Sunday, 16 June 2024
NEWS FEED

‘หมู่แต๋ม’ โพสต์คลิปพร้อมข้อความ เป็นกำลังใจให้ ‘คนสู้ชีวิต’ เผย!! รับจ้างซักผ้า ตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนจะมีเงินล้านในวัย 24 ปี  

(16 มิ.ย.67) สมาชิกติ๊กต็อกชื่อ ‘tamnatteeหมู่แต๋ม’ โพสต์คลิปวิดีโอพร้อมเขียนข้อความว่า

เป็นกำลังใจให้ทุกคนสู้ไปด้วยกัน สอบถามได้นะครับนี่ลงแค่ส่วนหนึ่ง

ในคลิปเป็นภาพชุดเส้นทางชีวิตของเจ้าของโพสต์ตั้งแต่วัยเด็กที่ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นแม่รับจ้างตัดผ้ากว่าจะได้เงินแต่ละบาท เรียนจบ ม.3 ก็เลือกเรียนต่อสายอาชีพ พอเรียนจบ ปวช. ก็ต่อ ปวส. ธุรกิจแรกที่ทำตอนอายุ 18 ปี แม่ดาวน์เครื่องซักผ้าให้ รับจ้างซักผ้าเพื่อส่งตัวเองเรียน ตกเย็นไปเป็นเด็กเสิร์ฟร้านหมูกระทะ

เรียนจบ ปวส.ไม่มีเงินเรียนต่อมหาวิทยาลัยจึงเลือกสอบตำรวจ แต่ก็ไม่ง่ายเลย สอบ 4 ครั้ง 3 ครั้งไม่ผ่านและครั้งที่ 4 สอบติด ตชด. กลับมาบ้านครั้งแรกกับชุดนักเรียน กราบเท้าพ่อแม่ พ่อแม่ร้องไห้ และได้ออกมาฝึกงานที่ สภ.เมืองอุดรบ้านเกิด พอเรียนจบก็เลือกบรรจุที่ กทม.

ทำงานที่ กทม.เปิดโลกมากเห็นคนรวยเยอะ รถมีแต่คันสวย ๆ คิดหาวิธีที่จะรวยบ้าง เริ่มจากรับงานพิเศษเฝ้าร้านทองในวันหยุดราชการ เป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยนอกเวลาราชการ ขายลอตเตอรี่ ปล่อยเช่าพระ รับจ้างถ่ายละคร ได้จับเงินล้านตอนอายุ 24 ปี

อายุ 25 ปีมารู้จักแฟนขายออนไลน์ ลองขายแพ็กกันตี 3 ตี 4 ทุกวัน ซื้อรถตอนที่เด็ก ๆ ได้แค่ยืนมอง อายุ 26 ปี เป็นเจ้าของแบรนด์ อายุ 27 ปี จับมือกับโรงงานอันดับ 1 ของประเทศ

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไปมีคนเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมเป็นจำนวนมาก เช่น 

เก่งมากเลยค่ะ, เก่งมากๆ ค่ะ ความพยายามล้วน ๆ, เท่ครับ จะเป็นแบบน้องให้ได้สักวัน, สุดยอดมากครับ, แบบนี้แหละที่วัยรุ่นควรเอาเป็นแบบอย่างเป็นไอดอล ในการพัฒนาตัวเอง

‘รัดเกล้า’ ชวนคนไทย นับถอยหลังอีก 2 วัน ร่วมฉลอง ‘ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม’ ย้ำ!! รัฐบาลให้ความสำคัญ ชาว LGBTQIAN+ เปิดโอกาสให้เพศเดียวกัน ได้แต่งงานกัน

