Tuesday, 16 July 2024
ECONBIZ NEWS

‘นายกฯ’ ขอ ‘ธปท.’ ปรับลดการจ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิตเหลือ 5% หลัง 'หนี้เสีย' จากยอดค้างชำระแตะล้านใบ อีก 2 แสนจ่อมาติดๆ

(15 ก.ค. 67) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเป็นประธานวันนี้ว่า มีข้อห่วงใยจากนายกฯ ขอให้ธนาคารประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาปรับลดอัตราการชำระคืนขั้นต่ำบัตรเครดิต (Minimum Pay) กลับมาที่ 5% หลังจากที่ตั้งแต่ปี 2567 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 8% 

ทั้งนี้เนื่องจากขณะนี้เป็นภาวะที่ประชาชนกำลังลำบากอยู่จึงอยากขอให้กลับมาอยู่ที่ 5% ส่วนเรื่องของวินัยทางการเงินให้ค่อยแก้อีกทีนึง 

ปัจจุบัน มีสินเชื่อบัตรเครดิตอยู่ราว 24 ล้านใบ พบว่ามีบัตรเครดิตที่มียอดค้างชำระเกิน 90 วัน หรือเป็นหนี้เสีย (NPL) ไปแล้วกว่า 1.1 ล้านใบ และมีหนี้ที่กำลังจะเสียเพิ่มอีกกว่า 2 แสนใบ ซึ่งหนี้บัตรเครดิตมีดอกเบี้ยปรับในอัตราสูง 

ซึ่งที่ผ่านมามีแนวทางในการช่วยเหลือกลุ่มหนี้บัตรเครดิตด้วยโครงการคลินิกแก้หนี้ โดย บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ให้หยุดสร้างหนี้เพิ่มเติมและยืดเวลาในการผ่อนชำระ 

“ทั้งนี้ได้ฝากให้กระทรวงการคลังและ ธปท.ช่วยประสานกับบริษัทบัตรเครดิตรายใหญ่หลายรายให้เข้ามาร่วมโครงการอีกครั้ง เพื่อระยะยาวแล้วช่วยให้ลูกค้าฟื้นเป็นผลดีต่อบริษัทมากกว่า” 

‘แรงงาน' จ่อชง ครม. ลดส่งเงิน ปกส.เหลือ 2% ช่วง 'ต.ค.-ธ.ค. 67' ช่วย 'นายจ้าง-ลูกจ้าง' รับมือปรับค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน

(15 ก.ค. 67) จากกรณีที่กระทรวงการคลัง เตรียมปรับขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาท ในเดือน ต.ค. นี้ จึงมีการเล็งพิจารณาแนวทางที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่เป็นสถานประกอบการขนาดเล็ก โดยรัฐจะเพิ่มค่าลดหย่อนจากการจ่ายค่าแรงเพื่อมาชดเชย

ล่าสุด รายงานข่าวระบุว่า กระทรวงแรงงานเตรียมมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน โดยเป็นมาตรการระยะสั้นคือ 

>> การลดการส่งเงินสมทบประกันสังคมของฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง จากฝ่ายละ 5% เหลือฝ่ายละ 2% โดยลดลงไปฝ่ายละ 3% ของฐานค่าจ้าง ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่าง ต.ค.-ธ.ค. 67 และเตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติต่อไป

ส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำขณะนี้ อยู่ในขั้นตอนการหารือกับคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี เพื่อประเมินความพร้อมของแต่ละอุตสาหกรรม และจัดเตรียมมาตรการช่วยเหลือสำหรับธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบ

ที่ผ่านมามีกลุ่มผู้ประกอบการแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำที่ระดับ 400 บาททั่วประเทศ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ หลายภาคอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบอย่างมาก

ขณะที่ภาครัฐก็ยืนยันว่า นโยบายนี้จะต้องดำเนินการตามที่กำหนดไว้ และรับทราบถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งการลดส่งเงินสมทบประกันสังคมให้นายจ้างและลูกจ้างฝ่ายละ 3% จากที่เคยจ่าย 5% เหลือ 2% เทียบเท่ากับการที่รัฐบาลช่วยรับภาระการขึ้นค่าแรงของนายจ้าง

ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำในกรุงเทพและปริมณฑลรวม 6 จังหวัด คือ 363 บาทต่อวัน หากปรับค่าแรงเป็น 400 บาทต่อวัน นายจ้างจะต้องจ่ายเพิ่มอีก 37 บาทต่อวัน แต่เมื่อรัฐบาลลดส่งเงินสมทบประกันสังคมให้นายจ้าง 3% เทียบเท่ากับได้ลดค่าใช้จ่ายให้นายจ้างลงวันละ 12 บาท ทำให้ภาระที่นายจ้างรับจริงอยู่ที่วันละ 25 บาท

