจลาจลในนครลอสแอนเจลิสเริ่มเลวร้ายลง ชาวเกาหลีรู้แล้วว่าพวกเขาจะต้องทำอะไรบางอย่าง สถานีวิทยุเกาหลีในนครลอสแอนเจลิสเริ่มเรียกร้องให้อาสาสมัครชาวเกาหลีออกมาช่วยเจ้าของธุรกิจชาวเกาหลี ซึ่งไม่นานก็นำไปสู่กลุ่มอาสาสมัครที่บรรทุกทุกอย่างตั้งแต่อาวุธทำเองไปจนถึงปืนเล็กยาวจู่โจม ในช่วงเริ่มต้นของการจลาจล กรมตำรวจลอสแอนเจลิสได้รับคำร้องเรียนจากเจ้าของธุรกิจชาวเกาหลี โดยไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใด ๆ และตำรวจส่วนใหญ่ล่าถอยออกจากทุกเรื่องเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ เลวร้ายลงเรื่อย ๆ และเมื่อสถานการณ์รุนแรงขึ้น ต้องใช้เวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่เจ้าของธุรกิจชาวเกาหลีที่ถูกปิดล้อมจะได้เห็นการบังคับใช้กฎหมายทุกรูปแบบ พวกเขาจึงเริ่มมาตรการปกป้องตนเอง ดังนั้นเรื่องของ The Roof Koreans จึงถือกำเนิดขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของหลังคาของชาวเกาหลีอยู่ที่ย่าน Korea Town ตลาดแคลิฟอร์เนียในนครลอสแอนเจลิส นักธุรกิจเจ้าของร้าน เสริมความแข็งแกร่งให้อาคารร้านค้าของเขา ด้วยการติดอาวุธปืนให้พนักงานครบทั้ง 20 คนผูกผ้าคาดหัวแบบเกาหลี ภาพลักษณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของ The Roof Koreans

Chang Lee ชาวเกาหลี-อเมริกัน กำปืนและตะโกนใส่ผู้ลักขโมยข้าวของจากดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้าเล็ก ๆ ที่เขายืนอยู่ ชายวัย 35 ปีคนนี้ไม่เคยถือปืนมาก่อนการจลาจลในนครลอสแอนเจลิส Lee ได้กลิ่นไฟที่ลุกโชนในย่าน Korea Town ของนครลอสแอนเจลิส "ตำรวจอยู่ที่ไหน ตำรวจอยู่ที่ไหน" Lee กระซิบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากหลังคาร้านของเขา Lee จะไม่เห็นการบังคับใช้กฎหมายเป็นเวลาสามวัน มีเพียงเพื่อนชาวเกาหลี-อเมริกันเท่านั้นที่ถูกสำนักข่าวถ่ายภาพไว้ ซึ่งดูเหมือนทหารที่ติดอาวุธดูราวกับเป็นสงครามกองโจรบนท้องถนน วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2535 เมืองแห่งทูตสวรรค์ได้ถูกโหมกระหน่ำด้วยการปล้นสะดม เป็นวันที่สองของการโจมตีด้วยอาวุธและการลอบวางเพลิง ภายหลังการพ้นผิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจของกรมตรวจนครลอสแอนเจลิสผิวขาวสี่นาย เนื่องจากใช้ความรุนแรงด้วยการทุบตี Rodney King ระหว่างการจับกุม

เพื่อนบ้านของ Chang Lee ออกมาช่วยเขาทำความสะอาดหลังจากที่ปั๊มน้ำมันของเขาถูกไฟไหม้

