Saturday, 25 May 2024
NEWS FEED

พิจิตร-กรมชลประทานจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นการสร้างประตูระบายน้ำในแม่น้ำน่านแบบขั้นบันไดพิจิตรโชคดีได้เป็นลำดับแรกๆ

วันที่ 24 พฤษภาคม 2567 นายอดิเทพ กมลเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการประตูระบายน้ำฆะมัง ภายใต้โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมประตูระบายน้ำแม่น้ำน่าน จังหวัดน่าน จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อสรุปผลการศึกษาความเหมาะสมและผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุม โรงเรียนหลวงพ่อเพชรวิทยา วัดท่าหลวง พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร  โดยมีส่วนราชการเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำที่มีส่วนเกี่ยวข้องเกือบ 200 คน เข้าร่วมในเวทีเวนาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้  โดยมี นายพนมศักดิ์  ใช้สมบุญ  ผอ.ส่วนวางโครงการที่ 1 สำนักบริหารโครงการ , นายฉัตรชัย ทองปอนด์  ผอ.โครงการชลประทานพิจิตร , นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผอ.โครงการชลประทานนครสวรรค์ , นายธนบดี รักสัตย์ ผอ.สนง.ก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 3 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้และตอบข้อซักถามต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนสิริกิติ์ให้มีประตูระบายน้ำเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำแบบขั้นบันได ซึ่งมีแผนงานการก่อสร้างทั้งหมด 7 แห่ง

จากตอนบนสุด เหนือเขื่อนสิริกิติ์ 2 โครงการ  คือ อาคารบังคับน้ำผาจา ต.แงง อ.ปัว จ.น่าน , อาคารบังคับน้ำ น้ำปั้ว-ไหล่น่าน ต.น้ำปั้ว อ.เวียงสา จ.น่าน  ด้านท้ายเขื่อนสิริกิติ์จำนวน 5 โครงการ  อาคารบังคับน้ำท้ายเมืองพิษณุโลก ต.งิ้วงาม อ.เมือง จ.พิษณุโลก , อาคารบังคับน้ำโคกสลุด ต.โคก สลุด  อ.บางกระทุ่ม  จ.พิษณุโลก , อาคารบังคับน้ำฆะมัง ต.ฆะมัง อ.เมืองพิจิตร ความจุกักเก็บ 24.77 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 30,849 ไร่ ในพื้นที่ 2 จังหวัด 10 ตำบล 2 อำเภอ ประกอบด้วย ต.ฆะมัง ต.บ้านบุ่ง ต.ท่าหลวง  ต.ป่ามะคาบ ต.ปากทาง ต.ท่าฬ่อ ต.ไผ่ขวาง ต.ย่านยาว อ.เมือง จ.พิจิตร  , ต.โคกสลุด และ ต. สนามคลี  อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก สามารถกักเก็บน้ำได้ 24.77 ล้าน ลบ.ม. โดยระยะทางกักเก็บน้ำในแม่น้ำน่าน 131.65 กม. ซึ่งจุดนี้มีความพร้อมที่สุดที่กรมชลประทานจะลงมือดำเนินการเป็นลำดับแรกๆ ส่วนอาคารบังคับน้ำบ้านห้วยคต ต.บางไผ่ องบางมูลนาก จ.พิจิตร , อาคารบังคับน้ำวังหมาเน่า  ต.ทับกฤช  อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ก็จะดำเนินการสำรวจศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อจะดำเนินการก่อสร้างให้ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งถ้าหากทำได้ตามเป้าหมายเกษตรกรลุ่มน้ำน่านก็จะสามารถกักเก็บน้ำในลำน้ำได้เพิ่มขึ้น อีก 152.99 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 141,720 ไร่ (ในพื้นที่เดิม) และพื้นที่ชลประทานใหม่ 36,404 ไร่รวมพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดประโยชน์ 178,124 ไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการนี้น่าจะใช้เวลาสำรวจและรับฟังความเห็นรวมไปจนถึงการลงมือก่อสร้างน่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี คือประมาณปี 2572-2573 เกษตรกรคงจะได้ใช้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวนี้อีกด้วย

สิทธิพจน์ / พิจิตร / 0818872449

สตม. รวบหนุ่มแดนมังกรอยู่เกินวีซ่าแอบย่องรับงานดูแลนักท่องเที่ยวแบบ VIP พบประวัติตุ๋นเงินเหยื่อกว่าสิบล้านหนีซุกไทย

ตามนโยบายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือ กลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ ผบก.ตม.1, พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ รอง ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงชัย ผกก.สส.บก.ตม.๓, พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สส.บก.ตม.1, พ.ต.อ.ชูวงษ์ อุทัยสาง ผกก.ปอพ.บก.สส.สตม., พ.ต.อ.ปกฉัตร ชัยสุกวัฒน์ ผกก.ตม.จว.สมุทรสาคร, พ.ต.ท.วิรชา สนั่นศิลป์ รอง ผกก.สส.บก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าว การจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม. รวบหนุ่มแดนมังกรอยู่เกินวีซ่าแอบย่องรับงานดูแลนักท่องเที่ยวแบบ VIP พบประวัติตุ๋นเงินเหยื่อกว่าสิบล้านหนีซุกไทย กก.สส.บก.ตม.1 จับกุมนายหมิง (นามสมมติ) อายุ 42 ปี สัญชาติจีน โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต, อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณล็อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่งในย่าน ถ.รัชดาภิเษก แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.1 ได้รับการแจ้งเบาะแสว่ามีชายชาวต่างชาติลักษณะคล้ายคนจีน มีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าจะทำงานและอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย จึงได้ทำการสืบสวนจนพบว่าชายชาวต่างชาติคนดังกล่าวคือนายหมิง ซึ่งพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมย่านรามคำแหง จากการเฝ้าติดตามพฤติกรรมพบว่านายหมิงมักจะเดินทางออกจากคอนโดมิเนียมไปรับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนและพาไปที่พัก และช่วยประสานงานกับสถานที่ต่าง ๆ ในลักษณะ private tour เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาติดต่อธุรกิจที่ต้องการความเป็นส่วนตัว และไม่ต้องการท่องเที่ยวในรูปแบบของบริษัทนำเที่ยว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้พยานหลักฐานครบองค์ประกอบความผิด จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจขอตรวจสอบเอกสารนายหมิงขณะกำลังอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า ในการเช็คอินโรงแรมหรูแห่งหนึ่งย่านรัชดาภิเษก จากการตรวจสอบพบว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายหมิงได้สิ้นสุดไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๓ ก.พ.๖๗ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและจับกุมดำเนินคดีดังกล่าว
จากการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงของสาธารณรับประชาชนจีน รับแจ้งว่านายหมิง มีประวัติกระทำความผิดฐานฉ้อโกงวิสาหกิจ กล่าวคือเมื่อช่วง เดือน มกราคม 2566 นายหมิงได้แอบอ้างตนเป็นผู้จัดการฝ่ายขายประจำเขตของบริษัทไวน์แห่งหนึ่ง และได้ไปติดต่อเสนอขายไวน์หายากมูลค่าสูงให้กับผู้ค้าปลีกหลายราย โดยหลอกว่าจะให้ลดราคาสิทธิพิเศษ 10% ชักจูงให้โอนเงินค่าสินค้าไปยังบัญชีธนาคารของตนเองจำนวนสามครั้ง รวมเป็นเงินเกือบ 2 ล้านหยวน และนายหมิงก็มิได้จัดหาไวน์ให้จริง แต่กลับตัดการติดต่อกับผู้เสียหายทั้งหมด ต่อมาสำนักงาน
ความมั่นคงสาธารณะเมืองฉือเจียจวง มณฑลเหอเป่ย ได้ออกประกาศสืบจับ และเพิกถอนหนังสือเดินทางของนายหมิง

'พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ' ตรวจเยี่ยม ศปก.ตร.ส่วนหน้า จ.ยะลา ให้กำลังใจกำลังพล พร้อมกำชับการปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ร่วมเดินหน้าจัดระเบียบองค์กรไปพร้อมกัน

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2567) เวลา 12.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) , พล.ต.ต.กฤษฎา แก้วจันดี , พล.ต.ต.นิตินัย หลังยาหน่าย , พล.ต.ต.อาชาน จันทร์ศิริ รอง ผบช.ภ.9 , พล.ต.ต.เสกสันต์ ชูรังสฤษฎิ์ ผบก.ภ.จว.ยะลา พร้อมคณะ ให้การต้อนรับ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญแก่ข้าราชการตำรวจ ภ.จว.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และหน่วยปฏิบัติต่างๆ ณ บริเวณด้านหน้าอาคาร ศปก.ตร.สน. พร้อมย้ำจะดูแลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า สถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นขณะนี้พบว่ามีความถี่มากขึ้น เป็นเหตุให้ตำรวจ ทหาร และผู้มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จึงขอฝากข้าราชการตำรวจทุกท่านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ดังนี้

1. การรายงานเรื่องการข่าว ซึ่งมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ ต้องมีการสืบสวน ตรวจสอบ วิเคราะห์ พิสูจน์ทราบ และต้องรีบรายงานผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว

2.การป้องกันการโจรกรรมรถจักรยานยนต์และรถยนต์เพื่อไปใช้ก่อเหตุคาร์บอมหรือจักรยานยนต์บอม โดยรถที่แจ้งหายเป็นหน้าที่ของฝ่ายสืบสวนที่จะต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ และพยายามตรวจยึดกลับคืนมาให้ได้ เพื่อลดอัตราการใช้ยานพาหนะไปก่อเหตุ

3.ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกคนมีความรักสามัคคีต่อหน่วยงาน ฐานที่มั่นของหน่วยงานต้องมีความพร้อมในการเฝ้าระวัง มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงาน สืบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายให้ได้ และดูแลรักษาความปลอดภัยให่พี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

