Sunday, 14 April 2024
COLUMNIST

‘วีรชน...คนธรรมดา’ ภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องการช่วยชีวิตเด็กชายชาวอุยกูร์ สะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน

สารพัดข่าวและเรื่องราวที่สื่อตะวันตกสาดสีใส่ไข่รัฐบาลจีน กรณีการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย ‘ชาวอุยกูร์’ อย่างโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับเหตุการณ์จากภาพยนตร์เรื่องนี้ 

วีรชน...คนธรรมดา! (Ordinary Hero) ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 เมษายน ค.ศ. 2021 ด้วยมีผู้คนมากมายที่ต้องทำงานแข่งขันกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตเด็กชายชาวอุยกูร์วัย 7 ขวบจากเมือง Hotan เขตปกครองตนเอง Xinjian ซึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถไถตัดแขนขวาขาด

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของทีมแพทย์ ลูกเรือ ผู้โดยสาร ตำรวจ และผู้คนอื่น ๆ อีกมากมายจากทุกสาขาอาชีพในเขตปกครองตนเอง Xinjian ซึ่งต่างได้ร่วมมือร่วมใจกันเพื่อที่จะพาเด็กชายชาวอุยกูร์วัย 7 ขวบจากเมือง Hotan เดินทาง 1,400 กิโลเมตรมายังโรงพยาบาลที่ทันสมัยและมีความพร้อมในนคร Urumqi เพื่อที่จะรับการผ่าตัดต่อแขนที่ขาดให้ทันภายในเวลา 8 ชั่วโมงนับจากเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้ Hotan เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตปกครองตนเอง Xinjian ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 2021 ณ หมู่บ้าน Kumairik เกิดอุบัติเหตุกับ Merdan เด็กชายชาวอุยกูร์วัย 7 ขวบถูกเครื่องมือเก็บเกี่ยวของรถไถตัดแขนขวาตรงไหล่จนขาด หลังจากเกิดเหตุทันทีที่ตั้งสติได้ Abdul ผู้เป็นพี่ชายรีบขับรถพา Merdan น้องชายกับแม่เข้าเมืองเพื่อไปโรงพยาบาลทันที

เมื่อมาถึงตัวเมืองรถของ Abdul ก็เจอเข้ากับตลาดนัดซึ่งมีฝูงชนมากมาย เขาบีบแตรเพื่อขอทางจนพ่อค้าผู้หนึ่งซึ่งกำลังเข็นรถเข็นขายของอยู่ไม่พอใจ จึงเดินมาที่รถแต่เมื่อมองเข้าไปในรถก็เห็น Merdan ซึ่งเลือดโชกอยู่บนตักแม่ เขารีบหันกลับไปยังรถเข็นหยิบโทรโข่งขึ้นมาประกาศขอทางให้รถของ Abdul จนสามารถแล่นผ่านไปได้ 

เมื่อรถของ Abdul สามารถผ่านย่านชุมชนที่แสนจะแออัดและจอแจไปได้แล้ว Abdul ก็รีบขับต่อไปยังโรงพยาบาล โดยพยายามฝ่าไฟแดงจนถูก Ainur ตำรวจจราจรหญิงสกัดไว้ เมื่อเธอเข้ามาถึงรถแล้วเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เธอจึงรีบวิทยุแจ้งศูนย์ควบคุมจราจรทันที ศูนย์ฯ ได้ประสานให้รถพยาบาลออกมารับ Merdan ทันที จากนั้นตำรวจจราจรหญิง Ainur รีบขี่มอเตอร์ไซต์เปิดไฟฉุกเฉินพารถของ Abdul ไปจนพบกับรถพยาบาล ด้วยความช่วยเหลือของศูนย์ฯ และได้ย้าย Merdan ไปยังรถพยาบาลแล้วเดินทางต่อจนถึงโรงพยาบาลประจำจังหวัด Hotan

ภาพจากเหตุการณ์จริง

ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด Hotan นายแพทย์ Akbar ศัลยแพทย์กระดูกและข้ออาวุโสได้ทำการตรวจและทำความสะอาดบาดแผล หลังจากตรวจดูแขนแล้ว เขาแนะนำว่าเนื่องจากอาการบาดเจ็บของ Merdan รุนแรงมาก จึงต้องผ่าตัดนำแขนที่ขาดต่อกลับเข้าไปใหม่เพื่อให้เส้นประสาทและชิ้นส่วนกระดูกเรียงตัวกันอย่างเหมาะสม มิฉะนั้น Merdan จะพิการไปตลอดชีวิต 

นายแพทย์ Akbar ได้แจ้งพี่ชายกับแม่ของ Merdan ว่า โรงพยาบาลประจำจังหวัด Hotan ไม่มีศักยภาพพอที่จะทำการผ่าตัดเพื่อต่อแขนของ Merdan ได้ วิธีเดียวที่จะรักษาแขนของ Merdan คือ การพาเขาไปรับการผ่าตัดต่อแขนยังโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยแพทย์แห่ง Xinjian ที่นคร Urumqi ซึ่งอยู่ห่างออกไป 1,400 กิโลเมตร ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ พร้อมกว่ามาก เนื่องจากอุบัติเหตุเกิดขึ้นประมาณ 19.30 น. ดังนั้นต้องต่อผ่าตัดต่อหลอดเลือดใหม่ให้ทันภายในเวลา 03.30 น. 

ภาพจากเหตุการณ์จริง

เมื่องได้ยินอย่างนั้น พี่ชายและแม่ของ Merdan ก็พยายามทำทุกวิธีทางเพื่อให้มาถึงสนามบินให้ทันเที่ยวบิน CZ6820 ของสายการบิน China Southern Airlines เที่ยวบินสุดท้ายจากจังหวัด Hotan ไปยังนคร Urumqi ในคืนวันนั้น

เมื่อ Merdan และ Abdul พี่ชายไปถึงสนามบิน เมื่อกัปตัน Xie Huiyang และลูกเรือ ซึ่งมี Zhou Yan หัวหน้าพนักงานต้อนรับของเที่ยวบิน CZ6820 รวมทั้งสำนักงานประจำสนามบิน Hotan ของ China Southern Airlines และหอบังคับการบิน Hotan เมื่อทราบเรื่องของ Merdan ต่างก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยรายงานสถานการณ์นี้ต่อหน่วยงานระดับสูงอย่างรวดเร็ว หลังจากการประสานงานอย่างเร่งด่วนจากฝ่ายต่าง ๆ และความยินยอมของผู้โดยสาร 101 คน China Southern Airlines จึงอนุญาตให้กัปตัน นำเครื่องกลับหลุมจอดและเปิดประตูรับ Merdan ทั้ง ๆ ที่เครื่องบินอยู่บนรันเวย์แล้ว เพื่อให้ทันช่วงเวลาทอง 8 ชั่วโมงในการรักษา 

ทางสนามบิน Hotan ได้เปิดทางเดินสีเขียว และใช้เปลขนาดเล็กเพื่อส่ง Merdan ไปยังเครื่องบิน เนื่องจากมีที่นั่งเต็มแต่ก็มีครอบครัวที่มีสมาชิกสามคนยอมสละที่นั่งให้ ในที่สุดเที่ยวบิน CZ6820 ก็ออกเดินทางจากสนามบิน Hotan ในเวลา 00:09 น. 

ย้อนประวัติโหด 2 คู่หูนักปล้น ในเขต North Hollywood สู่การยิงปะทะกับตำรวจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

สวัสดีนักอ่านทุกท่านครับ วันนี้ผมหยิบยกเรื่องราวการยิงปะทะกันระหว่างคนร้ายและตำรวจสหรัฐฯ มาเล่าสู่กันฟังครับ หลายๆ ท่านคงคุ้นชินกับเรื่องการพกพาปืนของชาวสหรัฐฯ กันมาพอสมควร เนื่องด้วยมักจะมีข่าวออกมาบ่อยๆ ว่าเกิดเหตุกราดยิงระทึกขวัญตามสถานที่ต่างๆ สุดท้ายมักจบลงด้วยคราบน้ำตาของผู้สูญเสีย ทว่า ปัญหากราดยิงของสหรัฐฯ ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขจนเป็นที่น่าพอใจของคนในประเทศ

เรื่องที่ผมยกมาเล่านี้ ต้องกล่าวย้อนกลับไปเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1997 เกิดเหตุการปล้นในนครลอสแองเจลลิส และต่อมาก็กลายเป็นการยิงปะทะกันต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างตำรวจกับผู้ร้าย และถือเป็นการยิงปะทะที่ดุเดือดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของกรมตำรวจแห่งนครลอสแองเจลลิส (LAPD)

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทั้งสองฝ่ายสาดกระสุนใส่กันเกือบสองพันนัด โดยฝ่ายตำรวจยิงไปราว 650 นัด และคนร้ายยิงอีกราว 1,100 นัด มีผู้เสียชีวิต 2 คน เป็นคนร้ายทั้งคู่ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 20 คน

นับเป็นเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจการยิงที่ด้อยกว่าคนร้าย

คนร้ายทั้งสองคือ Larry Eugene Phillips Jr. และ Ștefan Emilian ‘Emil’ Mătăsăreanu (เกิดที่ประเทศโรมาเนีย) พบกันครั้งแรกที่โรงยิม Gold เมืองเวนิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี ค.ศ. 1989 พวกเขามีความสนใจร่วมกันในเรื่องการยกน้ำหนัก การเพาะกาย และอาวุธปืน

แต่ก่อนรู้จักกัน ‘Phillips’ เป็นผู้ที่พฤติกรรมเป็นคนร้ายเกี่ยวข้องกับการต้มตุ๋นด้านอสังหาริมทรัพย์ และการโจรกรรมในร้านค้า ส่วน Emil เป็นวิศวกรไฟฟ้าและทำธุรกิจซ่อมคอมพิวเตอร์ที่ค่อนข้างจะไม่ประสบความสำเร็จ

20 กรกฎาคม ค.ศ. 1993 Phillips และ Emil ได้ปล้นรถหุ้มเกราะซึ่งจอดอยู่นอกธนาคาร First Bank ในเมือง Littleton มลรัฐโคโลราโด

วันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 1993 ทั้งสองถูกจับที่เมือง Glendale ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครลอสแองเจลิสในข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด จากการค้นรถ หลังจากที่ Phillips ยอมจำนนพร้อมอาวุธปืนที่พกติดตัว ตำรวจพบปืน AK-47 กึ่งอัตโนมัติ 2 กระบอก, ปืนพก 2 กระบอก, กระสุนปืนขนาด 7.62 × 39 มม. มากกว่า 1,600 นัด, กระสุนขนาด 9 × 19 มม. และ .45 ACP อีก 1,200 นัด, วิทยุรับฟังความถี่ตำรวจ, ระเบิดควัน, อุปกรณ์ประกอบระเบิด, เสื้อเกราะ, และป้ายทะเบียนของรัฐแคลิฟอร์เนีย 3 แผ่นที่เลขแตกต่างกัน

ในขั้นต้นทั้งสองถูกข้อหาสมรู้ร่วมคิดที่จะก่อการปล้น ทั้งสองติดคุก 100 วัน และถูกคุมประพฤติ 3 ปี หลังจากได้รับการปล่อยตัวทั้งสองได้รับคืนทรัพย์สินส่วนใหญ่ ยกเว้นอาวุธปืนและวัตถุระเบิด

14 มิถุนายน ค.ศ. 1995 ทั้งคู่ได้ปล้นรถหุ้มเกราะของบริษัท Brinks ในเมือง Winnetka มลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยได้สังหาร Herman Cook พนักงานรักษาความปลอดภัย และพนักงานรักษาความปลอดภัยอีกคนถูกยิงบาดเจ็บสาหัส

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1996 ได้ปล้นธนาคารแห่งอเมริกา 2 สาขาในพื้นที่ San Fernando Valley ในนครลอสแองเจลิสได้เงินไปประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Phillips และ Emil ถูกขนานนามว่าเป็น ‘จอมโจรอุบัติการณ์สูง (High Incident Bandits)’ โดยเจ้าหน้าที่สอบสวน จากอาวุธที่ใช้ในการปล้น 3 ครั้งก่อนที่จะเกิดเหตุการยิงกันที่เขต North Hollywood

วันเกิดเหตุ Phillips และ Emil ขับรถ Chevrolet Celebrity สีขาว ปี ค.ศ.1987 มาถึงธนาคารแห่งอเมริกาสาขาแยกถนน Laurel Canyon และถนน Archwood ในเขต North Hollywood ราว 09.17 น. และได้ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แปดนาที เป็นการประมาณเวลาที่ตำรวจจะมาถึงหลังจากที่ได้รับแจ้งเหตุ

ในช่วงเวลานี้ Phillips ใช้วิทยุรับฟังความถี่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบการเคลื่อนไหวของตำรวจก่อนการปล้น ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปยังธนาคารก็ถูกพบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ LAPD 2 นาย Loren Farrell และ Martin Perello ที่กำลังขับรถสายตรวจเพื่อตรวจตราตามถนน Laurel Canyon เจ้าหน้าที่ Perello แจ้งวิทยุขอความช่วยเหลือ ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุ 211 ที่ธนาคารแห่งอเมริกา ‘211’ คือรหัสแจ้งว่ามีการปล้น