(16 มิ.ย.67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า 17.00 น. ของวันอังคารที่ 18 มิ.ย. นี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จะจัดงานเลี้ยงรับรอง เพื่อแสดงความยินดีกับจุดเริ่มต้นของกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่สนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หลังจากกรรมาธิการวุฒิสภามีการประชุมเรื่องนี้เสร็จแล้วและเตรียมเปิดประชุมวุฒิสภา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่…) พ.ศ. …. หรือ ‘ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม’ ในวันอังคารที่ 18 มิถุนายนนี้ โดยในงานจะมีทั้งคณะรัฐมนตรี เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยที่ให้ความสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ผู้ก่อตั้งและคณะทำงานบางกอกไพร์ด หน่วยงานราชการองค์กรเอกชนและภาคประชาสังคมผู้สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ เครือข่ายพันธมิตรสีรุ้ง ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ และสื่อมวลชนอีกมากมาย

อังคารที่ 18 มิถุนายน 2567ถือเป็นวันดีเดย์แห่งชาติ ที่คนไทยจับตาดูหลายเรื่องซึ่งหนึ่งในเรื่องนั้นคือ การที่ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมจะเดินหน้าเข้าสู่เส้นชัย โดยหากที่ประชุมวุฒิสภาเห็นชอบ ร่างกฎหมายดังกล่าว จะส่งมายัง ครม. และ นายกรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ โดยและจะมีผลใช้บังคับ หลังกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 120 วัน หรือประมาณในช่วงปลายปีนี้

“งานฉลองที่สนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้านั้นเป็นเพียงการคิ๊กออฟของการเฉลิมฉลอง ณ เวลา 18:00 น. ขบวนพาเหรดของภาคประชาชนจะเดินหน้าไปที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bacc) เขตปทุมวัน เพื่อเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ มีทั้งการแสดงแดรกโชว์ การแสดงดนตรี การรวมตัวกันของคู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศที่จะเป็นอนาคตของครอบครัวภายใต้สมรสเท่าเทียมนี้ มีการประกาศถ้อยแถลงชัยชนะของการสมรสเท่าเทียมกัน และ มีการเปิดสัญลักษณ์สมรสเท่าเทียมกัน อีกด้วย” รองโฆษกฯ รัดเกล้ากล่าวทิ้งท้าย

‘รัฐบาล’ เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ ‘เว็บพนันบอลออนไลน์’ ย้ำ!! ผู้ปกครอง ดูแลลูกหลานให้ดี เชียร์ทีมที่ชอบ เพื่อความสนุก 

(16 มิ.ย.67) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน ถึง 14 กรกฎาคม 2567 มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 17 หรือ ฟุตบอลยูโร 2024 รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบันพบว่ามีพี่น้องประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียทรัพย์สินให้กับการพนัน ในช่วงเทศกาลฟุตบอลยูโร 2024 รัฐบาลฝากผู้ปกครองช่วยสอดส่องพฤติกรรมของลูกหลานอย่าให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพนันบอล ขอให้ดูเพื่อความสนุก ติดตามเชียร์ทีมที่ชอบ อย่าหวังรวยจากการพนัน นอกจากจะเสียเงินแล้วอาจจะเสียอนาคตตามมา

รัฐบาลย้ำเตือนพี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อกลุ่มเว็บไซต์พนันบอล ใช้อุบายโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์อ้างผลตอบแทนสูงจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ ทำให้สูญเสียเงินและทรัพย์สิน หากพบเห็นการกระทำความผิดหรือพบเบาะแสเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ สามารถแจ้งไปยังสายด่วน 191 หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้เล่น ผู้ชักชวน และผู้จัดให้มีการพนันฟุตบอลจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 12 (2) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

‘ขนส่ง’ จัดประมูล ทะเบียนรถ เลขสวยพิเศษ กวาดรายได้ 56 ล้านบาท สุดปัง!! ‘มังกร 1’ ทะลุ 5.5 ล้านบาท เสนอราคาถึง 230 ครั้ง จนได้ผู้ชนะ

เมื่อวานนี้ (15 มิ.ย.67) นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมฯ โดยกองทุนเพื่อความปลอดภัย ในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) จัดการประมูลหมายเลขทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษ ครั้งที่ 7 ของประเทศไทย ณ อาคาร GPS ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก

การประมูลในครั้งนี้มาในคอนเซ็ปต์เหนือระดับสำหรับ ‘คนพิเศษ’ มีผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลทางวาจา และประมูลผ่านระบบอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีหมายเลขทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษออกประมูลจำนวน 53 หมายเลข

ส่วนหมายเลขทะเบียนที่ได้รับความนิยมจากผู้สนใจสูงสุด คือ ‘มังกร 1’ มีผู้ประมูลร่วมเสนอราคาถึง 230 ครั้ง จนได้ผู้ชนะประมูลในราคา 5,540,000 บาท รองลงมา ได้แก่ หมายเลขทะเบียน ‘เฮง 4444’ ประมูลได้ในราคา 1,960,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีหมายเลขทะเบียนที่ได้รับความนิยมมาก เช่น ‘ต้น 8888’ ประมูลได้ในราคา 1,680,000 บาท ‘เฮง 88’ ประมูลได้ในราคา 1,620,000 บาท และ ‘ชอบ 1111’ ประมูลได้ในราคา 1,600,000 บาท

อีกทั้งยังมีหมายเลขทะเบียนที่ประมูลได้ในราคาเกิน 1 ล้านบาท อาทิ ‘หล่อ 9999’ ประมูลได้ในราคา 1,560,000 บาท ‘โชคดี 777’ ประมูลได้ในราคา 1,520,000 บาท และ ‘สุขสบาย 1’ ประมูลได้ในราคา 1,460,000 บาท

ทั้งนี้ มียอดเงินรายได้จากการประมูลนำเข้ากองทุนกปถ. รวมทั้งสิ้น 56,000,000 บาท โดยผู้ชนะการประมูลจะได้ครอบครองป้ายทะเบียนรถลักษณะพิเศษ ซึ่งมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เป็นป้ายทะเบียนที่มีชื่อหรือความหมาย ตรงกับความต้องการ ที่ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์แผ่นป้ายแตกต่างจากป้ายทะเบียนปกติ ตัวแผ่นป้ายไม่มีรอยดุนและไม่มีขอบ มีลวดลายกราฟิกและสามารถโอนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ให้ผู้อื่นหรือโอนเป็นมรดกได้

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อว่า ได้นำเงินรายได้จากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถที่มีลักษณะพิเศษสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรณรงค์ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาล โครงการนักเรียนรุ่นใหม่มีใบขับขี่ รวมถึงสนับสนุนค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการอันเนื่องมาจากการประสบภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนน ฯลฯ

ใช้จุดแข็งโดยรอบสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน แบบไม่ต้องรอรัฐ ปรับพื้นที่เป็น 'ตลาดน้ำ-ตลาดบก' ดึงค้าขายทางเรือเข้ามาร่วม

(16 มิ.ย.67) จากเพจ 'Bangkok I Love You' ได้โพสต์ข้อความในหัวข้อ 'ได้เวลาคืนชีพให้คลองโอ่งอ่าง ต้องสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน อยู่ได้ด้วยตลาดน้ำของดีประเทศไทย' ระบุว่า...

หลายวันก่อน แอดไปธุระแถวเยาวราช ก็เลยเดินเลยไปแถวคลองโอ่งอ่าง ซึ่งหวังว่าจะมี อะไรที่คึกคักให้เดิน 

แต่พอไปถึง กลับกลายเป็นว่ามีแต่ความเงียบ และซบเซา อาจจะเป็นเพราะการที่ไม่ได้รับการสนับสนุน กิจกรรมต่างๆ จากทางพื้นที่ ซึ่งก็ลองถามชาวบ้านแถวนั้น ผมก็บอกว่าช่วงที่มีกิจกรรม นี้มีงาน แถวนี้ก็จะคึกคักเป็นครั้งๆ อยากจะให้มีการจัดกิจกรรมบ่อยๆ