‘บริดจสโตน’ แต่งตั้ง ‘อะกิฮิโตะ อิชิอิ’ นั่งกรรมการผู้จัดการคนใหม่ เดินหน้าธุรกิจสู่ความเป็นเลิศ-มอบคุณค่าเพื่อสังคมการเดินทางที่ยั่งยืน

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ประกาศแต่งตั้ง คุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 พร้อมสานต่อความสำเร็จของธุรกิจยางรถยนต์บริดจสโตนในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง และนำทัพขับเคลื่อนสู่การเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน แทนคุณเคอิจิ ชูมะ ซึ่งครบวาระและได้รับมอบหมายให้ไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนงาน G-MICA Tire Solution Business Development บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567

สำหรับคุณเคอิจิ ชูมะ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ของบริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปี ที่ผ่านมาได้เป็นหัวเรือหลักและสร้างคุณประโยชน์ให้กับบริดจสโตนมากมาย เช่น ยกระดับวัฒนธรรมองค์กรเพื่อส่งเสริมศักยภาพของผู้บริหารและพนักงานให้มีส่วนร่วมพัฒนาตนเองผ่านกิจกรรมการเพิ่มคุณค่าซึ่งนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรร่วมกัน และหลอมรวมเป็น DNA ที่แข็งแกร่งของบริดจสโตน ส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในภาคการผลิตยางรถยนต์ และพิชิตใจลูกค้าด้วยการเสริมความแข็งแกร่งช่องทางการขาย รวมถึงพัฒนาธุรกิจค้าปลีกและผลิตภัณฑ์ยางหล่อดอก เป็นต้น

ด้านคุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ ได้เริ่มการทำงานที่บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มีความเชี่ยวชาญในด้านการตลาด ธุรกิจยางรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางหล่อดอก การบริหารซัพพลายเชน และกลยุทธ์การตลาดระดับสากล ทั้งในประเทศญี่ปุ่น แอฟริกาใต้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย สเปน เบลเยียม จีน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไต้หวัน ภายใต้ประสบการณ์การรบริหารงานกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตนมากกว่า 30 ปี ซึ่งจะช่วยการันตีความสำเร็จให้บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จํากัด ด้วยการใช้กลยุทธ์ธุรกิจระยะกลางของกลุ่มบริษัทในเครือบริดจสโตน (ประจำปี พ.ศ. 2567-2569) รุดหน้าสู่การสร้างคุณค่าร่วมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางธุรกิจ ควบคู่กับการยกระดับแบรนด์บริดจสโตนสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืนต่อไป

คุณอะกิฮิโตะ อิชิอิ กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมบริหารงานบริดจสโตนในประเทศไทย และได้สานต่อการดำเนินงานของคุณเคอิจิ ชูมะ โดยวางรากฐานการดำเนินธุรกิจด้วย ‘ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ’ เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าผ่านการพัฒนานวัตกรรมเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชั่นด้านยางรถยนต์ระดับพรีเมียม ควบคู่ไปกับการส่งมอบคุณค่าแก่สังคม ผ่านการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งบริดจสโตนในประเทศไทยมีทรัพยากรในการผลิตยางรถยนต์ที่เหมาะสมและยังมีศักยภาพในการบริหารจัดการ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การวิจัยและพัฒนา การผลิต การขนส่ง รวมถึงเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่งผมจะใช้จุดแข็งเหล่านี้ยกระดับการเดินทางที่ยั่งยืนในสังคมไทย และเพื่อที่จะยกระดับแบรนด์บริดจสโตนสู่ความพรีเมียมที่ยั่งยืน ผมจะสนับสนุนให้นำความเป็นมอเตอร์สปอร์ตที่มุ่งสู่ความยั่งยืนซึ่งเป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจของบริดจสโตนมาสู่ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง”

‘รัฐบาล’ ตัดสิทธิ ‘ร้านค้า-ประชาชน’ อดรับเงินดิจิทัล หากเคยโกงโครงการรัฐมาก่อน หวั่นกระทำความผิดซ้ำ 

(15 ก.ค.67) ณ ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยมติที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet หรือ บอร์ดเงินดิจิทัลวอลเล็ต วันนี้ ว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบการกำหนดเงื่อนไข และรายละเอียดของร้านค้า รวมถึงสินค้าที่จะเข้าร่วมในโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ที่ประชุมบอร์ดเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ยังมีความเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า ได้ให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาความยืดหยุ่นของการจัดทำรายการข้อห้าม/ข้อจำกัด (Negative List) ของสินค้าที่จะเข้าร่วมในโครงการให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความจำเป็น