ขณะที่ Phillips และ Emil เข้าไปในธนาคาร พวกเขาอาวุธประกอบด้วย ปืนไรเฟิล Norinco Type 56 S-1 Phillips และ Emil สั่งให้ลูกค้าออกจากโถงที่มี ATM ใกล้กับทางเข้าธนาคารและนอนลงกับพื้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคารเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว และเห็นโจร 2 คนพร้อมอาวุธหนัก จึงวิทยุเพื่อนร่วมงานซึ่งอยู่ที่ลานจอดรถให้เรียกตำรวจ แต่ไม่มีการตอบรับ

Phillips ตะโกนว่า "ชูมือขึ้น! ก่อนที่จะเปิดฉากยิงเพดานเพื่อข่มขู่พนักงานธนาคารและลูกค้าประมาณ 30 คน เพื่อไม่ให้ขัดขืน Phillips ยิงเพื่อเปิดประตูกันกระสุน (ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันกระสุนความเร็วต่ำเท่านั้น) และสามารถเข้าถึงเคาเตอร์และตู้นิรภัย ได้บังคับให้ John Villigrana ผู้ช่วยผู้จัดการ เปิดตู้นิรภัย Villigrana จึงจำเป็นต้องเปิดและเริ่มนำเงินใส่ถุงเงิน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลารับมอบของธนาคารห้องนิรภัยจึงมีเงินน้อยกว่า 750,000 ดอลลาร์ตามที่ Phillips และ Emil คาดเอาไว้ ทำให้ Phillips โกรธจนเกิดการโต้เถียงกับ Villigrana และเรียกให้ Villigrana หาเงินให้มากขึ้น และแสดงความหงุดหงิดที่ชัดเจนด้วยการยิงปืนเข้าไปในตู้เซฟของธนาคารถึง 75 นัด ทำลายเงินที่เหลืออยู่ 

Phillips พยายามที่จะเปิดตู้ ATM ของธนาคาร แต่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายผู้จัดการสาขาไม่สามารถเข้าถึงเงิน ATM ได้อีก

ก่อนจะหนี Phillips และ Emil ได้ขังตัวประกันในห้องนิรภัยของธนาคาร ท้ายที่สุดทั้งสองก็เหลือเงินสด 303,305 ดอลลาร์ ซึ่งมีสีระเบิดสามซองซึ่งต่อมาก็เกิดระเบิดทำให้เกิดตำหนิบนเงินที่พึ่งปล้นมาทั้งหมด

ด้านนอกเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดแรกได้ยินเสียงปืนจากธนาคาร และวิทยุเรียกกำลังเสริม ก่อนที่จะหลบเข้าหลังรถสายตรวจเล็งปืนไปยังประตูธนาคาร ในขณะที่โจรยังคงอยู่ข้างใน ตำรวจสายตรวจและสายสืบมาถึง และเข้าประจำตำแหน่งกำบังที่เหมาะสมทั้งสี่มุมรอบ ๆ ธนาคารอย่างมีประสิทธิภาพ

เวลาประมาณ 9:24 น. Phillips เดินออกทางประตูทางเหนือ และพบกับตำรวจห่างราว 200 ฟุต (60 ม.) จึงเปิดฉากยิงเป็นเวลาหลายนาที ทำให้ตำรวจบาดเจ็บ 7 นาย และพลเรือนอีก 3 คน

นอกจากนี้ Phillips ยังยิงเข้าใส่เฮลิคอปเตอร์ตำรวจซึ่งบินตรวจการณ์ด้านบน จนต้องบินห่างออกมาในระยะปลอดภัย Phillips ถอยกลับเข้ามาข้างในสักพัก ก่อนโผล่ออกทางประตูด้านเหนือ ขณะที่ Emil เดินออกจากประตูทางทิศใต้

Phillips และ Emil เริ่มยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ โดยยิงไปยังรถสายตรวจที่จอดอยู่ตามถนน Laurel Canyon หน้าธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอาวุธปืนมาตรฐาน ได้แก่ ปืนพกแบบ Beretta 92F/FS ขนาด 9 มม. ปืนพกลูกโม่ S&W Model 15 ขนาด .38 และปืนลูกซอง Ithaca แบบโยนลำ (Pump action) Model 37 ขนาด 12 ทันทีที่เจ้าหน้าที่ยิงตอบโต้กระสุนของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเจาะผ่านชุดเกราะที่ Phillips และ Emil สวมใส่ได้ ด้วยปืนพกของเจ้าหน้าที่ LAPD ส่วนใหญ่ไม่มีอานุภาพเพียงพอ และในระยะไกลมีความแม่นยำต่ำ มีเสียงตำรวจ LAPD เตือนเจ้าหน้าที่คนอื่นว่า "อย่าหยุดยานพาหนะหลบหนี เพราะพวกเขามีอาวุธปืนอัตโนมัติ ไม่มีอะไรที่จะสามารถหยุดยั้งพวกเขาได้" 

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังถูกตรึงไว้ด้วยห่ากระสุนจาก Phillips และ Emil ทำให้ยากต่อการพยายามยิงตรงศีรษะ (ซึ่งไม่มีเกราะป้องกัน) เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายจึงได้ไปขอยืมปืน AR-15 จำนวน 5 กระบอกจากร้านขายปืนใกล้เคียงเพื่อนำมาใช้ยิงต่อสู้กับ Phillips และ Emil

มีสองตำแหน่งที่อยู่ติดกับลานจอดรถด้านทิศเหนือที่เหมาะจะกำบังเจ้าหน้าที่ และสามารถยิง Phillips ด้วยปืนพก ขณะที่ Phillips กำลังยิง และหลบใกล้กับรถ 4 คันที่จอดอยู่ติดกับกำแพงด้านเหนือของธนาคาร และสถานที่แห่งหนึ่งที่ เจ้าหน้าที่ Zielenski กองตำรวจจราจร Valley ใช้เป็นที่กำบังคือ ร้านอาหาร Del Taco สาขา West wall ห่างจาก Phillips ราว 351 ฟุต เจ้าหน้าที่ Zielenski ยิง Phillips ไป 86 นัด และอาจยิงถูกอย่างน้อยหนึ่งนัด ตำแหน่งอื่นที่เป็นประโยชน์เจ้าหน้าที่ LAPD คือสนามหลังบ้านเลขที่ 6641 ถนน Agnes ผนังบล็อกช่วยกำบังเจ้าหน้าที่ที่ทำการยิงต่อสู้ และอาจยิงถูก Phillips ด้วยกระสุน 9 มม. จากปืนพกของนักสืบ Bancroft ซึ่งยิงไป 17 นัด และนักสืบ Harley ยิงไปอีกราว 15 ถึง 24 นัด ถูก Phillips ในระยะประมาณ 55 ฟุต

หลังจากที่ Emil เคลื่อนรถ Chevrolet Celebrity ออกจากพื้นที่จอดรถคนพิการในลานจอดรถทางตอนเหนือ Phillips อาจถูกยิงที่มือซ้าย (อ้างอิงจากภาพข่าวเฮลิคอปเตอร์ที่แสดงให้เห็นว่า เขามีอาการบาดเจ็บ) ในเวลาเดียวกันกระสุนปืนจากเจ้าหน้าที่ LAPD ยิงถูกปืน H&K 91 ที่ Phillips ใช้ยิงจนขัดข้องและใช้งานไม่ได้ เจ้าหน้าที่ LAPD ยิง Phillips บาดเจ็บจากสองจุดกำบังและป้องกันไม่ให้ Phillips สามารถหลบหนีได้ง่าย ๆ

ขอสัญชาติ...ไม่ง่าย ส่อง15 ประเทศที่ให้สัญชาติแก่ต่างชาติยากที่สุด!! ด้วย ‘ขั้นตอน-เงื่อนไข-เวลา’ 3 ตัวแปรที่อาจทำให้ท้อใจ

 

            

เรื่องนี้ คนที่สนใจอยากจะอพยพไปอยู่ในบ้านอื่นเมืองอื่นคงสนใจ แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมีมากมายหลายประเทศที่ยอมให้สัญชาติแก่ผู้คนที่อพยพมาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก แต่ก็มีรัฐบาลของหลายประเทศเช่นกันที่ชาวต่างชาติจะขอสัญชาติได้ยากยิ่ง หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างถาวรในประเทศนั้น ๆ ได้ ในบทความนี้มี 15 ประเทศที่ขอสัญชาติเพื่อเป็นพลเมืองได้ยากที่สุด
 

                

1. กาตาร์ (Qatar) เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติ กระบวนการนี้ยาวนานและมีความซับซ้อน และมีช่องทางน้อยมากที่จะสมัครเป็นพลเมืองได้ พลเมืองส่วนใหญ่เกิดในครอบครัวชาวกาตาร์หรือได้รับสัญชาติผ่านการแต่งงานกับชาวกาตาร์ มิฉะนั้นโดยทั่วไปแล้ว สัญชาติจะให้เฉพาะผู้ที่รัฐบาลจ้างมาติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี หรือเป็นผู้ที่มีการลงทุนเป็นจำนวนมากในประเทศเท่านั้น

                   

2. นครรัฐวาติกัน (Vatican City) นครรัฐวาติกันเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในโลก มีประชากรเพียง 800 กว่าคน และยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติอีกด้วย มีเพียงสองวิธีในการเป็นพลเมืองของนครวาติกันคือ (1) เกิดที่นั่น หรือ (2) ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปา หากคุณไม่ได้เกิดในนครรัฐวาติกัน 

ความหวังเดียวในการเป็นพลเมืองคือการได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปา และนั่นค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหญ่เพราะสมเด็จพระสันตะปาปาจะทรงแต่งตั้งบุคคลเป็นพลเมืองสำหรับผู้ที่มีบทบาทเฉพาะภายในวาติกันเท่านั้น เช่น เป็นพระคาร์ดินัลที่อาศัยอยู่ในนครรัฐวาติกันหรือกรุงโรม หรือหากอาศัยอยู่ในนครวาติกันเพราะเป็นพนักงานอย่างเป็นทางการของคริสตจักรคาทอลิก นักการทูต หรือสมาชิกของ Swiss Guard ดังนั้นจึงยากมาก ๆ ที่จะได้เป็นพลเมืองของนครรัฐวาติกัน
                    

3. ลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein) เป็นหนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดและร่ำรวยที่สุดในยุโรป โดยอาณาเขตซึ่งตั้งอยู่ระหว่างออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรเพียง 37,000 คน ข้อกำหนดการเป็นพลเมืองของประเทศนี้เป็นข้อกำหนดที่เข้มงวดที่สุดในโลก ผู้สมัครจะต้องอาศัยอยู่ในลิกเตนสไตน์เป็นเวลาอย่างน้อย 30 ปี หรือหากแต่งงานกับพลเมืองลิกเตนสไตน์ และอาศัยอยู่ในประเทศลิกเตนสไตน์อยู่แล้ว ระยะเวลาก็จะสั้นลงเหลือ 5 ปีของการแต่งงาน และต้องสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความมั่นคงทางการเงิน และได้รวมเข้ากิจกรรมต่าง ๆ กับชุมชน แล้วยังต้องผ่านการทดสอบภาษาด้วย ด้วยข้อกำหนดเหล่านี้ จึงไม่แปลกใจเลยที่การได้รับสัญชาติลิกเตนสไตน์เป็นเรื่องยากมาก ๆ ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละปีมีเพียงประมาณ 20 คนเท่านั้นที่ได้รับสัญชาติด้วยการอนุมัติจากรัฐสภาของลิกเตนสไตน์

                  

4. ภูฏาน (Bhutan) เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติ ประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลบนเทือกเขาหิมาลัย มีประชากรเพียง 700,000 คน และมีอัตราการแปลงสัญชาติที่ต่ำมาก นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 เป็นต้นมา มีชาวต่างชาติเพียงประมาณ 1,000 คนที่ได้รับสัญชาติภูฏาน ขั้นตอนการเป็นพลเมืองภูฏานนั้นใช้เวลานานและซับซ้อน ผู้ยื่นขอสัญชาติจะต้องอาศัยอยู่ในประเทศอย่างน้อยเป็นเวลา 20 ปี ไม่มีประวัติอาชญากรรม และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงไม่มีประวัติการพูดหรือการกระทำการอันเป็นการต่อต้านพระมหากษัตริย์หรือประเทศมาก่อน มีความเชี่ยวชาญในภาษาซองคา และยังต้องผ่านการสอบอันเข้มงวดเพื่อทดสอบความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาของภูฏาน ถึงกระนั้น ก็ไม่รับประกันการเป็นพลเมือง ด้วยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐบาลว่า จะให้สัญชาติแก่ผู้สมัครหรือไม่ เหตุที่การเป็นพลเมืองภูฏานเป็นเรื่องยากมาก ๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภูฏานต้องการรักษาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ รัฐบาลยังกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เกิดจากผู้อพยพ โดยเฉพาะผู้ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินเดีย และจีน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เห็นได้ชัดว่า การขอสัญชาติภูฏานไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย

                 
5. ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia) ถือเป็นประเทศที่ขอ Permanent Residence (PR) หรือใบอนุญาตอยู่ถาวรยากที่สุดในโลก มีเหตุผลหลายประการ รวมถึงความจริงที่ว่า ซาอุดีอาระเบียไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ และกำหนดให้พลเมืองทุกคนต้องเป็นมุสลิม นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นพลเมือง ซึ่งรวมถึงอายุขั้นต่ำ 21 ปีและข้อกำหนดในการพำนักในประเทศเป็นเวลาห้าปี