แอดจึงมานั่งคิดว่าแทนที่จะมานั่งรอภาครัฐ ชุมชนควรแห่งนี้มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งการคมนาคมที่สะดวกสบาย สามารถเดินจากรถไฟฟ้าสามยอดมาได้โดยง่าย การเดินทางทางรถก็แสนจะสะดวกสบาย และที่สำคัญพื้นที่นี้ยังเชื่อมต่อกับ เยาวราช สำเพ็ง พาหุรัด แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะสร้างความแข็งแกร่งของสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นมา 

โดยกลยุทธ์หลักคือการปรับพื้นที่ให้เป็นตลาดน้ำ- ตลาดบก ให้มีการค้าขายทางเรือเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งตลาดน้ำนี้เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่น่าเป็นการยากที่เราจะโปรโมทให้นักท่องเที่ยวสนใจที่จะเดินทางมาเที่ยว และที่สำคัญ ก็มีหนังต่างประเทศหลายๆ เรื่องได้เข้ามาถ่ายทำในพื้นที่ย่อมทำให้คนรู้จักเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

แอดมั่นใจครับว่า ถ้าชุมชนเข้มแข็งเราสามารถสร้างคลองโอ่งอ่างขึ้นมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครได้แน่นอน

‘แฟนพันธุ์แท้วัดไทย’ พาเที่ยว ‘วัดโพธิ์’ ชี้!! นี่คือ ‘เรเนซองส์ของสยาม’

(15 มิ.ย.67) ที่บริเวณมิวเซียมใต้ดิน รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพฯ ผู้ให้บริการทางพิเศษและรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง พร้อมด้วยพันธมิตร จัดกิจกรรม ‘Happy Journey with BEM มรดกสยาม 3 สมัย’ ระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายนนี้

โดยหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของงาน ได้แก่ ‘History Trip ชมวัดโพธิ์โสภาสถาพร’ เลียบเจ้าพระยาชมวัด-วัง ซึ่งเส้นทางทริปเดินทางเยี่ยมชมสถานที่สำคัญจาก รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีสนามไชยมายังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร นำชมโดย ดร.ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล หรือ ต้า แฟนพันธุ์แท้วัดไทย

เวลา 08.45 น. บรรยากาศของกิจกรรมเริ่มต้นในช่วงเช้า มีประชาชนเดินทางหลั่งไหลมาจุดลงทะเบียนบริเวณมิวเซียมใต้ดิน ทั้งผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมมาล่วงหน้า และผู้เดินทางมาร่วมกิจกรรมแบบวอล์กอินจำนวนมาก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จัดคิวตามลำดับ

เวลา 09.30 น. ผู้เข้ากิจกรรมเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีสนามไชย มุ่งหน้าไปยังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อเยี่ยมชมสถานที่สำคัญและรับฟังเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์

ในตอนหนึ่ง ดร.ธนภัทร์กล่าวว่า วัดโพธิ์เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ในรัชกาลที่ 1 โดยได้รับการซ่อมของเดิมเพื่อให้ใช้งานได้ และสร้างของใหม่เพิ่มเติมขึ้นมา รวมถึงการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 3

“งานช่างในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความเป็นจีนสูง เนื่องจากเราเคยค้าขายกับจีนมาก่อน เห็นได้จากตุ๊กตาจีนที่เรามักจะเรียกว่า ‘อับเฉา’ ด้วยความเข้าใจว่าสิ่งนี้คือสิ่งถ่วงเรือ แต่จากการตรวจสอบหลักฐานปัจจุบันพบว่า ของเหล่านี้เป็นของตั้งใจไปซื้อมาเพื่อประดับวัด เพราะซื้อมาง่ายกว่าการสร้างใหม่ ง่ายกว่าการมาแกะสลักใหม่ ซึ่งก็สวยงามเหมือนกัน” ดร.ธนภัทร์กล่าว