รวมทั้งยังกำหนดเงื่อนไขของผู้เข้าร่วมในโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต ทั้งร้านค้า และประชาชน หากเป็นผู้ที่เคยกระทำความผิดในโครงการรัฐโครงการใดโครงการหนึ่งมาก่อน หรือถูกฟ้องร้องเรียกเงินคืนจะถูกตัดออกจากโครงการทันที เพราะถ้าให้สิทธิไปก็มีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิดซ้ำได้

“การกำหนด Negative List ของสินค้า กระทรวงพาณิชย์ต้องมาคุยในคณะอนุกรรมการกำกับโครงการฯ ก่อน โดยให้นำเสนอเข้ามา เพราะวันนี้มีบางหน่วยงานนำเสนอรายการเข้ามา เช่น การห้ามสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาวุธและยุทโธปกรณ์ ที่ผ่านมาไม่ได้คิด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่จะนำมาไว้ในรายการ โดยให้กระทรวงพาณิชย์รับไปพิจารณา” นายจุลพันธ์ ระบุ

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในรายละเอียดทั้งหมดนั้น จะมีการนำเสนอให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในสัปดาห์หน้า จากนั้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นายกรัฐมนตรี จะแถลงรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการต่อไป

'บีโอไอ' เผยผลสำเร็จไทยเยือนซาอุฯ ยอดเจรจาธุรกิจ 100 คู่ จ่อลงทุนไทย ขนเงินลุย 'แลนด์บริดจ์-เกษตร-อาหารแปรรูป-การแพทย์-พลังงานสะอาด'

(15 ก.ค.67) นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการจัดคณะหน่วยงานภาครัฐและเอกชนไทย นำโดยนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2567 พร้อมเป็นประธานเปิดสำนักงานบีโอไอ ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย อย่างเป็นทางการในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 ว่า...

การจัดงานประชุมภาคธุรกิจ 'Thai – Saudi Investment Forumอ และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบียในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างดี ได้รับความสนใจจากนักธุรกิจไทยและซาอุดีอาระเบีย รวมถึงนักธุรกิจจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 300 คน จากกว่า 200 บริษัท/หน่วยงาน และเกิดการเจรจาธุรกิจกว่า 100 คู่ 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือทางธุรกิจรวม 11 ฉบับ ในหลากหลายสาขา เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร, อาหาร, ชิ้นส่วนยานยนต์, วัสดุก่อสร้าง, การจัดอีเวนต์และเทศกาล, เกมและอีสปอร์ต, การผลิตน้ำหอม และธุรกิจที่ปรึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

สำหรับบริษัทเอกชนของไทยที่เข้าร่วมกิจกรรม Investment Forum และการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้ ถือเป็นบริษัทชั้นนำในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ (โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล้วยน้ำไท สมิติเวช และพระราม 9) อุตสาหกรรมพลังงาน (บริษัท ปตท. บ้านปู และกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี) อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (กลุ่มซีพี บริษัท เบทาโกร และสหฟาร์ม) อุตสาหกรรมบริการสนับสนุนการท่องเที่ยว (ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล) สถาบันการเงิน (ธนาคาร EXIM และธนาคารอิสลาม) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารจากหอการค้าไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยร่วมคณะด้วย 

โดยจากการเจรจาธุรกิจกว่า 100 คู่ พบว่า นักลงทุนซาอุดีฯ หลายรายให้ความสนใจลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป สุขภาพและการแพทย์ พลังงานสะอาด ชิ้นส่วนยานยนต์ และธุรกิจบริการ 

คณะฯ ยังได้เข้าพบกับบริษัทชั้นนำของซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือแผนการลงทุนในประเทศไทยและการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น บริษัท Saudi Agricultural and Livestock Investment Company (SALIC) ผู้นำด้านการเกษตรและปศุสัตว์ ได้หารือแผนการลงทุนในไทยในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การเกษตร ปศุสัตว์ การประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บริษัท CEER Motors ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกองทุน Public Investment Fund (PIF) ของซาอุดีฯ Foxconn จากไต้หวัน และ BMW จากเยอรมนี โดยฝ่ายไทยได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาการลงทุนในประเทศไทยและร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของทั้งสองประเทศ รวมทั้งหารือถึงโอกาสที่ผู้ประกอบการชิ้นส่วนรถยนต์ของไทยจะไปลงทุนที่ซาอุดีอาระเบียเพื่อป้อนชิ้นส่วนยานยนต์ให้ตลาดตะวันออกกลางในอนาคต

นอกจากนี้ ในการประชุมทวิภาคีระหว่าง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ H.E. Mr. Khalid Abdulaziz Al-Falih รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการลงทุนแห่งซาอุดีอาระเบีย ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบที่จะผลักดันความร่วมมือไทย - ซาอุดีอาระเบียใน 4 ด้าน ได้แก่...