                    
6. คูเวต (Kuwait) เป็นหนึ่งในประเทศที่ยากที่สุดในการขอสัญชาติ สาเหตุหลักเป็นเพราะคูเวตมีมาตรฐานการครองชีพที่สูงมาก ซึ่งพวกเขาต้องการให้เป็นเช่นนั้น 

รัฐบาลมีการคัดเลือกอย่างมากกว่าจะอนุญาตให้ใครเข้ามาในประเทศ และพวกเขามีข้อกำหนดที่เข้มงวดซึ่งต้องปฏิบัติตามจึงจะได้รับสัญชาติ ในการได้รับการพิจารณาให้เป็นพลเมืองคูเวต ต้องได้รับใบอนุญาตมีถิ่นที่อยู่ก่อน นี่อาจเป็นกระบวนการที่ยากในตัวเอง เนื่องจากมีจำนวนใบอนุญาตที่จำกัดในแต่ละปี เมื่อได้รับใบอนุญาตมีถิ่นที่อยู่แล้ว ต้องอาศัยอยู่ในคูเวตเป็นเวลา 20 ปีหรือ 15 ปีสำหรับพลเมืองของประเทศอาหรับอื่น ๆ สามารถยื่นขอสัญชาติได้ แต่ต้องเป็นมุสลิมโดยกำเนิดหรือเปลี่ยนใจเลื่อมใส หากเปลี่ยนศาสนา ต้องผ่านการฝึกฝนด้านศาสนามาแล้วห้าปี และต้องพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว และแม้ว่าจะมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดเหล่านี้ทั้งหมด แต่ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้รับสัญชาติ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐบาลคูเวต และพวกเขาสามารถปฏิเสธใบสมัครขอสัญชาติไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม
                    

7. สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ประเทศซึ่งเป็นที่รู้จักจากภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและหมู่บ้านที่งดงาม รวมถึงนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวด การเป็นพลเมืองในสวิตเซอร์แลนด์เป็นเรื่องยากกว่าจะได้มา และกระบวนการอาจใช้เวลายาวนานและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง มีข้อกำหนดหลายประการที่ต้องปฏิบัติตามจึงจะมีสิทธิ์ได้รับสัญชาติสวิส ประการแรก ผู้สมัครขอสัญชาติจะต้องอาศัยอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เป็นเวลาอย่างน้อย 12 ปี โดยมีใบอนุญาตทำงานที่เรียกว่าใบอนุญาต C ซึ่งอนุญาตให้อยู่อาศัยและทำงานในประเทศได้ ประการที่สอง เขาต้องแสดงให้เห็นถึงการรวมเข้ากับสังคมสวิสผ่านความรู้ในภาษาประจำชาติและการมีส่วนร่วมในชุมชน ในที่สุดจะต้องผ่านการสอบพลเมืองซึ่งทดสอบความรู้ด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสวิส แม้ว่าจะเป็นไปตามข้อกำหนดเหล่านี้ทั้งหมด ก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้รับสัญชาติ เพราะที่สุดแล้วการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานของรัฐที่ตรวจสอบแต่ละคำขอเป็นกรณีไป

                    
8. จีน (China) หากกำลังคิดว่าประเทศใดยากที่สุดในการขอสัญชาติ คำตอบคือประเทศจีน ในการเป็นพลเมืองจีน ผู้สมัครขอสัญชาติต้องมีเชื้อสายจีน ซึ่งหมายความว่า ต้องมีญาติพี่น้องที่มีสัญชาติจีนอย่างน้อยหนึ่งคน หากไม่มีเชื้อสายจีนแล้วจะไม่มีสิทธิ์ได้รับสัญชาติเลย แม้จะมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับกฎนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ สัญชาติจีนสามารถได้รับจากการแต่งงานกับพลเมืองจีน อย่างไรก็ตามการสมรสจะต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐบาลจีนเพื่อให้ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ ทั้งคู่ต้องอาศัยอยู่ในประเทศจีนเป็นเวลาอย่างน้อยสองปีก่อนที่จะสามารถยื่นขอสัญชาติได้ หากมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด สามารถเริ่มขั้นตอนการสมัครได้โดยส่งเอกสารที่จำเป็นไปยังสถานทูตหรือสถานกงสุลจีนที่ใกล้ที่สุด ขั้นตอนการสมัครอาจใช้เวลาหลายเดือนจึงจะเสร็จสมบูรณ์ (แนะนำให้ใช้บริการทนายความเพื่อช่วยในเรื่องเอกสาร)
                       

9. เกาหลีเหนือ (North Korea) เป็นอีกประเทศที่ยากที่สุดในการขอ Permanent Residence (PR) หรือใบอนุญาตอยู่ถาวร เหตุผลหลายประการรวมถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเกาหลีเหนือไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ และกำหนดให้พลเมืองทุกคนต้องสละสัญชาติเดิมของตน นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังมีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับผู้สมัคร ซึ่งรวมถึงอายุขั้นต่ำ 21 ปี ประวัติอาชญากรรมที่สะอาด และการศึกษาในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ขอสัญชาติเกาหลีเหนือยังต้องผ่านขั้นตอนการสมัครที่ใช้เวลานานและยุ่งยาก ซึ่งรวมถึงการสัมภาษณ์และการสอบที่ไม่ง่ายเลยอีกด้วย

                      

10. ญี่ปุ่น (Japan) ประเทศหมู่เกาะซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ขอสัญชาติได้ยากที่สุดประเทศหนึ่ง กระบวนการนี้ใช้เวลานานและลำบาก และต้องใช้ทั้งเวลาและเงินจำนวนมาก ในการเริ่มต้น ผู้สมัครที่คาดหวังจะต้องอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเป็นเวลาอย่างน้อยห้าปี ในช่วงเวลาดังกล่าว ต้องมีวีซ่าทำงานที่ถูกต้องและไม่มีประวัติอาชญากรรม และยังต้องผ่านการทดสอบภาษาญี่ปุ่นที่เข้มงวดด้วย เมื่อคุณสมบัติครบตามข้อกำหนดเหล่านี้แล้ว จะต้องส่งใบสมัครโดยละเอียดไปยังกระทรวงยุติธรรม ใบสมัครประกอบด้วยลายนิ้วมือ รูปถ่าย และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ โดยอาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะได้รับการตอบกลับจากกระทรวงว่า ใบสมัครได้รับการอนุมัติหรือปฏิเสธ และแม้ว่าผู้สมัครจะโชคดีพอที่จะได้รับสัญชาติญี่ปุ่น แต่ก็มีข้อจำกัดบางประการที่มาพร้อมกับการขอสัญชาติ ตัวอย่างเช่น ชาวญี่ปุ่นไม่ได้รับอนุญาตให้ถือสองสัญชาติ โดยต้องสละสัญชาติเดิม และสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น

คนหนุ่มสาวไร้ความหวัง ‘การว่างงาน’ มหาวิกฤตทางเศรษฐกิจในทวีปแอฟริกา สู่ความหวั่นวิตกเกิดเหตุจลาจลคล้าย ‘Arab Spring’

ปัญหาการว่างงานเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่สำหรับบ้านเราแล้วอัตราว่างงานเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ต่ำกว่าร้อยละ 1 กว่าสิบปีแล้วที่หน่วยงานด้านแรงงานของไทยสามารถทำงานอย่างได้ผล อัตราว่างงานแกว่งตัวระหว่างต่ำกว่าหนึ่งและหนึ่งกว่า ๆ มาอย่างต่อเนื่อง และปัญหาการว่างงานที่หนักหนาสาหัสบนโลกนี้ ขณะนี้เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกา

บัณฑิตจบใหม่ในแอฟริกาใส่ครุยประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ได้งานทำ

คนหนุ่มสาวราวครึ่งหนึ่งในแอฟริกาใต้ว่างงาน ขณะที่ในยูกันดา บัณฑิตกว่า 1.2 ล้านคนไม่มีงานทำ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานกล่าวว่า การริเริ่มในการทำธุรกิจเป็นของตัวเองมากขึ้นช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงานในทวีปแอฟริกาได้ 

ผู้คนต้องถือป้ายบอกความถนัดของแต่ละคนให้ผู้สัญจรไปมาได้เห็น

‘Steven Moyo’ ตื่นนอนทุกวันเวลาตี 5 เพื่อหางานทำตามท้องถนนในนครโจฮันเนสเบิร์ก เมืองสำคัญทางเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ Moyo เป็นช่างไฟฟ้า ในวันที่อากาศดี เขามีรายได้สูงสุด 30 ยูโร (ประมาณ 31.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ) แต่นับวันจะมีน้อยลง

บัณฑิตจบใหม่ในแอฟริกาประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ได้งานทำ 
กลายเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนพบเห็นจนคุ้นชินแล้ว

แอฟริกาใต้อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่รุนแรง หลังจากการระบาดของโควิด-19 “สถานการณ์แย่ลง ไม่มีใครจ้างเรา” Moyo บอก และไม่รู้จะหาเงินค่าอาหารและค่าเช่าห้องได้จากไหน เรื่องราวอย่างที่เกิดขึ้นกับ Moyo ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยในประเทศแอฟริกาใต้ ในแอฟริกาใต้มีผู้สำเร็จการศึกษามากกว่าตำแหน่งงาน 

ในเมืองเคปทาวน์ ‘Namhla Mcimbi’ บอกว่า เธอต้องละทิ้งการศึกษาด้านจิตวิทยา เพราะเธอไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ เช่นเดียวกับเพื่อนนักเรียนหลายคนของเธอ ตอนนี้ Mcimbi ตกอยู่ในภาวะว่างงาน “ผู้คนให้ญาติพี่น้องของพวกเขาทำงานในบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากสำหรับบุคคลภายนอกที่จะได้งาน” เธอกล่าว

นามิเบียก็เช่นกัน บัณฑิตจบใหม่สวมครุยออกมาประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ได้งานทำ

อัตราการว่างงานสุดเลวร้ายก็เกิดขึ้นในนามิเบียและไนจีเรียเช่นกัน สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในแอฟริกาใต้ย่ำแย่ โดยประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 34 ปีตกงาน ตัวเลขอย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่าอัตราการว่างงานฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แต่อยู่ที่ 32.7% ในไตรมาสที่สี่ของปี 2565 ซึ่งยังคงเป็นอัตราที่สูงที่สุดในแอฟริกาและทั่วโลก

มิตรภาพไม่จืดจาง ‘Demi Moore’ ย้ายมาอยู่กับ ‘Bruce Willis’ อดีตสามี เพื่อร่วมต่อสู้กับอาการภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อม

มีรายงานว่า Demi Moore นักแสดงสาวใหญ่ วัย 60 ปี ได้ย้ายมาอยู่กับครอบครัวของ Bruce Willis อดีตสามีของเธอ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับ Emma Heming ภรรยาคนปัจจุบันของเขา และลูกสาวสองคนของพวกเขาเพื่อให้ความช่วยเหลือหลังจากการวินิจฉัยของ Willis พบอาการของภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อม

นักแสดงหญิงวัย 60 ปี Demi Moore และ Bruce Willis อดีตสามีของเธอยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนับตั้งแต่แยกทางกันและยังคงแบ่งปันการเลี้ยงดูลูกสาวสามคนด้วยกัน

Moore ย้ายเข้ามาเพื่อบรรเทาเบาคลายความกดดันของครอบครัว Bruce Willis เมื่ออาการของเขาแย่ลง ตามรายงาน หญิงทั้งสองทำงานร่วมกันเพื่อดูแล Bruce Willis ดาราฮอลลีวูดวัย 67 ปีให้ดีที่สุด

Emma Heming ภรรยาคนปัจจุบันของ Bruce Willis ซึ่งอายุ 44 ปี กล่าวว่า เธอหวังว่า จะใช้อาการป่วยของสามีและเสียงของเธอเพื่อช่วย ‘สร้างความตระหนัก’ ถึงอาการของภาวะสมองส่วนหน้าเสื่อม เธอยกย่องผู้ดูแลและเรียกพวกเขาว่า ‘วีรบุรุษที่ไม่มีใครรู้จัก’

แหล่งข่าวบอกระบุว่า Moore ย้ายเข้ามาแล้ว และเธอจะไม่จากไปจนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของ Willis

มีรายงานว่า Demi Moore นักแสดงสาวใช้เวลาส่วนใหญ่กับครอบครัวของ Willis ในช่วงที่ไวรัสโคโรน่าระบาด

แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ในตอนแรกไม่มีใครนอกครอบครัวสามารถเข้าใจได้ว่า Demi Moore กำลังทำอะไรอยู่กับอดีตสามีและภรรยาใหม่ของเขา แต่ตอนนี้เข้าใจเหตุผลแล้ว 

Moore ช่วยทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัว และมุ่งมั่นที่จะทำให้แน่ใจว่า ทุกวันก่อนที่ Willis จะจากไป ในโลกของเขาจะเต็มไปด้วยความรัก

สานฝันก่อนสิ้นลม ‘Annie Wilkins’ หญิงผู้ทรหดแห่งยุค 50s เดินทางข้ามประเทศแรมปี ขณะป่วยโรคร้ายระยะสุดท้าย