ดร.ธนภัทร์กล่าวว่า หลายคนจะเรียกว่าวัดโพธิ์ ว่าคือ ‘มหาวิทยาลัยแห่งแรก’ แต่ส่วนตัวแล้วตนจะเรียกว่า ‘หอสมุดแห่งแรก’ มากกว่า เพราะว่าสมัยก่อนไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ่านหนังสือออก เราไม่ได้มีโรงเรียนสอนหนังสือกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะแบบในปัจจุบัน คนไทยสมัยก่อนแค่พออ่านออกเขียนได้

“ถ้าใครเคยอ่านเอกสารโบราณ หรือ จารึก จะเห็นว่าคำเดียวกันมีการสะกดไม่เหมือนกัน เช่น คำว่า ‘ศาสนา’ แต่ในบางจารึกเขียนว่า ‘สาสนา’ ขอแค่เสียงตรงกันบางทีเขาไม่ได้สนใจพยัญชนะด้วยซ้ำ ดังนั้น จารึกวัดโพธิ์ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอ่านออก ซึ่งวัดโพธิ์มีการจัดจารึกหลายเรื่องมาก ไม่ใช่ว่าจะเอาจารึกมาจัดวางตรงไหนก็ได้ รวมถึงจารึกในวิหารต่างๆ โคลงกลอน ตำรายา รวมถึงการเขียนถึงเมืองในประเทศราชด้วย” ดร.ธนภัทร์กล่าว

ดร.ธนภัทร์กล่าวว่า ‘วัดโพธิ์’ เป็นเหมือนการรวมความรู้ทุกอย่างที่คนในสมัยรัชกาลที่ 3 รู้ ถูกจารึกไว้ที่นี่ทั้งหมด มันเหมือนการสังคายนาพระไตรปิฎก แต่อันนี้เป็นการสังคายนาความรู้ อารมณ์เหมือนเป็นเรเนซองส์ของสยาม

“ส่วนตัวผมถ้าเราจะเรียกว่ายุคไหนว่าเป็นเรเนซองส์ของกรุงเทพ หรือ ไทย ผมจะเรียกยุคนี้ เพราะความรู้ทั้งหมดที่รู้มาตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยา จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ถูกสังคายนาใหม่และทำให้ถาวร เพราะเอกสารสมัยก่อนเราทำด้วยกระดาษ แน่นอน พอผ่านกาลเวลาไปดูแลไม่ดี ไฟไหม้ น้ำท่วม มีความชื้น กระดาษพวกนั้นจะหายไปก่อน พวกนี้ไม่ พวกนี้ทนกว่าเยอะ เพราะฉะนั้นจารึกจึงเป็นหลักฐานยืนยันว่าในสมัย ร.3 เรารู้เรื่องเหล่านี้” ดร.ธนภัทร์ระบุ

จากนั้น ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้ากราบสักการบูชาพระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร และพระพุทธไสยาสน์ หรือ พระนอน รวมถึงเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ (วังหน้าพระลาน), อาคารนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ตึกถาวรวัตถุ) และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร เป็นต้น

ทั้งนี้ งานมรดกสยาม 3 สมัย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายนนี้ เวลา 09.00-20.00 น. ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ผู้สนใจสามารถเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีสนามไชย ทางออกที่ 1 จากนั้นขึ้นรถอีวี มาต่อ บริการฟรี ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.30 น. ระหว่าง MRT สถานีสนามไชย – พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ไม่เสียค่าใช้จ่าย

พพ. ปลื้ม 2 นวัตกรรมไทย ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน

Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage  มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ปลอดภัย อัคคีภัย ทัศนียภาพ และอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ERDI) - จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะผู้บริหารกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน นำโดย นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน, นายนันทนิษฎ์ วงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการกองกำกับและอนุรักษ์พลังงาน และนายอาวุธ  เครือเขื่อนเพชร พร้อมทีมงาน เยี่ยมชม Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon และสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมบรรยายหัวข้อ “ เรื่อง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response