การจลาจลที่กินเวลานานเกือบสัปดาห์และคร่าชีวิตผู้คนไป 63 คน บาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน และสร้างความเสียหายประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งเป็นธุรกิจที่ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีเป็นเจ้าของ ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่คุกรุ่นมายาวนานระหว่างเจ้าของธุรกิจชาวอเมริกัน-เกาหลีผู้อพยพและลูกค้าชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่มีอำนาจเหนือกว่า คำตัดสินของ Rodney King และการจลาจลที่ตามมามักถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับการบังคับใช้กฎหมายและชุมชนชาวแอฟริกัน-อเมริกัน Edward Taehan Chang ศาสตราจารย์ด้านชาติพันธุ์ศึกษา และผู้ก่อตั้ง Young Oak Kim Center for Korean American Studies แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ กล่าวว่า งานดังกล่าวยังเป็นงานสมัยใหม่ที่สำคัญที่สุดเพียงงานเดียวสำหรับชาวเกาหลี-อเมริกัน “แม้ว่าพ่อค้าชาวเกาหลี-อเมริกันจะตกเป็นเหยื่อ แต่ไม่มีใครได้รับการดูแล เพราะขาดทั้งการมองเห็นและอำนาจทางการเมืองของเรา” Chang กล่าว “ผู้อพยพชาวเกาหลีจำนวนมากที่มาถึงในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นทศวรรษ 80 ได้เรียนรู้ความสำเร็จทางเศรษฐกิจเพียงลำพัง แต่จะไม่รับประกันตำแหน่งของพวกเขาในสังคมอเมริกัน เมื่ออะไรเริ่มเปลี่ยนไป อัตตลักษณ์ของเกาหลี-อเมริกันจึงถือกำเนิดขึ้น” และ “การจลาจลแอลเอคราวนั้น กลายเป็นเสียงปลุกอย่างโหด ๆ ให้ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีตื่นจากการหลับใหลและตื่นตัวขึ้นจากการนิ่งเฉยรอ

Richard Rhee เจ้าของร้านถือปืนพกและพกโทรศัพท์มือถือ ยืนเฝ้าระวังบนหลังคาร้านขายของชำของเขาในย่าน Korea Town ของนครลอสแองเจลิสเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2535

การจลาจลทำให้ย่าน Korea Town ตกเป็นเป้าของถูกทั้งเหล่าพวกแก๊งอันธพาลและพวกก่อการจลาจลในนครลอสแองเจลิสเล็งเอาไว้อย่างเจาะจง ด้วยหวังจะเข้าปล้นชิงฉกฉวยหาประโยชน์ระหว่างที่เกิดความวุ่นวายโกลาหล ในสภาพที่เวลานั้นทั้งกรมตำรวจนครลอสแองเจลิส (Los Angeles Police Department : LAPD) และทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติต่างปฏิบัติภาระหน้าที่กันจนสุดกำลังอยู่แล้ว ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีเหล่านี้ซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้ให้ต้องหาทางป้องกันพวกเขากันเอง พวกเขาจึงใช้สิทธิของพวกเขาตามที่ระบุเอาไว้ในบทแก้ไขที่ 2 (Second Amendment) ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ด้วยการจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัคร (Militia) ขึ้นมา โดยจัดวางกำลังคนติดอาวุธเข้ายึดที่มั่นเพื่อการป้องกันตัวตามยอดตึกดาดฟ้าหลังคาอาคาร ตลอดจนบริเวณรอบ ๆ อาคารห้างร้านอันเป็นที่ตั้งธุรกิจทั้งหลายของพวกเขา และได้สมญานามว่า “Roof Koreans” (ชาวเกาหลีบนดาดฟ้า/หลังคา/ยอดตึก)

ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลียืนหยัดรักษาที่มั่น ณ ลานดาดฟ้าบนตึกของพวกเขาเอาไว้ และเริ่มต้นยิงตอบโต้กลับไปในทันทีที่พวกแก๊งอันธพาลและพวกก่อจลาจลเริ่มบุกเข้ามาปล้นชิงข้าวของ