สวัสดีนักอ่านทุกท่านครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวน่าสนใจมาเล่าให้อ่านอีกเช่นเคยครับ บทความในครั้งนี้จะพาทุกท่านย้อนกลับไปในช่วงยุค 50s นะครับ ต้องบอกก่อนว่าในยุคนั้นไม่ได้มีเทคโนโลยีล้ำ ๆ เหมือนกับสมัยนี้ ถนนหนทางไม่ได้มีมากมาย รถยนต์ที่ใช้สำหรับเดินทางก็ไม่ได้แพร่หลายเท่าทุกวันนี้ และดูจะเป็นของแพงที่จับต้องได้ยากเสียด้วยครับ

ทำไมวันนี้ผมถึงเกริ่นถึงเรื่องการเดินทาง...เพราะวันนี้ผมจะเล่าเรื่องการเดินทางของหญิงคนหนึ่ง ที่มีชีวิตอยู่ในยุค 50s กอปรกับเธอป่วยเป็นโรคร้าย ซ้ำยังไม่มีเงินทองมากพอที่จะนำมารักษาตัวเอง แต่สิ่งที่เธอตัดสินทำกลับเป็นสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิด เธอตัดสินใจออกเดินทางข้ามประเทศด้วยการขี่ม้าไปพร้อมกับสุนัขคู่ใจ 

บอกเลยว่า...การเดินทางครั้งนี้เป็นความฝันของเธอครับ

เกริ่นมามากขนาดนี้แล้ว เราไปทำความรู้จักผู้หญิงคนนี้กันดีกว่าครับ เธอมีชื่อว่า Annie Wilkins เดิมทีเป็นเกษตรกรจากมลรัฐ Maine เธอป่วยเป็นโรคร้ายที่ยากจะรักษา และเธอก็ไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว Annie Wilkins นิยามตัวเองว่า เธอเป็นคนค่อนข้างนอกรีด ทำอะไรที่ผิดแปลกไปจากผู้หญิงในยุคเดียวกัน เช่น เธอสวมกางเกงเป็นประจำ ทั้งๆ ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมสวมกางเกง เธอเขียนคิ้ว เธอขี่ม้าไปทำงานที่โรงงานรองเท้าในเมืองลูอิสตัน ทุกอย่างที่เธอทำเป็นจุดสนใจของผู้คน แต่ในทางกลับกัน ผู้คนก็มองไปที่เธออย่างระแวดระวังด้วย

ในปี ค.ศ.1954 ขณะนั้น Annie Wilkins มีอายุ 63 ปี เธอได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเธอป่วยเป็นโรคร้ายในระยะสุดท้าย และแพทย์ก็ระบุว่าเธอจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 ปีเท่านั้น ความกลัวและความหดหู่ถาโถมเข้าหาเธอแบบไม่ยั้ง เธอไม่มีเงิน และลุงที่เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเธอก็เพิ่งเสียชีวิตไป หนำซ้ำเธอยังต้องสูญเสียฟาร์มของเธออีกด้วย

Annie Wilkins ทบทวนเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตของเธอ และก็คิดไปถึงแม่ของเธอที่เคยบอกไว้ว่า อยากจะไปเที่ยวที่มลรัฐแคลิฟอร์เนียนมาตลอด แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทำ เนื่องจากความยุ่งเหยิงในชีวิตตลอดที่ผ่านมา 

Annie Wilkins ตัดสินใจจะใช้เวลาอีก 2 ปีที่เหลือให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องการเดินทางข้ามประเทศเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต อีกทั้งเธอต้องการเห็นมหาสมุทรแปซิฟิกก่อนที่เธอจะตาย (มลรัฐ Maine อยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก) เธอจึงไม่สนใจคำแนะนำของคุณหมอที่จะให้เธอย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านสงเคราะห์ของเทศมณฑลเพื่อใช้ชีวิตในวาระสุดท้าย

เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว Annie Wilkins จึงซื้อม้ารูปร่างดีสีน้ำตาลมาไว้สำหรับเป็นยานพานะ โดยเธอตั้งชื่อให้มันว่า ‘Tarzan’ นอกจากนี้เธอยังต้องจำนองบ้านหลังเล็กของเธอเพื่อเปลี่ยนมาเป็นเงินไว้ใช้สำหรับการเดินทางอีกด้วย

Annie Wilkins เริ่มต้นเดินทางในวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1954 โดยเธอสวมชุดเอี๊ยมของผู้ชาย และเดินมุ่งหน้าไปทางใต้พร้อมกับ ม้า 2 ตัว ได้แก่ Tarzan และ Rex และสุนัขชื่อ Depeche Toi (แปลว่า ‘เร็วเข้า’ ในภาษาฝรั่งเศส) โดยหวังเพียงว่าจะผ่านทุ่งหิมะก่อนฤดูหนาวไปให้ได้

โอกาสริบหรี่!! ‘José Salvador Alvarenga’ ชายผู้รอดชีวิต หลังลอยเรือกลางมหาสมุทรแปซิฟิกนานถึง 438 วัน

สวัสดีนักอ่านทุกท่านครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวน่าสนใจมาเล่าให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกแล้ว วันนี้จะขอเล่าเกี่ยวกับเรื่องการเอาชีวิตรอดกลางทะเลของผู้ชายที่ชื่อว่า José Salvador Alvarenga ผู้ซึ่งลอยเรืออยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลากว่า 438 วัน เป็นระยะเวลากว่า 6,700 ไมล์ ต้องบอกเลยว่าเรื่องราวของเขานั้นนับเป็นเรื่องเหลือเชื่อและมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก ๆ

แต่ก่อนจะเล่าเรื่องของ José Salvador Alvarenga ผมขอเล่าเรื่องที่คล้าย ๆ กันก่อน โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นราว ๆ 200 ปีก่อน สมัยนั้นการขนส่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการขนส่งทางเรือ ซึ่ง ณ ตอนนั้นเรื่องราวที่เกิดขึ้น เกิดกับกัปตันเรือที่ชื่อ Jukichi และลูกเรืออีกสี่คน โดยพวกเขาได้ออกเดินเรือ Tokujomaru เพื่อนำถั่วเหลืองไปส่งที่เมืองเอโดะ (เมืองโตเกียวในปัจจุบัน) แต่โชคร้ายที่พวกเขาประสบกับพายุลูกใหญ่ และพายุก็ทำให้เสากระโดงเรือของพวกเขาเสียหายหนัก

แม้เรือจะเสียหาย แต่ก็ยังสามารถลอยลำอยู่กลางทะเลอันเวิ้งว้างได้ กัปตันเรือแลลูกเรือกินอาหารและดื่มน้ำที่บรรทุกมาจนหมด ทำให้ต้องรองน้ำฝนเก็บไว้ดื่ม และต้องกินถั่วเหลืองที่บรรจุกมาแทน 

เวลาผ่านไปหลายเดือน พวกเขาก็เริ่มป่วยด้วยโรคเลือดออกตามไรฟัน เนื่องจากร่ากายขาดสารอาหาร และเมื่อเวลาผ่านไปอีก ลูกเรือบางคนก็เสียชีวิตไปทีละคน เวลาผ่านไปราวๆ หนึ่งปี ก็เหลือเพียงแค่กัปตันเรือและลูกเรืออีกสองคน (Otokichi และ Hanbe) เท่านั้น

สุขภาพของพวกเขาเริ่มย่ำแย่ และมีแววว่าจะเสียชีวิตในอีกไม่นาน แต่ท้ายที่สุดเรือของพวกเขาก็ลอยมาติดที่นอกชายฝั่ง California ในปี 1815 ทำให้พวกเขาทั้งสามคนเป็นชาวญี่ปุ่นกลุ่มแรกที่มาเหยียบชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา

ทั้งสามได้รับความช่วยเหลือจนสุขภาพดีขึ้น และได้เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่น แต่น่าเศร้าที่ Hanbe เสียชีวิตระหว่างการเดินทางกลับ จึงเหลือเพียงแค่กัปตัน Jukichi และ Otokichi ที่รอดชีวิตกลับมาเหยียบแผ่นดินเกิด

เมื่อมาถึง Jukichi ได้รับเกียรติมากมาย และได้รับนามสกุล Oguri ด้วย

จวบจนถึงปัจจุบันนี้เรื่องราวของทั้งสี่คนยังเป็นสถิติโลกในเรื่องการรอดชีวิตในทะเลเป็นเวลาที่ยาวนานที่สุด โดยพวกเขาใช้ชีวิตกลางทะเลรวมทั้งสิ้น 484 วัน ระยะทางกว่า 5,000 ไมล์

สำหรับเรื่องราวการรอดชีวิตของ José Salvador Alvarenga นั้นนับเป็นเรื่องราวที่ถููกพูดถึงในหลากหลายแง่มุม บางคนก็เคลือบแคลงใจที่เขาสามารถรอดชีวิตมาได้ บางคนก็ชื่นชมในความอทนของเขา 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2014 ขณะนั้นตัวเขาอายุราวๆ 37 ปี ได้ว่ายน้ำเข้าฝั่งที่ Tile Islet ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Ebon Atoll บนหมู่เกาะ Marshall ในสภาพเปลือยกาย ถือมีด และตะโกนเป็นภาษาสเปน เขาได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในเมืองมาจูโร ก่อนที่จะบินกลับไปหาครอบครัวในเอลซัลวาดอร์ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2014 

สื่อรายงานว่าเขาใช้ชีวิตในทะเลตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2012 และรอดชีวิตจากการกินปลาดิบ เต่า นกตัวเล็ก ปลาฉลาม และน้ำฝน โดยใช้ชีวิตแบบนั้นอยู่ประมาณ 14 เดือนก่อนถูกพบ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2012 José Salvador Alvarenga ได้ออกเรือจากหมู่บ้านชาวประมง Costa Azul ในเม็กซิโก พร้อมด้วย Ezequiel Córdoba ชาวประมงวัย 23 ปี เพื่อนร่วมงานของเขา ซึ่งพวกเขาไม่เคยทำงานร่วมกันมาก่อน 

Alvarenga ตั้งใจจะใช้เวลา 30 ชั่วโมงในการตกปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งในระหว่างนั้นเขาหวังว่าจะจับปลามาร์ลิน และปลากะพง แต่เพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคยของเขาไม่สามารถทำงานได้ เจ้านายจึงให้ Córdoba ที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเลยไปกับเขาแทน 

ทั้งสองออกเรือกรรเชียงเล็กไฟเบอร์กลาสขนาด 7 เมตร (23 ฟุต) ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์เพียงเครื่องเดียว และถังน้ำแข็งสำหรับเก็บปลา (ซึ่งต่อมาเป็นที่เก็บน้ำฝนสำหรับดื่ม) 

แต่เมื่อออกจากฝั่งได้ไม่นานเรือของทั้งคู่ก็ถูกพายุพัดจนเรือออกนอกเส้นทาง เครื่องยนต์รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาในเรือส่วนใหญ่เสียหาย แม้ว่า Alvarenga จะพยายามติดต่อเจ้านายของเขาทางวิทยุก่อนที่มันจะใช้การไม่ได้ เพราะแบตเตอรี่หมด แต่ก็ไม่เป็นผล

พายุกินเวลานาน 5 วัน เมื่อพายุสงบลง Alvarenga และ Córdoba ต่างก็ไม่รู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน หรือจะกลับบ้านได้อย่างไร พายุได้ทำลายเครื่องมือประมงส่วนใหญ่ของพวกเขา เหลือเพียงอุปกรณ์พื้นฐาน ไม่มีเครื่องยนต์ ไม่มีใบเรือ และไม่มีกระทั่งไม้พาย 

และแม้ว่าพวกเขาจะจับปลาสดได้เกือบ 500 กิโลกรัม (1,100 ปอนด์) แต่ก็ต้องทิ้งลงน้ำ เพื่อรักษาสมดุลของเรือให้ลอยอยู่ได้

ขณะที่ทางด้าน เจ้านายของ Alvarenga ก็ได้ให้ทีมค้นหาออกตามหาพวกเขา แต่ก็ต้องล้มเลิกไป เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดี

เวลาหลายวันผ่านไป Alvarenga และ Córdoba ได้เรียนรู้วิธีหาอาหาร Alvarenga สามารถจับ ปลา เต่า แมงกะพรุน และนกทะเล ได้ด้วยมือเปล่า และเก็บเศษอาหารและเศษพลาสติกที่ลอยอยู่ในน้ำมาใช้บ้างเป็นครั้งคราว พวกเขาต้องดื่มน้ำจากน้ำฝนที่ตกลงมา แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ต้องดื่มเลือดเต่า หรือปัสสาวะของตัวเอง 

เรืองประมงลำเล็ก ๆ ลอยไปเรื่อย ๆ โดยไร้ซึ่งทั้งจุดหมายและความหวัง สี่เดือนผ่านไป Córdoba มีอาการอาหารเป็นพิษ และเริ่มหมดความหวัง เขาตัดสินใจหยุดกินอาหารจนตาย 

Alvarenga เล่าว่า สี่วันหลังการตายของ Córdoba เขาคิดจะยอมแพ้ด้วยการฆ่าตัวตายเช่นกัน แต่ด้วยความเชื่ออันแรงกล้าทางศาสนาจึงพยายามอดทนต่อไป 