นางมัณลิกา สมพรานนท์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้านพลังงาน กล่าวถึง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon ถือเป็นนวัตกรรมของ คนไทยตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพราะปัจจุบันเรื่องพลังงานถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทุกภาคส่วน รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายให้คนไทยมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด ลดการนำเข้าพลังงาน หม้อแปลงดังกล่าวจึงเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการที่จะพลิกโฉมประเทศ สู่เศรษฐกิจสร้างคุณค่า เน้นการเติบโตที่สมดุล ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น สร้างพลวัตใหม่ให้แก่เศรษฐกิจ ยังช่วยลดการใช้พลังงาน ลดค่าไฟฟ้า ลดคาร์บอน ลดเรือนกระจก และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด 

ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและผู้แทนพิเศษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าว ได้รับเกียรติบรรยายเรื่อง Transformer Low Carbon & Submersible Transformer Low Carbon Plate Form บริหารจัดการพลังงานสะอาด Solar & Energy Storage มุ่งสู่ Net Zero, Near Zero, Peak Demand และ Demand Response ด้วยสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ได้ร่วมวิจัยและได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้ดำเนินงานวิจัยหม้อแปลง Low Carbon และระบบบริหารจัดการพลังงานทดแทน Solar กับ Energy Storage ด้วยโปรแกรม Sustainable Green Energy Management System ภายใต้โครงการ “Low Carbon Transformer ระบบจัดการหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างมั่นคง Net Zero, Demand Response และ Saving Energy” ซึ่งจากการดำเนินงานพบว่าหม้อแปลงที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่กล่าวในข้างต้น ตอบโจทย์ด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ในภาคอุตสาหกรรม Smart Factory, Smart Building ในด้าน Net Zero, Near Zero, Peak Demand, Demand Response การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน โดยสามารถลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และมีระยะเวลาคืนทุนภายในเวลา  2 – 5  ปี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สังคม ประชาชนและผู้ประกอบการ ด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้าพลังงานสะอาด

นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ กล่าว ขอขอบพระคุณ ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  โดยหม้อแปลงดังกล่าว ตอบโจทย์การประหยัดพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน ของภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการอาคารสถานที่ ที่สามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 9% และลดคาร์บอนมากกว่า 100 ล้านตันคาร์บอน คืนทุนภายใน 2-5 ปี เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาด้านการประหยัดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนสร้างความมั่นคงและความยืดหยุ่นด้านพลังงาน เพื่อผลัดดันการเปลี่ยนผ่านไป สู่พลังงานสะอาด ความยั่งยืนนี้จะส่งเสริมการเติบโตสีเขียวในภูมิภาค ทั้งนี้สถานการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลต้องประกาศนโยบายการลดคาร์บอน โดยประกาศเป้าหมายความเป็นกลางของแผนลดก๊าซคาร์บอนในปี 2575 จะเห็นภาพการใช้พลังงานทั้งด้านอุตสาหกรรมและภาคประชาชน ซึ่งจะต้องให้ความสำคัญกับการ ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ดังนั้น หม้อแปลงที่กล่าวข้างต้นจึงตอบโจทย์ทุกหน่วยงาน ภาครัฐ, เอกชน และภาคอุตสาหกรรม ด้านการประหยัดพลังงานและลดคาร์บอน

‘บริษัททัวร์สัตว์เลี้ยงจีน’ เช่าเหมาลำพา 41 นักท่องเที่ยว พร้อม ‘น้องหมา’ เที่ยวพัทยา ชี้!! เป็นกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในกลุ่ม Dog Lover สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ

(15 มิ.ย.67) เว็บไซต์ ข่าวการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยแพร่ภาพพร้อมข่าว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับบริษัท Pet Travel ‘Ai Chong You’ จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในกลุ่ม Dog Lover ระหว่างวันที่ 6 – 13 มิถุนายน 2567