พลเมืองในพื้นที่ 150 ช่วงตึกของ Korea Town แม้จะถูกปล่อยทิ้งโดยกรมตำรวจนครลอสแองเจลิส (Los Angeles Police Department : LAPD) และทหารกองกำลังพิทักษ์ชาติ ซึ่งพวกเขาได้รับแจ้งให้ขนข้าวของต่าง ๆ และอพยพออกจากพื้นที่ไปเสีย และผู้อพยพจำนวนมากซึ่งหลบหนีจากไปภายหลังก็พบว่า ธุรกิจของพวกเขาถูกเผาจบราบเรียบไปเสียแล้ว แต่ยังมีชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีอื่น ๆ ที่ปฏิเสธไม่ยอมตกเป็นเหยื่อรับเคราะห์ และตัดสินใจที่จะอยู่จับอาวุธขึ้นมาปกป้องทรัพย์สินของพวกเขา และ “ปกป้องและรับใช้” กันและกันภายในชุมชนของพวกเขา ถึงแม้มีจำนวนน้อยกว่าพวกก่อจลาจลที่ติดอาวุธ ซึ่งพยายามเข้าปล้นชิงข้าวของจากธุรกิจต่าง ๆ ของ Korea Town แต่ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีเหล่านี้ก็ยังคงยืนหยัดรักษาที่มั่น และลานดาดฟ้าบนตึกของพวกเขาเอาไว้ และเริ่มต้นยิงตอบโต้กลับไป ในทันทีที่พวกแก๊งอันธพาลและพวกก่อจลาจลเริ่มบุกเข้ามาปล้นชิงข้าวของสมาชิกของ Roof Koreans ก็เริ่มต้นยิงปืนใส่ทันที

ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลียืนหยัดรักษาที่มั่นบนตึกของพวกเขาเอาไว้ จนกลายเป็นตำนาน Roof Koreans

ชายอเมริกันเชื้อสายเกาหลีสมาชิกของ Korea Town เหล่านี้จำนวนมากทีเดียวเคยเป็นทหารผ่านศึกที่ประจำการอยู่ในกองทัพสหรัฐฯ หรือไม่ก็เป็นอดีตทหารเกณฑ์ในกองทัพเกาหลีใต้ ทั้งนี้เกาหลีใต้กำหนดให้ชายทุกคนต้องรับราชการเป็นทหารเป็นเวลา 2 ปี รวมทั้งชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีด้วย ด้วยสภาวะขาดแคลนกำลังคน อาวุธปืนที่ชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีเหล่านี้มีอยู่ในครอบครองมีทั้งพวกปืนเล็กยาวในรูปลักษณ์แบบปืนเล็กยาวแบบ AK-pattern, ปืนพก Glock 17, ปืนเล็กยาว Ruger Mini-14, ปืนเล็กสั้นแบบ SKS carbines, ปืนเล็กยาว AR-15, ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ TEC-9, ปืนพกกึ่งอัตโนมัติแบบปืนกลมือ Uzi-pattern, ปืนลูกซอง Remington 870, ปืนเล็กยาวแบบ Bolt-action, ปืนพกนานาชนิด, และปืนเล็กสั้นกึ่งอัตโนมัติแบบ Daewoo K-1 ซึ่งเป็นอาวุธปืนประจำกายของทหารเกาหลีใต้ในสมัยนั้น

Charles Whitman มือปืนชาวอเมริกันที่เป็นฆาตกรสังหารหมู่ 18 ศพ (รวมทั้งตัว Whitman เอง) ซึ่งได้รับฉายาอันไม่น่าอภิรมย์ว่า “นักฆ่าแห่งตึกสูงของเท็กซัส” (Texas Tower Sniper)

ถึงแม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า พวกชาวบ้านซึ่งเป็นอเมริกันเชื้อสายเกาหลีของ Korea Town ถูกทอดทิ้ง โดยตำรวจของกรมตำรวจนครลอสแองเจลิสที่ทำตัวเหนียมราวกับลูกแกะเชื่อง ๆ แต่สื่อมวลชนกลับเสนอข่าวเกี่ยวกับกองกำลัง Roof Koreans ในเชิงวิพากษ์โจมตี โดยการกระทำของพวกเขาถูกระบุว่าเป็น “การก่อกวนความสงบเรียบร้อย” รวมทั้ง Roof Koreans ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับ Charles Whitman มือปืนชาวอเมริกันที่เป็นฆาตกรสังหารหมู่ซึ่งได้รับฉายาอันไม่น่าอภิรมย์ว่า “นักฆ่าแห่งตึกสูงของเท็กซัส” (Texas Tower Sniper) แต่ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านี้ก็คือ เมื่อในที่สุดกำลังตำรวจของ กรมตำรวจนครลอสแองเจลิสกลับเข้ามาหลังจากเรื่องราวต่าง ๆ สงบเงียบเรียบร้อยลงแล้ว ตำรวจได้จับกุมคุมขังสมาชิก Roof Koreans เอาไว้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งยึดอาวุธปืนต่าง ๆ ของพวกเขาไปด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้คนจำนวนมากยังคงยกย่องชมเชยสมาชิก Roof Koreans ในเรื่องความกล้าหาญและความยืดหยุ่นในระหว่างที่เกิดการจลาจลโกลาหลอลหม่านครั้งนั้น และภาพของกลุ่มชายถืออาวุธบนดาดฟ้ายอดอาคารห้างร้านต่าง ๆ ก็กลายเป็นภาพหนึ่งที่ได้รับการเชิดชูให้เป็น ICON อย่างถาวรของการจลาจลในนครลอสแองเจลิส ปี พ.ศ. 2535 และ Roof Koreans ยังคงเป็นที่รู้จักจดจำในคนรุ่นต่อ ๆ มา ทั้งถูกนำไปใช้ผลิตเป็นสินค้าที่ระลึกมากมาย