Alvarenga อ้างว่า Córdoba ขอให้เขาสัญญาว่าจะไม่กินศพของเขา หากเขาเสียชีวิต ดังนั้น Alvarenga จึงเก็บศพของ Córdoba ไว้บนเรือ และพูดกับศพนั้นด้วยซ้ำ 

หลังจากหกวันที่เพื่อนเพียงคนเดียวของเขาตายไป Alvarenga ก็ตระหนักว่า ตนเองกำลังใกล้ที่จะวิกลจริตแล้ว จึงทิ้งศพลงน้ำ

‘Seattle’ เมืองศูนย์รวมความหลากหลายระดับโลก มัดรวม ‘แหล่งท่องเที่ยว-กิจกรรมน่าสนใจ’ ที่ไม่ควรพลาด

ใครเคยดูหนังรักโรแมนติกเรื่อง ‘Sleepless in Seattle’ ก็จะเห็นบรรยากาศน่าอยู่น่าท่องเที่ยวของเมืองอันมีชื่อเสียงโด่งดังแห่งนี้ นอกจากนี้ ‘ซีแอตเติล’ ยังเป็นฉากประกอบในหนังอีกนับไม่ถ้วน และถ้าพูดถึงเมืองท่องเที่ยวทางฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว คนไทยมักคุ้นเคยกับเมืองลอสแอนเจลีส ซานฟรานซิสโก พอร์ตแลนด์ และซีแอตเติล ซึ่งแต่ละแห่งก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะ ราวกับหยิบยื่นความแปลกใหม่ให้แก่ผู้ไปเยือนแบบไม่ซ้ำกัน


‘ซีแอตเติล’ เมืองในรัฐวอชิงตัน ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือสุดติดกับชายแดนประเทศแคนาดา หากใครอยากลองไปก็สามารถไปเยือนได้ตลอดปี ซึ่งแต่ละช่วงเวลาและฤดูก็จะมีความน่าสนใจแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ร่วงแม้จะค่อนข้างเปียกเฉอะแฉะเพราะฝนตกลงมามาก แต่ใบไม้ที่เปลี่ยนสีก็สวยงามมากพอที่จะแลกกับความเหน็บหนาวของลมฝน เรียกว่า คุ้มค่าที่มาเยือน

แม้เมืองนี้จะเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า แต่ก็เดินทางสัญจรสะดวกสบาย เพราะมีทางจักรยานเชื่อมต่อทั้งเมือง ดังนั้น การเช่าจักรยานปั่นเล่นจึงเป็นกิจกรรมแสนเพลินและสามารถเก็บจุดท่องเที่ยวได้มากกว่าการเดินหลายเท่าตัว จะเลือกปั่นเลาะไปตามริมทะเล เพื่อไปยังด้านตรงกันข้ามของอ่าว หรือจะปั่นขึ้นลงเนินไปยังสวนสาธารณะต่าง ๆ ก็สามารถได้ อีกทั้งเมืองนี้เป็นเมืองที่คนใช้จักรยานเป็นพาหนะในชีวิตประจำวันหรือเพื่อสันทนาการกันค่อนข้างแพร่หลาย ส่วนหนึ่งเพราะอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี 

หรือถ้าไม่ชอบเดินหรือปั่นจักรยานก็ใช้วิธีโดยสารขนส่งสาธารณะก็ได้ตามสะดวก แถมราคาไม่แพง หรือหากอยากนั่งเฟอรี่ข้ามฟากก็เป็นอีกกิจกรรมที่ทำเพลินเช่นเดียวกัน แต่ขอกระซิบบอกตรงนี้เลยว่าหากใครที่ประสงค์ใช้รถยนต์อาจจะต้องเผื่อใจกับการหาที่จอดรถ เพราะนั่นคือเรื่องยากสำหรับเมืองนี้พอควร หรือไม่ก็อาจจะเจอค่าจอดรถที่แพงหูฉี่ โดยเฉพาะย่านธุรกิจหรือย่านท่องเที่ยวทั้งหลาย

 

เมืองแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูง หรือแทบจะเรียกว่าเป็นไฮไลต์สำคัญเลย นั่นคือตลาดสดไพค์เพลส (Pike Place Market) เพราะมีของกินและของใช้ให้ช็อปอย่างเพลิดเพลิน ร้านรวงและแผงขายของเบียดกันอยู่ในตลาดแห่งนี้ มีสินค้าวางเรียงอยู่หน้าร้านอย่างเป็นระเบียบ เมื่องมองแล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกอยากจับจ่ายซื้อขอ 
.
นอกจากนี้ตลาดแห่งนี้นับว่าเป็นตลาดสดที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว ซึ่งโซนขายปลาจะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะคนนิยมไปมุงดูและถ่ายรูปเพราะพนักงานตะโกนขายของกันอย่างออกรสออกชาติ ทำให้เกิดความสนุกทั้งคนซื้อ คนขาย และคนดู 
 

หากเดินไปอีกหน่อยจะเป็นโรงงานผลิตชีสที่ติดกระจกโดยรอบ โชว์ให้เห็นกรรมวิธีแทบจะทุกขั้นตอน ใกล้ ๆ กันเป็นห้องแถวชั้นเดียวซึ่งก็คือร้านกาแฟยี่ห้อสตาร์บัคส์สาขาแรก เปิดแต่เช้ามืด คนต่อแถวยาวตลอดวันเพื่อเช็กอิน ริมถนนมีนักดนตรีร้องรำทำเพลงเปิดหมวก มีจุดชมวิวเวิ้งอ่าวด้วย ตรอกเล็กบางแห่งมีร้านกาแฟเล็กเก๋แทรกซุกอยู่ แต่ก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ร้านรวงบนถนนใหญ่เลย
 

อีกหนึ่งแลนด์มาร์กของเมืองนี้คือ หอคอย Space Needle ซึ่งชั้นสูงสุดมีรูปทรงคล้ายจานบินต่างดาว นักท่องเที่ยวสามารถจ่ายเงินซื้อตั๋วแล้วขึ้นลิฟท์ไปได้เลย สามารถเดินได้โดยรอบ ได้วิวมุมสูงแบบ 360 องศา แต่ราคาค่าขึ้นไปชมวิวค่อนข้างแพง แต่หากใครเห็นว่าครั้งหนึ่งในชีวิตขอเก็บไฮไลต์การเที่ยวเมืองให้ครบจะยอมจ่ายเพื่อการนี้ก็ถือว่าคุ้มค่า คิดเสียว่าเงินทองหาเมื่อไหร่ก็ได้ เวลาพิเศษนี่สิที่ต้องหวงแหน ขึ้นหอคอยเสร็จแล้วก็สามารถเดินเล่นในสวนสาธารณะกว้าง มีลานน้ำพุสวย ดอกไม้หลากชนิด ทางเดินคดเคี้ยวลัดเลาะโดยมีงานศิลปะจัดวางตามจุดต่าง ๆ เดินเล่นเพลิดเพลิน หากใครชอบถ่ายรูปหรือเซลฟี่รับรองถูกใจเป็นแน่

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำมีหลากหลายให้เลือกไปเที่ยวชม เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เหมาะกับครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่ที่ต้องการสอดแทรกความรู้ด้านต่าง ๆ ให้แก่ตัวเองในขณะท่องเที่ยว เป็นวิธีเสริมประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากอีกอย่างหนึ่งเลยล่ะ
 

 

จุดต่อมาที่น่าสนใจก็คือ ชิงช้าสวรรค์หรือ Seattle Great Wheel ลักษณะคล้าย London Eye และในอีกหลายต่อหลายเมืองทั่วโลกนั้นก็เป็นอีกจุดท่องเที่ยวสำคัญ นักท่องเที่ยวนิยมจ่ายเงินขึ้นนั่งชมวิวทิวทัศน์กับเพื่อนฝูง คนรัก หรือครอบครัว ในช่วงค่ำบางวันก็มีการเปิดไฟเป็นระบบแสงสีตระการตาชวนชม 

ไชน่าทาวน์ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่คุ้นชินกับอาหารตะวันตก แค่ได้ไปเดินเล่นแถวนี้ก็หาของกินรสชาติดั้งเดิมแบบเอเชีย กินแล้วถูกปากถูกลิ้น มีทั้งที่เป็นร้านอาหารหรูและร้านข้าวราดแกง อันที่จริง ไม่เฉพาะคนจีนเท่านั้นที่กระจุกกันอยู่ย่านนี้ คนเชื้อชาติอื่น ๆ จากซีกโลกฝั่งตะวันออก อย่างญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนามก็อาศัยอยู่และทำมาค้าขายปะปนกัน ร้านขายของชำและซูเปอร์มาร์เก็ตที่หาวัตถุดิบจำพวกของสดของคาวมีหลายแห่ง 


ถัดมาคือย่าน Capitol Hill อันที่จริงแต่เดิมเคยเป็นย่านพักอาศัย ปัจจุบันเต็มไปด้วยร้านรวง ร้านอาหาร ผับบาร์ บรรดาศิลปินมักมาซุ่มทำงานศิลปะกันที่ย่านนี้ อาคารบางหลังดูภายนอกธรรมดา แต่ภายในเป็นสตูดิโอ แกเลอรี่ และโรงงานขนาดเล็กสำหรับผลิตชิ้นงานทั้งภาพและดนตรี นอกจากนี้ ย่านนี้ยังขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์รวมของชาว LGBTQ อีกด้วย


 

หากใครชื่นชอบสินค้าสภาพดีราคาถูกแนะนำให้ไปเที่ยวร้านขายของมือสอง บางแห่งดำเนินกิจการโดยองค์กรการกุศลอย่าง Goodwill ซึ่งมีร้านสาขานับไม่ถ้วนอยู่แทบทุกเมืองในทุกรัฐ แค่ในเมืองนี้ก็น่าจะไม่ต่ำกว่าห้าแห่ง หาสาขาใกล้สุดได้อย่างง่ายดายด้วยการค้นในแผนที่ Google ของที่ขายส่วนใหญ่คือเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย กระเป๋า รองเท้า และเครื่องใช้ในครัวเรือนสภาพดี แต่ราคาถูกกว่ามือหนึ่งเกินครึ่ง 
 

 

ที่พูดมาทั้งหมดเป็นเพียงน้ำจิ้มชิมลางและข้อมูลคร่าว ๆ หากใครอยากรู้ว่าซีแอตเติลมีดีอย่างที่ใครต่อใครกล่าวขานกันหรือไม่ ก็คงต้องหาโอกาสไปเที่ยวเอง ไม่แน่ เมืองนี้อาจจะกลายเป็นเมืองสุดประทับใจแห่งหนึ่งก็เป็นได้


สว่าง ทองดี
จบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ (ชีววิทยา) จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เริ่มต้นด้วยอาชีพด้วยการเป็นครู ควบคู่ไปกับการใช้เวลาในช่วงปิดเทอมไปท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ สอนหนังสืออยู่เก้าปีจึงตัดสินใจลาออก และเริ่มเดินทางจริงจัง หลัก ๆ เป็นการไปด้วยจักรยาน รอนแรม ค่ำไหนนอนนั่น
 

รู้จัก ‘PM2.5’ ฝุ่นจิ๋วสุดอันตราย บ่อเกิดสารพัดโรคร้าย พร้อมรู้แนวทางรับมือ-ดูแลตัวเอง ให้ปลอดภัยจากฝุ่นพิษ


ช่วงนี้เรื่องฝุ่น PM 2.5 ได้กลับมาเป็นหัวข้อที่คนเริ่มพูดถึงกันอีกครั้ง เนื่องจากผู้คนสมัยใหม่เน้นดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงกังวลเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกินมาตรฐาน ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลาย ๆ ด้าน ได้แก่ ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบตา ระบบผิวหนัง นอกจากนี้ยังเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมองอีกด้วย 

ฝุ่นละอองขนาดขนาดเล็ก แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 

1. ฝุ่นละเอียด เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ฝุ่นละเอียดเกิดจากการเผาไหม้ทั้งจากยานพาหนะและผลผลิตทางการเกษตร กระบวนการผลิตในโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรม ควันที่เกิดจากหุงต้มอาหาร นอกจากนี้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) และสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จะทำปฏิกิริยากับสารอื่นในอากาศทำให้เกิดเป็นฝุ่นละเอียดได้

2. ฝุ่นหยาบ เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-10 ไมครอน (PM10) เกิดจากการจราจร, การขนส่งหรือฝุ่นจากการบดย่อยหิน

ปัจจุบันพบว่าหลายพื้นที่มีฝุ่นละเอียด (PM2.5) เกินระดับมาตรฐาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศและความกดอากาศ ทำให้การลอยตัวและการกระจายตัวของฝุ่นละเอียดอยู่ในระดับต่ำ การไหลเวียนและถ่ายเทอากาศไม่ดี จึงทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละเอียดเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับควันไอเสียรถยนต์และรถบรรทุกในที่มีการจราจรหนาแน่นหรือเขตอุตสาหกรรม รวมทั้งการเผาป่าหรือการเผาพื้นที่ทางการเกษตรเพื่อเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป

>> ดัชนีคุณภาพอากาศ 0 - 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

-คุณภาพอากาศดีมาก

-สามารถทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายกลางแจ้งได้

 