4.ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกหน่วยปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในทุกมิติ ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ อย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์อันไม่ถูกต้อง มีจิตใจโอบอ้อมอารีและช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาจากพี่น้องประชาชนกลับคืนมา 

5. การปฏิบัติการจะต้องมีแผนและบูรณาการทุกภาคส่วน ใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ตลอดจนยุทธวิธีตำรวจและกฎหมาย คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ กล่าวว่า ขอให้ข้าราชการตำรวจทุกท่านนำแนวทางที่มอบให้ไปปฏิบัติ พร้อมขอความร่วมมือให้ทุกคนร่วมเดินหน้าจัดระเบียบองค์กรไปด้วยกัน และเน้นย้ำให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่บนความไม่ประมาท ทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องหวั่นเกรงภยันตรายที่จะเข้ามา ขอให้ใช้ความเป็นตำรวจทำงานอย่างเต็มที่และมีศักดิ์ศรี

ตม.จว.สมุทรสาคร ร่วมกับ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ กก.สส.ตม.3 รวบ 2 หนุ่มเมียนมาซุกยาบ้า-ครอบครองกระสุนปืน พบของกลางยาบ้ากว่า 300 เม็ด

ตม.จว.สมุทรสาคร ร่วมกับ กก.ปอพ.บก.สส.สตม. และ กก.สส.ตม.3 จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 2 คน ดังนี้

1. นายโซ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมา โดยกล่าวหาว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า), มีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด 
2. นายปาย (นามสมมติ) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา โดยกล่าวหาว่า มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย, เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต 

นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกขาม จว.สมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมห้องพักใน ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร

ก่อนการจับกุมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับแจ้งเบาะแส/ร้องเรียน ว่าพบคนต่างด้าวมีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาบ้าในพื้นที่ ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร จึงได้สืบสวนหาข่าวจนทราบว่ามีคนต่างด้าวซึ่งพักอาศัยอยู่ในห้องพักบริเวณ ต.โคกขาม อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาบ้า จึงได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดสมุทรสาครเข้าตรวจค้นห้องพักดังกล่าว ผลการตรวจค้นพบ นายโซ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี สัญชาติเมียนมา การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรสิ้นสุด พบเครื่องกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 1 นัด ที่บริเวณขอบประตูห้องน้ำ ยาบ้า จำนวน 349 เม็ดซุกซ่อนอยู่ในอแดปเตอร์ กล่องพลาสติก และบริเวณโช๊ครถจักรยานยนต์ และยังตรวจพบถุงซิปใส และถุงซิปสีน้ำเงิน จำนวนกว่า 150 ถุง (ใช้สำหรับแบ่งจำหน่ายยาบ้า) จากการสอบถามนายโซ รับว่ากระสุนปืนและยาบ้าเป็นของตนเองจริง นอกจากนี้ยังพบนายปาย (นามสมมติ) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา ไม่มีหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางแสดง พร้อมยาบ้าจำนวน 3 เม็ด จึงได้นำตัวนายปายไปตรวจปัสสาวะ หาสารเสพติด ผลการตรวจพบเมทแอมเฟตามีน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายโซ และนายปาย ส่งพนักงานสอบสวน สภ.โคกขาม จว.สมุทรสาคร ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว   

สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

ตม.จว.สมุทรสาคร รวบ 2 ผัวเมียชาวเมียนมา ผิด พ.ร.ก.ทำงานฯ ลักลอบไลฟ์สด ขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท

ตม.จว.สมุทรสาคร จับกุมนายหนี่ (นามสมมติ) อายุ 21 ปี สัญชาติเมียนมา และนางมา (นามสมมติ) อายุ 23 ปี สัญชาติเมียนมา สองสามีภรรยา โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จว.สมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุมหน้าห้องพักแห่งหนึ่ง บริเวณอ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร

ตม.จว.สมุทรสาคร ได้รับแจ้งเบาะแสจากผู้ประกอบการซื้อ-ขายรถ ในพื้นที่ว่ามีคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา โพสต์รูปและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์มือสองผ่านแพลตฟอร์ม Facebook และ TikTok โดยมีการประกอบกิจการ มาเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อผู้ประกอบการซื้อ-ขายรถในพื้นที่ จึงได้สืบสวนหาข่าวจนทราบว่ามีคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมาซึ่งพักอาศัยอยู่ที่ห้องพักบริเวณ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ทำการโพสต์รูปและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์มือสองผ่านช่องทางออนไลน์จริง และมีการซื้อขายต่อเนื่องในลักษณะเป็นการประกอบอาชีพตามปกติ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.สมุทรสาคร จึงได้ไปตรวจสอบห้องพักเลขที่ดังกล่าวพบนายหนี่และนางมากำลังบันทึกวิดีโอด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยนายหนี่ ทำหน้าที่อธิบายแนะนำและเสนอขายรถจักรยานยนต์ ส่วนนางมา ทำหน้าที่บันทึกวิดีโอ จากการสอบถามนายหนี่และนางมาให้การรับสารภาพว่ากำลังบันทึกคลิปวิดีโอเพื่อเตรียมโพสต์เสนอขายรถจักรยานยนต์ และยอมรับว่าได้โพสต์คลิปวิดีโอซื้อ-ขายรถในลักษณะดังกล่าวมาประมาณปีกว่า มูลค่าซื้อขายเป็นเงินรวมกว่า 12 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะใช้พื้นที่บริเวณหน้าห้องพักที่ตนเข้าพักอาศัยนี้บันทึกคลิปวิดีโอและไลฟ์สดขายรถจักรยานยนต์ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายหนี่ และนางมา ดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว 