Roof Koreans ยังคงเป็นที่รู้จักจดจำในคนรุ่นต่อ ๆ มา ทั้งถูกนำไปใช้ผลิตเป็นสินค้าที่ระลึกมากมาย


โปรเด็ด! เทหมดตัว มาสด้า 2 และ นิสสันอัลเมร่า ทักเลย! ตอบไว! แอดเลย @TheShopsTimes 
คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

สมุทรปราการ - ผู้บริหาร บริษัท อริยะ ถวายข้าวสาร 2,000 ถุง น้ำดื่ม เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด

ที่ศาลาพูลเกตุ ณ วัดบางพลีใหญ่กลาง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นายสมชาย เลิศอริยานันท์ ประธานกรรมการบริหาร  บริษัท อริยะอีควิปเม้นท์ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายเครื่องจักรกลหนักรถขุด KOBELCO และรถบด SAKAI พร้อมศูนย์อะไหล่และศูนย์บริการครบวงจร 30 สาขา ทั่วประเทศไทย 

เดินทางพาครอบครัวเลิศอริยานันท์ เข้ากราบขอพรจากท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ (พระครูแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง พร้อมทั้งจัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในโอกาสครบรอบวันคลายวันเกิด อีกทั้งยังได้มอบข้าวสาร จำนวน 2,000 ถุง และน้ำดื่มอีก จำนวน 2,000 แพ็ค โดยมอบให้กับทางวัดบางพลีใหญ่กลาง และมอบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ มอบข้าวสารให้วัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 1000 ชุด มอบข้าวสารให้โรงพยาบาลบางพลี จำนวน 400 ชุด  มอบข้าวสารให้ที่ว่าการอำเภอบางพลี จำนวน 200 ชุด

มอบข้าวสารให้เทศบาลตำบลบางพลี จำนวน 200 ชุด และมอบข้าวสารให้สถานีตำรวจภูธรบางพลี จำนวน 200 ชุด รวมทั้งสิ้น 2,000 ชุด จากนั้น ทางผู้บริหาร บริษัท อริยะอีควิปเม้นท์ จำกัด โดยนายสมชาย เลิศอริยานันท์ พร้อมด้วย นางปิยะนาถ เลิศอริยานันท์ และนายเลิศศักดิ์ เลิศอริยานันท์ และครอบครัวเลิศอริยานันท์ ตลอดจนพนักงานร่วมประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระ ถวายภัตตาหารเพล  และถวายจตุปัจจัยเครื่องไทยธรรม แด่พระภิกษุสงฆ์ภายในศาลาพูลเกตุ  โดยนิมนต์พระสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง จำนวน 9 รูป ประกอบพิธี  ซึ่งได้รับความเมตตาจากท่าน  พระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ  เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นำคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง  ประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์ ชัยมงคลคาถา เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวเลิศอริยานันท์