>> ดัชนีคุณภาพอากาศ 26 - 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

-มีผลกระทบต่อสุขภาพเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง (ผู้สูงอายุ, หญิงตั้งครรภ์, เด็กเล็กหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว)

-ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือออกกําลังกายกลางแจ้ง เช่น ปั่นจักรยานหรือวิ่ง

-เฝ้าระวังปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น เช่น หายใจลําบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวี้ด   แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ เมื่อยล้าหรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบพบแพทย์

 

>> ดัชนีคุณภาพอากาศ 38 - 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

-มีผลกระทบต่อสุขภาพปานกลางโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

-ลดระยะเวลาการทำกิจกรรมนอกบ้านหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง

-เมื่อต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากอนามัยที่ป้องกัน PM2.5

-หากมีอาการไอบ่อย หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวี้ด แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก ใจสั่น คลื่นไส้ เมื่อยล้าผิดปกติหรือวิงเวียนศีรษะ ให้รีบพบแพทย์

-ผู้ที่มีโรคประจำตัว เตรียมยาประจำตัวให้พร้อมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

เจ้าถิ่นเจ๋ง!!! ร้านสะดวกซื้อเจ้าถิ่นใน ‘อินโดนีเซีย’ แข็งแกร่ง!! แม้แต่ ‘7-11’ ยังต้องยอมแพ้ - ล้มเลิกกิจการ

สวัสดีนักอ่านทุกท่านครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวน่าสนใจจากประเทศเพื่อนบ้านมาเล่าสู่กันฟังครับ หากพูดถึงร้านสะดวกซื้อในไทยที่เราเห็นได้บ่อย เข้าใช้บริการบ่อย ก็ต้องนึกถึง 7-Eleven ถูกต้องไหมครับ และเป็นที่รู้กันโดยทั่วว่า 7-Eleven ประสบความสำเร็จในประเทศไทยอย่างยิ่ง

แต่ถึงแม้ว่า 7-Eleven จะประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในหลาย ๆ ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์ แต่ใน ‘อินโดนีเซีย’ แล้วนั่น กลับเป็นเรื่องที่ยากแสนยาก และไม่มีทีท่าว่าจะสามารถเจาะตลาดร้านสะดวกซื้อของประเทศนี้ได้

เหตุผลหลัก ๆ ที่เป็นเช่นนั้น คือ ‘อินโดนีเซีย’ มีเครือข่ายร้านค้าสะดวกซื้ออยู่แล้ว เช่น ‘Indomaret’ และ ‘Alfamart’ ที่สามารถพบเจอได้เกือบทุก ๆ ๑ กม. หรือน้อยกว่านั้น และร้านค้า ๒ เจ้านี้จะกระจายตัวอยู่ตามเมืองใหญ่หรือเมืองเล็ก ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ 7-Eleven ทำแล้วได้ผลดีในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ร้านสะดวกซื้ออย่าง Lawson's และ Family Mart ก็ใช้วิธีการนี้ด้วยเช่นกัน

นอกจาก 7-Eleven จะนิยมเปิดร้านสะดวกซื้อภายในอาคาร สำนักงาน หรือในพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่าน โดยกำหนดเป้าหมายไปยังพื้นที่ที่ Indomaret และ Alfamart ตั้งอยู่ หวังให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้ว 7-Eleven ยังอัปเกรดร้านให้เป็นร้าน ‘ระดับพรีเมียม’ โดยมีบริการสถานที่นั่งรับประทานอาการ ดื่มเครื่องดื่ม และมี Wi-Fi ให้ใช้ฟรีอีกด้วย

ดูเหมือนว่ากลยุทธ์นี้จะดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้ แต่ก็เพียงแค่ในระยะแรกที่เป็นกระแสเท่านั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปผู้คนมักจะเข้ามาซื้อเพียงเครื่องดื่มที่มีราคาถูก เพียงหวังจะได้นั่งในร้านเพื่อใช้ Wi-Fi ฟรีเป็นเวลาหลายชั่วโมง ด้วยสาเหตุนี้จึงทำให้ 7-Eleven มีรายได้น้อย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายสูง (ค่าไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และค่าเช่าพื้นที่ในพื้นที่ระดับพรีเมียม) 

7-Eleven เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่น นักเรียนนักศึกษา อายุระหว่าง 18 - 25 ปี โดยลูกค้ากลุ่มนี้จะใช้ 7-Eleven เป็นสถานที่แฮงก์เอาต์ และสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในกลางวันและกลางคืน (24 ชม.) โดยมีการนำเสนอรายการอาหารและเครื่องดื่มของ 7-Eleven แบบดั้งเดิมเช่น Slurpee และของว่างพร้อมกับอาหารท้องถิ่นและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั่นจึงไม่แปลกใจว่าทำไมถึงฮิตในกล่มวัยรุ่น

ในปี ค.ศ. 2020 7-Eleven มีสาขามากถึง 70,750 แห่งทั่วโลก แต่ร้าน 7-Eleven แต่กลับไม่มีสักสาขาเดียวในอินโดนีเซีย เนื่องจากในปี ค.ศ. 2017 7-Eleven ได้ประกาศปิดสาขาทั้งหมด หลังเข้ามารุกธุรกิจในประเทศนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 

การดำเนินงานของ 7-Eleven ในอินโดนีเซียจะดำเนินงานผ่านผู้ให้บริการท้องถิ่นคือ PT Modern Internasional ซึ่งจัดการบริการที่ตรงกันข้ามกับร้านสะดวกซื้อในอเมริกาที่เน้นการซื้อกลับบ้านและของกินเล่นยามดึก หลังเริ่มธุรกิจได้ไม่นาน บริษัท PT Modern Internasional ก็เริ่มขยายตัวภายในกรุงจาการ์ตา โดย 7-Eleven เปิดสาขาแห่งที่ 21 ภายในปี ค.ศ. 2010 และมีสาขาครบ 100 แห่งในปี ค.ศ. 2012 

ในปี ค.ศ. 2013 บริษัทมียอดขายสูงสุดประมาณ 78 แห่งจากร้านค้าทั้งหมด 190 แห่ง ดูเหมือนว่าอนาคตของ 7-Eleven ในอินโดนีเซียจะสดใส แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่ เนื่องจากประสบปัญหาที่แก้ไม่ตกเพราะลูกค้าไม่ยอมใช้เงินในร้าน แม้ว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากใน 7-Eleven แต่ก็จ่ายเงินซื้อเครื่องดื่มเพียงแก้วเดียว แล้วนั่งนาน ๆ หลายชั่วโมง 

บริษัท PT Modern Internasional ได้ออกมาบอกด้วยว่า “ยอดขายที่ขาดหายไปเป็นเพราะการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งรายเดิมและรายใหม่ เช่น Family Mart และ Alfamart”

มองชีวิตเป็นที่ตั้ง เปิดทาง 'หลากศาสตร์' สู่กระบวนการทางการแพทย์ เพื่อรักษาผู้ป่วยสิ้นหวังด้วยหลักเมตตาธรรม

ทุกวันนี้สังคมไทยยังคงขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องราวทางการแพทย์อยู่อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของกระบวนการรักษาที่มีความสลับซับซ้อน แต่สิ่งซึ่งผู้เขียนอยากนำมาเสนอในบทความนี้คือ ความปรารถนาให้ผู้คนได้รู้และเข้าใจเรื่องราวของการเข้าถึงกระบวนการการรักษาด้วยหลักเมตตาธรรมทางการแพทย์  รวมทั้งไม่เพิกเฉยละเลยในศาสตร์ต่าง ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือและรักษาชีวิตมนุษย์ทุกผู้ทุกคนบนโลกใบนี้

ในการรักษาตามศาสตร์ทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น กระบวนการในการรักษาต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์โดยหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกำหนดขึ้นมา ครอบคลุมตั้งแต่ บุคลากร วิธีการปฏิบัติ ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ ฯลฯ ดังนั้นกระบวนการรักษาโดยรวมจึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้นมา แต่ก่อนถึงการกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานต่าง ๆ เหล่านั้นจะมีกระบวนการที่เรียกว่า “การวิจัยทางคลินิก” (Clinical Trial) อันเป็นหนึ่งในกระบวนการทดสอบใน “มนุษย์” ว่า ยา วัคซีน วิธีการรักษา วิตามิน อาหารเสริม หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯ ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่นั้น สามารถรักษาโรคได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ และปลอดภัยเพียงพอสำหรับการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้และจำหน่ายแล้วหรือยัง 

แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิทยาการทางการแพทย์ในยุคปัจจุบันมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยอยู่ตลอดเวลา ทำให้มียาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานสากล แต่ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวเหล่านี้ได้ผ่านการทดลองในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเช่นเดียวกับมนุษย์ในแต่ละสิ่งอย่างนับร้อย ๆ ชีวิต เป็นร้อย ๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็น หนู สุกร กระต่าย หรือ ลิง ซึ่งผ่านการทดลองอย่างปลอดภัยจนมั่นใจว่า สามารถนำไปใช้ในมนุษย์ได้แล้ว แต่อาจจะใช้ในการรักษาโรคผู้ป่วยที่หมดหนทางในการรักษาตามมาตรฐานสากลเท่าที่มีอยู่ และได้ใช้วิธีการรักษาที่มีอยู่จนหมดแล้ว 

โดยเฉพาะผู้ป่วยในกลุ่มที่เรียกว่า “ผู้ป่วยสิ้นหวัง” (Desperate patient) อันได้แก่ ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคทางกายและ/หรือทางใจ โดยไม่มีโอกาสที่จะพ้นทุกข์ทรมาน และไม่สามารถใช้เวลาที่เหลือในชีวิตของตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้ ยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ใหม่ ๆ ดังกล่าวอาจสามารถใช้รักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ และเป็นหลักการที่ยอมรับของวงการแพทย์ทั่วโลก ตามที่เรียกกันว่า Compassionate treatment หรือการรักษาด้วยหลักเมตตาธรรม ตามปฏิญญาเฮลซิงกิของแพทยสมาคมโลก ค.ศ. 2013 (WMA Declaration of Helsinki 2013)

การรักษาด้วยหลักเมตตาธรรมจึงเป็นหลักการทางการแพทย์ที่ถือว่า มีความเป็นสากล เพราะการใช้ยาหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติ อาทิ ยาชนิดใหม่เพื่อการวิจัย หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ นอกการทดลองทางคลินิก โดยผู้ป่วยที่มีสภาวะร้ายแรงหรือมีภาวะถูกคุกคามชีวิต ซึ่งไม่ตรงตามเกณฑ์การลงทะเบียนสำหรับการทดลองทางคลินิกที่กำลังดำเนินอยู่

ในสหรัฐอเมริกา การรักษาด้วยหลักเมตตาธรรมเริ่มต้นจากการจัดหายาสำหรับผู้ป่วยบางรายในช่วงปลายทศวรรษ 1970 โดยโครงการที่เป็นทางการเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1987 เพื่อตอบสนองต่อผู้ป่วย HIV/AIDS ที่ร้องขอการเข้าถึงยาที่กำลังพัฒนา และทำให้เกิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างสำคัญคือ Right-to-try laws (กฎหมายว่าด้วยสิทธิในการทดลอง) กลายเป็นกฎหมายของมลรัฐในสหรัฐอเมริกากว่าสี่สิบมลรัฐแล้ว 

แล้วที่สุดกลายเป็นกฎหมายของรัฐบาลกลางที่จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายสามารถเข้าถึงการรักษาเชิงทดลอง (ยา สารชีวภาพ อุปกรณ์) ที่ได้ผ่านการทดสอบระยะที่ ๑ แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) เมื่อ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 2018 โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ก่อนที่จะมีกฎหมายว่าด้วยสิทธิในการทดลองใช้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา (FDA) เพื่อใช้ยาทดลอง ในปี ค.ศ. 2018 มี ๔๑ มลรัฐของสหรัฐอเมริกาได้ผ่านกฎหมายว่าด้วยสิทธิในการทดลอง กฎหมายว่าด้วยสิทธิในการทดลองใช้ของรัฐบาลกลางผ่านในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2018 นับตั้งแต่การลงนามในร่างกฎหมาย ผู้ป่วยหลายพันคนสามารถใช้วิธีการรักษาแบบทดลองตามกฎหมายนี้ได้ จากข้อมูลของ Scott Gottlieb ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมาธิการของ FDA ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ องค์การอาหารและยา (FDA) ได้อนุมัติคำขอของผู้ป่วยถึง 99% ในการเข้าถึงยาทดลอง ทั้งทางโทรศัพท์ทันทีหรือภายในไม่กี่วันก่อนที่จะมีการลงทะเบียนตามขั้นตอนของกฎหมายดังกล่าว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความสำเร็จในการรักษาด้วยหลักเมตตาธรรมคือ กรณีของ Martin A. Couney ผู้คิดค้นตู้อบทารกซึ่งคลอดก่อนกำหนด (Neonatal incubators) เมื่อย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1900 นักสุพันธุศาสตร์ (นักวิชาการซึ่งทำการประมวลความเชื่อและวิธีปฏิบัติว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพทางพันธุกรรมของประชากรมนุษย์) หลายคนได้เผยแพร่ความเชื่อที่ว่า ทารกที่คลอดก่อนกำหนดควรถูกกำหนดให้ตาย และไม่คุ้มค่าที่จะทำการรักษา