โดยการนำคณะนักท่องเที่ยวจีนพร้อมสุนัขตัวโปรดเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) สายการบิน Juneyao Air โดยมีจำนวนผู้โดยสารประกอบด้วยนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 41 คน และสุนัขที่เดินทางมาพร้อมกับเจ้าของจำนวน 19 ตัว

เพื่อร่วมเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ-พัทยา อันนำไปสู่การเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง Pet-friendly destination ในอนาคต

โดย นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก ททท. กล่าวว่า กลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ในปัจจุบันคนจีนแต่งงาน และไม่นิยมมีบุตร แต่หันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยงทดแทน โดยเฉพาะกลุ่ม Dog Lover

อ้างอิงข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พบว่า ชาวจีนจำนวนร้อยละ 70 นิยมเลี้ยงสุนัขเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงประเภทอื่น นอกจากนี้เจ้าของยังให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยง เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัว มีการพาออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการออกเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน

อีกทั้งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังการซื้อสูง ด้วยเหตุนี้ ททท. จึงร่วมมือกับ Pet Travel ‘Ai Chong You’ จัดกิจกรรมนำคณะนักท่องเที่ยวจีนพร้อมสุนัขตัวโปรดเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทยด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) สายการบิน Juneyao Air

เพื่อเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในกลุ่ม Dog Lover ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ เนื่องจาก เป็นการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรก ด้วยการเช่าเหมาลำของคณะนักท่องเที่ยวจีน พร้อมสัตว์เลี้ยง รวมถึงเป็นครั้งแรกในการเดินทางมายังประเทศไทยอีกด้วย

โดย ททท. นำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพฯ–พัทยา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ออกเดินทางเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว และพาสุนัขตัวโปรดทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเที่ยวชมวัดปากน้ำภาษีเจริญ พักผ่อนในบรรยากาศสบาย ๆ ณ Pet-friendly Cafe คาเฟ่ที่พร้อมต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่น้องหมา

อาทิ Craft Cafe คาเฟ่หนึ่งเดียวในโรงแรม Kimpton Maa-lai, The Commons Thonglor เป็นคอมมูนิตี้สเปซสำหรับคนรักสัตว์, ตลาดน้ำ 4 ภาคพัทยา, เกาะล้าน, สวนนงนุชพัทยา และแลนด์มาร์กแห่งใหม่บรรยากาศตลาดญี่ปุ่น Bangsaen Toshin (บางแสนโทชิน) เป็นต้น

นอกจากนี้ ททท. ยังได้ประสานความร่วมมือไปยังตำรวจท่องเที่ยวเมืองพัทยาเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้แก่คณะนักท่องเที่ยว ซึ่งภายหลังการจัดกิจกรรมได้รับเสียงตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากคณะผู้เข้าร่วมเดินทาง

ทั้งนี้ ททท. ยังคงเดินหน้าให้ความสำคัญและเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านการเดินทางสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางพร้อมสัตว์เลี้ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง Pet-friendly destination ในอนาคตต่อไป