ท่านพระครูปลัดสุวัฒนศีลคุณ เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ มอบวัตถุมงคล เป็นพญาครุฑ รุ่น จ.ขนาด 3 นิ้ว มอบแก่นายสมชาย เลิศอริยานันท์ เพื่อเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล โดยในพิธีมีนายสมศักดิ์ แก้วเสนา นายอำเภอบางพลี พร้อมด้วย นพ.พิเชษฐ พัวพันกิจเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางพลี ดร.พัฒนพงศ์  จงรักดี นายกเทศมนตรีตำบลบางพลี  พ.ต.อ.วิโรจน์  ตัดโส ผกก.สภ.บางพลี พ.ต.อ.พรณรงค์ เจริญวัฒนวิญญู หน.พฐ.จว.สมุทรปราการ  พ.ต.อ.พิสุทธิ์ จันทรสุวรรณ ผกก.สภ.บางปู พ.ต.อ.รักศักด์ เมฆจินดา ผกก.สภ.คลองด่าน ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติต่างเดินทางมาร่วมอวยพรและร่วมในพิธี พร้อมทั้งมอบกระเช้าอวยพร เนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิดของนายสมชาย เลิศอริยานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อริยะอีควิปเม้นท์ จำกัด


ภาพ/ข่าว  คิว-ข่าวสมุทรปราการ  รายงาน

นราธิวาส - จับมือมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จัดตั้งโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 5 จำนวน 380 เตียง

ด้านผู้ว่าฯนราธิวาส ตรวจเยี่ยมสถานที่ในพื้นที่อำเภอเมืองนราธิวาส เตรียมตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่ม เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ให้เพียงพอ

วันที่ 25 มิ.ย. 64 นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 5 ที่โรงยิมเนเซี่ยม สนามกีฬามหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตำบลโคกเขือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายแพทย์สุเทพ เพชรมาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 12 ปลัดจังหวัดนราธิวาส นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส  ผอ.โรงพยาบาลนราธิวาสฯ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมในพิธีฯ

ทางด้านนายแพทย์วิเศษ สิรินทรโสภณ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ ณ ปัจจุบัน  มีจำนวนผู้ป่วยยืนยันในโรงพยาบาล สะสมจำนวน 1,745 ราย กำลังรักษาจำนวน 543 ราย แยกเป็น รักษาตัวในโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัดนราธิวาส จำนวน 192 ราย และ รักษาตัวโรงพยาบาลสนาม 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลสนาม ศูนย์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เสพยาเสพติด และ โรงพยาบาลสนาม ศูนย์พักพิงร่วมใจอุ่นไอรัก จำนวน 351ราย

ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มของจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจากผู้ป่วยยืนยันคลัสเตอร์มัรกัส ซึ่งขีดความสามารถของโรงพยาบาลสนามทั้ง 2 แห่งของจังหวัดนราธิวาส ไม่เพียงพอ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ในฐานะฝ่ายรับผิดชอบทางด้านการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จึงได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม แห่งที่ 5 ณ โรงยิมเนเซี่ยม มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วย COVID-19 คลัสเตอร์มัรกัสเป็นการเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยยืนยันจำนวน 180 ราย โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาสจัดสรรบุคลากรทางการแพทย์ประกอบด้วย แพทย์ 5 คน พยาบาลวิชาชีพ 7 คน และพนักงานทำความสะอาด 2 คน โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย บุคลากรปลอดภัย และจังหวัดนราธิวาสปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) โดยเร็ว

ขณะที่จังหวัดนราธิวาสมีผู้ป่วยรายใหม่ตกประมาณวันละ 100 คน เพราะฉะนั้นในภาพรวมเรามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เตียงประมาณ 1,400 เตียง ซึ่งตอนนี้เรามีเตียงทั้งหมด 1,000 เตียง ซึ่งหลังจากที่เปิดโรงพยาบาลสนามแห่งที่ 5 วันนี้ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 380 เตียง เราถึงจำเป็นที่จะต้องหาพื้นที่เพื่อจัดตั้งโรงพยาบาลสนามอีก 500 เตียง ซึ่งในโรงพยาบาลสนามแห่งนี้จัดไว้เพื่อดูแลกลุ่มผู้ป่วยที่มาจากมัรกัสยะลา มัรกัสยี่งอ และมัรกัสศรีสาคร จึงออกแบบเพื่อให้ผู้ป่วยมีกิจกรรมและการดำรงชีวิตที่ไม่กระทบกับวิถีชีวิตปกติ 