แต่ Martin Couney ท้าทายแนวคิดนั้นด้วยนิทรรศการของเขา ซึ่งเขาสร้างขึ้นหลังจากที่เขาดัดแปลงตู้ฟักไก่ให้เป็น “โรงเพาะฟักเด็ก” ในงาน Chicago world fair โดย Martin Couney ผู้ซึ่งไม่เคยได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ใด ๆ เลย แต่เขาได้ช่วยชีวิตทารกที่คลอดก่อนกำหนดมากกว่า ๗,๐๐๐ คนตลอดช่วงชีวิตของเขา โดยจัดแสดงไว้ในตู้อบทารกในนิทรรศการของเขาที่ Coney Island

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่ง สถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดในโลก

สวัสดีนักอ่านทุกท่านครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ณ กรุงปักกิ่ง มาเล่าให้อ่านครับ ต้องบอกเลยว่าเรื่องราวในวันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง แต่จะน่าสนใจขนาดไหน ไปอ่านกันเลยครับ

ต้องบอกก่อนว่าโดยปกติแล้วสถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกจะมีเจ้าหน้าที่ทหารจากนาวิกโยธินสหรัฐฯ ทำหน้าที่คุ้มกันอยู่ภายในอาณาบริเวณของสถานทูต แต่สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศจีนนั้นจะมีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ในโลก เนื่องจากได้รับการคุ้มกันโดยกองกำลังติดอาวุธ Chinese wujing หรือ the People's Armed Police ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ไม่ใช่โดยเจ้าหน้าที่ทหารของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ดังเช่น สถานทูตสหรัฐฯ อื่น ๆ ทั่วโลก

เพราะเหตุนี้จึงทำให้สถานทูตสหรัฐฯ ณ กรุงปักกิ่งได้รับการปกป้องมากที่สุด โดยกองทัพของประเทศที่ตั้งของสถานทูตเลยทีเดียว

เจ้าหน้าที่ของกองกำลังติดอาวุธ the People's Armed Police หรือ Chinese Military Police ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันสถานทูตสหรัฐฯ

เรามาทำความรู้จักกองกำลังติดอาวุธ the People's Armed Police หรือ Chinese Military Police กันดีกว่า

กองกำลังติดอาวุธ the People's Armed Police หรือ Chinese Military Police เป็นทหารหน่วยพิเศษ หรือสารวัตรทหาร (ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ) ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) มักจะปฏิบัติงานด้านความมั่นคงภายใน เช่น คุ้มกันสถานทูต กวาดล้างผู้ค้ายาเสพติดอันตราย ต่อต้านการก่อการร้าย การปราบปรามความไม่สงบ ฯลฯ

เจ้าหน้าที่ของกองกำลังติดอาวุธ the People's Armed Police หรือ Chinese Military Police ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกันสถานทูตสหรัฐฯ

นอกจากนี้การรักษาความปลอดภัยภายในอาณาบริเวณของสถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศจีนนั้นจะมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พลเรือนจาก The Diplomatic Security Service (DSS or DS) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายในประเทศของรัฐบาลสหรัฐฯ ในคดีที่เกี่ยวกับกระทรวงการต่างประเทศ อาทิ การปลอมแปลงหนังสือเดินทางหรือวีซ่า การค้ามนุษย์ การปลอมแปลงเอกสาร การลักพาตัวระหว่างประเทศ การละเมิดรัฐบัญญัติการป้องกันผู้ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลกลาง การจับกุมผู้ที่หนีคดีในต่างประเทศ และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ


เจ้าหน้าที่พลเรือนจาก The Diplomatic Security Service (DSS or DS) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯขณะอพยพพลเมืองอเมริกันชุดแรก ๑๙๕ คนออกจากเมืองวูฮั่น อันเนื่องมาจากสถานการณ์ COVID-19 ในปี ค.ศ. 2020

การที่รัฐบาลจีนสั่งห้ามสถานทูตไม่ให้ที่พักแก่ทหารจากประเทศของตน ด้วยเพราะด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ 

ในปี ค.ศ. 1898 ระหว่างการกบฏนักมวยมีทหารต่างชาติซึ่งประจำการในสถานทูตแปดชาติ ได้แก่ อเมริกา ออสเตรีย-ฮังการี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น และรัสเซีย ได้กระทำการทารุณต่อประชาชนในท้องถิ่น 

นอกจากนี้ ยังมีความทรงจำที่เลวร้ายเกี่ยวกับสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งมหาอำนาจตะวันตกหลายชาติได้ประกาศสงครามกับจีน และมีการบังคับรัฐบาลจีนให้จ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาล สร้างสถานทูตและที่พักทหาร ฯลฯ 

ดังนั้นสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎของรัฐบาลจีน โดยเจ้าหน้าที่พลเรือนจาก The Diplomatic Security Service (DSS or DS) ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในอาณาเขตของสถานทูต

"Discipline, Vigilance, Professionalism" (มีวินัย ระวังตัว มืออาชีพ) คำขวัญของ Marine Security Guard

แต่สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกโดยปกติแล้วใช้ทหารจาก Marine Security Guard (MSG) หรือ Marine Embassy Guard (หน่วยนาวิกโยธินรักษาความปลอดภัยประจำสถานทูตสหรัฐฯ) เป็นสมาชิกของกองกำลังนาวิกโยธินซึ่งทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลก (เดิมชื่อกองพันหน่วยนาวิกโยธินรักษาความปลอดภัย) ซึ่งเป็นองค์กรขนาดกองพันของกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ (USMC) ซึ่งกองกำลังนาวิกโยธินรักษาความปลอดภัยของสถานทูตสหรัฐฯ สถานกงสุลอเมริกัน และหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เช่น คณะผู้แทนสหรัฐประจำองค์การ NATO กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม 

นาวิกโยธินสหรัฐฯ มีประวัติในการร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน โดยย้อนกลับไปในยุคแรก ๆ ของประเทศ ตั้งแต่การชักธงชาติอเมริกันที่เมืองเดอร์นา กรุงตริโปลี ประเทศลิเบีย และภารกิจลับของ Archibald H. Gillespie ในแคลิฟอร์เนียช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับเม็กซิโก ไปจนถึงการกบฏนักมวยที่กรุงปักกิ่ง นาวิกโยธินสหรัฐฯ ได้ทำหน้าที่พิเศษหลายครั้งในภารกิจพิเศษในฐานะผู้นำสาร เป็นผู้คุ้มกันสถานทูตและคณะผู้แทนฯ และปกป้องพลเมืองอเมริกันในพื้นที่ที่ไม่สงบ 

เรื่องเหลือเชื่อ ‘Tsutomu Yamaguchi’ ผู้รอดชีวิตถึง ๒ ครั้งจากระเบิดปรมาณู เมื่อครั้งสหรัฐฯ ถล่มญี่ปุ่น ในสงครามโลกครั้งที่ 2

Tsutomu Yamaguchi ชายผู้รอดจากระเบิดปรมาณูถึงสองครั้งสองครา

โลกใบนี้มีการใช้ระเบิดปรมาณูในการทำสงครามเพียงสองครั้งคือ ช่วงตอนปลายของสงครามโลกครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 โดยกองทัพสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูใส่ประเทศญี่ปุ่นถึงสองลูก ได้แก่ Little Boy และ Fat Man

เหตุการณ์ในนั้นครั้งถือเป็นการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ไปจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนไม่น้อย แต่ในเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ ยังมีเรื่องราวปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เช่นกัน

ลูกระบิดปรมาณู Little Boy น้ำหนัก 4.4 ตัน
 
‘Tsutomu Yamaguchi’ เป็นมนุษย์ที่อยู่ในรัศมีของระเบิดปรมาณูแล้วรอดชีวิตจากการระเบิดของระเบิดปรมาณูครั้งแรก (ลูกระบิดปรมาณูลูกดังกล่าวชื่อว่า Little Boy ถูกทิ้งจากเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-29 ที่ชื่อว่า Enola Gay ทำให้มีผู้เสียชีวิตราว ๙๐,๐๐๐-๑๔๖,๐๐๐ คน) ที่เมืองฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 

แม้ว่าตัว Yamaguchi จะถูกแรงอัดของระเบิดจนหมุนคว้างกลางอากาศราวกับถูกพายุทอร์นาโดพัดจนตกลงไปในคูน้ำ แต่หลังจากรับการรักษาและพักฟื้นอย่างรวดเร็ว เขาก็ตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟกลับไปยังเมืองนางาซากิ และมาถึงในเวลาที่มีการทิ้งระเบิดปรมาณูลูกที่สอง (Fat Man ถูกทิ้งจากเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-29 ที่ชื่อว่า Bockscar ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกราว ๓๙,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน) พอดี แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้อีกครั้งหนึ่ง


ลูกระบิดปรมาณู Fat Man น้ำหนัก 4.67 ตัน

Tsutomu Yamaguchi (山口彊, Yamaguchi Tsutomu) (16 มีนาคม ค.ศ. 1916 - 4 มกราคม ค.ศ. 2010) เป็นวิศวกรชาวญี่ปุ่นและเป็นผู้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดปรมาณูสองครั้งทั้งที่เมืองฮิโรชิมาและเมืองนางาซากิในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง 

แม้ว่าจะมีประชาชนอย่างน้อย ๗๐ คนที่ได้รอดชีวิตจากการทิ้งระเบิดทั้งสองครั้ง แต่เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลญี่ปุ่นว่า เป็นผู้ที่รอดชีวิตจากการระเบิดของระเบิดปรมาณูทั้งสองครั้ง


 
Yamaguchi เกิดและอาศัยอยู่ที่เมืองนางาซากิ เข้าร่วมงานกับ Mitsubishi Heavy Industries ในช่วงทศวรรษที่ 1930 และทำงานเป็นช่างเขียนแบบซึ่งออกแบบเรือบรรทุกน้ำมัน 

ระหว่างสงครามเขาก็ยังอาศัยอยู่ในเมืองนางาซากิ แต่ได้เดินทางไปยังเมืองฮิโรชิมาเพื่อทำธุรกิจให้กับบริษัท Mitsubishi Heavy Industries ซึ่งเป็นนายจ้างของเขา เมื่อเมืองฮิโรชิมาถูกทิ้งระเบิดเมื่อเวลา 8.15 น. ของวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ. 1945 เขาได้รับบาดเจ็บ แต่ตัดสินใจเดินกลับมาที่เมืองนางาซากิในวันรุ่งขึ้น และแม้ว่าจะมีบาดแผลเต็มตัว แต่เขาก็กลับไปทำงานในวันที่ 9 สิงหาคม วันที่มีการทิ้งระเบิดปรมาณูเป็นครั้งที่สอง 

เช้าวันนั้น ขณะที่เจ้านายของเขาบอกว่าเขา "บ้า" หลังจากที่เขาบรรยายว่า ระเบิดปรมาณูลูกหนึ่งสามารถทำลายเมืองได้อย่างไร ระเบิดปรมาณูที่ทิ้งยังเมืองนางาซากิก็จุดชนวน ในปี ค.ศ. 1957 เขาได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘Hibakusha’ (ผู้ได้รับผลกระทบจากระเบิดปรมาณู) ของเหตุระเบิดที่เมืองนางาซากิ 

แต่จนกระทั่งวันที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 2009 รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้รับรองอย่างเป็นทางการว่า เขาอยู่ในเมืองฮิโรชิมาเมื่อสามวันก่อนการระเบิดที่เมืองนางาซากิด้วย เขาจึงเป็นบุคคลที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูทั้งสองครั้งสองครา เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหารเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2010 ขณะอายุได้ ๙๓ ปี


 Yamaguchi กล่าวว่า เขา "ไม่เคยคิดว่า ญี่ปุ่นควรจะเริ่มสงคราม"

กลุ่มควันรูปดอกเห็ดจากการระเบิดของระเบิดปรมาณูสูงกว่า 20,000 ฟิต ซ้ายเมืองฮิโรชิมา ขวาเมืองนางาซากิ

ระว่างสงครามโลกครั้งที่สอง Yamaguchi อาศัยและทำงานในเมืองนางาซากิ แต่ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1945 เขาต้องเดินทางไปทำงานที่เมืองฮิโรชิมาเป็นเวลาสามเดือน ในวันที่ 6 สิงหาคม เขาเตรียมจะออกจากเมืองพร้อมกับเพื่อนร่วมงานสองคน Akira Iwanaga และ Kuniyoshi Sato และกำลังเดินทางไปสถานีรถไฟเมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าลืม Hanko (ตราประทับประจำตัวแบบที่ใช้กันทั่วไปในญี่ปุ่น) จึงเดินทางกลับไปยังที่ทำงานของเขาเพื่อนำติดตัว ในเวลา 8.15 น. ขณะเขากำลังเดินไปที่ท่าเทียบเรือ เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-29 ของอเมริกา Enola Gay ได้ทิ้งระเบิดปรมาณู Little Boy ลงใกล้กับใจกลางเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 3 กิโลเมตร 

Yamaguchi จำได้ว่าเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดและปล่อยร่มชูชีพขนาดเล็ก ๒ ร่ม ก่อนที่จะมีแสงวาบขนาดใหญ่บนท้องฟ้า และตัวเขาก็ถูกพัดปลิวไป