1) ความมั่นคงทางอาหารและเกษตร 2) ความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงพลังงานสะอาด 3) ความมั่นคงทางมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และ 4) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิตของโลก (Global Supply Chain) 

ทั้งนี้ ทางรัฐบาลไทยและซาอุดีอาระเบียต่างเห็นพ้องที่จะช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อให้ภาคเอกชนเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านธุรกิจและการลงทุน โดยซาอุดีอาระเบียนับเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ในขณะที่ไทยเป็นประตูสู่ทวีปเอเชีย มีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์สามารถเชื่อมโยงตะวันออกกลางให้เข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ในอาเซียน เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกที่มีประชากรรวมกว่า 4,000 ล้านคน โดยอาศัยจุดแข็งของทั้งสองประเทศ 

ทั้งนี้ รัฐบาลไทยและซาอุดีอาระเบียอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Bilateral Investment Treaty: BIT) เพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้ ไทยและซาอุดีอาระเบียยังมีกำหนดจัดการประชุมสภาความร่วมมือซาอุดี - ไทย ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 โดยการประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีหารือในประเด็นความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างกันในทุกมิติต่อไป

ความสำเร็จในการเยือนซาอุดีฯ ครั้งนี้ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสองประเทศ รวมถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจในการเร่งผลักดันความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการลงทุนระหว่างกัน เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และถือเป็นโอกาสของไทยในการเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนส่งเสริมการลงทุนครั้งสำคัญของซาอุดีฯ เพื่อสร้างระบบห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมัน รวมถึงการพัฒนาสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตามวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 (Saudi Vision 2030) ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ของรัฐบาลไทย

การเปิดสำนักงานบีโอไอ ณ กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นสำนักงานในต่างประเทศแห่งที่ 17 ของ  บีโอไอ และเป็นแห่งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการลงทุนระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย รวมทั้งประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และตุรกี ซึ่งซาอุดีฯ ให้ความสนใจในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและเป็นฮับแห่งใหม่ของซาอุดีฯ ในภูมิภาคนี้ โดยบีโอไอพร้อมใช้เครื่องมือสิทธิประโยชน์และบริการด้านต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาตั้งฐานการผลิต การจัดตั้งสำนักงานภูมิภาค หรือการร่วมกับธุรกิจไทย

‘คลัง’ ผุด!! ‘แผนฟื้นตลาดอสังหาฯ’ เล็งขยายระยะเวลากู้ถึงอายุ 85 ปี  ดึงต่างชาติลงทุนระยะเช่า 99 ปี ร่วมกับกฎหมาย ‘ทรัพย์อิงสิทธิ์’

(15 ก.ค.67) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสัมมนา ‘พัฒนาตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย ให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน’ ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี บริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo) ถึงสถานการณ์ท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ไทยกำลังเผชิญขณะนี้ พร้อมนำเสนอแผนฟื้นฟูแบบรอบด้าน มุ่งแก้ปัญหาทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทาย โดย GDP ลดลงจาก 6% เมื่อ 20 ปีก่อน เหลือเพียง 1.9% ในปี 2566 และคาดการณ์ว่าในปีนี้จะอยู่ที่ 2.5% ซึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศและเชื่อมโยงไว้กับหลายภาคส่วน เช่น การก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และการออกแบบ ซึ่งใช้เงินลงทุนมาก

อย่างไรก็ตาม นายพิชัยยังมองเห็นศักยภาพในการพัฒนาของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญสองประการ ได้แก่ พื้นที่กว่า 300 ล้านไร่ที่ยังสามารถพัฒนาได้ในอนาคต และทำเลที่ตั้งของประเทศที่เป็นจุดเชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ซึ่งหากได้รับการจัดการที่ดี จะสามารถสร้างโอกาสในการพัฒนาด้านต่างๆ ได้