ขอนแก่น - เปิดยุทธการ 'พิทักษ์ขอนแก่น' ปิดล้อมหมู่บ้านเป้าหมาย อ.บ้านไผ่

'ยุทธการพิทักษ์ขอนแก่น' ผู้ว่าฯ ขอนแก่น จัดชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจ ลงตรวจพื้นที่แหล่งมั่วสุมยาเสพติดในพื้นที่อำเภอบ้านไพ่ขอนแก่น เน้นย้ำ ดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายผลเครือข่ายยาเสพติด เพื่อจัดระเบียบสังคม 

วันที่ 24 พ.ค.67 เวลา 05.30 น. พ.อ.สุรพงษ์ ยอดอินทร์ รองผอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น มอบหมายให้นายณชพัฒน์ ไกรศรีวรรธนะ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการด้านการข่าวกอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น, จ.ส.อ.ศราวุธ สงศิริ เจ้าที่กอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น เข้าร่วมปล่อยแถวปฏิบัติการ "พิทักษ์ขอนแก่น"และ"ปฏิบัติการไล่ล่า(เด็ดปีก)นักค้าอีสานเหนือ 252 โดยมี นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น/ผอ.รมน.จังหวัดขอนแก่น เป็นประธานปล่อยแถวเปิดปฏิบัติการ ,พล.ต.ต.อนุวัตร สุวรรณภูมิ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น,นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น,นายประจวบ รักแพทย์ ปลัดจังหวัดขอนแก่น ,พ.ต.อ.ถนอมสิทธิ์ วงษ์วิจารณ์ รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ,นายกองโทพิชัย  วันตา นายอำเภอบ้านไผ่/ผอ.ศป.ปส.อ.บ้านไผ่,พ.ต.อ.ปรัชญามาศ ไชยสุระ ผกก.สภ.บ้านไผ่, สนง.ปปส.ภาค 4, ฝ่ายปกครองอำเภอบ้านไผ่, สมาชิก อส.จ.ขก, สมาชิก อส.อ.บ้านไผ่ ที่ 8 เข้าร่วมปฏิบัติการ 

ผลการตรวจค้น ปิดล้อมหมู่บ้านเป้าหมาย จำนวน 4 จุด ดังนี้ 1.คุ้มกกแดง  ม.6 ต.หัวหนอง  ไม่พบการกระทำผิด 2.บ้านลาน ม.4 ต.บ้านลาน พบอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 2 กระบอก 3.บ้านป่างิ้ว ม.4 ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่นจับกุม นายวินัย (นามสมมุติ)อายุ 41 ปี - พร้อมของกลาง ยาบ้า 390 เม็ด 
- โดยกล่าวหาว่า เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำหน่ายโดยมียาเสพติดให้โทษประเภท 1(เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า และก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน สถานที่จับกุม กระท่อมนาทิศตะวันออกบ้านป่างิ้ว ม.4 ต.หินตั้ง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ทำการตรวจยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องฯ จักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน รวมมูลค่า 230,000 บาท  4.ตรวจยึดยาเสพติด ยาบ้า จำนวน 2,000 เม็ด สถานที่ตรวจยึด ริมถนนสายบ้านไผ่-บ้านหนองแวงโอง บริเวณป้ายทางเข้าทุ่งนาทิศใต้บ้านหนองแวงโอง ม.2 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ได้ข้อมูลการขยายผลจากกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่เข้าบำบัดฟื้นฟู ณ ศูนย์พักคอยผู้ติดยาเสพติด(CI) อำเภอบ้านไผ่ และ การข่าวสายลับในพื้นที่

นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่นได้นำนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในการจัดระเบียบสังคมและปราบปรามผู้มีอิทธิพล การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ สร้างความมั่นคงให้กับประชาชนคนไทย ด้วยการบูรณาการร่วมกันปฏิบัติการตามแผนระดมกวาดล้างอาชญากรรม พร้อมทั้งมีข้อสั่งการและเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดยกระดับการดำเนินการกวาดล้างสิ่งผิดกฎหมายที่ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง ขับเคลื่อนตามพันธกิจของกระทรวงมหาดไทยในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อเสริมสร้างความผาสุกในสังคมไทย ส่งผลให้พี่น้องประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข

"ตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง บูรณาการเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ทำการขยายผลในทางลับ เพื่อค้นหาเครือข่ายยาเสพติดทั้งรายใหญ่และรายย่อยมาดำเนินคดีให้ได้ เพื่อปราบปรามยาเสพติดให้หมดไปจากพื้นที่จังหวัดขอนแก่น รวมถึงดูแลความปลอดภัยของประชาชนจากแก๊งค้ายาเสพติด กลุ่มที่มั่วสุมยาเสพติด เพราะทางเจ้าหน้าที่มีเบาะแสประเด็นการบังคับให้ขายยาเสพติด และประเด็นการทำร้ายร่างกายเด็กผู้หญิง ซึ่งพนักงานสอบสวนจะเรียกให้ผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องมาทำการสืบสวนสอบสวน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดให้เร็วที่สุด" นายไกรสร กล่าว

‘มาดามแป้ง’ แต่งชุดผ้าไหมไทย สวยสะดุดตา งดงามเลอค่า แบรนด์เนมต้องหลีกทางให้

(24 พ.ค. 67) เพจ Bangkok I Love You ได้โพสต์ภาพ มาดามแป้ง นวลพรรณ ล่ำซำ ที่สวมชุดผ้าไหม ระบุว่า…

“มาดามแป้งในชุดผ้าไหม กับน้อง ๆ ทีมงานในชุดไทยบรมพิมาน งดงามเลอค่าดูแพงมาก ๆ เลยครับ แบรนด์เนม หลีกทางให้เลย 

ที่สำคัญประชุม FIFA Congress 2024 หรือ ฟีฟ่า คองเกรส ที่ประเทศไทยได้ชาติแรกในอาเซียน ในการเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งที่ 74 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นับว่าอีเวนต์นอกสนามที่ใหญ่สุดของฟีฟ่า และ ‘มาดามแป้ง - นวลพรรณ ล่ำซำ’ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็สามารถจัดงานออกมาได้อย่างยิ่งใหญ่ และประทับใจผู้เข้าร่วมประชุมจากนานาชาติกว่า 3,000 คน

ตะลึง ! ตำรวจ ปส. เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น เครือข่าย 'ใหม่ Logistics' ยึดทรัพย์กว่า 2,034 ล้านบาท

ตามนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เน้นใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อทำลายเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังทั้งระบบ ประกอบกับนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร. รรท.ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศอ.ปส.ตร. และ พล.ต.ท.สำราญ นวลมา, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. มุ่งปราบปรามจับกุมผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ และขยายผลเครือข่ายที่จับกุมได้ทุกระดับอย่างจริงจังทุกพื้นที่รวมทั้งการขยายผลเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด ทั้งของผู้ค้า ผู้ช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายทั้งหมดมาตรวจสอบ                          

วันนี้ 24 พ.ค.67 เวลา 10.00 น.  พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.คีรีศักดิ์ ตันตินวะชัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.สมเกียรติ วัฒนพรมงคล, พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว, พล.ต.ต.ออมสิน ตรารุ่งเรือง ,พล.ต.ต.พลัฎฐ์ วิเศษสิงห์ รอง ผบช.ปส., พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง รอง ผบช.ฯ ช่วยราชการ บช.ปส., พล.ต.ต.นพสิทธิ์ มิตรภักดี ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3, พล.ต.ต.พรศักดิ์ สุรสิทธิ์ ผบก.ปส.4, พล.ต.ต.อิทธิพล จันทร์ศรีบุตร ผบก.ขส. และ พล.ต.ต.วิทัศน์ บริรักษ์ ผบก.สกส. ร่วมแถลงผลการปราบปรามยาเสพติดที่สำคัญ ของ บก.ปส.2 ดังนี้ 

1.ผลงานตามแผนปฏิบัติการตามล่า 100 เครือข่าย : ปิดล้อมตรวจค้นเครือข่าย “ใหม่ Logistics” สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 15 มี.ค.66 ตำรวจ บก.ปส.2 ได้สืบสวนพบว่าจะมีเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติดผ่านบริษัทขนส่งสินค้าระบบ Logistics จำนวนมาก จึงได้ระดมกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด จนตามจับกุมผู้ต้องหา ได้ 8 คน ในพื้นที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงทำการกระจายคีตามีนของกลางจาก 300 กิโลกรัม จึงสามารถตรวจยึดคีตามีนที่เหลืออยู่ได้เพียง 46 กิโลกรัม และจากการสืบสวนขยายผลทำให้ทราบว่าอีก 10 วันถัดมา เครือข่ายนี้จะมีการส่งยาเสพติดล็อตใหม่มาทดแทนของกลางที่ถูกตำรวจตรวจยึดไป จนวันที่ 25 มี.ค.66 สามารถตรวจยึดคีตามีน 300 กิโลกรัม ซุกซ่อนในกล่องพัสดุ 15 กล่อง ได้ที่บริษัทไทยพาร์เซิล จำกัด (TP logistics) แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กทม. 

ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหามีพฤติการณ์ใช้ชื่อบุคคลที่เสียชีวิตแล้วเป็นผู้รับพัสดุ และใช้สถานที่นัดหมายกับพนักงานส่งสินค้าตามถนนสาธารณะ ได้สืบสวนจนออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาได้ 1 คน ที่ทำหน้าที่รับพัสดุดังกล่าว ต่อมาพบว่าเครือข่ายนี้ยังมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเรื่อยมา กระทั่งพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต้องหาได้แจ้งเปลี่ยนสถานที่จัดส่งพัสดุ จาก จว.ปทุมธานี เป็น จว.พิษณุโลก ในวันที่ 28 มี.ค.66 เจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวเข้าจับกุม 2 ผู้ต้องหา พร้อมของกลางยาบ้า 4,000,000 เม็ด ที่ซุกซ่อนมาในกล่องน้ำผลไม้ 27 กล่อง ส่งผ่านบริษัทขนส่งในพื้นที่ ต.ปากโทก อ.เมือง จว.พิษณุโลก นับเป็นการส่งยาบ้าผ่านผู้ให้บริการขนส่งทางพัสดุมากสุดเท่าที่เคยมีการจับกุมได้ในประเทศไทย เบื้องต้นขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับเครือข่ายนี้เพิ่มเติม 4 คน หนึ่งในนั้นคือ ด.ต.ใหม่ อดีตข้าราชการตำรวจสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งถูกจับกุมตัวตามหมายจับช่วงกลางปี 66 และ อีก 2 ราย จับได้ช่วงต้นปี 67 เหลือหลบหนีอีก 1 ราย สำหรับ ด.ต.ใหม่ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการคนสำคัญ ทำหน้าที่จัดส่งยาเสพติดมาแล้วถึง 1,096 กล่อง และทุกครั้งจะใช้ชื่อหญิงสาวคนสนิท เป็นผู้จัดส่งพัสดุผ่านบริษัทไทยพาร์เซิล จำกัด (TP logistics) สาขาแม่สาย จากการตรวจสอบพบว่าเป็นเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ โดยการลำเลียงยาเสพติดของกลุ่มเครือข่ายนี้ จะมี นายออง ตี๋ อ้า สัญชาติเมียนมาเป็นหัวหน้ากลุ่มโพยก๊วนคนสำคัญในพื้นที่ท่าขี้เหล็ก ทำหน้าที่จัดส่งยาเสพติดเข้ามายัง

ประเทศไทยให้ นายจันทร์ กลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยง ทำหน้าที่รับยาเสพติดโดยใช้บริษัทรับส่งสินค้า ในตลาดสายลมจอย อ.แม่สาย ที่เปิดเป็นธุรกิจบังหน้า เพื่อรับยาเสพติด และมีนายชาย ผู้กว้างขวางและเป็นเจ้าของโกดังหลายแห่ง ในพื้นที่ อ.แม่สาย ทำหน้าที่ประสานกับเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานนำยาเสพติด  มาพักคอยไว้ที่โกดังของตน และจะมี ด.ต.ใหม่ ที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ประสานกับบริษัทไทยพาร์เซิล จำกัด (TP logistics) สาขาแม่สาย เพื่อส่งยาเสพติดมายังพื้นที่ชั้นใน จากการสืบสวนขยายผล พบความเกี่ยวข้องกับหลายเครือข่ายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และมีธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องโยงใยถึงกัน และพบว่าเส้นทางการเงินในห้วง 2 ปีที่ผ่านมา(ปี 2564 – 2566) มีเงินหมุนเวียนในบัญชีผู้เกี่ยวข้อง 15 บัญชี มากกว่า 2,200 ล้านบาท เมื่อนำมาคำนวณเป็นมูลค่าจากการค้ายาเสพติด (Value Based) เพื่อเสนอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 84 พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 1,413 ล้านบาท  โดยเครือข่ายนี้จะนำเงินจากการค้ายาเสพติด แปลงไปเป็นอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นๆ โดยให้เครือญาติเป็นผู้ถือครอง 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 – 21 พ.ค.67 ตำรวจ บก.ปส.2 ได้เปิดปฏิบัติการปูพรมปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่และขยายผล เพื่อยึดอายัดทรัพย์สินและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ ในพื้นที่ 8 จังหวัด ของภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 35 จุด ได้แก่ เชียงราย 10 จุด เชียงใหม่ 5 จุด ลำพูน 1 จุด สุโขทัย 2 จุด อำนาจเจริญ 2 จุด ปทุมธานี 1 จุด สมุทรปราการ 1 จุด และกรุงเทพมหานคร 13 จุด สามารถยึดอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อาทิ โฉนดที่ดิน 55 แปลง, สิ่งปลูกสร้าง 18 หลัง, รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ 16 คัน, รถแบคโฮ, แทรกเตอร์,รถเกี่ยวข้าว รวม 6 คัน, อาวุธปืน 2 กระบอก และเครื่องใช้ไฟฟ้า 3,000 รายการ ซึ่งเครือข่ายได้ฟอกเงินโดยการเปิดเป็นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า รวม 3,097 รายการ มูลค่า 2,034,491,309 บาท 