การระเบิดทำให้แก้วหูของเขาแตก ทำให้เขาตาบอดชั่วคราว และทิ้งรังสีที่รุนแรงไว้บนด้านซ้ายของลำตัวครึ่งบน หลังจากกลับมาได้สติเขารีบคลานไปที่ที่กำบัง และหลังจากพักผ่อนแล้ว เขาก็ออกเดินตามหาเพื่อนร่วมงานของเขา โชคดีที่พวกเขารอดชีวิตมาได้และอยู่ด้วยกันทั้งคืนในที่หลบภัยทางอากาศก่อนที่จะเดินทางกลับเมืองนางาซากิในวันรุ่งขึ้น

‘เงินบาท’ สกุลเงินที่ยืดหยุ่นที่สุดในโลก แม้เคยเผชิญ ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ เมื่อ 26 ปีก่อน

สวัสดีนักอ่านทุกท่านครับ วันนี้ผมมีเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับสกุลเงิน ‘บาท’ ที่เราๆ คุ้นเคยกันอย่างดีมาฝากครับ โดยเรื่องราวเกี่ยวกับสกุลเงินบาทครั้งนี้ ผมอ้างอิงมาจาก RUCHIR SHARMA ชาวอินเดีย ผู้ซึ่งเป็นนักลงทุน นักเขียน ผู้จัดการกองทุน และคอลัมนิสต์ของ Financial Times เขาเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ Rockefeller Capital Management และเคยเป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Breakout Capital ซึ่งเป็นบริษัทการลงทุนที่เน้นตลาดเกิดใหม่ของ Morgan Stanley Investment Management ปัจจุบันเขาเป็นประธาน Rockefeller Capital Management  บริษัทการเงินระดับโลก โดยเขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับสกุลเงินบาทไว้ดังนี้ครับ (บทความต้นฉบับ www.ft.com/content/f280de11-48c7-4526-aa92-ad1e1b7b6ed1)

ในปี ค.ศ. 1997 ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางและจุดเริ่มต้นของวิกฤตการเงิน (วิกฤตต้มยำกุ้ง) แต่หลังจากวิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว สกุลเงินบาทกลับกลายเป็นสกุลเงินที่มีเสถียรภาพในระยะยาว

ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1998 เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ ซึ่งถือว่าดีกว่าสกุลเงินเกิดใหม่อื่น ๆ ในโลก และดีกว่าสกุลเงินฟรังก์สวิสและสกุลเงินที่เทียบเท่าทั้งหมดในประเทศที่พัฒนาแล้ว

RUCHIR บอกว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1998 หรือเมื่อ ๒๕ ปีก่อนในเดือนนี้ (กุมภาพันธ์) กรุงเทพฯ กลายเป็นจุดศูนย์กลางของวิกฤตการเงินในเอเชีย การระเบิดของเงินบาทครั้งนั้นได้ก่อให้เกิดการล่มสลายของสกุลเงินและตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ประท้วงมากมายตามท้องถนนทั่วทั้งภูมิภาค และเกิดความวุ่นวายจนลุกลามใหญ่โต ในขณะที่ผู้นำโลกต่างก็พยายามชะลอการแพร่ระบาดของวิกฤตการเงินครั้งนี้ไม่ให้ลามไปทั่วโลก เศรษฐกิจของไทยและประเทศเพื่อนบ้านต่างก็ตกอยู่ในภาวะถดถอยและซบเซา

เมื่อครั้งนั้นเศรษฐกิจไทยหดตัวเกือบร้อยละ ๒๐ เนื่องจากหุ้นราคาร่วงมากกว่าร้อยละ ๖๐ และค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมากกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ราคาหุ้นในกรุงเทพ ‘ถูก’ อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ไม่มีใครกล้าซื้อหุ้นไทย

เรื่องราววิกฤตในครั้งนั้นถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ และบทส่งท้ายกลับสร้างความประหลาดใจ เพราะตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1998 เป็นต้นมา เรื่องราวเกี่ยวกับเงินบาทของประเทศไทยได้จางหายไปจากเรดาร์ทางการเงินทั่วโลก ด้วยเงินบาทได้พิสูจน์แล้วว่า มีความยืดหยุ่นอย่างไม่ธรรมดา โดยสามารถรักษามูลค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ได้ดีกว่าสกุลเงินเกิดใหม่อื่น ๆ ของโลก และดีกว่าสกุลเงินอื่นในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมด (ยกเว้นฟรังก์สวิส)

ในทางตรงกันข้ามที่ประเทศอินโดนีเซีย ในปี ค.ศ. 1998 เกิดเหตุการณ์ล้มอำนาจเผด็จการซูฮาร์โต เงินรูเปียห์ซื้อขายกันที่เกือบ 15,500 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ ลดลงจาก 2,400 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ ก่อนเกิดวิกฤต เงินบาทซื้อขายที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งก่อนวิกฤตไม่เคยต่ำกว่า 26 บาทต่อดอลลาร์

ขณะที่ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยแทบไม่รู้สึกว่าสินค้าราคาแพง พวกเขาสามารถหาห้องพักโรงแรมระดับ 5 ดาวได้ในราคาที่ต่ำกว่า 200 ดอลลาร์ต่อคืนได้ อาหารค่ำรสเลิศในภูเก็ตในราคาเพียง 30 ดอลลาร์เท่านั้น แม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่ประเทศไทยก็สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก ศูนย์กลางของวิกฤตกลายเป็นจุดยึดของความมั่นคง และเป็นบทเรียนแก่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่น ๆ

หลังปี ค.ศ. 1998 สังคมเกิดใหม่จำนวนมากหันมาใช้ระบบการเงินแบบอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ธนาคารในอินโดนีเซียเปลี่ยนจากการตกเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์มากมายมาเป็นต้นแบบของการจัดการที่ดี ฟิลิปปินส์และมาเลเซียมีการเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมการขาดดุล แต่ไม่มีที่ใดในภูมิภาคนี้ที่เปลี่ยนแนวทางเศรษฐกิจแบบออร์โธดอกซ์* มากกว่าในประเทศไทย หลีกเลี่ยงส่วนเกินที่อาจทำให้ผู้คนทั้งในและนอกระบบเศรษฐกิจเกิดความแตกตื่น

เศรษฐกิจแบบออร์โธดอกซ์ คือ เมื่อเผชิญกับความขาดแคลนแล้วมนุษย์ตัดสินใจอย่างไร ซึ่งอาจเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล การตัดสินใจของครอบครัว การตัดสินใจทางธุรกิจ หรือการตัดสินใจทางสังคม และหากมองไปรอบ ๆ ตัวอย่างระมัดระวังแล้ว จะเห็นว่า ความขาดแคลนเป็นความจริงของชีวิต

‘แผ่นดินไหว’ มหันตภัยใต้พิภพ ภัยเงียบจากธรรมชาติที่รอวันปะทุ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา คิดว่าทุกท่านคงได้ข่าวการเกิดภัยทางธรรมชาติของประเทศเพื่อนบ้านในโลกของเรา ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก นั่นก็คือข่าวการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศตุรกี และประเทศซีเรีย โดยขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหวคือขนาด 7.8 ตามมาตราริกเตอร์ ซึ่งถือว่ามีความรุนแรงสูง และนับว่าเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติอันดับ 6 ของโลกเลยทีเดียว 

ผลที่เกิดจากการเกิดแผ่นในครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าสี่หมื่นคน และมีผู้คนที่ได้รับผลกระทบไร้ที่อยู่อาศัยและสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักอีกเป็นจำนวนมาก 

สำหรับวันนี้ผมจะพามาดูสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว และมาดูว่าส่วนไหนของโลกนี้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุด รวมทั้งประเทศไทยเรามีโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวหรือไม่? ถ้ามีจะเกิดได้ในส่วนไหน และความรุนแรงจะมากน้อยขนาดไหนกันครับ 

ทั้งนี้ก่อนที่จะพูดเรื่องแผ่นดินไหว เรามาทำความเข้าใจแผ่นดินที่เราอาศัยกันอยู่ก่อนน่ะครับ โดยพื้นเปลือกโลก หรือที่เราเรียกว่าแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่กันนี้ มีลักษณะเป็นแผ่นของแข็งที่มีหลายแผ่นเชื่อมต่อกันอยู่ ทำให้เกิดรอยต่อ หรือรอยแยกระหว่างแผ่นดินที่เชื่อมต่อแผ่นเปลือกโลกที่มีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา 

โดยแผ่นเปลือกโลกหลักที่สำคัญและมีขนาดใหญ่ ได้แก่ แผ่นเปลือกโลกแปซิฟิก แผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ แผ่นเปลือกโลกอเมริกาใต้ แผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย แผ่นเปลือกโลกแอฟริกา แผ่นเปลือกโลกอินเดีย-ออสเตรเลีย และแผ่นเปลือกโลกแอนตาร์กติก 


ภาพแสดงลักษณะของแผ่นโลก
นอกจากมีแผ่นเปลือกโลกหลักแล้ว ยังมีแผ่นรองที่เป็นลักษณะรอยต่อ หรือรอยเลื่อยย่อย ๆ อีกหลายรอยที่อยู่ภายในเปลือกโลกหลัก 

เมื่อถัดจากเปลือกโลกที่เป็นของแข็งลึกลงไปยังเนื้อโลก หรือภายในพื้นโลก ถ้าเราเจาะลงไปจะเจอของเหลวที่มีความหนืดและมีอุณหภูมิสูง ทั้งนี้เนื่องจากภายในเนื้อโลกมีอุณหภูมิที่สูงมากและมีการอัดแน่นกันอยู่ ทำให้มีการสะสมพลังงานที่จะทำให้เกิดการปะทุตัวอยู่ตลอดเวลา เปรียบได้กับการที่เราต้มน้ำให้เดือดและปิดฝาไว้ สังเกตว่าจะมีแรงน้ำปะทุขึ้นมานั่นเอง

ดังนั้นเมื่อเปรียบเทียบพื้นดินหรือเปลือกโลกที่เราอาศัยอยู่ก็เหมือนกับการที่เราอยู่บนเรือขนาดยักษ์หลายลำ ที่ลอยลำอยู่บนของเหลวที่มีความหนืด และมีความร้อนสูง มีการสะสมพลังงานที่พร้อมจะปลดปล่อยออกมาตลอดเวลา และเมื่อถึงเวลาที่ปลดปล่อย ก็จะปลดปล่อยออกมาในบริเวณที่เป็นรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก ส่งผลทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่มีขนาดใหญ่ สามารถสร้างความเสียหายให้กับทุกสิ่งที่อยู่บริเวณศูนย์กลาง และบริเวณรอบ ๆ จุดศูนย์กลางที่เกิดแผ่นดินไหว 

โดยบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว มักจะเป็นบริเวณเดียวกับที่มีความเสี่ยงจะเกิดการระเบิดของภูเขาไฟ เนื่องจากเป็นจุดที่จะมีการปล่อยพลังงานภายในเนื้อโลกออกมาเหมือนกัน การเกิดแผ่นดินไหวนั้นถ้าเกิดในบริเวณที่เป็นพื้นดินก็จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น แต่ถ้าเกิดในบริเวณที่เป็นมหาสมุทรก็อาจจะทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่พัดเข้าหาชายฝั่ง เหมือนกับที่เคยเกิดในประเทศไทยเมื่อปี 2547 

ทั้งนี้บริเวณที่มีความเสี่ยงมากที่สุดในโลก อยู่บริเวณกว้างที่เรียกกันว่า วงแหวนไฟ (Ring of fire) ได้แก่บริเวณรอบมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณหมู่เกาะญี่ปุ่น หมู่เกาะฟิลิปปินส์ หมู่เกาะแปซิฟิกใต้ และชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ 
 

ภาพแสดงวงแหวนแห่งไฟ บริเวณที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว
>> ‘รอยต่อ’ หรือ ‘รอยเลื่อน’ ที่สำคัญและมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย

ประเทศไทยมีรอยเลื่อนขนาดเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก โดยบริเวณที่น่าสนใจ เช่น รอยเลื่อนเจดีย์ 3 องค์, รอยเลื่อนแม่ปิง และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ โดยเฉพาะรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์นี้ เป็นรอยเลื่อนที่มีการพูดถึงบ่อยมาก ๆ เนื่องจากเป็นรอยเลื่อนที่อยู่ใกล้กรุงเทพ และเป็นจุดที่ตั้งของเขื่อนศรีนครินทร์พอดี ทำให้เกิดการวิตกกังวลว่าถ้าเกิดแผ่นดินไหวจะทำให้เขื่อนแตก และเกิดมวลน้ำจำนวนมหาศาลไหลบ่าเข้าท่วมบริเวณที่อยู่ใกล้เขื่อนได้ 

แต่ความวิตกต่าง ๆ ก็เริ่มจางหายไป เพราะเมื่อปี พ.ศ.2526 ได้เคยเกิดแผ่นดินไหวบริเวณนี้ครั้งใหญ่ โดยมีขนาดความรุนแรงถึง 5.5 ริกเตอร์ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เขื่อนศรีนครินทร์เสียหาย และโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่กว่าครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะรอยเลื่อนตรงจุดนี้เป็นรอยเลื่อนขนาดย่อย ไม่ใช่รอยเลื่อนหลักที่จะส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้ ทำให้โอกาสที่จะปลดปล่อยพลังงานที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่ยาก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top