ทว่า ปัจจุบัน ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งฝั่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยฝั่งผู้บริโภคพบปัญหาความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง สะท้อนจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลคงค้างทั่วประเทศที่มีมูลค่าสูงถึง 4.95 ล้านล้านบาท โดยมีสัดส่วนหนี้ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ Special Mention (SM) ที่ค้างชำระ 1-3 เดือนอยู่ที่ 5% และมีหนี้เสีย หรือ NPL 3.5% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนที่มี NPL เพียง 2.3% และ SM อยู่ที่ 1.5%

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการก็กำลังเผชิญปัญหายอดขายที่ลดลง 20-30% ต่อเดือน และสต๊อกคงเหลือกว่า 200,000 หน่วยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและการดำเนินธุรกิจ

เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้ออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยฝั่งผู้บริโภค ได้ผลักดันให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ขยายระยะเวลาการกู้ถึงอายุ 80-85 ปี เพื่อลดภาระการผ่อนชำระรายเดือน โดยหวังเป็นต้นแบบให้ธนาคารพาณิชย์เป็นแนวทางในการปล่อยสินเชื่อ

อีกทั้งจะมีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อพิจารณาผ่อนปรนมาตรการ LTV (Loan-to-Value) โดยมองว่า ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งมีความแข็งแกร่งทางการเงิน และมีการตั้งสำรองหนี้เป็นศูนย์ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าจะได้เห็นความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทยในการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาสินเชื่อที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ ในส่วนของการกระตุ้นตลาดและช่วยเหลือผู้ประกอบการ รัฐบาลมีแผนดึงชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยพิจารณาขยายระยะเวลาเช่าเป็น 99 ปี ร่วมกับการใช้กฎหมาย ‘ทรัพย์อิงสิทธิ์’ ให้สิทธิใช้ที่ดินแก่ชาวต่างชาติ โดยคนไทยยังคงมีกรรมสิทธิ์ ภายใต้เงื่อนไขการกำหนดราคาและโซน การเพิ่มภาษีค่าโอน และข้อห้ามในการทำเกษตรกรรม ทั้งนี้ยังเป็นการแก้ปัญหาการจดทะเบียนของชาวต่างชาติในการซื้ออสังหา ริมทรัพย์ที่อยู่ใต้ดิน ให้ขึ้นมาบนดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน

‘DIPROM’ ดัน ‘Soft Power’ ผ่านบทละครเชิงสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว มอบรางวัลนักเขียนบทไทย พร้อมผลักดัน-ต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

เมื่อวานนี้ (14 ก.ค.67) นางดวงดาว ขาวเจริญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ให้เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนทั่วโลกให้เข้ามาท่องเที่ยว ทำงาน และใช้ชีวิตในประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางของคนทั่วโลก 

ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้สนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่ โดยได้มอบหมายให้ ‘กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’ หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในทุกด้านเพื่อเพิ่มพลังซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศ โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สำคัญ คือ ด้านภาพยนตร์ ละคร และซีรีส์ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดซอฟต์พาวเวอร์ไทย และโปรโมตภาพลักษณ์ที่ดีสู่สายตาชาวโลก โดยจะเห็นได้จากการที่ภาพยนตร์และละครไทยหลายเรื่อง ได้รับการตอบรับที่ดี มีดาราและศิลปินไทยหลายคนสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ ส่งผลให้วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้รับความสนใจในระดับสากล

นางดวงดาว กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายดังกล่าว ผ่านนโยบาย ‘RESHAPE THE FUTURE: โลกเปลี่ยน อุตสาหกรรมปรับ พร้อมรับ อนาคต’ ของ นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ภายใต้กลยุทธ์ในด้านการปรับตัวให้ก้าวทันอุตสาหกรรมยุคใหม่ (RESHAPE THE INDUSTRY) โดยการมุ่งเน้นการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ด้านการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย (Creative Economy) ด้วยการจัดกิจกรรม ‘ส่งเสริม Soft Power ผ่านบทละครเชิงสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว’ เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเขียนบทละครให้มีความรู้ มีศักยภาพในการเขียนบทละครเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทย กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศได้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก

สำหรับการจัดกิจกรรม ‘ส่งเสริม Soft Power ผ่านบทละครเชิงสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว’ เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมไปเมื่อต้นปี 2567 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ผ่านเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 23 คน ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับโอกาสในการพัฒนาฝีมือเป็นนักเขียนบทละครรุ่นใหม่ โดยได้รับองค์ความรู้ด้านการเขียนบทแบบครบวงจร ทั้งในด้านการเขียนบทภาพยนตร์ ซิทคอม ละคร หรือ ซีรีส์ รวมไปถึงด้านการผลิตด้วยการปรับกระบวนการคิด ให้หยิบยกความเป็นไทยใส่ไปในบทละครได้อย่างกลมกลืนผ่านความคิดสร้างสรรค์ กลวิธีการสอดแทรกซอฟต์พาวเวอร์ไทยไว้ในบทละครได้อย่างเป็นธรรมชาติ