และในส่วนของการกระจายวัคซีนจากส่วนกลางมาที่จังหวัดนราธิวาสมีวัคซีนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจังหวัดนราธิวาสก็เป็นจังหวัดลำดับต้น ๆ ที่ได้รับการจัดสรรวัคซีน ซึ่งโดยภาพรวมก็เป็นไปตามเป้าหมายที่ได้จัดตั้งไว้ โดยศักยภาพเต็มที่ของโรงพยาบาลทั้ง 13 แห่ง สามารถฉีดได้ประมาณวันละ 7,500 คน ซึ่งตอนนี้ฉีดไปแล้ว 40,000 กว่าคน ส่วนพื้นที่ที่มีการระบาดก็จะเพิ่มเติมก็จะมีการฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นด้วย

และขณะนี้มีการเปิดรับบริจาคสิ่งของที่จำเป็น ที่ใช้ในโรงพยาบาลสนามฯ เช่น เตียงนอน หมอน มุ้ง ขนมขบเคี้ยวต่าง  สามารถมาร่วมบริจาคสมทบได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ได้ในวันและเวลาราชการ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 073-532059

นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ระลอกเดือนเมษายน 2564 จนถึงปัจจุบัน เกิดการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องในกลุ่มคลัสเตอร์ต่าง ๆ และคาดการณ์ว่าจะมีแนวโน้มของจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจากคลัสเตอร์มัรกัส และในกลุ่มประชาชนทั่วไป ซึ่งขีดความสามารถของโรงพยาบาล และโรงพยาบาลสนามที่มีอยู่ ทั้ง 2 แห่งของจังหวัดนราธิวาส รองรับในการรับดูแลรักษาผู้ป่วยอาจไม่เพียงพอและมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนการควบคุม ป้องกันโรค และการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรที่จะสามารถควบคุม จำกัดการแพร่ระบาดไม่ให้กระจายไปสู่พื้นที่วงกว้างในชุมชน และกระจายไปทั่วจังหวัด

ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมบริเวณสวนเปี่ยมสุขนราธิวาส และหอประชุมกองร้อย อส.อำเภอเมืองนราธิวาส เพื่อเตรียมใช้เป็นโรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ ในการรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้อย่างเพียงพอ


ภาพ/ข่าว  แวดาโอ๊ะ หะไร จ.นราธิวาส

ชลบุรี - กองทัพเรือ บูรณาการร่วมทุกภาคส่วนล้างตลาดสัตหีบแจกหน้ากากอนามัย ร่วมใจต้านภัยโควิด -19

วันนี้ 25 มิ.ย. 64 ที่ตลาดสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กองทัพเรือ โดย ฐานทัพเรือสัตหีบ จัดกิจกรรม BiG Cleaning Day ฉีดทำความสะอาด  รอบตลาดสัตหีบ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เทศบาลเมืองสัตหีบ หน่วยงานกองทัพเรือ ในพื้นที่สัตหีบ จัดส่งกำลังพลเข้าร่วมในการทำความสะอาดพื้นที่ตลาดสัตหีบ พร้อม ประชาสัมพันธ์การป้องกัน โควิด-19

พลเรือโท อนุชาติ อินทรเสน ผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบ ได้มีความห่วงใยประชาชนชาวสัตหีบ จากสถานการณ์ในพื้นที่มีผู้ติดเชื้อสูงในขณะนี้ ได้เดินทางลงพื้นที่ตลาดสัตหีบ นำคณะแจกหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และประชาสัมพันธ์การป้องกัน โควิด-19 ให้พี่น้องประชาชน ในตลาดสัตหีบ ให้ตระหนักถึงการป้องกัน โควิด-19 ในโครงการ กองทัพเรือ ร่วมใจต้านภัยโควิด -19 "สัตหีบปลอดภัยต้านภัยไวรัสโควิด-19" โดยมี นาย กิตติพงษ์ กิติคุณ นายอำเภอสัตหีบ นาย ณรงค์ บุญบรรเจิดศรี นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสัตหีบ พ.ต.อ.ปัญญา ดำเล็ก ผกก.สภ.สัตหีบ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ร่วมเดินมอบหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ให้กับพี่น้องประชาชน