'อลงกรณ์' ผนึกนักบริหารทุกภาคส่วนจัดตั้งสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy) ส่งเสริม 12 อุตสาหกรรมใหม่ หวังอัปเกรดประเทศไทย สู่ประเทศรายได้สูง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิล์ดวิว ไครเมทและอดีตประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมเปิดเผยวันนี้ว่า สืบเนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่า2%ติดต่อกันหลายปีทำให้ติดกับประเทศรายได้ปานกลางขณะที่การส่งออกอ่อนแรงลงมากสะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกลดลงและการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยมีเพียง 1.1 % ของจีดีพี.ประกอบกับประเทศไทยต้องเผชิญกับโอกาสและความท้าทายจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะโลกร้อน โรคระบาด ความมั่นคงทางอาหาร สังคมสูงวัย ดิจิตอลดิสรัปชั่น และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจึงจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation Economy) บนฐานความรู้และการวิจัย ตนจึงได้ผนึกความร่วมมือกับนักบริหารทั้งภาครัฐและเอกชนรวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยจัดตั้งสถาบันเอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ (FKII Thailand: Field for Knowledge Integration and Innovation) ในรูปของธุรกิจเพื่อสังคม100% (Social Enterprise) เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมนวัตกรรมและองค์ความรู้รวมทั้งเป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างหน่วยงานวิจัยกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (First S-curve)และอุตสาหกรรมใหม่ (New S-curve)โดยเฟสแรกจะเน้นการส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมทางด้านเกษตร อาหาร สิ่งแวดล้อม เอไอ.เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิตอลในกลุ่มเศรษฐกิจสีเขียว(Green Economy) เศรษฐกิจคาร์บอน (Carbon Economy) และ เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy)

ทั้งนี้จะมีการเปิดตัวFKII Thailand ในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ เวลา 9.00-12.00 น.ที่สวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์ สำหรับนักบริหารและนักวิจัยภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนการก่อตั้งสถาบันเอฟเคไอไอ.ไทยแลนด์เช่น อดีตรัฐมนตรี อลงกรณ์ พลบุตร ประธานมูลนิธิเวิล์ดวิว ไครเมทและอดีตประธานกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม นพ.บุญเทียม เขมาภิรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ดร.สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ อดีตผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ที่ปรึกษาและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร นายประพันธ์ บุณยเกียรติ อดีตประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย 

ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีนและอดีตอัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ กรุงปักกิ่ง นายชยดิฐ หุตานุวัตร ประธานสมาคมสถาบันทิวา นายกฤชฐาโภคาสถิตย์ อดีตประธานอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซ นายภณวัชร์นันท์ ไกรมาตย์ นายกสมาคมนักประดิษฐ์และนวัตกรรมแห่งประเทศไทย นายตฤณ วุ่นกลิ่นหอม นายกสมาคมดิจิตอลเทรด ดร.สุทัศน์ ครองชนม์ นายกสมาคมไทย IoT นายจิรวัฒน์ ตั้งกิจงามวงศ์ นายกสมาคมธุรกิจไม้ ประธานผลิตภัณฑ์ไม้ Asian อุปนายกสมาคมเครื่องเรือนไทย นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด อดีตคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ นายณฐกร สุวรรณธาดา อดีตกรรมการคณะกรรมการองค์การตลาดเพื่อการเกษตร นายสุเมฆ ปัณฑรานุวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย นายสานิตย์ จิตต์นุพงศ์ สำนักงานโครงการข้าวรักษ์โลก เป็นต้น

โดยได้เชิญองค์ปาฐกร่วมแสดงวิสัยทัศน์ อาทินายเกรียงไกร เธียรนุกุลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสนั่น อังอุบลกุลประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานหอการค้าไทย ฯลฯ

ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทัพเรือภาคที่ 1 ขนน้ำจืด แจกจ่ายให้ปชช. เพื่อแก้วิกฤตภัยแล้ง ที่เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

(15 มิ.ย.67) ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย ทัพเรือภาคที่ 1 จัดเรือหลวงราวี ให้การสนับสนุนส่งน้ำจืด จำนวน 200,000 ลิตรให้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกาะล้าน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง

เนื่องจากฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน จนทำให้ประชาชนไม่มีน้ำใช้ และฝนที่ตกลงมา ก็ไม่ได้ไปตกในพื้นที่ เกาะล้าน 

โดยมี นางสาวสิริกร มหามิตร หัวหน้าฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเกาะล้าน เมืองพัทยา ข้าราชการ และประชาชน อำนวยความสะดวกในพื้นที่


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top