พร้อมให้ความรู้ในด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อคุ้มครองลิขสิทธิ์ผลงาน โดยได้รับคำปรึกษาแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเขียนบทละครชื่อดังอย่าง คุณอ่อน เอื้องอรุณ, คุณส้วม สุขพัฒน์, คุณบอลรูม วรลักษณ์ และผู้กำกับมากฝีมือ คุณนท พูนไชยศรี ที่จะเข้ามาช่วยฝึกฝนผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้อย่างเข้มข้น เพื่อให้ได้บทละครที่แฝงด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งในด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการท่องเที่ยวได้มากกว่า 25 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่งผลงานการเขียนบทละครเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกสุดยอดผลงาน โดยบทละครที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เรื่อง รักเขา เรา และเหล่าวิญญาณ ซึ่งจะถูกนำมาถ่ายทอดเป็นละครสั้นให้ได้รับชมภายในงาน 

สำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลรองลงมา ได้แก่ บทละครเรื่อง รับซื้อของ (ไม่เคย) เก่า บทละครเรื่อง กุหลาบลั่นถัน และรางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ บทละครเรื่อง 1% นี้ฉันขอนะ และบทละครเรื่อง ค่าตัวตาย 

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรม Pitching กับผู้จัดมากฝีมือ ทั้ง 4 ท่าน คือ คุณเอิน ณิธิภัทร์ เอื้อวัฒนสกุล จาก บริษัทมาสเตอร์วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด, คุณวี วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ จากบริษัท มากกว่าฝัน จำกัด, คุณเขตต์ ฐานทัพ และคุณทักษญา ธีญานาถธนันชา จากบริษัท กองทัพ โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ สร้างโอกาสและต่อยอดความสำเร็จให้กับนักเขียนบทละครที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเขียนบทละครได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นนักเขียนบทมืออาชีพ และก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และซีรีส์ไทยต่อไปในอนาคต

'ตลาดน้ำอัมพวา' ยังแน่น!! หลังคลิปว่อนอ้างตลาดน้ำร้าง ไร้คนเที่ยว  ด้านแม่ค้าประสานเสียง ภาพถ่ายหงอยเป็นโฮมสเตย์ ไม่ใช่ตลาด

(15 ก.ค.67) นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีโซเชียลมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ตลาดน้ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม สถานการณ์ตอนนี้เงียบเหงา ว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส่งคนลงไปเช็กในพื้นที่แล้วชะอำและอัมพวา ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่มีคนปล่อยเฟคนิวส์ นักท่องเที่ยวยังคงคึกคักพอสมควรตามฤดูกาล แถมยังจะหนาแน่นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านี้

และจากการสอบถามนายกสมาคมโรงแรมและผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ชะอำพบว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในช่วงนี้ทั้ง Weekday และ Weekend ประมาณ 50-60% โดยช่วงวันหยุดยาวสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้มีการจองการเข้าพักล่วงหน้าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 70-75% ในส่วนของสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในพื้นที่ชะอำ อาทิ หาดชะอำ วัดถ้ำแจง ฯลฯ ยังคงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวตามปกติ

ทั้งนี้ ททท.จะร่วมกับหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี และกลุ่ม YEC จัดกิจกรรม Food Festival ระหว่างวันที่ 24-28 กรกฎาคม 2567 ณ บริเวณชายหาดชะอำ เพื่อนำเสนอ Soft Power โดยใช้อาหารถิ่นเป็นสื่อกลางเชื่อมโยงต่อยอดสู่การเดินทางท่องเที่ยวมายังจังหวัดเพชรบุรีและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในพื้นที่ให้มากขึ้น เกิดการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการให้ทั่วถึงต่อไป

‘นายกฯ’ เคาะ!! 'ดิจิทัลวอลเล็ต' เปิดลงทะเบียน 1 ส.ค.นี้ ยัน!! กรอบเวลาโอนเงินให้ประชาชน 45 ล้านคน สิ้นปี 67

(15 ก.ค.67) ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet ครั้งที่ 4/2567 พร้อมด้วย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์, นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง, นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช.คลัง, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ภายหลังการประชุม นายเศรษฐา แถลงว่า “ผลการประชุมวันนี้ยาว มีเรื่องของรายละเอียดที่เรามาชี้แจงทำให้กระจ่างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเภทของสินค้าหรือหลายๆ อย่าง ซึ่งนายจุลพันธ์ จะเป็นผู้แถลง”