จากสถานการณ์ ในปัจจุบัน ของพื้นที่สัตหีบ ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทวีความรุนแรงมี ยอดผู้ติดเชื้อสูงขึ้น ในคลัสเตอร์ตลาดเช้าสัตหีบ ทางกองทัพเรือ โดย ฐานทัพเรือสัตหีบ มีความห่วงใยประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก จึงใคร่ขอความร่วมมือจากประชาชน สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหน้ากากอนามัยช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ที่สวมแพร่กระจายไวรัสไปยังผู้อื่น อย่างไรก็ตาม หน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียวป้องกันเชื้อโควิด-19 ไม่ได้ จึงควรรักษาระยะห่าง และหมั่นทำความสะอาดด้วยเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่อย่างเคร่งครัด ลดความเสี่ยงไม่ไปอยู่ในที่แอดอัดมีผู้คนมากมาย วิกฤตโควิด-19 นี้ เราทุกคนจะผ่านไปด้วยกันให้ได้


ภาพ/ข่าว  นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี  

นครนายก – พิธีเปิดการฝึกอบรมเยาวชน ประชาชนร่วมปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ประจำปี 2564

ที่ลานประชุมอเนกประสงค์องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแสง อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก นายพิเชษฐ รุ่นประพันธ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแสง เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเยาวชนและประชาชนร่วมปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ประจำปี 2564 โดยมีพันเอกอมร บุตรชา หัวหน้าศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน.จังหวัดนครนายก ให้การต้อนรับและกล่าวรายงาน พร้อมมี เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่า ,ผู้นำชุมชน , อาสาสมัคร อปพร. ,ประชาชน ,เยาวชน เข้าร่วมในพิธีเปิด พร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และปลูกต้นไม้ , ปล่อยพันธุ์ปลาลงสระน้ำสาธารณประโยชน์หนองโสน เป็นอันเสร็จพิธี

ด้วย กอ.รมน.จังหวัดนครนายก ได้รับมอบหมายให้จัดทำการฝึกอบรมเยาวชนและประชาชนร่วมปกป้องผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ประจำปี 2564 โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ เพื่อกระตุ้นและปลูกจิตสำนึกเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ โดยการอบรมเพิ่มเติมองค์ความรู้วิธีการปกป้องรักษาป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ให้สามารถมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานในการอนุรักษ์ด้วยตนเอง อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามศักยภาพ เพื่อให้เยาวชนและประชาชน มีความรู้ความสามารถ ความเข้าใจ ตามแนวทางศาสตร์พระราชา ในการอนุรักษ์ป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ให้เกิดความเชื่อมั่นและเห็นความสำเร็จ ของการร่วมมือร่วมใจ ในการรวมพลังและศักยภาพ ของทุกภาคส่วน อย่างเป็นกระบวนการเดียวกัน


ภาพ/ข่าว  สมบัติ เนินใหม่ / รัชชานนท์ เนินใหม่ / ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครนายก

ชลบุรี - น้อมรำลึก วันทหารนาวิกโยธิน ครอบรอบปีที่ 62

วันที่ 25 มิ.ย. 64 พลเรือโท รณรงค์ สิทธินันทน์ ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) เป็นประธานในพิธี เปิดกรวยถวายราชสักการะ พร้อมอัญเชิญเพลงมาร์ช “ราชนาวิกโยธิน” ขึ้นประดิษย์ฐาน ณ แท่นปะรำพิธีต่อหน้า พระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ บริเวณอนุสาวรีย์ทหารนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพเรือ ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี อันเป็นการเทิดพระเกียรติ และย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ ในครั้งที่ได้รับพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์มาร์ช “ราชนาวิกโยธิน” จนถือเป็นกำเนิดวันทหารนาวิกโยธิน โดยมีผู้บังคับบัญชาหน่วยขึ้นตรง และกำลังพลกว่าพันนายเข้าร่วมในพิธี และในโอกาสเดียวกันนี้ ได้มอบรางวัลการทดสอบร่างกายและการคัดเลือกบุคคลดีเด่น นย. อีกด้วย