2. จับกุมคดียาเสพติดคดีรายสำคัญ 1 เครือข่าย สืบเนื่อง ตำรวจ กก.3 บก.ปส.2 ได้ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ไอซ์ 50 กก. เคตามีน 50 กก. ในพื้นที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จว.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 10 พ.ค.67  จนทราบเป้าหมายนักบินลำเลียงยาเสพ ติดต่อมาวันที่ 13 พ.ค.67 เวลา 01.30 น. ชุดจับกุมพบรถยนต์เป้าหมาย 2 คัน คือ รถหมายเลขทะเบียน ผฉ 65xx นครสวรรค์ และ 
3 ฒศ 91xx กรุงเทพมหานคร ขับขี่ตามกันมาบนถนน อ.ธาตุพนม – มุกดาหาร มุ่งหน้าเข้า อ.เมือง จว.มุกดาหาร จนกระทั่งเวลา 04.00 น. รถยนต์คันเป้าหมายทั้งสองคันขับเข้าไปจอดในบ้านเลขที่ 52 หมู่ที่ 2 บ้านหนองแคน ต.หนองหลวง อ.เสลภูมิ จว.ร้อยเอ็ด ต่อมาเวลา 05.00 น. พบรถกระบะตู้ทึบ หมายเลขทะเบียน 3 ฒศ 91xx กรุงเทพมหานคร  ได้ขับเข้าไปจอดที่ลานจอดรถปั๊มน้ำมัน ปตท.เสลภูมิ จว.ร้อยเอ็ด ชุดจับกุมจึงแสดงตัว ขอตรวจค้น พบนายทวีศักดิ์ เป็นผู้ขับขี่ และนางสาวมาริสา โดยสารมาด้วย ตรวจค้นไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย แต่ยอมรับว่าตนพร้อมพวกได้ไปรับยาบ้าที่ อ.ธาตุพนม จว.นครพนม 

โดยใช้รถของตนที่ขับขี่ขนยาเสพติดมาในครั้งแรก ก่อนจะขนถ่ายยาเสพติดไปไว้ในรถอีกคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ในบ้านพักดังกล่าว ตำรวจชุดจับกุมจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบ นายธนัตย์ และ นายสุกฤษฎิ์ พร้อมรถหมายเลขทะเบียน ผฉ 65xx นครสวรรค์ ที่จอดอยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าว ตรวจสอบพบยาบ้า 12 กระสอบ วางอยู่ท้ายรถยนต์ โดยมีผ้าใบสีเขียวคลุมและมีที่นอนขนาดใหญ่วางทับอีกชั้นหนึ่ง รวมยาบ้า 5,200,000 เม็ด สอบสวนผู้ต้องหา ทั้ง 4 คน รับสารภาพว่าได้รับจ้างจากผู้ว่าจ้างชาวลาวลักลอบขนยาเสพติดมาจากในพื้นที่ จว.นครพนม เพื่อไปส่งในพื้นที่ภาคกลาง โดยจะได้รับค่าจ้างคนละ 50,000 บาท 

สำหรับ การปราบปรามยาเสพติดในห้วง 7 เดือน ที่ผ่านมา ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 – 22 พ.ค.67  กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด สามารถจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญได้ 849 คดี ผู้ต้องหา 1,240 คน ของกลางเป็นยาบ้า 277,713,203 เม็ด, ไอซ์ 5,857 กก., เฮโรอีน 379 กก., คีตามีน 2,041 กก. และ ยาอี 1,903 เม็ด ยึดอายัดทรัพย์สินไว้เพื่อตรวจสอบมูลค่าประมาณ 3,796 ล้านบาท

‘หนุ่ม’ โอนเงินผิดบัญชี 6,000 บาท ติดต่อขอคืน แต่อีกฝ่ายบอกโอนมาเอง ซ้ำ!! ขอผ่อนวันละ 1 บาท 10 บาท 20 บาท ถ้าไม่เอาก็พร้อมสู้ในศาล

(24 พ.ค.67) เป็นอีกเรื่องราวที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ เมื่อ ‘เพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทริน์ part 7’ โพสต์คลิปการสนทนาของผู้เสียหายรายหนึ่ง พร้อมระบุข้อความว่า “เล่าเรื่องจากหลังไมค์ ตอนคุณโอนผิดมา เราไม่ได้ขอร้องให้คุณโอนผิด โอนเงินผิดบัญชีจะบิดหนีและขอใช้หนี้วันละบาท”

“พอดีผมมีเรื่องการโอนเงินผิดไปยังผู้หญิงคนหนึ่งที่กำแพงเพชร เป็นจำนวนเงิน 6,000 บาท ซึ่งหลังจากวันโอน ผมได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่โรงพักคอหงส์ หาดใหญ่ และได้ไปแจ้งกับธนาคารกรุงเทพสงขลา ธนาคารก็ได้หาเบอร์โทรศัพท์ของผู้หญิงคนนั้น แล้วโทรไป แต่สามีของเขารับสาย บอกว่าแฟนไม่อยู่ ทำงานออกกะดึกอยู่โรงงานน้ำตาลในกำแพงเพชร ธนาคารเลยแจ้งว่ารบกวนให้แฟนโอนกลับมาได้ไหม”