เมื่อถามว่าจากการประชุมวันเดียวกันนี้นายกฯ ได้สั่งการอะไรเป็นพิเศษหรือไม่? นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มี เป็นการตอกย้ำเรื่องความชัดเจนและเรื่องการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งสื่อก็เห็นว่า พล.ต.ท. สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. มาด้วย”

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้เริ่มมีการออกมาแอบอ้างเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับเงินในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตโดยอ้างว่าเป็นลิงก์ของรัฐบาล ตรงนี้ได้สั่งให้มีการดำเนินการอย่างไร? นายกฯ กล่าวว่า “เรื่องนี้ยังไม่มี เพราะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริงใช่หรือไม่ ซึ่งทางภาครัฐคงต้องมีการแจ้งว่าเป็นเรื่องของการแอบอ้าง คอยฟังประกาศจากรัฐบาลอย่างเดียวดีกว่า” 

เมื่อถามว่าแหล่งเงินของดิจิทัลวอลเล็ตได้ซักกระทรวงการคลังหรือไม่ว่าทำไมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเกี่ยวกับแหล่งเงิน ทำไมถึงไม่เอาเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วกลับไปใช้งบฯปี 67-68? นายกฯ กล่าวว่า “เดี๋ยวจะมีการชี้แจง ซึ่งตนได้เรียนไปแล้ว”

เมื่อถามอีกว่าอยากให้นายกฯ พูดในฐานะที่เป็นผู้นำ? นายกฯ นิ่งสักครู่พร้อมหันหน้าไปอีกทาง ก่อนกล่าวว่า “เรียนไปแล้ว แจ้งไปเรียบร้อยแล้วครับ” 

เมื่อถามความคืบหน้าซุปเปอร์แอป เป็นอย่างไรบ้าง? นายกฯ กล่าวว่า “เดี๋ยว รมช.คลังจะเป็นคนชี้แจง 

เมื่อถามอีกว่าสามารถที่จะเปิดใช้ทันไตรมาส 4 หรือไม่? นายกฯ กล่าวว่า “ขอบคุณมากครับสวัสดีครับ” และทำท่าเดินออกจากวงให้สัมภาษณ์ 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่า สรุปแล้วแหล่งที่มาของเงินได้ข้อสรุปเรียบร้อยใช่หรือไม่? นายกฯ ไม่ตอบ พร้อมกล่าวว่า “ขอบคุณครับ สวัสดีครับ”

ล่าสุดนายเศรษฐา ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “ดิจิทัลวอลเล็ตพร้อม เปิดลงทะเบียน 1 ส.ค. นี้ครับ การประชุมวันนี้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดลงทะเบียน และการดำเนินการในภาพรวมที่จะรองรับการใช้งานของประชาชนและร้านค้า โดยมีการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ รวมไปถึงการลงรายละเอียดเงื่อนไขของการรับสิทธิ์ และมาตรการป้องกันการทุจริต การเรียกเงินคืนให้ชัดเจนขึ้นครับ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต คือ โครงการใหญ่ของภาครัฐที่จะเติมเงินกระเป๋าพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ และระบบเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อความละเอียดรอบคอบทั้งทางกฎหมาย และทางเทคนิค โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ทำให้ใช้เวลาดำเนินการมากหน่อย แต่พี่น้องไม่ต้องคอยเก้อแน่นอนครับ” 

ขณะที่ด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงรายละเอียดของผลการประชุมบอร์ดดิจิทัลวอลเล็ตว่า ที่ประชุมได้เห็นชอบแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ในโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ครั้งใหม่ โดยจะตัดแหล่งเงินจากมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินและการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และใช้เงินจากงบประมาณปี 2567 และงบประมาณปี 2568 รวม 4.5 แสนล้านบาท เพื่อแจกให้กับ 45 ล้านคน

สำหรับสาเหตุของการปรับที่มาของแหล่งวงเงินโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่า รัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อห่วงใยของหน่วยงานต่างๆ ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งในอดีตการดำเนินโครงการของรัฐไม่มีโครงการใดที่มีคนลงทะเบียนร่วมโครงการเกิน 90% กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ จึงได้หารือร่วมกันและเห็นชอบกับการตั้งงบประมาณให้สอดคล้องกัน โดยปรับลดลงมาจากเดิม 5 แสนล้าน เหลือ 4.5 แสนล้าน