พลเรือโท รณรงค์ สิทธินันทน์ กล่าวว่า ทุกวันที่ 28 มิ.ย. ของทุกปี หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ได้ถือเป็น “วันทหารนาวิกโยธิน” สืบเนื่องจาก เหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เมื่อ 60 ปี ก่อน หรือ พ.ศ.2502 ซึ่ง น.อ.สนอง นิสาลักษณ์ ผู้บังคับการกรมนาวิกโยธิน (ผบ.นย.) ท่านที่ 4 (ยศขณะนั้น) เข้าเวรราชองครักษ์ ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 กำลังทรงพระเกษมสำราญอยู่กับการทรงดนตรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ผบ.นย. ขึ้นไปร้องเพลงนาวิกโยธิน แต่เนื่องจากเพลงนาวิกโยธิน ยังไม่มี จึงได้ร้องเพลงทหารเรือถวาย

ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทรงพักจากการทรงดนตรีเสด็จลงมาประทับข้างล่าง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บรรดาผู้เข้าเฝ้าได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท อย่างใกล้ชิด ขณะนั้น ผบ.นย.ได้มีโอกาสเข้าไปกราบลงแทบพระบาท พร้อมกับขอพระราชทานเพลงประจำทหารนาวิกโยธิน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ผบ.นย. เข้าเฝ้าฯ และพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ “มาร์ชราชนาวิกโยธิน” เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2502

จากพระราชประสงค์ และพระอัจฉริยภาพใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  รัชกาลที่ 9 ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะให้ทหารนาวิกโยธิน มีเพลงประจำหน่วย จึงพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ “มาร์ชราชนาวิกโยธิน” ที่เป็นบทเพลงอันทรงคุณค่าเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาทหารนาวิกโยธินทุกคน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน จึงถือเอาวันดังกล่าวเป็น “วันทหารนาวิกโยธิน” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ดั่งบนตอนช่วงหนึ่งของเนื้อเพลงที่ทหารนาวิกโยธิน ได้จดจำฝังลงในจิตใจคือ “กาย ใจ ชีวิต มอบเป็นราชพลี”


ภาพ/ข่าว  นิราช / นันทพล ทิพย์ศรี อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

อส.อำเภอเมือง ชุมพรที่ 2 ร่วมกันจับกุม ยาบ้าจำนวน 6,000 เม็ด

วันที่ 25 มิถุนายน 2564 ภายใต้การอำนวยการของ นายนักรบ ณ ถลาง นายอำเภอเมืองชุมพร ได้สั่งการให้นายธีระวุฒิ นุชนงค์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคงอำเภอเมืองชุมพร พร้อมเจ้าหน้าที่ อส.อำเภอเมือง ชุมพรที่ 2 ได้ร่วมกันจับกุมนาย บุญยัง คงชีพ ที่อยู่ 12 หมู่ที่ 12 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร โดยมียาเสพติดประเภทที่ 1 ยาบ้า จำนวน 3 มัดรวม 6000 เม็ด และมีอาวุธปืนไทยประดิษฐ์จำนวน 1 กระบอก ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย  ขณะขับรถนต์กระบะอีซูสุ สีเท่า หมายเลขทะเบียน บร 8665 ชุมพร บริเวณริมถนนสายเพชรเกษมขาล่องใต้ ปากซอยศรีเพชร ใกล้ทางเข้าท่าแซะรีสอร์ท ตำบลทรัพย์อนัน อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร

เจ้าหน้าที่ได้สอบถาม นายบุญยังฯ แจ้งว่าได้มีผู้ว่าจ้างให้มาบรรทุกของดังกล่าว โดยการสั่งซื้อยาเสพดังกล่าวมาจาก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และให้นำมาส่งให้สายสืบที่บริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา ให้ นายนายบุญยังฯ ทราบ โดยนายบุญยัง ฯ ทราบข้อกล่าวหาดีแล้ว

ฐานความผิด 1. มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย

ผู้ถูกจับ ได้รับทราบข้อกล่าวหา และสิทธิข้างตันแล้ว ให้การับสารภาพตลอดข้อกล่าวทา จึงได้นำตัวผู้ถูกจับพร้อมด้วยของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป


ภาพ/ข่าว  ธนากร โกศลเมธี รายงานศูนย์ข่าวสารจังหวัดชุมพร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top