“ซึ่งเขาได้บอกว่าให้โทรไปคุยกับภรรยาเขาเองหลังสองทุ่ม หลังจากวางสาย ธนาคารกรุงเทพ สาขาสงขลาบอกจะติดต่อสาขากำแพงเพชร ให้แจ้งผู้หญิงคนนั้นมาเซ็นยินยอมให้ ภายในสองอาทิตย์ให้ผมติดต่อกลับไปธนาคารเช็กดูอีกครั้ง หลังจากนั้นธนาคารก็ให้เบอร์เขามา”

“ในคืนนั้นซึ่งผมกับแฟนผมโทรไป เขาก็ไม่รับ เว้นมาประมาณสองวัน ผมโทรไป เขาก็ไม่รับอีก ผมเลยให้แฟนโทรไป ปรากฏว่าสามีเขารับ พอขอสายภรรยาเขา เขาบอกว่าไปตลาดและวางสาย ผมก็เลยตัดสินใจโทรไปถามธนาคารว่า เงินยังอยู่ในบัญชีเขาอีกไหม ปรากฏว่าเขากดออกมาแล้ว หลังจากนั้นก็โทรติดต่อเขาไม่รับสายอีกเลย ก็เลยไปแจ้งความที่โรงพัก ซึ่งโรงพักบอกกับผมว่า ต้องแจ้งความกับร้อยเวรที่รับเรื่องในวันที่ 21 พ.ค. แต่ผมต้องลงมาทำงานในแท่นขุดเจาะเสียก่อน เลยทำให้แจ้งความไม่ได้”

“จากนั้นผมให้น้องที่กำแพงเพชร สืบหาที่อยู่ของเขาที่กำแพงเพชร น้องเขาไปตามให้ แต่ไม่พบตัว เจอแต่แม่ของเขา แม่ของเขาได้โทรไปหา ให้คุยกัน เขารับสาย แต่บอกว่าเขาไม่ผิด”

โดยในคลิปเป็นการพูดคุยเจรจากับหญิงรายดังกล่าวทางโทรศัพท์ ซึ่งเขาบอกว่า ตอนโอนมา ไม่ได้ขอให้โอนมา แล้วไม่ใช่ว่าจะไม่โอนคืนให้ แต่ขอโอนคืนวันละบาท สิบบาท ยี่สิบบาทก็ได้ และถ้าเจรจาตกลงกันไม่ได้ก็ไปขึ้นศาล พร้อมสู้

ทั้งนี้ ผู้เสียหายยังบอกอีกว่า ตอนนี้ตนอยู่ทะเล ทำให้ไปแจ้งความไม่ได้ ตอนที่อยู่บนบก ทำได้แค่ลงบันทึกประจำวัน ทางตำรวจอ้างว่า ต้องไปแจ้งกับร้อยเวรที่รับเรื่องที่แรก ทำให้ตอนนี้ตนทำอะไรไม่ได้ แถมปลายทางก็ไม่ยอมโอนคืน ตนรู้สึกว่า ทำแบบนี้มันไม่สมควร

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ” เยี่ยมให้กำลังใจตำรวจ EOD ที่ได้รับบาดเจ็บจากการตรวจพื้นที่เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดและซุ่มยิงในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ยืนยันช่วยเหลือเยียวยาอย่างเต็มที่

วันนี้ (24 พฤษภาคม 2567) เวลา 11.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.รรท.ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ข่วย ผบ.ตร. เดินทางไปเยี่ยม จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ อายุ 35 ปี ผบ.หมู่ กก.ปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.นราธิวาส ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมี พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 , พล.ต.ต.เชาวลิต เลี้ยงสุพงศ์ ผบก.ภ.จว.สงขลา , พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผบก.สส.จชต. ร่วมคณะ

ทั้งนี้ จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 13.55 น. เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และตรวจสอบวัตถุระเบิด หรือ EOD , เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจังหวัดนราธิวาส พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สุคิริน และเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย เข้าร่วมตรวจสอบที่เกิดเหตุ กรณีคนร้ายลอบวางระเบิดและซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ อส.ชุดคุ้มครองตำบลเกียร์ ชุดรักษาความปลอดภัยครู บริเวณริมถนนเส้นทางสายเกียร์-สากอ หมู่ที่ 2 ต.เกียร์ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส ซึ่ง จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ ได้เหยียบวัตถุระเบิดที่คนร้ายลอบวางไว้ จนเกิดระเบิดขึ้นซ้ำ เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาด 2 ข้าง เจ้าหน้าที่ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลสุคิริน จ.นราธิวาส เพื่อรักษาตัว และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จ.สงขลา 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง พร้อมมอบกระเข้าและเงินช่วยเหลือให้กับ จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ ยืนยันว่า จะดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ให้กับ จ.ส.ต.วรวิทย์ฯ อย่างเต็มที่


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top