“โครงสร้างกรอบแหล่งเงินโครงการครั้งใหม่ จะไม่มีเงินจากมาตรา 28 แต่จะใช้งบประมาณปี 2567 และงบประมาณปี 2568 ซึ่งเพียงพอและสามารถดำเนินการได้ภายในกรอบของงบประมาณ และถ้าคนลงทะเบียนน้อยกว่าหรือมากกว่า รัฐบาลจะใช้กลไกในการบริหารงบประมาณ เพื่อให้มีเงินทุกบาททุกสตางค์เพียงพอกับการใช้ในโครงการนี้ และรายละเอียดทั้งหมดจะเสนอที่ประชุมครม.เห็นชอบในสัปดาห์หน้า” นายจุลพันธ์ ยืนยัน

ทั้งนี้ ในแหล่งเงินของโครงการเติมเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 รอบใหม่ วงเงิน 450,000 แสนล้านบาทนั้น มีที่มาจาก 2 แหล่ง คือ งบประมาณปี 2567 ทั้งการตั้งงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม วงเงิน 122,000 แสนล้านบาท และการบริหารจัดการงบประมาณอีก 43,000 ล้านบาท โดยไม่ใช่แค่งบกลางอย่างเดียว ส่วนงบประมาณปี 2568 วงเงิน 152,700 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ และการบริหารจัดการงบประมาณอีก 132,300 ล้านบาท

ส่วนไทม์ไลน์โครงการนั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการกำกับโครงการฯ ไปพิจารณากรอบรายละเอียดวันเวลาของการเริ่มต้นโครงการ และวันเปิดลงทะเบียน ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้แถลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2567 นี้ อีกครั้ง เบื้องต้นกรอบของโครงการยังไม่เปลี่ยน คือ ลงทะเบียนในไตรมาสที่ 3 และ โอนเงินให้ประชาชนในไตรมาสที่ 4 ปี 2567

'ไทย' เจ๋ง!! ดึง Carbon Watch เทคโนโลยี AI มาใช้ครั้งแรกในไทย-อาเซียน อีกขั้นพาไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดย 'อบก.-ไทยคม-มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง'

(14 ก.ค.67) ทีมข่าว THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ อ.พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อดีตปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระดับประเทศ ในมุมของเรื่อง 'เงินบาทแข็ง' และอีกเรื่องสำคัญอย่าง 'Carbon Watch' โดย อ.พงษ์ภาณุ กล่าวว่า...

สัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องน่าสนใจอยู่ 2 เรื่อง...

เรื่องแรก เงินบาทมีค่าแข็งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับคำกล่าวของ Jerome Powell ประธาน Federal Reserve ในการรายงานภาวะเศรษฐกิจต่อสภา Congress ว่าการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงเป็นเวลานานสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและศักยภาพในการเจริญเติบโต ตลาดการเงินจึงคาดว่าจะต้องมีการลดดอกเบี้ยนโยบายอย่างแน่นอนภายในเดือนกันยายนนี้

กลับมาดูประเทศไทย ธปท. ยังคงดื้อรั้นไม่ยอมลดดอกเบี้ย ทั้ง ๆ ที่เงินเฟ้อของไทยที่ผ่านมาอยู่ใกล้ศูนย์หรือติดลบด้วยซ้ำ ความตึงตัวของนโยบายการเงินในประเทศเมื่อเทียบกับนโยบายการเงินทั่วโลกจึงเป็นสาเหตุหลักของการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วงอยู่ในขณะนี้ แนวโน้มค่าเงินบาทดังกล่าวย่อมเป็นการซ้ำเติมความอ่อนแอและหน่วงรั้งโอกาสการเติบโตของประเทศ

แต่เป็นที่น่ายินดีที่การพัฒนาการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ของไทยได้มีการยกระดับการพัฒนาโครงการสูงขึ้นอีกก้าวใหญ่ อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน หรือ TGO) ได้ร่วมมือกับ 'บริษัทไทยคม' และ 'มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง' นำวิธีการสำรวจระยะไกล (Remote Sensing) โดยเทคโนโลยี AI ที่เรียกว่า Carbon Watch มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและอาเซียน เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้การประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนมีความถูกต้องแม่นยำ มีความรวดเร็ว และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำลง

ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำของไทย จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การพัฒนาโครงการมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Carbon Watch จึงเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่สมควรได้รับการชื่นชม เป็นความร่วมมืออย่างลงตัวระหว่างภาคธุรกิจและภาคประชาชน โดยการสนับสนุนของ อบก. และกลไกคาร์บอนเครดิต เราจึงเชื่อมั่นว่าจะมีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ดี ๆ เช่นนี้เกิดขึ้นอีกมากมาย เพื่อขับเคลื่อนการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนของไทย


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top